ผู้เขียน หัวข้อ: นักสืบคดีโบราณ 2 จับไต๋ทอมสัน  (อ่าน 4953 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
นักสืบคดีโบราณ 2 จับไต๋ทอมสัน
« เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2017, 08:23:46 PM »
บทความนี้เขียนให้แกเลอรี่ริมคลองของป๊อก เมื่อปี 2553
ป๊อกเอาใส่ในเฟสบุคแล้วมีคนแชร์กันต่อๆ

กลายเป็นว่า มีคนเอาไปอ้างไว้ในวิกิ หัวข้อ John Thomson (photographer)
https://en.wikipedia.org/wiki/John_Thomson_(photographer)

Allegations of plagiarism

In 2001 Phiphat Phongraphiphon, a Thai independent researcher in historical photography, published claims that Thomson plagiarised works by Thai court photographer Khun Sunthornsathitsalak (Christian name: Francis Chit) and published them as his own. Evidence to Phiphat's claims include an analysis of a photograph in which the temple Wat Rajapradit, which was built before Thomson arrived in Bangkok, is missing.

Notes
6 Phongraphiphon, Phiphat (2001). ภาพมุมกว้างของกรุงเทพมหานครในสมัยรัชกาลที่ 4: การค้นพบใหม่ (Panorama of Bangkok in the reign of King Rama IV: a new discovery) (in Thai). Bangkok: Muang Boran. ISBN 974-7383-00-4.
7 Phongraphiphon, Phiphat. "การแอบอ้างผลงานของ มิศฟะรันซิสจิต โดยช่างภาพระดับโลก (Plagiarism of Francis Chit's work by world-renowned photographers)" (in Thai). Retrieved 11 December 2011.



ถือว่า เกียรติคุณของนายจิต ได้รับการตัดสินอย่างยุติธรรม แม้ว่าจะล่าช้าไปเป็นร้อยปี ก็ยังดี

ในโอกาสนี้ ก็ขอลงบทความต้นฉบับบไว้เป็นที่ระลึก
ขอบคุณป๊อก ที่เก็บเนื้อหาเอาไว้ และขอบคุณหลายท่านที่อ้างอิงต่อ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
นักสืบคดีโบราณ 2 จับไต๋ทอมสัน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2017, 09:27:36 PM »
การแอบอ้างผลงานของ มิศฟะรันซิสจิต โดยช่างภาพระดับโลก
การบรรยาย ณ แกเลอรี่ริมคลอง วันเสาร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๓, พิพัฒน์ พงศ์รพีพร
 
 
ก ล่ า ว นำ
 
ฝรั่งมากหน้าหลายตาเข้ามาทำกิจธุระในบางกอกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ บ้างก็ทำการค้าอย่างเดียว ไม่สนใจอะไรอื่น บ้างก็เป็นฑูตเข้ามา และบ้างก็เป็นฑูตแต่ทำตัวขี้ฑูต คือลอบวัดร่องน้ำทำแผนที่เดินเรือ ซึ่งอาจจะเทียบกับโทษปัจจุบันว่าเป็นจารชนระดับประหารชีวิต ในจำนวนนี้ หลายคนกลับไปแต่งหนังสือ เล่าเรื่องเมืองสยามไปตามแต่ประสบการณ์ของตนจะหยั่งรู้ออกมาขาย ดีบ้างเลวบ้าง ถูกต้องบ้างมั่วบ้าง อันเป็นธรรมดามนุษย์ นับแล้วก็ไม่น้อย แต่ยังขาดรูปประกอบที่น่าเชื่อถือ เพราะการถ่ายรูปยังไม่เกิด
 
ถึงรัชกาลที่ ๔ หนังสือเหล่านี้ ก็เริ่มมีรูปที่ทำออกมาจากรูปถ่าย แต่ก็ยังต้องถอดออกมาเป็นลายเส้น เพราะยังไม่สามารถพิมพ์น้ำหนักอ่อนแก่ออกมาได้เหมือนกับรูปถ่าย แต่ก็น่าสนใจกว่าเดิมเป็นอันมาก

