ผู้เขียน หัวข้อ: นักสืบคดีโบราณ 1 โครงกระดูกในตู้  (อ่าน 5830 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
นักสืบคดีโบราณ 1 โครงกระดูกในตู้
« เมื่อ: 02 สิงหาคม 2017, 08:43:57 PM »
ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องจริงจากอดีต

เป็นเรื่องแต่งใหม่ของคนปัจจุบัน โดยคิดไปว่าสิ่งที่แต่ง "น่าจะ" เป็นจริงตามนั้น
ความน่าเชื่อถือ มาจากการใช้หลักฐานประกอบกับการตีความของแต่ละคน
บวกกับกลเม็ดทางสำนวนภาษา โน้มน้าวให้เรื่องแต่งของตนถูกยอมรับเป็น "ประวัติศาสตร์"

คนแต่งไม่ใช่เทวดา จะสามารถเดินย้อนเวลาไปสังเกตการณ์เอาความจริงออกมาจากอดีต หาได้ไม่
มิหนำซ้ำ ต่อให้ไปได้จริง มีเพียงสองหู สองตา จะเก็บข้อมูลอะไรได้ครบถ้วน
แค่เดินไปปากซอยแล้วย้อนกลับมา
เจอมนุษย์ผู้ชายกี่คน อายุเท่าไร ใส่เสื้อผ้าแบบใหน รองเท้าอะไร เดินสวนหรือเดินตาม ระยะห่างเท่าไหร่
ไม่มีใครบอกได้ดอก

ประวัติศาสตร์จึงเป็นทั้งบันทึกความผิดพลาด หรือความสำเร็จของคนแต่ง
สนุกก็ตรงที่เราสืบคดี หาความผิดพลาดหรือน่าจะเป็นของเรื่องแต่งเหล่านั้นได้
ไม่มีใครดอก ที่เล่าความจริงได้ครบถ้วน อย่างมากที่สุดก็เพียงบางส่วน

ผมเชื่อเช่นนั้น


pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: นักสืบคดีโบราณ 1 โครงกระดูกในตู้
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2017, 08:48:54 PM »
โครงกระดูกในตู้ของคุณชายตึกฤทธิ์

ใครจะคิดว่าปราชญ์สารพัดพิษอย่าง มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเล่าประวัติต้นตระกูลผิด
ไม่ใช่ผิดธรรมดา ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย แม้จะอ้างว่าฟังมาจากผู้ใหญ่ ไม่มีอะไรยีนยัน
วิสัยคนเป็นปราชญ์ จะเชื่ออะไรง่ายๆ เหมือนชาวบ้านรุมขอหวยจากสิ่งประหลาด ไม่ได้
แถมเชื่อชนิดไม่บันยะบันยัง เป็นอย่างนี้ก็น่าสังเวชไม่น้อย

ที่ว่าน่าสังเวชก็เพราะท่านเป็นปราชญ์ เป็นคนเด่นคนดัง
ขนาดเคยอวดว่า ฝรั่งมาเมืองไทย ก็ทำสองอย่างคือไหว้พระนอนวัดโพธิ์ แลสนทนากับคึกฤทธิ์
หมายความว่า ท่านเป็นเอตะทัคคะ อันหมายความต่อว่า พูดอะไรไป คนย่อมเชื่อ
ครั้นท่านพูดไม่จริงออกไป คนเขาเชื่อเอา นี่นับเป็นบาปกรรมได้กระมัง

ท่านเล่าว่า ปู่ของท่าน กรมขุนวรจักรธรานุภาพ พระองค์เจ้าปราโมช (2359-2415)
คราวประชุมสถาปนาพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ (รัชกาลที่ห้า) เกิดขัดแย้งกับประธานในที่ประชุม
คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (2351-2425) เรื่องสถาปนาวังหน้า

ที่ประชุมวันนั้นมีมติเอกฉันท์ อัญเชิญเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ (2396-2353) เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ที่เพิ่งสวรรคต

จากนั้น สมเด็จเจ้าพระยาก็ขอให้เชิญพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ ยอร์ช วอชิงตัน กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (2381-2328) เป็นวังหน้าไปพร้อมกัน

