การแอบอ้างผลงานของ มิศฟะรันซิสจิต โดยช่างภาพระดับโลกการบรรยาย ณ แกเลอรี่ริมคลอง วันเสาร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๓, พิพัฒน์ พงศ์รพีพร ก ล่ า ว นำ ฝรั่งมากหน้าหลายตาเข้ามาทำกิจธุระในบางกอกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ บ้างก็ทำการค้าอย่างเดียว ไม่สนใจอะไรอื่น บ้างก็เป็นฑูตเข้ามา และบ้างก็เป็นฑูตแต่ทำตัวขี้ฑูต คือลอบวัดร่องน้ำทำแผนที่เดินเรือ ซึ่งอาจจะเทียบกับโทษปัจจุบันว่าเป็นจารชนระดับประหารชีวิต ในจำนวนนี้ หลายคนกลับไปแต่งหนังสือ เล่าเรื่องเมืองสยามไปตามแต่ประสบการณ์ของตนจะหยั่งรู้ออกมาขาย ดีบ้างเลวบ้าง ถูกต้องบ้างมั่วบ้าง อันเป็นธรรมดามนุษย์ นับแล้วก็ไม่น้อย แต่ยังขาดรูปประกอบที่น่าเชื่อถือ เพราะการถ่ายรูปยังไม่เกิด
ถึงรัชกาลที่ ๔ หนังสือเหล่านี้ ก็เริ่มมีรูปที่ทำออกมาจากรูปถ่าย แต่ก็ยังต้องถอดออกมาเป็นลายเส้น เพราะยังไม่สามารถพิมพ์น้ำหนักอ่อนแก่ออกมาได้เหมือนกับรูปถ่าย แต่ก็น่าสนใจกว่าเดิมเป็นอันมาก
เดิมทีนั้น เราก็เชื่อโดยซื่อว่าใครแต่งคนนั้นก็คงเป็นช่างภาพด้วย เพราะคิดว่าการถ่ายรูป เป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนที่เราเคยชินในปัจจุบัน แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิด คือเข้าใจผิดว่าการถ่ายรูปนั้นง่าย ใครๆ ก็ถ่ายได้ และเข้าใจผิดต่อไปอีกว่า เจ้าของหนังสือคือเจ้าของรูปถ่าย เข้าใจผิดข้อหลังนี่ ถึงกับทำให้หลายคนคิดว่า ชาติเราเป็นหนี้บุญคุณคนต่างชาติ ที่อุตส่าห์เก็บข้อมูลรูปงามๆ ไว้ให้เรา
ผมเองมาพบว่า เราหลงขอบคุณคนผิดมาเป็นร้อยปี เพราะคนขี้ฉ้อนั้นไม่จำกัดเชื้อชาติ ยิ่งชี้ฉ้อกับคนผิวเหลืองผิวดำ อันด้อยความเจริญกว่าด้วยแล้ว ผิวขาวดูเหมือนจะทำได้เก่งกว่าผิวใดๆ
จ า ก ป า เ ล กั ว ส์ ถึ ง วิ ล เ ฮ ล์ ม เ บ อ ร เ จ อ ร์ และคนอื่นๆ ปาเลกัวส์ เจ้าอธิการโบสถ์คริสต์ที่ซังตาครูส พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสยามไว้ชุดหนึ่งเมื่อพ.ศ. ๒๓๙๗ คราวที่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน หนังสือชื่อว่า Description du Royaume Thai ou Siam เป็นต้นแบบให้กับฝรั่งทุกคนตามรอยต่อมา ในนั้นมีรูปถ่ายที่พิมพ์เป็นลายเส้นมากมาย แตละรูปล้วนทำออกมาจากรูปถ่าย และเป็นรูปถ่ายชนิดแผ่นเงินอีกด้วย หนังสือของท่าน เป็นต้นแบบให้กับทุกคนที่ตามมา เริ่มโดยเซอร์จอห์น เบาริง อองรี มูโอต์ จอห์น ทอมสัน และปิดท้ายด้วยวิลเฮล์ม เบอรเจอร์ นี่นับเฉพาะที่มีชื่อเสียง ยังมีที่ไม่มีชื่อเสียงอีกเป็นสิบ ต่างก็สร้างชื่อเสียงจากความน่าหลงไหลของประเทศสยาม ผ่านรูป ซึ่งอ้างเป็นผลงานของตน
จั บ ใ ต๋ ท อ ม สั น เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกรุงลอนดอน พ.ศ. ๒๔๔๐ คราวประพาสยุโรปครั้งแรก มีผู้มาขอเฝ้าเป็นจำนวนมาก ชายสูงวัยผู้หนึ่ง เข้ามาแนะนำตัวว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ฉายพระรูปพระองค์ เมื่อคราวโสกันต์ พ.ศ.๒๔๐๙ สามสิบปีมาแล้ว และได้ถวายรูปเหล่านั้น ทรงตอบแทนไปตามสมควร ปัจจุบัน รูปชุดนี้ยังเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ชายคนนั้นชื่อ จอห์น ทอมสัน ชาวสก็อตผู้เป็นช่างภาพชั้นนำแห่งยุโรป ปีนั้นอายุ ๖๐
