EstheticThai.com

Forum => ห้องรับแขก => : pee 23 July 2020, 03:48:30 PM

: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 23 July 2020, 03:48:30 PM
กรกฎา 2563 สุนทรภู่โดนลบหลู่
https://www.youtube.com/watch?v=wigNjIEeevg&t=1063s

หญิงปากพล่อยนางหนึ่งอ้างว่าสามารถสนทนากับผี บุกไปวัดเทพธิดาราม ยกตนต่างๆ นาๆ
แล้วบอกว่าสุนทรภู่ตายที่ระยองเพราะเป็นฝีในท้อง เป็นฝีมะม่วงเสียด้วย
(ดูจากคลิบ รายการตัดคำพูดท่อนนี้ทิ้งไปแล้ว)

เวรเอ๊ย ไม่มีความรู้แล้วยังตอแหล
เป็นฝีมะม่วงนั้นไม่ตายดอก แล้วฝีนี้ไม่ได้เป็นในท้อง เป็นตรงความเป็นชาย เป็นโรคจากเพศสัมพันธ์
ส่วนฝีในท้องนั้น เป็นคำเรียกสมัยก่อน ต่อมาสมเด็จพระราชบิดา ทรงอธิบายด้วยศัพท์ทางการแพทย์ว่า
คือทุเบอร์คุโลสิส คือวรรณโรค


(https://static.amarintv.com/images/upload/editor/source/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%8A%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/Note/July/03/02/897169.jpg)
(https://static.amarintv.com/images/upload/editor/source/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%8A%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/Note/July/03/02/815031.jpg)


เรื่องนี้ ทำคนรักสุนทรภู่ทนไม่ได้
ต้องออกมาสำแดงข้อมูลตบกระโหลกนาง เสียดายเพียงว่า บางข้อมูลนั้นไม่มีมูล ไม่ควรใช้
ใช้ไป ก็ยากจะคัดง้างคำยกเมฆของนางตัวดีอยู่ดี

เอาความไม่จริงไปล้างคำไม่จริง ย่อมไม่ได้ความจริง ฉะนั้น

 Nu

ท่านสุนทรภู่ อยู่บนสวรรค์กวีคงนึกสังเวชใจ อุตส่าห์บวชเรียนจนเป็น "มหาเถร" (อายุพรรษา 10 ปีขึ้นไป)
เป็นครูเจ้าฟ้า 2 หลายพระองค์ เขียนคำประพันธ์อันเลื่องลือฝากไว้ในประวัติศาสตร์ เรียกตัวเองเป็นอาลักษณ์เจ้าจักรวาล กลับต้องมาถูกมนุษย์ใจทรามสันดานหยาบ ใส่ไคล้ด้วยใจโสโครก

เท่าที่มีข้อมูล ท่านเสียชีวิตในวัยอย่างน้อย 70 จนถึง 80
อายุขนาดนั้น ยังมีกำลังวังชาไปเป็นโรคบุรุษอีกหรือ
ส่วนเรื่องสถานที่ตาย เกิดว่าท่านไม่ได้แต่งนิราศเมืองแกลงอย่างที่เคยเสนอไว้
จะเอาอะไรมาใส่ในประวัติ ให้ไปตายที่เมืองแกลงได้เล่า
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 23 July 2020, 05:03:44 PM
สุนทรภู่ตายที่ใหน ตรวจสอบได้หรือไม่

(http://www.reurnthai.com/index.php?action=dlattach;topic=6741.0;attach=63818;image)
มี 4 แนวคิดในเรื่องนี้
1 สมเด็จฯ ดำรง กล่าวลอยๆ ว่าหลังเป็นพระสุนทรโวหาร วังหน้าได้ 5 ปี ก็ตายในวัย 70
2 คุณเทพ สุนทรสารทูร นักค้นคว้า บอกว่าตายที่วังหน้า ไม่ระบุปี แต่อ้างดวงประเทียบกวีขี้เมา ยืนยันว่าอายุยืนเกิน 80
3 มจ. จันทร์จิรายุ บอกว่า นมส. พระบิดาของท่าน ทรงเล่าประทานว่า ตายที่วังเดิม ไม่ระบุวันเวลา
4 พระยาปริยัติธรรมธาดา สอบถามจากคนร่วมสมัย ระบุว่า ตายที่บ้านสวนริมวัดเรไร บางระมาด ตลิ่งชัน