กรมขุนวรจักรฯ ค้านว่า ตำแหน่งนี้ควรรอให้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โปรดเกล้าฯ ด้วยพระองค์เองสมเด็จเจ้าพระยาจึงย้อนเอากลางที่ประชุมว่า

"ที่ไม่ยอมนั้น อยากจะเป็นเองหรือ"

กรมขุนฯ ท่านค้านไม่ขึ้นเพราะอำนาจบารมีด้อยกว่า ก็จำยอมในที่สุด
เรื่องนี้มีในพระราชพงศาวดาร โลกจึงจดจำเหตุการณ์ไว้อย่างนี้

จำเนียรกาลผ่านมาหนึ่งร้อยสิบสามปี ตรงกับพ.ศ. 2514 คุณชายอายุครบแซยิด คือหกสิบปี
ท่านก็เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งตามธรรมเนียมผู้มีตระกูล เล่าประวัติบรรพบุรุษตามที่เคยได้รับรู้
หมายเป็นอนุสรณ์แก่ลูกหลาน

ตามวิสัยปราชญ์ จะเขียนประวัติแบบจืดๆ คงไม่เหมาะ ท่านจึงขุดเอาประวัติด้านมืดของวงศ์ตระกูลมาเล่า คนอ่านพากันตื่นเต้นจนขยายการรับรู้กว้างออกไป สุดท้ายสำนักพิมพ์สยามรัฐของท่าน ก็ตีพิมพ์เป็นเล่ม วางจำหน่ายเป็นเรื่องเป็นราวจนถึงทุกวันนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: นักสืบคดีโบราณ 1 โครงกระดูกในตู้
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2017, 08:55:16 PM »
คุณชายคึกฤทธิ์เล่าเรื่องนี้ต่ออกมาเป็นความพิศดารว่า

หลังจากทะเลาะกับผู้สำเร็จราชการผู้มีอำนาจล้นฟ้าแล้ว
สมเด็จปู่ของท่านก็เก็บตัว ไม่ออกจากวังอีก เป็นเวลา 5 ปีเต็ม
จนถึงวันที่พระเจ้าอยู่หัวทรงบันลุนิติภาวะ ครองราชย์โดยพระองค์เองอย่างสมบูรณ์
ท่านจึงเสด็จออกจากวัง เพื่อไปร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

แต่เพราะไม่ได้เสด็จนาน หน้าประตูวังมีต้นตะขบใหญ่เติบโตขวางทางเข้าออก
เดือดร้อนถึงกับต้องลงจากเกี้ยว สั่งการให้โค่นไม้นั้นเป็นโกลาหล

เราไม่มีทางทราบว่า ที่ท่านเล่ามานี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่อย่างไร
ทว่า ก็มีคนอ้างอิงต่อ ดังจะยกมาประกอบให้เห็นดังนี้

"....ทรงเก็บตัวอยู่แต่ในวัง ไม่เสด็จออกนอกวังเลยตลอดเวลาที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็น
ผู้สำเร็จราชการอยู่นั้นจนกระทั่งสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงว่าราชการด้วยพระองค์เอง
แล้ว เสด็จในกรมขุนวรจักรฯ จึงทรงเสด็จออกจากวังตามปกติ โดยวันแรกที่เสด็จออกจากวัง คือ
วันที่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จออกมหาสมาคมเป็นครั้งแรกและเสด็จออกว่า
ราชการด้วยพระองค์เอง เสด็จในกรมขุนวรจักรฯ ก็เสด็จออกจากวังมาเข้าเฝ้าในครั้งนั้นเอง..."

http://cdn.exxonmobil.com/~/media/thailand/files/prateep-magazine/prateep_2_54.pdf
"แล้วไม่เสด็จออกจากวังอีกเลยจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงประกอบพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกครั้งที่๒ สมเด็จเจ้าพระยาพ้นตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปแล้ว ท่านจึงยอมเสด็จออกจากวังมาเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว"
https://pantip.com/topic/31173645

