ผู้เขียน หัวข้อ: 9 นาทีแห่งความอดสู  (อ่าน 24576 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2018, 03:12:00 PM »
ช่วงรุ่งเรืองของขบวนการฮิปปี้ส์
สินค้า Ethnics ก็นิยมตามกัน
อะไรก็ได้ ขอให้มีลายแยะๆ ก็หาใช้กันครับ

อย่างเสื้อคอกว้างที่นิโกรใส่ ขายเกลื่อนสนามหลวง
(ยุคที่ยังมีตลาดนัด)

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2018, 03:42:19 PM »
มาตี้เป็นยิว เป็นฮิปปี้ส์ด้วย และเป็นศิลปินฝีมือดี
เจอกับซัลวาดอร์ ดาลี่ จนนับถือเป็นบิดาทางจิตวิญญานของเขา
และอาจจะเพราะเชื้อฮิปปี้ส์แรง จึงรักสันติภาพด้วย

เขาเติมคำว่า "อับดุล" ใส่ชื่อตัวเอง
บอกว่า ยิวควรมีชื่อมุสลิมและอิสลามควรมีชื่อยิว เพื่อสมานความขัดแย้ง
อับดุล แปลว่า ผู้รับใช้
มิน่า พวกเล่นกลสนามหลวง จึงมักจะมีเด็กชื่ออับดุลมาตคอยรับมุก


รูปที่ซันตาน่าขอเอาไปทำปกนั้น มาตี้วาดในปี 1961 ยังอยุ๋ในวัยหนุ่มเพียง 29
แต่เดินทางรอบโลกมาแล้วกับผู้อุปถัมภ์สาวรวยเมียเศรษฐี กิ๊กของดาลี

ดูงานของมาตี้ได้ ที่นี่ครับ
https://www.settemuse.it/arte_bio_K/klarwein_matias.htm

จะยกมาให้ดูเฉพาะรูปที่ว่าด้วยศาสนา






เห็นได้ชัดว่า เขาสนใจในประวัติพระไครส์เป็นพิเศษ
แต่ ก็มีการเติมองค์ประกอบศิลปะของพุทธมหายานลงไปด้วย (เขาเคยไปทิเบต)
เช่นรูปนี้ Time ใช้องค์ประกอบเลียนแบบพระบฎทิเบต


pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #47 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2018, 09:39:51 PM »
ประเด็นสำคัญก็คือ
ไม่ว่าจะใช้ส่วนผสมแตกต่างแปลกแยกเพียงใด
แกนหลักของงานก็คือ ประวัติของจีซัส ไคร้สต์ ไม่เปลี่ยนแปลง

สมัยที่ยังเป็นหนุ่ม ในฐานะที่เป็นคนเยอรมัน หรือพูดให้ขัดว่า ใช้วัฒนธรรมเยอรมัน
แนวคิดและรสนิยมของเขา โน้มเอียงไปทางยุโรปเหนือมากกว่าไปทางใต้



รูปนี้ เขียนในปี 1954 เป็นงานรุ่นแรกๆ สะท้อนรสนิยมแบบดัชท์ คือเขียนเรื่องไกล้ตัว
ใช้มุมมองแบบคนธรรมดา นำเสนอชีวิตเรียบง่ายออกมาในแนวทางของเฟเมร์ ศิลปินดัทช์
อย่างไรก็ดี ประสบการณ์อันโชกโชนคงทำให้แนวคิดเรียบง่ายเปลี่ยนไป
แม้กระนั้น อิทธิพลของยุโรปเหนือ ก็ยังคงอยู่ ทั้งยังย้อนกลับลึกไปกว่าเดิม
คือย้อนกลับไปที่ Hieronymus Bosch (1450-1516)





รูปที่ยกมานั้น เขียนในช่วงที่เจ้าตัวเรียกว่า New York awakening
เป็นรูปแรกที่จับเรื่องศาสนา
Flight to Egypt เป็นประวัติพระไคร้สต์ตอนเป็นทารก
บิดามารดาพาหนีตายไปอียิปต์ ใช้เวลาเขียนถึง 3 ปี
วางองค์ประกอบอย่างซับซ้อนผิดจากขนบเดิม

