ปรกติเราต้องเบรคล้อหลังหนักมากกว่าล้อหน้าตอนลงเขา นักปั่นรู้เรื่องนี้ดี ใครเบรคล้อหน้าแรงๆ ตีลังกาง่ายๆ เพราะล้อหลังมันพร้อมที่จะยกอยู่ตลอดเวลานะครับ กับเนินระดับ 17 องศาหรือประมาณ 30% ตามที่เห็นป้ายขึ้นเนินเขาที่ปักบอกไว้ข้างถนน (ดูเปรียบเทียบหน่วยที่ผมเอาลงมาให้ดูนะครับ
เขาที่ผมปั่นลงมาโดยใช้แค่เบรคหน้า ...."เน้นว่าใช้เบรคหน้าขี่มือเดียวตลอดทางลง ไม่มีการเอามือที่ถือโทรศัพท์ข้างขวามาแตะที่แฮนด์ช่วยบังรถแม้แต่น้อยนะครับ" การลงเขาชัน 20%-30% (12-17 องศา) นะครับ ใครหนัก 75 โล ที่จริงต้องให้คนหนัก 85 โล เพราะรถคันนี้หนักกว่ารถที่ใช้ปั่นสมัยนี้ 10 โลนะครับ แล้วขับมือเดียวโดยใ้ช้เบรคหน้ากับรถจักรยาน ผมต่อให้ใช้รถราคาสามแสนบาทเลยละ แล้วขี่ลงมาได้อย่างปลอดภัย ผมจะนับถือท่านเป็นเทพจักรยานครับ
ผมคิดว่าชันระดับนี้เบรคจักรยานต่อให้เบรค สองล้อแล้วคุณหนักแปดสิบโล มีความเสี่ยงสูงมากขึ้นตามระยะทางที่ลงมากขึ้นนะครับ โอกาสผ้าเบรคไหม้มีสูงมากๆ ถ้ายิ่งใช้เบรคล้อเดียวเบรคอาจร้อนจนผ้าเบรคไหม้ในระยะแค่สองสามร้อยเมตรด้วยซ้ำไป พอผ้าเบรคไหม้ผ้าเบรคจะลื่นไม่จับกับดิสซ์
"ผมคิดว่าคนหนักแปดสิบโลไม่สามารถใช้แค่เบรคหน้าอย่างเดียวลงเขาชัน 17 องศา ได้เกินร้อยเมตร ลงข้างทางซะก่อนแน่ๆ ถ้าทางลงเป็นทางโค้งแบบที่ผมขี่ลงมาครับ" ผมต่อให้จับแฮนด์สองมืออีกด้วย แต่ต้องใช้แค่เบรคหน้าเท่านั้นนะครับ แต่ถ้าจะให้ใช้เบรคหลังล้อเดียวผมคิดว่าระยะลงร้อยเมตรน่าจะทำได้ แต่ถ้าลงเขาเกินสองร้อยเมตรการใช้เบรคหลังล้อเดียวผ้าเบรคไหม้แน่นอนครับ สำหรับคนหนักแปดสิบโลนะครับ
แต่เบรคที่ผมทำสามารถบีบเบรคได้ตลอดเวลา จะเบรคให้หยุดเมื่อใดก็ได้ ผมใช้รถคันนี้ปั่นขึ้นวันทุกวันเวลาซ้อม น้ำหนักรถเพิ่มอีกไม่ถึงหนึ่งกิโลหลังใส่เบรคทั้งหน้าและหลัง แต่รถคันนี้ยังหนัก 21 กิโลนะครับ พอวันแข่งผมไปขี่อีกคันเบากว่าครึ่ง เลยปั่นแบบตัวปิวครับ
เรื่องความสำคัญของเบรคที่ดีหรือพอเพียง ไม่ใช่ออกแบบไม่พอใช้อย่างนี้ มีจำเป็นไหม ขอตอบว่าขี่ทางเรียบหรือลงเนินต่ำกว่า 8 องศาคงไม่มีความจำเป็นต้องออกแบบให้ดีกว่านีัครับ....