ทอมสัน เป็นเจ้าของผลงานสำคัญมากมายมาตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อน จากการบุกไปถ่ายรูปนครวัดที่ป่าลึกเมืองเขมร เข้าไปบันทึกภาพประเทศจีนสมัยพระนางซูสีไทเฮา และที่สำคัญที่สุดคืองานชุด Street Life in London ผลงานภาพถ่ายบันทึกสังคมชุดแรกของโลก ในปีที่เสด็จยุโรปนั้น ทอมสันย่างเข้าบั้นปลายของอาชีพแล้ว ต่อมาได้ขายรูปถ่ายและฟิล์มทั้งหมดให้กับมหาเศรษฐีเภสัชอุตสาหกรรม เซอร์ เวลคัม Sir Henry Solomon Wellcome (1853-1936) ปัจจุบันเราสามารถศึกษาข้อมูลชุดนี้ได้ ผ่านทางเวบไซท์สถาบันเวลลคัม
ท อ ม สั น เ ข้ า ม า สู่ ส ย า ม ทอมสันมาปักหลักทำธุรกิจที่สิงค์โปรกับพี่ชาย เปิดห้องภาพและขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง วันหนึ่ง ได้อ่านหนังสือของอองรี มูโอต์ นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ เรื่องนครโบราณในป่าดงดิบของเขมร ก็เกิดแรงบันดาลใจที่จะเข้ามาตามรอยบ้างทอมสันขอแยกตัวจากพี่ชาย คงจะได้เงินส่วนแบ่งมามากพอ จึงเตรียมการที่จะเข้ามาสำรวจเขมรได้ เขามีหัวทางธุรกิจ ก่อนเข้ามาก็จ้างหมอบลัดเลให้ลงข่าวไว้ล่วงหน้า บอกกล่าวว่าจะเข้ามา และยินดีรับถ่ายรูปผู้สนใจในบางกอก นี่ก็คงเป็นการระดมทุนไปด้วยในตัว ทอมสันอยู่ในบางกอกประมาณหกเดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๔๐๘ จนถึงต้นปี ๒๔๐๙ เพื่อรอหนังสืออนุญาตเข้าเขมร (ขณะนั้น เขมรยังเป็นประเทศราชของสยาม) ระหว่างนั้นก็ออกท่องเที่ยวไปถึงเพชรบุรี และอยุธยา
สรุปความว่า ในที่สุดภาระกิจก็สำเร็จตามความประสงค์ ได้เนะตีฟมาทั้งหมด ๖๐ แผ่น หมอปลัดเล ได้ลงประกาศอีกครั้งว่า ผู้สนใจเชิญมาดูได้ก่อนที่ช่างภาพจะเดินทางไปอังกฤษ เพื่อไปสร้างชื่อว่าเป็นช่างภาพผู้เชี่ยวชาญอเชีย บรรยาย พิมพ์หนังสือการสำรวจของตน และขายรูปให้กับผู้สนใจ รวมทั้งกลับมาถ่ายรูปเมืองจีนอีก ในปีต่อๆ มา
ทุกวันนี้ เราจะพบผลงานของทอมสันในเอกสารหลักเกี่ยวกับเอเซียยุคล่าอาณานิคม รูปถ่ายจริงๆ ก็มีขายตามงานประมูลเสมอๆ ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ภาพถ่ายชั้นนำทุกแห่ง ต้องมีงานของเขา นักศึกษาส่วนใหญ่ยกย่องว่า เพราะความมานะอุตสาหของทอมสัน บวกกับฝีมือถ่ายรูปในระดับศิลปิน เราจึงมีประจักษ์พยานชั้นยอด ในการทำความเข้าใจอดีตและชีวิตจิตใจของเอเชีย ตรงช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนไปสู่ความทันสมัย นักเขียนเหล่านั้นและผู้เชี่ยวชาญอีกมากมาย ไม่รู้เลยว่า บางส่วนของผลงานระดับโลกดังกล่าว ล้วนแต่ใช้รูปถ่ายฝีมือนายจิต โดยไม่อ้างอิง และทำให้ชาวโลกคิดว่า เ ป็ น ผ ล ง า น ข อ ง ต น เ อ ง
ต่อไปนี้คือข้อพิสูจน์
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=5864.90