ใน 4 ท่าน มีเพียงข้อมูลของพระยาปริยัติฯ เท่านั้น ที่ตรวจสอบได้

ท่านเจ้าคุณ ได้รวบรวมประวัติสุนทรภู่จากปากคำของบุคคลที่รู้จักหรือมีความรู้เรื่องสุนทรภู่ ทำไว้ตั้งแต่ปี 2456
ต้นฉบับยังเป็นลายมือ เก็บไว้ที่หอพระสมุด กรมศิลปากรมาพบและตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2529
อธิบายว่ายังเป็นข้อมูลดิบไม่ได้ผ่านการชำระ

(https://sunthornphublog.files.wordpress.com/2016/09/9789741109586.gif)

ลักษณะของข้อมูล เป็นการจดบันทึกปากคำของบุคคลหลากหลาย เกี่ยวกับกวีเอก
ส่วนที่กรมศิลปากรบอกว่า ทำเมื่อปี 2456 นั้น เป็นการด่วนสรุป เท่าที่ตรวจสอบ น่าจะทำอยู่หลายปี
และคงจะเก็บเข้าแฟ้มเอาไว้ จะเป็นงานที่ทำให้หอพระสมุด หรือเป็นการค้นคว้าส่วนตัว ไม่อาจรู้ได้

มีเรื่องหนึ่งที่แน่ใจได้คือ ท่านมิได้ทำโดยพระประสงค์ของสมเด็จ ดำรงฯ
เพราะปี 2456 นั้น สมเด็จฯ ยังมิได้รับตำแหน่งนายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร
เวลานั้น กรมพระสมมติอมรพันธ์ยังดำรงตำแหน่งอยู่ (จนถึง 2457-)

เนื้อความทั้งหมด ยังไม่มีการชำระให้ต่อเนื่องเป็นเรื่องราว จึงมีข้อมูลขัดแย้งกันเองให้เราเห็น
เวลานั้น ท่านเป็นเจ้ากรมราชบัณฑิตขวาในกรมศึกษาธิการ
กำลังทำงานสำคัญคือ แปลคัมภีร์กัจจายนธาตุ และมูลกัจจายนสูตรเป็นภาษาไทย
บันทึกของท่านชุดนี้ อาจจะนำถวายสมเด็จ ดำรง เมื่อทรงเขียนประวัติสุนทรภู่ในปี 2465
และคงทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะถือว่า ประวัติสุนทรภู่นั้น
ถูกเรียบเรียงสำเร็จแล้วโดยองค์นายกหอพระสมุด

โชคดีที่เอกสารนี้ ตกทอดมาจนได้รับการเผยแพร่เมื่อปี 2529
ในวาระ 200 ปี (ที่เชื่อว่า) สุนทรภู่เกิด
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 23 July 2020, 05:07:22 PM
ท่านเจ้าคุณฯ บันทึกเรื่องสุนทรภู่ตาย ว่า
"ในที่สุดไปซื้อที่สวนหรือที่บ้าน (ของนายจุ้ย ปู่ของนายกลั่น) อยู่ที่ตำบลบางระมาด  ริมวัดเรไร ใกล้เคียงกับโยมของพระธรรมถาวร (วัดระฆัง) เยื้องกันกับวัดเชิงเลน แล้วก็อยู่ในที่นั้นจนตลอดชีวิต  เมื่อถึงแก่กรรมอายุได้ ๘๐ ปีเศษ"
ว่าทำศพที่วัดใหม่ชิโนรสด้วย