นี่คือผลจากความน่าเชื่อถืออันสูงล้น ที่มหาชนมีต่อคุณชายคึกฤทธิ์

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: นักสืบคดีโบราณ 1 โครงกระดูกในตู้
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2017, 09:05:25 PM »
คงไม่มีใครอยากจะเชื่อว่า สิ่งที่ท่านเขียน
ผิดจากหลักฐานประวัติศาสตร์ ชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า

นักสืบคดีโบราณ จึงต้องเหนื่อยหน่อยถ้าจะจับผิดปราชญ์ใหญ่ระดับนี้
โชคดีที่มีขุนนางเล็กๆ ท่านหนึ่ง บันทึกข้อมูลอันไม่สลักสำคัญไว้ ชี้ว่าคุณชายน่ะ "มั่ว"
ที่ว่าไม่สลักสำคัญนั้น เพราะเป็นปูมโหร อันนักประวัติศาสตร์มาตรฐานมองว่าไร้สาระ
จึงไม่มีใครสืบคดีโครงกระดูกในตู้ของคุณชายคึกฤทธิ์ ทิ้งไว้และอ้างอิงต่อๆ กัน
อย่างไร้สำนึกทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่เป็นคุณสมบัติแรกสุดของวิชาชีพนี้

ผมขอเบิกความด้วยหลักฐานของจมื่นก่งศิลป์และพงศาวดารทั่วไป
กล่าวหาว่าหนังสือโครงกระดูกในตู้มีข้อมูลอันเป็นเท็จ สองกรณี ดังนี้

หนึ่ง ว่าด้วยวันที่เสด็จออกมาโค่นต้นขบ
ถ้าเสด็จเข้าเฝ้าในวันออกมหาสมาคมอย่างที่เล่ามา กรมขุนวรจักรฯ จะต้องทรงเกิดใหม่

วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2416 อันเป็นวันพระราชพิธีนั้น
กรมขุนฯ ทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้วถึงปีเศษ
คือสิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก
ตรงกับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2415
หรือนับละเอียดก็คือ สิ้นไป 670 วัน
ก่อนวันที่คุณชายเล่าว่า ทรงโค่นต้นมะขบในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ตรงนี้คงไม่มีทางคิดเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากจะบอกว่าคุณชายของเรา
ไม่เคยคิดที่จะตรวจสอบวันเวลาของบรรพบุรุษตัวเอง
จริงอยู่ ผู้ใหญ่ของท่านอาจจะเล่าผิดเพี้ยน นั่นเป็นเรื่องในสกุล
ท่านเองที่ส่งต่อความเพี้ยนนั้นออกมา ย่อมต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ
คือใช้ข้อมูลมั่วๆ ปลอมปนประวัติบรรพบุรุษขึ้นมา

สอง ว่าด้วยการไม่เสด็จออกจากวัง
ข้อนี้เห็นจะเป็นไปไม่ได้ เพราะมีหลักฐานประวัติศาสตร์ขัดแย้งโดยตรง

จมื่นก่งศิลป์โหร ลงจดหมายเหตุ(ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘) ไว้ว่า
"ในเดือน ๙ นี้ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ เปนแม่กอง
ชำระหางว่าวเบี้ยหวัดขุนหมื่นตัดเบี้ยหวัดเสียทุกหมู่ทุกกรม ทั้งทหารพลเรือน"


การชำระหางว่าวนี้เป็นการสำคัญของบ้านเมือง เปลี่ยนแผ่นดินแล้วต้องทำทุกครั้ง
จะได้รู้ว่าในแผ่นดินใหม่ มีผู้คนให้ใช้สอยเท่าใด

ตามหลักคิดของระบอบศักดินา ผู้คนคือทรัพย์แผ่นดิน
เกิดศึกสงคราม ต้องรู้ว่ามีกำลังพลใช้งานจำนวนเท่าไร อยู่ในสังกัดมูลนายคนใหน
เวลาสงบ จำนวนคนคือจำนวนภาษีฤชาอากร คือแรงงานไพร่ ที่หล่อเลี้ยงระบบราชการทั้งมวล
และยังเป็นตัวเลขให้รู้ว่าจะต้องใช้จ่ายงบประมาณเท่าไรในการเบิกจ่ายเบี้ยหวัดเงินปี