เดิมทีนั้น เราก็เชื่อโดยซื่อว่าใครแต่งคนนั้นก็คงเป็นช่างภาพด้วย เพราะคิดว่าการถ่ายรูป เป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนที่เราเคยชินในปัจจุบัน แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิด คือเข้าใจผิดว่าการถ่ายรูปนั้นง่าย ใครๆ ก็ถ่ายได้ และเข้าใจผิดต่อไปอีกว่า เจ้าของหนังสือคือเจ้าของรูปถ่าย เข้าใจผิดข้อหลังนี่ ถึงกับทำให้หลายคนคิดว่า ชาติเราเป็นหนี้บุญคุณคนต่างชาติ ที่อุตส่าห์เก็บข้อมูลรูปงามๆ ไว้ให้เรา
 
ผมเองมาพบว่า เราหลงขอบคุณคนผิดมาเป็นร้อยปี เพราะคนขี้ฉ้อนั้นไม่จำกัดเชื้อชาติ ยิ่งชี้ฉ้อกับคนผิวเหลืองผิวดำ อันด้อยความเจริญกว่าด้วยแล้ว ผิวขาวดูเหมือนจะทำได้เก่งกว่าผิวใดๆ
 
จ า ก ป า เ ล กั ว ส์ ถึ ง วิ ล เ ฮ ล์ ม  เ บ อ ร เ จ อ ร์ และคนอื่นๆ ปาเลกัวส์ เจ้าอธิการโบสถ์คริสต์ที่ซังตาครูส พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสยามไว้ชุดหนึ่งเมื่อพ.ศ. ๒๓๙๗ คราวที่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน หนังสือชื่อว่า Description du Royaume Thai ou Siam เป็นต้นแบบให้กับฝรั่งทุกคนตามรอยต่อมา ในนั้นมีรูปถ่ายที่พิมพ์เป็นลายเส้นมากมาย แตละรูปล้วนทำออกมาจากรูปถ่าย และเป็นรูปถ่ายชนิดแผ่นเงินอีกด้วย หนังสือของท่าน เป็นต้นแบบให้กับทุกคนที่ตามมา เริ่มโดยเซอร์จอห์น เบาริง อองรี มูโอต์ จอห์น ทอมสัน และปิดท้ายด้วยวิลเฮล์ม เบอรเจอร์ นี่นับเฉพาะที่มีชื่อเสียง ยังมีที่ไม่มีชื่อเสียงอีกเป็นสิบ ต่างก็สร้างชื่อเสียงจากความน่าหลงไหลของประเทศสยาม ผ่านรูป ซึ่งอ้างเป็นผลงานของตน
 
จั บ ใ ต๋ ท อ ม สั น เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกรุงลอนดอน พ.ศ. ๒๔๔๐ คราวประพาสยุโรปครั้งแรก มีผู้มาขอเฝ้าเป็นจำนวนมาก ชายสูงวัยผู้หนึ่ง เข้ามาแนะนำตัวว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ฉายพระรูปพระองค์ เมื่อคราวโสกันต์ พ.ศ.๒๔๐๙ สามสิบปีมาแล้ว และได้ถวายรูปเหล่านั้น ทรงตอบแทนไปตามสมควร ปัจจุบัน รูปชุดนี้ยังเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ชายคนนั้นชื่อ จอห์น ทอมสัน ชาวสก็อตผู้เป็นช่างภาพชั้นนำแห่งยุโรป ปีนั้นอายุ ๖๐
 
ทอมสัน เป็นเจ้าของผลงานสำคัญมากมายมาตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อน จากการบุกไปถ่ายรูปนครวัดที่ป่าลึกเมืองเขมร เข้าไปบันทึกภาพประเทศจีนสมัยพระนางซูสีไทเฮา  และที่สำคัญที่สุดคืองานชุด Street Life in London ผลงานภาพถ่ายบันทึกสังคมชุดแรกของโลก ในปีที่เสด็จยุโรปนั้น ทอมสันย่างเข้าบั้นปลายของอาชีพแล้ว ต่อมาได้ขายรูปถ่ายและฟิล์มทั้งหมดให้กับมหาเศรษฐีเภสัชอุตสาหกรรม เซอร์ เวลคัม Sir Henry Solomon Wellcome (1853-1936) ปัจจุบันเราสามารถศึกษาข้อมูลชุดนี้ได้ ผ่านทางเวบไซท์สถาบันเวลลคัม
 
