บทความเก่า เขียนไว้ที่ริมคลองแกเลอรี่ของป๊อก
https://web.facebook.com/notes/397565331424676/ขอเอามาเผยแพร่ที่นี่ด้วย (มีแก้ไขสำนวนเล็กน้อย)
------------
เล่าเรื่องกระบวนการกระจกเปียก (Wet Plate Process)กระบวนการกระจกเปียกเป็นฐานความเข้าใจนิดหน่อยครับ
กล้องและการถ่ายรูปมีที่มาไม่พร้อมกันนะครับ กล้องนั้น เกิดก่อนหลายร้อยปี หรืออาจจะเป็นพันปี
แต่การเก็บรักษารูปจากกล้องนี่ เพิ่งสำเร็จจริงๆ ในปีคศ ๑๘๓๙ ..แฮ่ม
เราเลยไม่มีรูปถ่ายของบีโธเฟ่นไว้เลย
ในปีนั้นทั้งฝรั่งเศษและอังกฤษคิดได้พร้อมกัน แต่ของเศษฝรั่งคุณภาพเหนือกว่ามากเพียงแต่ทำซ้ำไม่ได้
เพราะพี่แกเล่นขัดแผ่นพิวเตอร์ให้เป็นมันวาว เพื่อเคลือบสารไวแสง พอฉายแสงได้รูปมา ก็เป็นอันจบ
ข้อเสียคือแพง เล็ก และทำได้ชิ้นเดียว เป็นเงาลางๆ อยู่บนผิวโลหะ
อย่ากได้เพิ่มต้องถ่ายใหม่ ดูก็ลำบาก ต้องเอียงไปเอียงมาจนเจอจังหวะแสงเหมาะๆ
จึงได้เห็นรูปชัดๆ ขูดเบาๆ นิดเดียวก็เป็นรอยอีก
ของอังกฤษนั่น เอากระดาษบางไปแช่น้ำยาไวแสง
พอถ่ายออกมา ก็เอาอีกแผ่นที่ไวแสงเหมือนกันประกบ ตากแดดสักพักก็ได้รูปเพิ่ม
เป็นเนกะตีฟ-โพสิถีพอีกด้วย หลักการเหมือนระบบฟิล์มปัจจุบัน เพียงแต่กระดาษมันมีใยและหนา
ได้รูปที่ไม่คมชัดเลย จึงไม่มีใครใช้ แม้แต่คนคิด ก็ยังหันมาใช้ระบบฝรั่งเศษซึ่งเรียกกันตามนามผู้สร้าง
คุณดาร์แกร์ ว่า ดาแกโรไทป์ Daguerreotype ระบบนี้ เข้ามาเมืองไทยด้วยครับ
เพราะบาทหลวงฝรั่งเศษนำเข้ามา ตอนปลายรัชกาลที่สาม
เพียงประมาณสิบปี ที่ดาแกโรไทป์ครองโลก พอถึง ๑๘๕๑ มันก็ตกกระป๋อง
Frederick Scott Archer (1813–1857) ประติมากรเครื่องโลหะชาวสกอตต์
นำเสนอเทคนิคกระจกเปียก wet collodion สู่โลก
แทนที่จะใช้กระดาษเป็นเบส อาเชอร์ใช้กระจก ฟังดูง่ายๆ แต่ที่จริงยากนะครับ
กระดาษนั้นมีคุณสมบัติดูดซับน้ำยา จึงเก็บรักษาเอาไว้ในตัวมัน กลายเป็นกระดาษไวแสงได้
แต่กระจกมันดื้อครับ มันไม่รับอะไรใส่ตัวทั้งนั้น (สมัยนั้นยังไม่มีกาวดีๆ นะท่าน)
อาร์เชอร์ฉลาดมาก เขาเลือกใช้คอโลเดียนเป็นตัวประสาน
มันเหนียวและทนถาวร อยู่บนอะไรก็ได้
สมัยนั้น เขาใช้ในการพอกทำเฝือก คำอธิบายแบบวิชาการเป็นดังนี้
The process is very simple in concept: bromide, iodide or chloride salts were dissolved in collodion, which is a solution of pyroxylin in alcohol and ether. This mixture was poured onto a cleaned glass plate, and allowed to sit for a few seconds. The plate was placed in a solution of silver nitrate and water, which converted the iodide, bromide, or chloride salts to silver iodide, bromide or chloride, respectively. Once this reaction was complete, the plate was removed from the silver nitrate solution, and exposed in a camera while still wet. It was developed with a solution of iron sulfate, acetic acid and alcohol in water.