แต่ถ้ารถที่ไปเข้าแข่งขึ้นเขาชันๆ ภูชี้ฟ้า ดอยอินทนนท์ หรือดอยตุง จำเป็นครับ เพราะทุกยอดมีช่วงอันตรายที่รถบรรทุกไม่สามารถขึ้นไปรับได้ถึงบนยอดเขา ภูชี้ฟ้ามี ระยะ 2.7 โล มีช่วงชัน 15 องศา , ดอยอินทนนท์ ระยะเกือบ 10 กิโล ชัน 12 องศา ที่จักรยานต้องปั่นลงมาขึ้นรถบรรทุก มันก็มี อุบัติเหตุ กันทุกปีครับ ปีที่ผ่านมาผมเห็นฝรั่งปั่นสวนลงมาเร็วมาก และคนนั้นก็เจออุบัติเหตุน่าจะใกล้ตาย ดีที่ไม่พุ่งใส่คนที่กำลังปั่นขึ้น......ทำไม? เขาถึงตัองขี่ลงเร็ว ก็คงมีคนที่คึกคะนองอยู่บ้างนะครับ วันนั้นผมใช้รถคันราคาแพงไม่ได้โมเบรค ผมก็ต้องเร็วเท่าที่ผมสามารถคุมรถได้ แต่ใจจริงอยากขี่ลงช้าๆ แต่ระยะทางมันยาวมาก ช่วงแรกผมเบรคให้รถลงช้าๆ คือต้องบีบเบรคแรงและกดเบรคช่วงยาวๆ พอลงได้สักพักเบรคเริ่มร้อง เจียกๆ ผมต้องหยุดรถ (เสียเวลาครับ หนาวก็หนาว) แล้วก็ขี่ลงต่อแบบเร็วมากขึ้นด้วยการแตะเบรคน้อยลง วันนั้นผมลงแบบเสี่ยงๆ เพราะมันจำเป็น และคิดว่าทุกคนก็ทำแบบนี้ เมืองไทยคนชอบเสี่ยงคนจัดเลยเอาเส้นชัยไว้ที่สูงๆ จนรถบรรทุกขึ้นไปรับไม่ได้แทบทั้งนั้นครับ อันตราย สุด!!!!....
สำหรับคนที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 60 กิโล ถือ ว่า โชค ดี เบรคที่เขาทำมายังพอใช้ได้อย่างทีประสิทธิภาพนะครับ คนออกแบบเบรครถจักรยานคงลืมคิดถึงคนน้ำหนักตัวมากๆ ละมังคับ?



ผมจึงยอมโมฯ เบรค ซึ่งทำให้รถหนักเพิ่มอีกหนึ่งกิโลครับ น้ำหนักเพิ่มคือตัวแผ่นดิสซ์ครับ สองถึงสามขีด พวกแม่ปั๊มเบรคและตัวปั๊มเป็นอะลูมิเนียมจึงเบา รวมๆ ทั้งเบรคหน้าและเบรคหลังก็เกือบกิโลนึงละครับ
ผมคิดว่านักปั่นควรใช้รถตามสภาพการใช้งานและร่างกายของแต่ละคน ไม่ควรเล่นตามเพื่อน เล่นตามสมัยนิยม หรือที่แย่ที่สุดคือเล่นตามพ่อค้ามักได้แนะนำครับ....และอย่าเชื่อโฆษณาใหม่ๆ โดยไม่ใช้หลักวิศวกรรมวิเคราะห์ว่าจริงหรือเท็จ มิเช่นนั้นคุณคือเหยื่อของพวกขายจตุคามครับ จักรยานมีวูดูไม่ต่างจากวงการเครื่องเสียงครับ แต่วงเงินอาจต่ำกว่าอย่างมาก ผมกลัวนักเล่นเครื่องเสียงไฮเอนด์ไปปั่นรถจักรยานอย่างมากเพราะ แค่สายไฟเพาเวอร์เส้นเดียวก็แพงกว่ารถจักรยานแพงๆ แล้วละครับ ราคาจักรยานดีๆ กำลังจะถูกลงเรื่อยๆ ถ้านักเล่นเครื่ิองเสียงลงมาปั่นจัยรยานกัน กลัวราคาจักรยานมันจะทะยานกลับขึ้นไปอีก เพราะราคาตอนนี้มันก็ยังเวอร์เกินจริงไปเยอะครับ กระจกส่องหลังมอเตอร์ไชล์ข้างละไม่กี่สิบบาท ของจัยรยานอันนิดเดียวเกือบสองร้อย แล้วยังทำแย่กว่าของมอเตอร์ไซล์เยอะครับ

แล้วจะมาต่อรายละเอียดเรื่องการโมฯ วันหลังนะครับ