 
ท อ ม สั น เ ข้ า ม า สู่ ส ย า ม ทอมสันมาปักหลักทำธุรกิจที่สิงค์โปรกับพี่ชาย เปิดห้องภาพและขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง วันหนึ่ง ได้อ่านหนังสือของอองรี มูโอต์ นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ เรื่องนครโบราณในป่าดงดิบของเขมร ก็เกิดแรงบันดาลใจที่จะเข้ามาตามรอยบ้างทอมสันขอแยกตัวจากพี่ชาย คงจะได้เงินส่วนแบ่งมามากพอ จึงเตรียมการที่จะเข้ามาสำรวจเขมรได้ เขามีหัวทางธุรกิจ ก่อนเข้ามาก็จ้างหมอบลัดเลให้ลงข่าวไว้ล่วงหน้า บอกกล่าวว่าจะเข้ามา และยินดีรับถ่ายรูปผู้สนใจในบางกอก นี่ก็คงเป็นการระดมทุนไปด้วยในตัว ทอมสันอยู่ในบางกอกประมาณหกเดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๔๐๘ จนถึงต้นปี ๒๔๐๙ เพื่อรอหนังสืออนุญาตเข้าเขมร (ขณะนั้น เขมรยังเป็นประเทศราชของสยาม) ระหว่างนั้นก็ออกท่องเที่ยวไปถึงเพชรบุรี และอยุธยา
 
สรุปความว่า ในที่สุดภาระกิจก็สำเร็จตามความประสงค์ ได้เนะตีฟมาทั้งหมด ๖๐ แผ่น หมอปลัดเล ได้ลงประกาศอีกครั้งว่า ผู้สนใจเชิญมาดูได้ก่อนที่ช่างภาพจะเดินทางไปอังกฤษ เพื่อไปสร้างชื่อว่าเป็นช่างภาพผู้เชี่ยวชาญอเชีย บรรยาย พิมพ์หนังสือการสำรวจของตน และขายรูปให้กับผู้สนใจ รวมทั้งกลับมาถ่ายรูปเมืองจีนอีก ในปีต่อๆ มา
 
ทุกวันนี้ เราจะพบผลงานของทอมสันในเอกสารหลักเกี่ยวกับเอเซียยุคล่าอาณานิคม รูปถ่ายจริงๆ ก็มีขายตามงานประมูลเสมอๆ ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ภาพถ่ายชั้นนำทุกแห่ง ต้องมีงานของเขา นักศึกษาส่วนใหญ่ยกย่องว่า เพราะความมานะอุตสาหของทอมสัน บวกกับฝีมือถ่ายรูปในระดับศิลปิน เราจึงมีประจักษ์พยานชั้นยอด ในการทำความเข้าใจอดีตและชีวิตจิตใจของเอเชีย ตรงช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนไปสู่ความทันสมัย นักเขียนเหล่านั้นและผู้เชี่ยวชาญอีกมากมาย ไม่รู้เลยว่า บางส่วนของผลงานระดับโลกดังกล่าว ล้วนแต่ใช้รูปถ่ายฝีมือนายจิต โดยไม่อ้างอิง และทำให้ชาวโลกคิดว่า เ ป็ น ผ ล ง า น ข อ ง ต น เ อ ง
 
ต่อไปนี้คือข้อพิสูจน์


http://www.reurnthai.com/index.php?topic=5864.90

ขอบคุณรูปจาก http://www.chiangmaicitylife.com/social-pics/siam-through-the-lens-of-john-thomson/