เปลี่ยนจากความเงียบเหงาโดดเดี่ยว



มาเป็นโลกอันชุลมุนวุ่นวาย ซึ่งทำให้เขาสามารถเติมชิ้นส่วนตามใจชอบลงไปได้
เป็นการนำโลกขณะนั้น มารองรับชีวิตของศาสดา เป็นแนวทางที่เขาจะใช้ต่อไปในอนาคต

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #48 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2018, 10:12:41 AM »
ช่วงที่อยู่นิวยอร์คนี้ มาตี้ใช้ชีวิตอยู่กับสังคมศิลปะที่สุดโต่ง
เขาสนิทกับคนดังที่นั่น เช่นแอนดี้ วาร์ฮอล์ และจีมี่ เฮ็นดริกส์
ไม่ต้องสงสัยว่า โลกแวดล้อมของเขานั้น เป็นโลกียะอย่างหนักหน่วง
งานที่พี่หวัลของเราเอามาอ้างว่าเป็นพุทธศิลป์นี้เอง ที่เปิดเผยว่าศิลปินคนนี้หมกมุ่นกับอะไร

เขาบอกว่า
Annunciation is the first painting I painted after my initial New York awakening.  I was 28 years old and at the peak of my molecular bio-energy.  You can feel the sudden burst of the Big Apple's electric zap in the composition after all the early years of adolescent brooding over potatoes and eggs and the romantic nostalgia of the preceeding Flight to Egypt.

the Big Apple หมายถึงมหานครนิวยอร์ค เมืองแห่งบาปและความสุดโต่งในความหมายทางวัฒนธรรม

ข้อความข้างต้นบอกเราถึงสิ่งที่น่าอดสูใน 9 นาทีของศิลปินแห่งชาติของเรา
เพราะมันบอกชัดว่า นี่ไม่ใช่พุทธ ยิ่งกว่านั้นรูปนางนิโกร ก็ไม่ใช่พระนางมายา
แต่คือพระแม่มารี เพราะเขาตั้งชื่อรูปว่า Annunciation

รูปนี้ ก็เช่นเดียวกับ Flight to Egypt คือเป็นคริสต์ประวัติตอนสำคัญ
Annunciation แปลเป็นไทยว่า พระนางมารีรับสาร หรือเทวทูตแจ้งข่าว
เป็นฉากยอดนิยมในศาสนศิลปะของยุโรปมาตั้งแต่ยุคเรอเนซองค์
มาหมดหมดความสำคัญลง เมื่อศิลปินตะวันตกเลิกสนใจพระเจ้า

การที่มาตี้เล่นเรื่องนี้ จึงเป็นปรากฏการณ์แหวกโลกแวดล้อมของตัวเอง
ยิ่งกว่านั้น เขาเล่นหนักขนาดสร้างเรื่องราวออกมาเป็นชุด
เหมือนศิลปินเคร่งศาสนายุคโบราณทำ

เพียงแต่รูปแบบนั้น เป็นตัวเองสร้างเอง
ไม่เดินตามขนบนิยมเดิม

ดังนี้
http://www.matiklarweinart.com/en/gallery/aleph-sanctuary-1992.htm


The original Aleph Sanctuary was a portable 3 x 3 x 3 metre cubic temple made out of various metals and wood and panelled with 68 original paintings of various sizes.  It was built between 1963 and 1970.  That chapel was subsequently dismantled to remove the original paintings.
The chapel was rebuilt in 1992 using aluminium diatrans and plexiglass panels lit by rows of fluorescent tubes
.