http://en.wikipedia.org/wiki/Collodion_process
Frederick Scott Archer 1813-1857
คนดีมักจะซวย
ใครที่คิดค้นเกี่ยวกับการถ่ายรูปได้ มักจะรวย ยิ่งเทคนิคชั้นเลิศ ยิ่งรวยเละ
เทคนิคของอารเชอร์นี่เลยคำว่าเลิศ มันเป็นของวิเศษ
กระจกยิ่งใสก็เท่ากับยิ่งเก็บรายละเอียดได้ตามคุณภาพเลนส์
เทคนิคนี้ยังไวแสงขึ้นด้วย และจัดการง่าย แค่เอาน้ำยาใส่ขวดแก้ว บันจุหีบ
จะใช้ก็ผสมสดๆ เพราะพอแห้งแล้วน้ำยาจะเลิกไวแสง
มีข้อควรระวังก็แค่ มันอาจจะเผลอระบิดได้ แค่นั้นเอง
มันสะดวกกว่าดาแกโรไทปที่เรียกว่าเทคนิคแผ่นเงิน อย่างมากมายมหาศาล
เพราะเริ่มต้นก็ต้องพึ่งการขัดผิวให้เงาเหมือนกระจก
ต้องเอาแผ่นเงินไปอังไฟ เพื่อให้ไอปรอทลอยขึ้นมาจับ มันต้องมีห้องครัว แทนที่จะเป็นห้องมืด
อีกทั้งเทคนิคปิ้งปรอท ยังทำให้สร้างแผ่นโตๆ ได้ยาก มันจะไม่ค่อยเสมอกัน
แถมท้ายคือ กระจก ต่อให้แพงแค่ใหน ก็ยังถูกกว่าแผ่นเงินอย่างเทียบกันไม่ได้
ตามข้อมูลนี่แล้ว อาร์เชอร์น่าจะรวยเละใช่ใหม เปล่าครับ เขาตายอย่างอนาถา
อีกนิดเดียวก็ล้มละลายแล้ว
อย่างแรก เขามีจิตใจที่กว้างขวางกว่ามหาสมุทรแอตแลนติด เขาไม่จดลิขสิทธิ์การค้นพบ
กลับมอบให้ชาวโลก การที่เรามีรูปถ่ายโบราณให้ศึกษา จึงเท่ากับเป็นหนี้บุญคุณสุภาพบุรุษสกอตต์
นามว่า อาเชอร์
อย่างที่สอง อังกฤษก็เหมือนสาระขัน มีคนเลวอยู่ปนกับคนดี
คนเลวคนนั้นชื่อฟ๊อกส์ ทัลบ็อต มันคือคนที่คิดเทคนิคกระจอกเอากระดาษเป็นตัวไวแสงนั่นแหละ
ตัวเองยังไม่ใช้เทคนิคของตัวเองเลย เปลี่ยนมาใช้เทคนิคแผ่นเงินในภายหลัง
ทัลบ็อตได้ทำเรื่องที่สุดระยำอย่างหนึ่งเท่าที่ประเทศนี้คิดได้ เป็นรองก็คงจะแค่สงครามฝิ่นกะการยึดอินเดียกระมัง
มันฟ้องอาร์เชอร์ครับ กล่าวหาว่า เทคนิคกระจกเปียกลอกเทคนิคกระดาษเช็ดก้นของมัน
ศาลก็แม่ม...โคตรๆ เลย รับฟ้องเสียอีก
จิ้งจอกฟ๊อกส์นี่ เป็นมหาเศรษฐีอยู่แต่เดิม มันจึงไม่เดือดร้อนที่เป็นคดีความ
แต่อาร์เชอร์น่ะลูกคนขายเนื้อจนๆ เมียหนึ่งลูกสาม
แล้วคดีลิขสิทธิ์นี่ เดินช้ายิ่งกว่าทากเหนื่อยๆ เดินทอดน่อง สู้ๆ ไป แกก็หมดตัวสิครับ
นี่แหละผลของการเป็นคนดีมีคุณธรรมในโลกระห่ำใบนี้...
เทคนิคเวทเพลท สร้างรูปกว่าล้านๆ ชิ้น ตลอดประวัติศาสตร์โลก
ทว่าก็เหลือเพียงรูปข้างบนเท่านั้น ที่อาร์เชอร์ถ่ายตัวเองเก็บไว้
.
.
พิพัฒน์ พงศ์รพีพร