 
บางกอก  ภาพพิมพ์วูดเบอรี่ไทป์  รูปที่เห็นนี้ เป็นตัวอย่างแสดงถึงวิธีหารายได้จากรูปถ่ายในสมัยวิคตอเรีย ครั้งนั้น ผู้คนเริ่มหิวกระหายข่าวสาร โดยเฉพาะเรื่องจากแดนไกล รูปถ่ายบุคคลสำคัญจะขายดีมาก รูปเหตุการณ์ เช่น สงคราม การราชาภิเษก ไฟไหม้ หรืออาคารสถานที่ต่างๆ รวมทั้ง ทิวทัศน์ ต่างก็ขายดิบขายดี เป็นที่ต้องการของชนชั้นกลางไปตลอดจนคนชั้นสูง ทอมสันก็สร้างตัวขึ้นมาจากสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ แต่วิธีการของเขาจะยกระดับขึ้นมาจากรูปอื่นๆ โดยการทำคำอธิบายที่น่าเชื่อถือ และแทนที่จะพิมพ์เป็นกระดาษอัดรูปขายตรงๆ กลับพิมพ์รูปด้วยเทคนิคการพิมพ์ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมา เรียกว่า Woodburytype อธิบายง่ายๆ ก็คือการพิมพ์รูปจากแม่พิมพ์อินตากลีโอ intaglio นั่นเอง โดยใช้กระจกเนกะตีฟอัดประกบกับเพลทเจลาตินไวแสง แล้วเอาแผ่นเจลาตินล้างน้ำร้อน จากนั้นนำไปปั้มเป็นแม่พิมพ์โลหะ กลายเป็นแม่พิมพ์ที่ละเอียดเท่ากับฟิล์ม และพิมพ์ได้จำนวนมาก
 
เราไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาผลิตรูปนี้เมื่อไร นอกจากจะประเมินเอาจากคำอธิบายรูป ซึ่งระบุตอนท้ายว่า
During the late king's reign the people were compelled to prostrate themselves in the royal presence, and to declare themselves utterly unworthy even to lick the dust from off the thrice-sacred feet of the sovereign. All this has been done away with by the young king, under whose sway Siam promises to take the foremost position amongs the nations of Indo-China   J. Thomson, F.R.G.S.

เนื้อความส่อนัยยะว่า จะผลิตขายในช่วงเปลี่ยนแผ่นดิน สดๆ ร้อนๆ ราวๆ ๒๔๑๒ หรือไม่ช้านานกว่านั้นสักเท่าใด แต่เนื้อหายังไม่น่าสนใจเท่ากับคุณภาพของรูป  ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ เด่นชัด ความเด่นชัดนี้เองทำให้เราจับโกหกทอมสันได้คาหนังคาเขา
 
เราพบรูปถ่ายมุมเดียวกันอีกชิ้นในแฟ้มผลงานของวิลเฮล์ม เบอร์เจอร์ ซึ่งชวนให้ประหลาดใจ เพราะคนสองคน ทำงานห่างกันหลายปีแต่สร้างรูปที่ละม้ายคล้ายกันออกมาได้ ที่สำคัญ รูปของเบอร์เจอร์ ยังมีความคมชัดเหนือว่าภาพพิมพ์ของทอมสันเข้าไปอีก ชัดจนสามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้ถ่ายไว้ ก่อนเบอร์เจอร์จะเข้ามาบางกอกในพ.ศ. ๒๔๑๒ เสียอีก
 
ขั้นแรก เรามาเปรียบเทียบก่อนว่ารูปใหนถ่ายก่อนหลังกว่ากัน ข้อนี้ง่าย เพราะโครงหลังคาวัดราชประดิษฐ์นั้น ยังไม่ปรากฏในรูปของทอมสันแสดงว่าถ่ายไว้ก่อน ก็ตรงตามลำดับเวลา ในเมื่อทอมสันเข้ามาเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๐๘ เบอร์เจอร์เข้ามาหลังจากนั้นอีกสี่ปี อาคารที่ก่อสร้างอยู่ริมน้ำก็ยืนยันเช่นนั้น ในรูปทอมสันเพิ่งจะก่อผนัง มาถึงรูปเบอร์เจอร์ได้ฉาบผนังปูนเห็นเป็นสีขาวไปทั้งผืน
 