เปรียบไปแล้ว เขาก็สร้างจิตรกรรมประดับวิหารในฐานะของมิเกลันเจโลแห่งยุคอิเลคโทรนิกนั่นเอง
ไม่ได้เป็นพุทธอย่างที่ศิลปินใหญ่ของไทยกล่าวตู่เอาแม้แต่น้อย

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #49 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2018, 11:56:49 AM »
สรุป
เวลาเพียง 9 นาที ศิลปินไทยสามารถพร่ำเพ้อความไม่รู้ทางศิลปะออกมา
ราวกับตัวเองเป็นศาสดาแห่งการสร้างสรรค์ทางสุนทรียศาสตร์
ทั้งๆ ที่มีแต่ความมืดบอดในสติปัญญา แต่พูดจาราวกับผู้บันลุเจนจบ

เล่ามา 3 เรื่อง strawberry ทั้งสามเรื่อง

อย่างนี้หรือ ควรยกย่อง
นี่ประเทศเรา



กำลังปิดทองก้อนขี้หมากันอยู่หรือเปล่าหนอ

vichien

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 198
  • Like: 2
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #50 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2018, 08:04:22 AM »
อ้างถึง
รูปที่ยกมานั้น เขียนในช่วงที่เจ้าตัวเรียกว่า New York awakening
เป็นรูปแรกที่จับเรื่องศาสนา
Flight to Egypt เป็นประวัติพระไคร้สต์ตอนเป็นทารก
บิดามารดาพาหนีตายไปอียิปต์ ใช้เวลาเขียนถึง 3 ปี
วางองค์ประกอบอย่างซับซ้อนผิดจากขนบเดิม

อยากถามข้อหนึ่งครับ พวกที่ใช้เวลาวาด หรือทำ(ด้านอื่นๆ) กันหลายๆปี ส่วนใหญ่หยุดแล้ววาดต่อ ทำต่อ
หรือ ลบทิ้ง เริ่มใหม่ ปั้นใหม่ กันครับพี่

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #51 เมื่อ: 30 ตุลาคม 2018, 10:24:29 AM »
เรื่องนี้แล้วแต่กรณีครับ
อย่างพี่หวัล รูปนึงๆ แกแค่ตวัดมือไม่กี่ครั้ง ก็บอกว่าสำเร็จ แปะราคาได้เลย
ทั้งๆ ที่การกระทำแบบแกนั้น ศิลปินในจีนหรือญี่ปุ่นที่เคร่งครัด
จะทำทุกวัน วันละสองสามร้อยชิ้น ด้วยจิตใจที่ปลูกฝังสมาธิอย่างแน่วแน่
แล้วก็ทิ้งไปทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นการฝึกมือ ไม่ใช่งานจริง
แล้วก็ไม่ได้ไปโชว์ตามที่ต่างๆ เหมือนลิงวาดรูป
ทำที่ห้องทำงานซึ่งจัดเตรียมอย่างให้ความเคารพในสิ่งที่ทำ

ขอยกตัวอย่างอาจารย์เฟื้อ รูปเหมือนคุณยาย
ท่านรักคุณยายที่เลี้ยงท่านมาแทนแม่ อยู่กันสองคนมาจนเป็นศิลปินหนุ่ม
ท่านจึงขอคุณยายเป็นแบบ ทำงานรูปเหมือนไว้ทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม
ก็นั่งเขียนกันทุกวันไปเรื่อยๆ เพราะอาจารย์เฟื้อเป็นคนละเอียด ไม่เคยเผางาน
ใช้เวลาเป็นปี ค่อยเติมเสริมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าไป เพื่อให้เป็นงานที่ดีที่สุด
แมวที่อุ้มนั่น ไม่ได้อยู่ในแผนมาแต่แรก แต่ว่าทุกครั้งที่คุณยายนั่งเป็นแบบ
อีสีจะกระโดดมาให้อุ้มเสมอ ในที่สุดอาจารย์ก็เลยใส่เข้าไปด้วย


http://www.sysp.ac.th/external_newsblog.php?links=292
ท่านเขียนรูปนี้เหมือนมันไม่มีวันเสร็จ เพราะทุกครั้งที่จับภู่กันทำงาน
จะเห็นแง่มุมที่ควรใส่ลงไปเสมอ
จนวันหนึ่ง ท่านก็บอกกับตัวเองว่า เสร็จแล้ว
เพราะพอลงนั่งเตรียมทำงาน พบว่าเติมอะไรลงไปไม่ได้อีกแล้ว
แปลว่า งานเสร็จสมบูรณ์