วัดเรไร อยู่ริมคลองชักพระ พิกัด: 13.771013 N, 100.453512 E
https://web.facebook.com/rayrai.wat/?_rdc=1&_rdr
วัดเชิงเลน เดี๋ยวนี้เรียกวัดป่าเชิงเลน อยู่สุดซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 ริมคลองชักพระ อยู่คนละฟากคลองกับวัดเรไร เยื้องๆ กัน
https://www.google.com/maps/place/13%C2%B046'15.7%22N+100%C2%B027'12.6%22E/@13.7692883,100.4544059,404m/data=!3m1!1e3!4m5!3m4!1s0x0:0x0!8m2!3d13.771013!4d100.453512
หมุดสีส้ม คือวัดเรไร หมุดสีฟ้าอ่อนคือวัดเชิงเลน

พระธรรมถาวร (วัดระฆัง) มีผู้ให้ประวัติไว้
https://web.facebook.com/Legendknowledge888/photos/a.1618755618419977/1651500845145454/?type=1&theater
พระธรรมถาวร (ช่วง จันทโชติ) วัดระฆังโฆสิตาราม พระเถราจารย์ยุคเก่าผู้มีตบะบารมีแก่กล้า ท่านเป็นบุตร นายขำ นางจันทน์ สิงหเสนี เกิด ณ วันจันทร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๘๖ ที่ตำบลบางระบาด อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดากันอีก ๓ คน คือ นางเปลี่ยน นายชิด และนายปลั่ง บิดามารดามีอาชีพทำสวน

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9600000039324
เจ้าคุณพระธรรมถาวร (ช้าง) ผู้เป็นเหลนสมเด็จโต และจำพรรษาอยู่ที่วัดระฆังกับสมเด็จโตมาตลอดตั้งแต่เป็นเณร พระยาทิพโกษาได้เริ่มสอบหาประวัติสมเด็จโตในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ซึ่งขณะนั้นท่านเจ้าคุณพระธรรมถาวรมีอายุ ๘๘ ปีแล้ว

เหตุใดจึงมาทำศพที่วัดชิโนรส
(ภาษาปากในเวลานั้น เรียกนามวัดโดยมีสรรพนาม "ใหม่" อยู่ข้างหน้า เพราะเป็นวัดที่กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงสร้างใหม่) ซึ่งอยู่ห่างกันออกมามาก แม้จะเชื่อมต่อกันด้วยคลองชักพระมาออกคลองบางขุนศรีแล้วมาออกคลองมอญ
ก็ยังใช้เวลาเดินทางครึ่งค่อนวัน
https://www.google.com/maps/search/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AA+%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88/@13.7465506,100.4792705,143m/data=!3m1!1e3?hl=en
(https://scontent-yyz1-1.cdninstagram.com/v/t51.2885-15/e35/47584979_604530053332128_1188188970393785943_n.jpg?_nc_ht=scontent-yyz1-1.cdninstagram.com&_nc_cat=100&_nc_ohc=ERkQGvoaNooAX8aybm8&tp=18&oh=b225a0dde8e04ecbb78a120f63918ac1&oe=5FDC3854)
(บน) ศาลาท่าน้ำวัดชิโนรส ริมคลองมอญ
(ล่าง)จิตรกรรมฝาผนังวัดชิโนรส จำลองภาพมุมกว้าง ที่ฟะรันซิศ จิต ชักรูปเอาไว้
(https://scontent-yyz1-1.cdninstagram.com/v/t51.2885-15/sh0.08/e35/c0.0.1079.1079a/s640x640/47691281_132704754422037_2959270310866690434_n.jpg?_nc_ht=scontent-yyz1-1.cdninstagram.com&_nc_cat=109&_nc_ohc=r5Jv4QcMjocAX-TN63Y&_nc_tp=24&oh=4c233b5cfcb714b4c8963e5b19110603&oe=5FDDD88C)
https://gramho.com/explore-hashtag/watchinorot

เดาว่ามี 2 สาเหตุ คือ
1 บ้านเดิมของท่าน อาจจะอยู่ละแวกวัดชิโนรส สะดวกแก่ญาติและคนคุ้นเคยมาร่วมงาน
2 สุนทรภู่ เป็นศิษย์วัดโพธิ์ คงจะเป็นศิษย์หาของเจ้าอาวาส คือกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
จึงมาใช้วัดของท่านส่งสการ