แต่ที่แปลกก็คือ รูปของเบอร์เจอร์นั้นถ่ายไว้ก่อนปี ๒๔๐๘ ที่ทอมสันเข้ามาเสียอีก
รูปของทอมสันก็เช่นกันถ่ายไว้ก่อนทอมสันเข้ามาเช่นกัน
เรากล้ายืนยันเช่นนั้น ก็จากหลักฐานหลายประการ
 

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: นักสืบคดีโบราณ 2 จับไต๋ทอมสัน
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2017, 09:35:53 PM »
รู ป ถ่ า ย ไ ม่ โ ก ห ก เราทราบกันแล้วว่า รูปในแฟ้มเบอร์เจอร์เป็นส่วนหนึ่งของภาพมุมกว้างแม่น้ำเจ้าพระยา กับปรากฏการณ์เรือสำเภาร้อยลำ อันเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๗ หมอปลัดเลบันทึกไว้ (ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๒) ว่า

ปีชวดจุลศักราช ๑๒๒๖ พ. ศ.๒๔๐๗ พฤศจิกายน ที่ ๒๑ มีกำปั่นพ่อค้าทอดอยู่ในลำแม่น้ำพร้อมกันถึง ๑๐๐ ลำ ไม่เคยมีมากเหมือนอย่างนี้มาแต่ก่อน เรือเหล่านี้มาซื้อเข้าสารจะไปขายเมืองจีน เปนเหตุให้ราคาเข้าสารขึ้นทันที จนถึงเกวียนละ ๑๒๐ บาท แลเกวียนละ ๑๒๕ บาท ไม่เคยมีราคาเท่านี้มาแต่ก่อน

ปรากฏการณ์นี้ สอดคล้องกับสภาพหลังคาวัดราชประดิษฐข้างต้น

วัดนี้สร้างเสร็จอย่างรวดเร็วใน เวลาไม่ถึงปี คือทรงซื้อที่สวนกาแฟของหลวงเมื่อพ.ศ. ๒๔๐๗ โปรดให้พระยาราชสงคราม (ทองสุก) เป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้าง ในวันศุกร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีชวด จุลศักราช ๑๒๒๖ ตรงกับวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๐๗ ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ ๗ เดือนจึงแล้วเสร็จ มีการฉลองวัดพร้อมทั้งเจ้าอาวาสใหม่ในปีรุ่งขึ้น ๒๔๐๘

รูปที่เห็นการสร้างโครงหลังคาพระอุโบสถ จึงน่าจะถ่ายระหว่างการก่อสร้าง
แปลว่าก่อนทอมสันเข้ามาหนึ่งปี และก่อนเบอร์เจอร์ห้าปี
 
ท อ ม สั น โ ก ห ก ภาพพิมพ์ของทอมสันยิ่งเก่ากว่ารูปเรือร้อยลำเข้าไปอีก เพราะถ่ายไว้ต้งแต่ยังไม่ได้มีการสร้างวัด อย่างน้อยก็ยังไม่เห็นโครงสร้างอาคาร และตึกสองชั้นริมน้ำก็ยังไม่ได้ฉาบปูน แต่ที่น่าประหลาดใจ กว่านั้นก็คือ เขาเป็นเจ้าของรูปที่สามารถต่อกันเป็นภาพมุมกว้างได้ ไม่ยักต่อ เก็บไว้เฉยๆ จนตายไป จะบอกว่าเขาถ่ายไม่เป็นเห็นจะไม่ได้ เพราะเราพบภาพมุมกว้างอังกอร์วัด ขนาดสามตอนต่อกัน เป็นหลักฐานปรากฏอยู่ และเขายังเคยส่งรูปชุดบางกอกนี้ไปให้หนังสือพิมพ์ Illustrate London News ตีพิมพ์ โดยต่อกันเป็นภาพมุมกว้างด้วย แต่ไม่ต่อให้ครบ ขาดไปสองชิ้น