เปรียบเทียบศิลปินสองท่านนี้ จะเห็นกระบวนการความคิดที่ต่างกันเหมือนนรกสวรรค์
ฝ่ายหนึ่ง แม้แต่ทำงานเล็กๆ ก็ใส่ใจในทุกๆ การกระทำ คิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ กว่าจะกระทำการแต่ละครั้ง
อีกฝ่ายทำงานเหมือนผู้รับเหมา เน้นผลงานตอนจบ ไม่มีความไตร่ตรองในระหว่างงาน
เป็นงานที่ทำโดยชำนาญ ในตัวงานนั้น เพิ่มลดเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
เพราะไม่มีโครงสร้างความงามที่แข็งแรงอยู่ในสำนึก เป็นงานเทคนิคล้วนๆ
เขียนสองรูปให้เหมือนกันได้ โดยไม่รู้สึกบัดสี

ศิลปินโดยทั่วไป จะยกงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตัวเองแทบจะไม่มีตัวตน
ไม่มีหรอกครับ แต่งตัวด้วยเครื่องแบบประจำกาย ทำเหมือนเด็กอนุบาลจะไปโรงเรียน
แล้วก็ไปที่รก หนวกหู พลุกพล่าน มีแต่คนแปลกหน้า เพื่อไปแสดงอะไรบางอย่างในนามของศิลปะ
พฤติกรรมเหมือนนักมวย นักกายกรรม หรือนักมายากล เอ่อ เหมือนแก้งค์อับดุลสนามหลวงด้วยแหละ

แต่ละคนเมื่อทำงาน ต้องวาดแผนการมาตั้งแต่ตื่น คิดไตร่ตรอง ทดลองโดยการร่างรูป
งานแต่ละชิ้นใช้เวลาเป็นปีทั้งนั้นครับ
ถ้าทำข้ามคืนแล้วบอกว่าเสร็จ นั่นคืองานส่งครูให้ทันชั่วโมงเรียน ก็คืองานเด็ก

งานศิลปะแต่ละชิ้นนั้น เป็นการผนึกรวมเอาความเป็นตัวเองในขณะหนึ่งออกมา ผ่านการกระทำ
มันเป็นกระบวนการผลาญเวลาอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงไม่มีใครทำลายงานตัวเองครับ
เว้นแต่มีเหตุภายนอกมากระทบ อย่างที่เล่าไว้ในกระทู้หนึ่ง

http://estheticthai.com/index.php?topic=142.30
Re: ศิลปะในด้านมืด
#41 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2018, 01:00:00 PM »

K. PJ

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6057
  • Like: 8
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #52 เมื่อ: 22 มกราคม 2019, 10:43:15 AM »
ท่านเขียนรูปนี้เหมือนมันไม่มีวันเสร็จ เพราะทุกครั้งที่จับภู่กันทำงาน
จะเห็นแง่มุมที่ควรใส่ลงไปเสมอ
จนวันหนึ่ง ท่านก็บอกกับตัวเองว่า เสร็จแล้ว
เพราะพอลงนั่งเตรียมทำงาน พบว่าเติมอะไรลงไปไม่ได้อีกแล้ว
แปลว่า งานเสร็จสมบูรณ์


ชอบจังครับ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #53 เมื่อ: 26 เมษายน 2021, 07:03:25 PM »
แต่คนอื่นอาจจะมองว่า
งานของพี่หวัล เหมาะเอามาประดับอยู่ในโรงรถก็ได้
เป็นเพียงหนึ่งในของสะสม
จำพวกตัวฟิกเกอร์ซุปเปอร์ฮีโร่ ป้ายยี่ห้อ โปสเตอร์ ฯลฯ




"ผมรู้สึกว่ามันเข้ากับบ้านที่ผมอยู่
เพราะว่าบ้านนี้เราแต่งเป็นธีมเฟอรารี่หมดเลย
แล้วก็เฟอรารี่มันเป็นม้าอยู่แล้ว แล้วมันเป็นสีแดงดำ
ผมเห็นมันเข้ากัน คิดว่าเอาไว้ตรงนี้ เหมาะสมที่สุด"