กรมสมเด็จฯ ประสูติ พ.ศ. 2333 สิ้นพระชนม์ 2396 ถือว่าเป็นบุคคลร่วมสมัยกัน

ข้อมูลดังลำดับมานี้ คงชัดเจนพอที่จะใช้ยัดปากหญิงปากพล่อยนางนั้น ได้ถึงคอหอย
เพื่อให้แน่ใจได้ว่า นางคนนี้ทำโรงงานบาปคือโรงน้ำแข็ง

"ปั้นน้ำเป็นตัว"
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 23 July 2020, 07:25:57 PM
สอบอายุสุนทรภู่

ในเมื่อสมัยนั้น บ้านเมืองยังรกร้าง แต่ข้อมูลสถานที่มีความแม่นยำน่าเชื่อถือ
เรื่องราวประกอบ ก็มีรายละเอียดพอให้ตรวจสอบต่อเนื่องออกไปได้
หากจะลองใช้ หลักความน่าจะเป็น มาคำนวณหาปีที่เกี่ยวข้อง
เราอาจทราบถึงอายุและยุคสมัยในชีวิตของท่านสุนทรภู่ ชัดเจนกว่าการเชื่อตามๆ กัน

เรื่องสุนทรภู่ศึกษานี้ แม้พบว่าข้อมูลจากแต่ละแหล่ง ขัดแย้งกันจนเกินกว่าจะยอมรับได้
เช่น ระหว่างสุนทรภู่อายุ 70 ปี ของสมเด็จฯ หรือ 80 เศษ ของท่านเจ้าคุณฯ
หรือนายพัดบุตรสุนทรภู่ เกิดเมื่อ 2361 (ข้อมูลจากนายกุหลาบ)
หรือ 2378 (ข้อมูลจากพระยาสโมสรสรรพการ) กันแน่ ห่างกันถึง 17 ปี
กินเวลา 2 รัชกาลทีเดียว

จากคุณพันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
ก.ศ.ร. กุหลาบ อ้างว่า เมื่อ พ.ศ.2447 ตนได้พบกับ “นายพัด” บุตรชายของสุนทรภู่ ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 86 ปี.
https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_189437
จากคุณ wandee
นายพัดบุตรเมื่ออายุได้ ๔๐ ปี  และเจ้าคุณสโมสร  อายุก็ราว ๒๕  ซึ่งในเวลานี้ก็ ๗๐ แล้วได้มาสามิภักดิ์รับใช้การอยู่ในเจ้าคุณ  จึงได้คุ้นเคยเรื่องราวสุนทรภู่แต่นั้นมา
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=2678.msg51356#msg51356

ผู้ศึกษาทั้งหลาย ก็ปล่อยให้ข้อมูลตีกันอยู่อย่างนั้น ไม่มีความพยายามจะหาข้อยุติ
ทั้งๆ ที่อยู่ในวิสัยที่สามารถกระทำได้

เสียชื่อนักรู้ชาวไทยหมด

กศร. กุหลาบ (2377-2464) เป็นบุตรบุญธรรมพระองค์เจ้ากินรี พระธิดาในรัชกาลที่สาม
เมื่อบวชเณร ก็ได้กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นองค์อุปัชฌาย์
ถือได้ว่าเป็นชนชั้นสูง เคยเป็นถึงมหาดเล็ก ได้มีโอกาสทำงานเป็นเสมียนห้างฝรั่ง ฐานะดีจนตั้งโรงพิมพ์ได้
เริ่มมีชื่อเสียงเมื่อนำเอกสารโบราณออกแสดงในนิทรรศการ 100 ปีกรุงเทพ 2425 สมัยรัชกาลที่ห้า
ต่อมาถูกจับลงโทษ เพราะเขียนเรื่องเสียดสีพระเจ้าแผ่นดิน และปลอมปนพงศาวดาร