นั่นอาจจะหมายความว่าเขา มิได้สนใจเรื่องนี้สักเท่าใดกระมัง ถ้างั้น เขาจะถ่ายมาทำไมล่ะ มันไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เลยยิ่งกว่านั้น คำอธิบายรูปที่เราพบที่สถาบันเวลคัมนั้น ก็ชวนสงสัยเพราะผิดปกติวิสัยของคนที่ถ่ายรูปมาเอง จะบอกอะไรผิดๆ เพี้ยนๆ อย่างนั้น โดยที่เรารู้อีกด้วยว่า ทอมสันมีฐานวิชาการอย่างดี เขาไม่ใช่ช่างภาพที่หลงๆ ลืมๆ เลอะๆ เทอะๆ เว้นแต่จะจงใจ หรือไม่รู้จริงๆ

เป็นต้นว่า เขาอธิบายรูปพระ เมรุรัชกาลที่ ๔ ว่า The cremation pyre of the 1st King of Siam, King Mongkut, son (Brir ?)ซึ่งอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง หรือเรียกพระที่นั่งสุทไธสวรย์ว่า he Kings Buddhist temple คือเรียกพระที่นั่งเป็นวัด และเขาจะมีรูปเมรุรัชกาลที่ ๔ ได้อย่างไร ในเมื่อขณะนั้น (พ.ศ. ๒๔๑๒) เขาหากินอยู่ที่ลอนดอนแล้ว

ข้อน่าสงสัยอย่างยิ่งก็คือ คนอื่นๆ มีรูปของทอมสันได้อย่างไร ถ้าไม่ได้ซื้อจากมือของเขา อย่างเช่นนางแอนนา ใช้รูปที่ตรงกันถึงหก-เจ็ดชิ้น โดยที่นางอ้างว่าบางรูปได้รับพระราชทาน เช่นเดียวกันสุภาพบุรุษฝรั่งเศสและอเมริกันก็ใช้รูปเหล่านี้ในหนังสือตน เชื่อได้ยากเช่นกัน ว่าต่างซื้อจากมือทอมสันเพราะเข้ามาภายหลังถึงสองสามปี

คนเหล่านี้ควรจะได้รูปทั้งหลายจากแหล่งอื่น คือ บางกอก ที่ซึ่งทุกคนล้วนแวะมา และมีบางคน ได้รูปที่สวยงามกว่าที่ทอมสันครอบครอง อีกเสียด้วย
 
สุดท้าย ทอมสันเข้าไปถ่ายรูปในเขมรอยู่ ๔ เดือน ได้รูปมา ๖๐ ชิ้น ซึ่งเท่ากับกล่องไม้สามกล่อง แต่เราพบรูปที่ถ่ายในสยามและบางกอก มากมายไกล้เคียงกัน  แปลว่าเขาผลาญกระจกไปกับการถ่ายรูปนอกเป้าหมายเสียครึ่งๆ เชียวหรือ
คิดอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผล
 
สุดท้ายของสุดท้าย ทอมสันยังปล่อยไก่ฝูงใหญ่ เมื่อเขาวิจารณ์นางแอนนาที่อธิบายพระรูปโสกันต์ผิดว่าเป็นเจ้าหญิง ก็ในเมื่อเป็นพระราชพิธีของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ที่เป็นเจ้าชาย เรื่องเหลือเชื่อก็คืองานนี้นางแอนนาถูก รูปของนางมิใช่เจ้าฟ้าจริงๆ

ทอมสันที่อ้างว่าเป็นช่างภาพกลับจำรูปตัวเองไม่ได้ และเขาไม่รู้ว่าอีกในพระราชพิธีโสกันต์ตรั้งนี้ มิได้มีเจ้าฟ้าพระองค์เดียวที่อยู่ในพิธี ทรงโปรดให่พระเจ้าหลานเธอพระองค์อื่นร่วมพิธีด้วย โดยลดหลั่นเครื่องยศไปตามฐานันดร ดังนั้นจึงใช้คานหามต่างองค์กัน

นี่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าทอมสันจะถ่ายรูป ในคลังสะสมของเขาทุกชิ้น
 
จำ ล อ ง เ ห ตุ ก า ร ณ์ เราลองมาสันนิษฐานดู
ทอมสันเข้ามาบางกอก วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๐๘
วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๐๙ เข้าเขมร