(ดอยธิเบศร์ ลูกชายศิลปิน อธิบายเหตุผลที่แขวนงานพ่อในโรงรถ นาที 9.40)

หาจนเจอ
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B9%8C&rlz=1C1CHBF_enTH912TH932&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=2ahUKEwie6vy77JvwAhU_zTgGHQwJD8MQ_AUoAnoECAEQBA&biw=1217&bih=590

แถวที่ 5
https://praew.com/people/47816.html

ปล.
มีเรื่องแปลกคือ ไม่ว่าใครสัมภาษณ์ทายาทศิลปิน
จะถ่ายแต่รถ ไม่ถ่ายงานพ่อเลย

นาทีที่ 9 ตอนดูก็ลุ้นว่า งานพี่เขาจะมาตอนใหน....เกือบจบครับ
https://www.youtube.com/watch?v=hMa9Xbd8FjA
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=hMa9Xbd8FjA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=hMa9Xbd8FjA</a>

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #54 เมื่อ: 16 ตุลาคม 2024, 08:13:26 AM »

https://www.youtube.com/watch?v=OBeCvo_NsTs

รสนิยมตลาดนัด
จัดงานเหมือนขายเฟอร์นีเจอร์ลดราคา

ขี้หมูขี้หมา อวดว่าหมื่นล้าน ก็อย่าให้แพ้พวกนี้


pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #55 เมื่อ: 16 ตุลาคม 2024, 10:53:54 AM »


งานครู versus งานนักเรียน



รูปบน เขียนกลางสมรภูมิฉางชา 1941
รูปล่าง ศิลปินอายุ 2 ขวบ เมื่อม้าข้างบนทำเสร็จ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
« ตอบกลับ #56 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2025, 05:50:20 PM »
พี่หวัลย์สร้างเรื่องอีกแล้ว

นาทีที่ 3.47 เป็นต้นไป
https://www.youtube.com/watch?v=-Z_mRJeZ7ek
แต่ผมเจอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ โอ้ย กระจอก เมื่อชั้นยังเป็นเด็กๆ นี่อะนะ ชั้นเนี่ยอะนะ นั่งรถไฟจากกรุงเทพไปที่บัตเตอร์เวิร์ธ 3 วัน 3 คืน แล้วจากบัตเตอร์เวิธฉันต้องนั่งเรือต่อไปที่ปีนัง แล้วชั้นนั่งจากที่ปีนังไปที่ปอร์ตสมิท ปีครึ่ง แล้วชั้นนั่งรถไฟอีกปีครึ่ง จากปอร์ตสมิทนี่ ข้ามทรานส์ไซบีเรียไปเรียนหนังสือที่เลนินกราดกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถที่เป็นพ่อชั้นซึ่งไปเรียนที่รัสเซีย มึงคิดดูเทอะ เติบโตขึ้นมาในรถไฟน่ะ 3 ปี
https://www.youtube.com/watch?v=-Z_mRJeZ7ek

แกเล่าถึงความลำบากสมัยก่อน กว่าที่จะมาเรียนที่กรุงเทพฯ ได้ ช่างแสนลำบาก
แต่โดนนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ คุยข่มว่า ท่านต้องถ่อเรือแม่ปะ ล่องลงมา 19 วัน กว่าจะมาถึงปากน้ำโพ
ทีเด็ดคือ พี่ศิลปินของเรายกเอาเรื่องเจ้านายมาเล่า เจตนาดีก็คือ ต้องการสอนคนให้ทนความยากลำบาก
น่าเสีบดายที่เรื่องเล่าของท่าน เป็นความเท็จ และเท็จอย่างไม่พึงเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นเท็จบริสุทธิ์ white lie จากเจตนาดีเพียงใด

1 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
เจ้านายพระองค์นี้ มีพระบิดาเป็นเจ้าฟ้าที่ถูกส่งไปเรียนที่รัสเซีย ทรงพบรักกับแคทย่า สาวผู้ดีจนได้เสกสมรส ตั้งครรภ์แล้วมาพักที่
ปีนัง คอยโอกาสเข้าสู่สยาม เมื่อข่าวแหม่มรัสเซียตั้งท้องแพร่ออกไป จึงเดินทางมาคลอดในปี 2451