พระยาสโมสรสรรพการ (2393-2469)
ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่พระราชพิธีขึ้นพระอู่สมโภชเดือน 2396
มีความรู้ทางวิชาการและวิชาช่าง เป็นกุเรเตอร์หอมิวเซียม (Curator) คนแรกของประเทศ
เป็นเจ้ากรมแสงสรรพาวุธ ในกระทรวงพระกลาโหมคนแรก และยังเป็นกรรมสัมปทิกหอพระสมุดวชิรญาณ
เป็นผู้ค้นพบศิลาจารึกหลักที่สอง และศิลปโบราณวัตถุมากมาย ได้รับพระราชทานนามสกุล"ศิริสัมพันธ์"
เพราะสืบสายสกุลมาจากกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ พระองค์เจ้าศิริวงศ์ ราชโอรสสำคัญในรัชกาลที่สาม


ทั้ง 2 ท่านต่างก็เป็นคนสำคัญแห่งยุคสมัย แม้ว่าคนแรกจะมีประวัติด่างพร้อยเพราะทำความเท็จจนถูกจับได้
แต่เราที่เป็นคนรุ่นหลัง ในเมื่อต้องใช้ประโยชน์ผลงานของท่าน ก็มิพึงด่วนตัดสินความไปโดยคำเล่าลือ

หรือโดยอคติ
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 23 July 2020, 09:46:34 PM
ชั่งน้ำหนักข้อมูล

ถ้าเชื่อคำของนายกุหลาบ นายพัดจะเกิดเมื่อ 2361
ถ้าเชื่อเจ้าคุณสโมสรฯ นายพัดจะเกิด 2378
ตัวเลขแตกต่างกันถึง 17 ปี

ควรจะยึดถือของใคร

: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 24 July 2020, 12:59:07 PM
ถ้าเชื่อคำของนายกุหลาบ นายพัดจะเกิดเมื่อ 2361
ถ้าเชื่อเจ้าคุณสโมสรฯ นายพัดจะเกิด 2378
ตัวเลขแตกต่างกันถึง 17 ปี

ควรจะยึดถือของใคร

ถ้านายพัดทั้งสองเป็นคนล่ะคนกัน แต่มีบิดาชื่อภู่เหมือนกันล่ะ
ภู่ไหน จึงจะเป็นสุนทรภู่
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 24 July 2020, 02:05:53 PM
ถ้านายพัดทั้งสองเป็นคนล่ะคนกัน แต่มีบิดาชื่อภู่เหมือนกันล่ะ
ภู่ไหน จึงจะเป็นสุนทรภู่


เป็นสุนทรภู่คนเดียวกัน คนที่แต่งพระอภัยมณีนั่นแหละครับ

นายกุหลาบ ยังเล่าต่อว่า นายพัดได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์ของบิดาไปด้วย
ส่วนนายทัต เจ้าคุณสโมสร ให้ปากคำต่อไปว่า
" จึงได้คุ้นเคยเรื่องราวสุนทรภู่แต่นั้นมา บรรยายความว่าการที่ท่านสุนทรภู่ต้องโทษบ่อย ๆ นั้น  โดยพระราชโองการให้ไปจำไว้  ในเหตุที่มารดากล่าวหาอยู่เนือง ๆ ว่าเป็นคนขัดโอวาท  หรือใช้คำทุภาษิตต่อมารดาอย่างแรง"

ประเด็นนี้ จะยกยอดไปวินิจฉัยในโอกาสหน้าครับ
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 24 July 2020, 11:08:33 PM
ประเมินจากหลักความเป็นไปได้ ข้อมูลของเจ้าคุณสโมสรฯ นั้น ผูกกับเกณฑ์อ้างอิงทางความเชื่อที่จดจำง่าย
คือวัยเบญจเพศ อันเป็นหลักหมายสำคัญในชีวิตของแต่ละคน โดยเฉพาะผู้คนในยุคนั้น
คนเราอาจจำอายุผู้อื่นผิดพลาด แต่ไม่มีวันจำช่วงวัยสำคัญของตัวเองผิด