ระหว่างสี่เดือนนี้จะถ่ายรูปได้สักเท่าใด ในเมื่อต้องสงวนกระจกไปใช้ในป่าดงเขมร เสร็จงานก็ขนของกลับอังกฤษ ใครจะไปทราบว่าในช่วงสี่เดือนนั้น ทอมสันจะไม่แวะเรือนแพของนายจิต ซึ่งมีโฆษณาลงในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ ตั้งแต่สามปีก่อนว่า มีรูปจำหน่ายมากมาย ใครๆ ที่ฉลาดก็คงกว้านซื้อรูปถ่ายของนายจิต ติดตัวไปด้วย ถ้าฉลาดยิ่งขึ้น ก็อาจจะขอก๊อปปี้กระจกไปด้วย
 
เมื่อกลับถึงบ้านเกิดเมืองนอน ใครจะไปสืบรู้ได้ว่า รูปใหนใครถ่าย กว่าจะมีคนรู้ ก็ผ่านไปกว่าร้อยปีแล้ว
 

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: นักสืบคดีโบราณ 2 จับไต๋ทอมสัน
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2017, 09:37:54 PM »


ขออภัย มิทราบนามผู้ถ่าย
จะเป็นคุณป๊อกหรือเปล่า

ปล
อาจจะเป็นคุณกุ้ง แห่งเว็บคาเมร่าอายส์

http://www.cameraeyes.net/forum/index.php?topic=2803.10

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: นักสืบคดีโบราณ 2 จับไต๋ทอมสัน
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2017, 07:45:31 AM »
ยกมาจากเว็บ cameraeyes
http://www.cameraeyes.net/home/index.php/webboard

นิทรรศการภาพถ่ายโบราณ สยาม ผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน
« ตอบ #9 เมื่อ: 11 มกราคม 2015, 12:45:09 PM »

ได้ไปชมงานแบบจะจะกระจ่างตาแล้ว พบว่า คนจำนวนมาก ก็ยังไม่เชื่อสิ่งที่ผมเสนอ
จอห์น ทอมสัน มิใช่ช่างภาพในผลงานที่เขาอ้างว่าตัวเองเข้ามาถ่ายไว้

จริงอยู่ ที่เขาเข้ามาในสยาม และจริงเช่นกันที่เขาถวายรูปถ่ายจำนวนหนึ่งแด่พระพุทธเจ้าหลวงคราวเสด็จยุโรป 2440 แต่ใครๆ ก็เอารูปที่ตัวเองไม่ได้ถ้าย ไปให้ใครก็ได้ ไปขายใครก็ได้ และไปปั้มชื่อตัวเองแสดงความเป็นเจ้าของ

รูปถ่ายไม่โกหก
โดยเฉพาะ ถ้ารายละเอียดในนั้น ชัดเจนยิ่งกว่ามองด้วยตาเปล่า
ขอฉายหนังซ้ำอีกที

หลักฐานพิสูจน์นั้น มาจากประวัติวัดราชประดิษฐสถิตยมหาสีมาราม ซึ่งเพิ่งครบ 150 ปีไปเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557
http://www.thaipost.net/x-cite/201114/99220 (ลิ้งค์ตายไปแล้ว)
หมายความว่า สร้างเสร็จ ฉลองวัดเมื่อ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2407

แต่ทอมสันเข้ามา เดือนกันยายน 2408 และรูปถ่ายของเขา ไม่มีวัดนี้
แปลว่า เขามาถ่ายรูปไว้ก่อนเข้ามาเมืองไทย

กระนั้นหรือ

หรือว่าเข้ามาทีหลัง แต่เอารูปที่คนอื่นถ่ายไว้เมือปีก่อน
ไปแอบอ้างเป็นของตัวเอง


เอาข่าวมาลงแทนลิงค์ที่ตาย

150 ปี สถาปนาวัดราชประดิษฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ย. 2557 05:01
พระครูวินัยธรอารยพงศ์ เลขานุการเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ กล่าวว่า เนื่องในพิธีเฉลิมฉลองในโอกาส 150 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯสถาปนาวัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์การบำเพ็ญกุศล 150 150 ปีแห่งการสถาปนาฯ ตั้งแต่วันที่ 24-26 พ.ย. ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ทั้ง 3 วัน
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/464176