ปี 2451 ตรงกับค.ศ.1907 เป็นปีสิ้นสุดความวุ่นวายของการปฎิวัติที่ล้มเหลว 1905-1907 ซึ่งทำให้รัสเซียเริ่มเสื่อมจากอำนาจ
อีก 10 ปีต่อมา เมื่อพระองค์จุลฯ ต้องเรียนหนังสืออย่างจริงจัง ก็ตรงกับการปฏิวัติของเลนิน ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ คงไม่มีใครอยากไปเรียนต่อที่นั่น

เรื่องที่ศิลปินเล่าว่า "เติบโตขึ้นมาในรถไฟ 3 ปี" จึงเป็นเท็จ

2 บัตเตอร์เวิร์ธ
หนังสือ "100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008" หน้า 55 เล่าว่า
"พระองค์จุลฯ ออกเดินทางศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ โดยเดินทางด้ายรถไฟไปถึงปาดังเบซาร์ ข้ามแดนไปท่าเรือตรงเกาะปีนัง
ข้ามเขตสยามเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2463 แล้วจึงเสด็จโดยเรือ"
ศิลปินจึงโกหก ที่เล่าว่า "จากบัตเตอร์เวิธฉันต้องนั่งเรือต่อไปที่ปีนัง"

3 ปอร์ตสมิท
น่าจะเป็น ปอร์ตสมัท เกาะท่าเรือตอนใต้ของอังกฤษ ศิลปินออกชื่อผิดอย่างมั่นใจ

4 "นั่งจากที่ปีนังไปที่ปอร์ตสมิท ปีครึ่ง"
ถาม AI ว่า เดินทาง ปีนัง-ปอร์ตสมัท ในปี 2463 หรือ 1920 ใช้เวลากี่วัน
AI ตอบว่า "Sailing from Penang to Portsmouth in 1920 would have taken approximately 30 to 50 days, depending on the specific vessel, route, and weather conditions."
หนึ่งเดิอน ไม่เกิน 2 เดือน

5 "นั่งรถไฟอีกปีครึ่ง จากปอร์ตสมิทนี่ ข้ามทรานส์ไซบีเรียไปเรียนหนังสือที่เลนินกราด"
ศิลปินของเรา นอกจากไม่มีความรู้แล้วยังอวดฉลาดอย่างน่าสงสาร

จากปอร์ตสมัทไปเลนินกราด ต้องนั่งเรือไปเท่านั้น AI บอกว่า ใช้เวลา 10-20 วัน
นี่คือโง่แรก

ไปเรียนหนังสือที่เลนินกราด คือโง่ที่สอง
ในปี 1920 ยังไม่มีเมืองนี้ มีแต่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ถูกเปลี่ยนชื่อในปี 1924 เพื่อเป็นเกียรติกับเลนิน
จะมีเจ้านายคนใหน กล้าไปเรียนหนังสือที่เมืองแห่งการล้มเจ้าหรือ

โง่ที่สามคือทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไม่ได้ผ่านเลนินกราด
ต้นทางอยู่ที่มอสโคว์ ปลายทางวลาดิวอสตอก ดังนั้น นั่งไปอีก 10 ปีก็ไม่เจอครู

6 "ไปเรียนหนังสือที่เลนินกราดกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถที่เป็นพ่อชั้นซึ่งไปเรียนที่รัสเซีย"
เจ้าฟ้าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเรียนจบ 2451 ทิวงคตในปี 2463 พระองค์จุลฯ พระชันษาเพียง 12 ปี
ส่วนจึงพระองค์จุลฯ เรียนที่โรงเรียนนายร้อยประถมจนพระชันษาครบ 13 ปี ก็เสด็จเรียนต่อที่อังกฤษ

ประวัติเจ้านายในราชสกุล มีให้อ่านทั่วไป ไม่มีฉบับใหนบอกว่า 2 พ่อลูกไปเรียนที่รัสเซียด้วยกันเลย


ใครที่หลงยกย่องศิลปินเกินเบอร์เช่นนี้ ควรยับยั้งชั่งใจด้วย