หมายความว่า เมื่อนายพัดมาพึ่งนั้น ตรงกับปี 2418 ท่านเจ้าคุณฯ กำลังเบญจเพศ รับราชการมาได้ 2 ปี
เพิ่งได้เป็น"ไปโอเนียร์ซายันต์" ในกองทหารอินยิเนียที่ตั้งใหม่
ควบตำแหน่ง "กุเรเตอร์หอมิวเซียม" ที่ได้เป็นเมื่อปีก่อน สังกัดกรมทหารช่างมหาดเล็กรักษาพระองค์

(https://www.museumsiam.org/upload/content_12/2018_10/1538973188_786.jpg)
อาคารฝรั่งขวามือ มิวเซียมหลวงหรือหอคองคอเดีย พระบรมมหาราชวัง

นายทัด เริ่มรับราชการในปีแรกของการบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงว่าราชการโดยพระองค์เอง
ทรงริเริ่มกิจการใหม่ รวมไปถึงการนำคนใหม่ๆ เข้าสู่การปกครองที่มุ่งไปสู่ความทันสมัย
ท่านจึงจัดเป็นขุนนางหนุ่มอนาคตไกล ในตำแหน่งใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความเจริญและกิจกรรมระหว่างชาติ

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความทรงจำมักจะสดใหม่ ชีวิตการงานเพิ่งเริ่ม
ยังไม่ได้มีประสบการณ์สะสม และพบเจอความซับซ้อน จนอาจจะทำให้สับสน

อนึ่ง ในคำให้การบอกว่าท่านเจ้าคุณฯ อายุ 70 ท่านเกิด 2393 แปลว่า บันทึกนี้ทำในปี 2463
ที่กรมศิลป์เหมารวมว่า เอกสารชุดนี้เป็นข้อมูลในปี 2456 จึงไม่จริง

เวลานั้นท่านเกษียณจากตำแหน่งเกียกกายทัพบกมาแล้ว 4 ปี
จึงยังไม่น่ามีความเลอะเลือน
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 24 July 2020, 11:28:22 PM
ส่วนนายกุหลาบนั้น ปี 2447 ที่อ้างว่าพบกับนายพัด ก็อายุ 70 แล้วเหมือนกัน

ตรงนี้มีความสับสนอยู่บ้าง เพราะหนังสือบางกอกไตมส์ วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2459 ลงข่าวว่า
"ท่านอาจารย์ ก,ศ,ร,กุหลาบ อายุ ๘๔ ปี กับแม่ชม อายุ ๓๐ ปี ได้แต่งงานการวิวาหะมงคลเปนสามีภรรยากันแล้ว"
https://thematter.co/thinkers/son-of-kularp/64277
ข้อมูลนี้ แสดงว่าท่านเกิด 2375 ผิดจากข้างบนที่ให้ว่า 2377 ไป 2 ปี

แต่ในปี 2440 ที่รัชกาลที่ห้าเสด็จยุโรปครั้งแรก สมเด็จพระนางเจ้าเสวภาผ่องศรีได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการ
นายกุหลาบตีพิมพหนังสือเพื่อเทิดพระเกียรติ์ ระบุว่า ตนเองอายุ 66 ปี
คำนวณแล้ว จะเกิดปี 2374 ยิ่งเพี้ยนเข้าไปอีก
(http://www.reurnthai.com/index.php?action=dlattach;topic=3201.0;attach=8948;image)

และเพี้ยนต่อไป เมื่อเพิ่มอายุตัวเองเป็น 67 ในขณะที่หยุดอายุบุตรชายไว้ที่ 25

(https://www.matichon.co.th/online/2011/11/13225463581322550627l.jpg)

เราจะยังไม่สนใจเรื่องนี้ แม้จะมีผลกับนักค้นคว้าทั้งหลาย
แต่ไม่่มีผลกับการพิจารณาเรื่องนี้ ที่นี่

