คุณวิเชียรเล่นกล้องมาเยอะกว่าผมแน่ๆ เห็นเล่นเป็นอาทิตย์ละหลายม้วน ตอนช่วงผมเล่นกล้อง ผมไม่เคยถ่ายแบบเอาจริงเอาจังเลย แค่ถ่ายตอนไปเที่ยวกันเท่านั้น อาจทริปละสามสี่ม้วนแค่นั้นเอง จึงอ่อนประสบการณ์ในการถ่ายรูปมากๆ ครับ มีกล้องดีจริง แต่ไม่ค่อยได้ถ่ายก็แค่นั้น ตอนนั้น Canon F1 ถือว่าเรือธงของแคนอนแล้ว
ญี่ปุ่นเป็นอะไรที่น่าเอากล้องไปตะเวณมากครับ สวยไปหมดทั้งในเมืองและนอกเมือง ผิดกับบ้านเรา ที่สวยๆ สายไฟเกะกะไม่หมด เมื่อวานว่าจะไปถ่ายหน้าอนามัยตำบล เจอสายไฟเพียบ เลยไม่เอามาลงให้ดูครับ แต่ต้นก้ามปูเขาใหญ่และสวยมากๆ แต่เซ็งส่วนประกอบภาพบนพื้นมันดูเกะกะ แอบเซ็ง! แต่ในตัวอนามัยเขาเรียบร้อยสุดๆ นะ พยายามซูมไม่ให้เห็นข้างนอก มันก็ดันไปคิดสายไฟบนถนนนอกรั้วอนามัยซะอีก สรุป..ถ่ายสองภาพกลับบ้าน
มั่ว กะลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆครับพี่ สมัยนั้นไม่มีเน็ทเปิดหาความรู้ ทริคอะไรได้เลย ลองกดไปเรื่อยๆครับ รูปออกมาดีบ้าง เลวบ้าง กดถ่ายไปก็ไม่ได้จดว่า หน้ากล้อง อื่นๆตังไว้เท่าไหร่บ้าง อีกทั้งกล้องผมตอนนั้นก็แค่ กล้องคอมแพคเอง แต่มันดีตรง ที่ตั้งค่า รูรับแสง , ชัตเตอร์ กะค่าอื่นๆได้เกือบครบ
ช่วงหลังๆ ผมจะใช้การวัดแสงแบบ spot เป็นหลักครับ คือมองวิวไฟดอร์แล้ว อยากได้ภาพเน้นจุดไหน ก็เล็งเอาเลย สะดวกดี ในหลายๆภาพที่ถ่ายย้อนแสง ก็ยังพยายามใช้ spot ซึ่งตอนหลังมารู้ว่า การใช้แฟรช fill เสริม มันช่วยได้ แต่ความที่กล้องตัวนั้นตอนใช้แฟรชถ่าย รูปมันออกมาสีโหรยโถ่ยมากๆ ผมเลยไม่อยากใช้ แต่หันมาเลือกใช้ฟิล์ม ที่ค่า 400-800 แทนเอา (แพงก่าอีก)
สมัยนั้นตอนที่อยู่ญี่ปุ่น ไม่มีเพื่อนที่เล่นกล้อง ไม่มีข้อมูลเลยสักอย่าง ผมก็มั่วไปเรื่อยครับ เน้นได้เดินถ่ายไปเรื่อยๆ ภาพไหนไม่ดี ก็จำๆไว้ แล้วค่อยวกกลับไปแก้มือใหม่
บ้านเมืองที่นั่น น่าอยู่กว่าบ้านเราเยอะ วันอาทิตย์ นี่เดินผ่านคนที่ตะเวณถ่ายรูปกันเยอะแยะครับ ทั้งกล้องใหญ่ กล้องเล็ก อากาศก็ไม่ร้อนเดินได้ทั้งวัน
ข้อมูลสถานที่ก็ไม่ค่อยจะมี เพราะไม่มีคอมใช้ มือถือไม่มี แต่ดีตรงตามสถานีรถไฟ เค้าจะมีใบปลิวแจก ว่าสถานที่เที่ยวต่างถิ่น หรือในละแวกนั้นมีอะไรเด่นๆ แผนที่ก็ละเอียดดี เสียตรงเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด อ่านไม่ออก ดูแต่รูปเอา (ภาษาคันจิ ผมอ่านไม่เป็น)
แต่จากที่ประเมิณตัวเองแล้ว กล้องนี่ ไม่ค่อยมีพรสวรรเท่าไหร่ เลยเลิกราไป แต่ผมชอบค้นหาอะไรๆในภาพมากกว่าครับ คือไล่ดูกันทั้งภาพ