งานระดับนี้ นั่งทำที่วังไม่ได้
จะต้องออกตรวจนับตามวังและบ้านเรือนมูลนายเพื่อให้ได้ตัวเลขที่แท้จริง
ยิ่งกว่านั้น ต้องมีกำลังคนติดตามเพราะอาจมีเรื่องขัดแย้งกันได้ง่ายๆ
ถ้าออกสักเลขตามหัวเมืองละก้อถึงต้องยกทัพออกทำการทีเดียว

ดังนั้น ที่คุณชายบอกว่าปู่ท่านไม่ออกจากบ้าน ก็แปลว่าไม่เชื่อจมื่นก่งศิลป์
ผมเอง ถ้าต้องเลือกเชื่อคนหนึ่งคนใด
ขอไม่เชื่อปราชญ์ที่เล่าเรื่องบรรพบุรุษผิดๆ เพี้ยนๆ ละกัน

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: นักสืบคดีโบราณ 1 โครงกระดูกในตู้
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2017, 09:07:17 PM »
เกี่ยวกับวันเวลานี้ ยังมีข้อพิสูจน์ความมักง่ายในการนับปีของคุณชายอีกเรื่องหนึ่ง
ท่านเล่าประวัติเสด็จพ่อเอาไว้ กรณีวิกฤตการณ์วังหน้า 2417 ว่า

"ท่านเล่าว่าขณะนั้นท่านอายุ 8 ขวบ นอนหลับอยู่ แล้วตื่นขึ้นตอนดึก เพราะเจ้าพี่จุดไต้จุดไฟทำอะไรกันตึงตัง เหลียวหาคุณแม่ที่นอนอยู่ด้วยตอนหัวค่ำก็หายไปแล้ว ถามหาคุณแม่กับเจ้าพี่ก็ไม่มีใครบอก เพราะทุกองค์กำลังรีบเก็บข้าวของส่วนตัวของท่านลงหีบ เห็นจะเป็นเพราะท่านทรงทราบกันทุกองค์แล้วว่าคุณแม่จะถูกริบราชบาตร ท่านตกใจและคิดถึงคุณแม่ก็เลยนั่งกันแสงอยู่กับที่ แต่ก็ไม่มีใครมาสนใจกับท่าน พอรุ่งเช้าเจ้าพี่ทุกองค์ก็รีบขนของออกจากตำหนักไป ท่านมาทรงทราบภายหลังว่าเข้าไปอยู่ในวังหลวงกันทุกองค์"

ในหนังสือเล่าอย่างละเอียดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งนี้คงต้องอนุมานเอาว่า
คุณชายฟังเสด็จพ่อเล่าอย่างเดียว ไม่ได้แต่งขึ้นมาเองซึ่งต้องถือว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ
อายุแค่ 8 ขวบ จำเรื่องสมัยเด็กได้แม่นยำราวกับนักบันทึกพงศาวดารผู้จัดเจน

ที่จริงแล้ว ต้องบอกว่า เกินกว่าอัจฉริยะเสียด้วยซ้ำ

ตอนเกิดเรื่องท่านมิได้อายุ 8 ขวบ แต่แค่ 3 ขวบต่างหาก
หม่อมเจ้าคำรบ เป็นโอรสองค์สุดท้ายในกรมขุนวรจักรฯ ประสูติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2414
กรณีวังหน้า เกิดเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2417 วันนั้นท่านคำรบอายุสามขวบปลาย ยังไม่สี่ขวบ

เล่าเรื่องได้พิศดารปานนี้ ไม่รู้จะชมคนเล่าหรือคนเล่าต่อ
เอาเป็นว่า อัจฉริยะทั้งครอกก็แล้วกัน

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: นักสืบคดีโบราณ 1 โครงกระดูกในตู้
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2017, 09:16:06 PM »
ว่าไปแล้ว คนที่น่าสงสารในคดีนี้ ก็คือคุณชายคึกฤทธิ์
ถูกหลอกซ้ำซาก ตั้งแต่รุ่นปู่ รุ๋นป้า แม้แต่พ่อก็หลอกด้วย