ขอบคุณรูปจาก http://www.chiangmaicitylife.com/social-pics/siam-through-the-lens-of-john-thomson/ บางกอก ภาพพิมพ์วูดเบอรี่ไทป์ รูปที่เห็นนี้ เป็นตัวอย่างแสดงถึงวิธีหารายได้จากรูปถ่ายในสมัยวิคตอเรีย ครั้งนั้น ผู้คนเริ่มหิวกระหายข่าวสาร โดยเฉพาะเรื่องจากแดนไกล รูปถ่ายบุคคลสำคัญจะขายดีมาก รูปเหตุการณ์ เช่น สงคราม การราชาภิเษก ไฟไหม้ หรืออาคารสถานที่ต่างๆ รวมทั้ง ทิวทัศน์ ต่างก็ขายดิบขายดี เป็นที่ต้องการของชนชั้นกลางไปตลอดจนคนชั้นสูง ทอมสันก็สร้างตัวขึ้นมาจากสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ แต่วิธีการของเขาจะยกระดับขึ้นมาจากรูปอื่นๆ โดยการทำคำอธิบายที่น่าเชื่อถือ และแทนที่จะพิมพ์เป็นกระดาษอัดรูปขายตรงๆ กลับพิมพ์รูปด้วยเทคนิคการพิมพ์ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมา เรียกว่า Woodburytype อธิบายง่ายๆ ก็คือการพิมพ์รูปจากแม่พิมพ์อินตากลีโอ intaglio นั่นเอง โดยใช้กระจกเนกะตีฟอัดประกบกับเพลทเจลาตินไวแสง แล้วเอาแผ่นเจลาตินล้างน้ำร้อน จากนั้นนำไปปั้มเป็นแม่พิมพ์โลหะ กลายเป็นแม่พิมพ์ที่ละเอียดเท่ากับฟิล์ม และพิมพ์ได้จำนวนมาก
เราไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาผลิตรูปนี้เมื่อไร นอกจากจะประเมินเอาจากคำอธิบายรูป ซึ่งระบุตอนท้ายว่า
During the late king's reign the people were compelled to prostrate themselves in the royal presence, and to declare themselves utterly unworthy even to lick the dust from off the thrice-sacred feet of the sovereign. All this has been done away with by the young king, under whose sway Siam promises to take the foremost position amongs the nations of Indo-China J. Thomson, F.R.G.S.
เนื้อความส่อนัยยะว่า จะผลิตขายในช่วงเปลี่ยนแผ่นดิน สดๆ ร้อนๆ ราวๆ ๒๔๑๒ หรือไม่ช้านานกว่านั้นสักเท่าใด แต่เนื้อหายังไม่น่าสนใจเท่ากับคุณภาพของรูป ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ เด่นชัด ความเด่นชัดนี้เองทำให้เราจับโกหกทอมสันได้คาหนังคาเขา
เราพบรูปถ่ายมุมเดียวกันอีกชิ้นในแฟ้มผลงานของวิลเฮล์ม เบอร์เจอร์ ซึ่งชวนให้ประหลาดใจ เพราะคนสองคน ทำงานห่างกันหลายปีแต่สร้างรูปที่ละม้ายคล้ายกันออกมาได้ ที่สำคัญ รูปของเบอร์เจอร์ ยังมีความคมชัดเหนือว่าภาพพิมพ์ของทอมสันเข้าไปอีก ชัดจนสามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้ถ่ายไว้ ก่อนเบอร์เจอร์จะเข้ามาบางกอกในพ.ศ. ๒๔๑๒ เสียอีก
ขั้นแรก เรามาเปรียบเทียบก่อนว่ารูปใหนถ่ายก่อนหลังกว่ากัน ข้อนี้ง่าย เพราะโครงหลังคาวัดราชประดิษฐ์นั้น ยังไม่ปรากฏในรูปของทอมสันแสดงว่าถ่ายไว้ก่อน ก็ตรงตามลำดับเวลา ในเมื่อทอมสันเข้ามาเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๐๘ เบอร์เจอร์เข้ามาหลังจากนั้นอีกสี่ปี อาคารที่ก่อสร้างอยู่ริมน้ำก็ยืนยันเช่นนั้น ในรูปทอมสันเพิ่งจะก่อผนัง มาถึงรูปเบอร์เจอร์ได้ฉาบผนังปูนเห็นเป็นสีขาวไปทั้งผืน
แต่ที่แปลกก็คือ รูปของเบอร์เจอร์นั้นถ่ายไว้ก่อนปี ๒๔๐๘ ที่ทอมสันเข้ามาเสียอีก
รูปของทอมสันก็เช่นกันถ่ายไว้ก่อนทอมสันเข้ามาเช่นกัน
เรากล้ายืนยันเช่นนั้น ก็จากหลักฐานหลายประการ