ที่ว่าถูกป้าหลอก เพราะคุณชายเล่าว่า
ทุกคืน ท่านป้าซี่งขอตัวคุณชายไปเลี้ยง เป็นต้องปลุกหลานขึ้นมาฟังเรื่องตัวเอง
เรื่องที่เล่าก็โลดโผนกว่านิยาย ถึงขั้นอ้างว่ามีลูกกับกษัตริย์เขมร
ทำเอาคุณชายสุดปลื้ม ที่มีลุงเขยเป็นกษัตริย์ มีลูกพี่ลูกน้องเป็นลูกกษัตริย์

คุณชายคงจะไม่ได้แต่งเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเอง เพราะไม่เห็นประโยชน์
แถมคดีลูกกษัตริย์เขมรนี้ มีมูลมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่หก
เจ้าหญิงเขมรพระองค์หนึ่งมีลายพระหัตถ์มายังสมเด็จกรมพระดำรงราชานุภาพ(พระยศขณะนั้น)
ช่วยสืบเรื่องที่เล่าลือกันว่า มีเจ้าเขมรพระองค์หนึ่ง มาตกยากที่พิจิตร

สืบสำเร็จ กลับกลายเป็นว่า ผู้ตกยากนั้นเป็นลูกหม่อมเจ้าฉวีวาด ท่านป้าของคุณชายนี่เอง
แต่พ่อเป็นสามัญชนไม่ใช่กษัตริย์ นี่คือการแอบอ้าง ยกตนเป็นเจ้า และเคยทำมาแล้วที่เมืองเขมร
ที่น่าสนใจก็คือ หากท่านป้าเล่าให้คุณชายฟังเป็นตุเป็นตะอย่างนั้น
ท่านจะเล่าเป็นตุเป็นตะให้ลูกชายฟังด้วยหรือเปล่า เด็กนั้นจึงตู่เรื่องราวมาตั้งแต่ยังอยู่เขมร

โชคดีที่คุณชายเสียชีวิตก่อนเรื่องนี้เปิดเผย
ท่านจึงไปปรภพโดยคิดว่ามีลุงเป็นกษัตริย์เขมร
ป้าเป็นคนสร้างละคอนเขมรให้โด่งดัง
พ่อเป็นเด็กยากไร้เพราะทั้งตระกูลถูกริบราชบาตร


แต่ยูเนสโกที่ยกย่องท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก น่าจะไม่ยินดีนัก
ประวัติศาสตร์ที่ มรว.คึกฤทธิ์สร้างขึ้น และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ท่านโด่งดัง
กลายเป็นเรื่องลวงโลกของป้าสอนหลานซะงั้น

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: นักสืบคดีโบราณ 1 โครงกระดูกในตู้
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2017, 09:44:06 PM »
มีเอกสารสมัยรัชกาลที่สอง เสนอให้อ่านประกอบ
ว่าด้วยการสักเลข

พระราชกำหนดสักเลข จุลศักราช ๑๑๗๒ ปีมะเมียนักษัตรโทศก
ตรงกับ พ.ศ. 2353 ปีแรกในรัชกาล จัดวรรคตอนให้อ่านง่ายขึ้น
http://www.kingrama2found.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=254:2013-06-14-01-48-32

...ไพร่พลโยธาหมู่ทหารซึ่งเคยทำราชการณรงค์สงครามแต่ก่อนมา ก็ชราพิการล้มตายร่วงโรยเบาบางไป
ไพร่หลวงสมกำลังแลเลขหัวเมืองที่มีตัวอยู่ ก็โจทหมู่ไปต่างกรม ฝ่ายนายไม่ได้มาร้องขอแลกเปลี่ยน
ยอมมิให้ได้ขัดขวางไว้ โดยวาสนาพลการก็มีบ้าง นายเดิมได้ติดตามว่ากล่าวยังค้างกันอยู่จนทุกวันนี้
มิได้หักโอนบาญชีต่อกัน (ก็มีบ้าง)

เหตุฉะนั้นบาญชีจึงฟั่นเฟือนค้างเกินกันมาช้านาน

บ้างก็อพยพหลบหนีราชการหนีไปเข้าซ่องซุกซ่อนอยู่ป่าดงก็มีมาก
เพราะเจ้าหมู่มูลนายใช้สอยตรำตรากไม่ผ่อนปรน ไพร่จึงขัดสนทนมิได้
ที่มีกิจทุกข์สุข ฝ่ายนายหมวดนายกองหาเอาธุระไม่ กลัวโทษภัย จึงหนี
บางทีหลบเจ้าหนี้หนีนายเงินไปโดยขัดข้อง บ้างก็ต้องทุกข์โทษสินไหมพินัย

ครั้นจะกลับเข้ามาก็กลัวเพราะตัวกระทำความผิดไว้ จึงสู้ยากลำบากอยู่ในดงป่าช้านาน
แลเลขจำพวกนี้ก็อาศัยแอบแฝงอยู่ในเจ้าเมืองกรมการปิดบังไว้เป็นอาณาประโยชน์ก็มี
บางทีชักชวนกันคบเพื่อนพวกละ ๑๔ คน ๑๕ คน สมัครเข้ามาเป็นข้า หานายหน้าให้
เดินเอาหนังสือเจ้าต่างกรมหากรมมิได้ แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย แต่งตั้งกันออกไป
เป็นพวกซ่อง กองส่วยก็มีทุกหัวเมืองเป็นอันมาก

จึงพบหาพากันกำเริบใจกระทำโจรกรรมลักช้างม้าโคกระบือเสือกไสเข้าไว้ในซ่อง
เจ้าของติดตามรู้สึกตัวกลัวจะจับ กลับยักย้ายสับเปลี่ยนส่งต่อๆไป
จึงได้เกิดความวิวาทพยาบาทลอบฆ่าฟันกันเนืองๆให้ความเคืองใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

แต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเจ้าพลวงในพระบรมโกศมาหลายปี
บัดนี้พระบาทสมเด็จพระบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าหัว เสด็จปราบดาภิเษกเศวตฉัตรเสวยราชสมบัติใหม่
ตั้งพระทัยจะรักษาพระบวรพุทธศาสนาแลไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน มิให้เป็นอันตรายแก่ข้าศึกได้
จึงมีพระราชโองการสั่งให้สักเลขหมายหมู่ใหม่

แล้วให้กรมพระสัสดีชำระเลขซึ่งวิวาทเกี่ยวค้างเกินกันมา
แต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศ จะให้สำเร็จแก่กันในครั้งนี้

ให้ผู้มีคดีเกี่ยวข้องด้วยเลขนั้นเร่งมาว่ากล่าวให้สำเร็จ
ถ้าละเลยไว้มิได้มาให้ชำระในขณะนี้ ไปภายหน้าจะเอาเข้ามาว่ากล่าวนั้นมิได้

แลให้เจ้าเมืองกรมการสั่งแขวงนายบ้านนายอำเภอประกาศป่าวร้อง
บรรดาข้าหนีเจ้าบ่าวหนีนาย ไพร่หลวงสมกำลัง ทาสเชลย ทาสสินไถ่ ที่ซุกซ่อน ณ ป่าดงจงทั่ว
ให้เข้ามาหามูลนายเดิมโดยดี จะพระราชทานโทษภาคทัณฑ์ไว้ครั้งหนึ่ง

ถ้าแลมิสมัครอยู่กับนายเดิม จะสมัครอยู่กับเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองใด
แลเจ้าต่างกรมหากรมมิได้ในพระราชวังหลวงแลกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
แลข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยหมู่ใดกรมใด จะพระราชทานให้อยู่ตามใจไพร่สมัครแต่ในครั้งเดียวนี้
เป็นปฐมบัญัติไว้เบื้องหน้าไปจะให้คงหมู่อยู่ตามสักครั้งนี้

อนึ่งเลขหัวเมืองซึ่งอพยพหลบหนีนั้นให้คงเมืองจะผลัดเปลี่ยนกันโดยใจไพร่
สมัครได้แต่ในเมืองเดียวกัน เหตุว่าเลขหัวเมืองนั้นน้อยตัว