ในปีที่อ้างว่าพบนายพัด ท่านผ่านพ้นโทษปลอมปนพงศาวดารมาแล้ว ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง
และยิ่งมาคำนึงว่า นายพัดจะอายุถึง 57 เมื่อไปพึ่งเจ้านายใหม่ ก็จะยิ่งเป็นไปได้ยาก ใครจะรับคนแก่ขนาดนี้มารับใช้
จริงอยู่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อยังทรงพระเยาว์ มีนายช่างสูงอายุคอยติดตามรับใช้
นั่นเป็นเพราะหม่อมพรรณรายพระมารดาเห็นว่า ดีกว่าปล่อยให้ไปเล่นซนคนเดียว เท่ากับเป็นพี่เลี้ยงเวลาอยู่นอกวัง
ไม่เหมือนนายทัด ที่กำลังก้าวหน้าในราชการ ต้องการผู้รับใช้ที่ใช้งานได้จริง

คนอายุ 40 มารับใช้ขุนนางหนุ่มอายุ 25
ฟังมีเหตุผลกว่า รับชายเริ่มชราในวัย 57 มาอยู่กับกุเรเตอร์หนุ่ม ที่กำลังเริ่มงานทหารช่างแผนกสำรวจ
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 25 July 2020, 08:34:38 AM
คนอายุ 40 มารับใช้ขุนนางหนุ่มอายุ 25
ฟังมีเหตุผลกว่า รับชายเริ่มชราในวัย 57 มาอยู่กับกุเรเตอร์หนุ่ม ที่กำลังเริ่มงานทหารช่างแผนกสำรวจ
ตรงนี้มีน้ำหนัก + เหตุผล ต้องไม่ลืมว่ายุคนั้นการสาธาณสุขไม่ดีดั่งปัจจุบัน คนยุคนั้นจะแ่กเร็ว
ต้องมีประสพการณ์ล้นเหลือ ถึงจะยอมรับคนอายุ 57 เข้าทำงาน

ด้วยความอ่อนด้อยในประวัติสุนทรภู่ ... ผมอ่าน สุนทรภู่โดยสุนทรภู่ ของพี่พี 2 รอบแล้วยังอ่านไม่แตก
จำได้แต่ ยอดฉัตรหักทองขวาง 555
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 25 July 2020, 10:53:42 AM
ผมอ่าน สุนทรภู่โดยสุนทรภู่ ของพี่พี 2 รอบแล้วยังอ่านไม่แตก
จำได้แต่ ยอดฉัตรหักทองขวาง
555

ผมผิดเองครับ
สารภาพว่าต้องการเขียนให้อ่านงง ถ้าอยากเข้าใจจริงๆ ต้องย้อนมาอ่านใหม่
ถ้าไม่สนใจ ก็ปล่อยไป

ที่เป็นเช่นนี้เพราะอยากให้เกิดความตระหนักว่า
ประวัติศาสตร์ระยะไกล้ ที่อุดมด้วยเหตุการณ์และศักราชนั้น
จะเขียนเอาง่ายเข้าว่า อย่างที่คนทั้งหลายชอบนั้น หาได้ไม่
จะต้องคิด วิเคราะห์ ตรวจสอบให้มั่นใจ จึงวินิจฉัยออกมา

ประวัติสุนทรภู่ที่สมเด็จทรงนิพนธ์ไว้ มีข้อบกพร่องทั้งชัดเจน ทั้งซ่อนเร้นอยู่มากมาย
คนรุ่นเราก็ยังอ้างอิงอยู่โดยไม่สำเนียก เช่น ทรงเล่าว่า ในปี 2373
สุนทรภู่อยู่วัดอรุณฯไม่ช้าก็ย้ายไปอยู่วัดเทพธิดา เมื่อสุนทรภู่ไปอยู่วัดเทพธิดานั้น พระยาธรรมปรีชา(บุญ)บวชอยู่วัดเทพธิดา พระยาธรรมปรีชาเล่าว่า สุนทรภู่แต่งคำเทียบเรื่องพระไชยสุริยา (ที่พิมพ์ในหนังสือมูลบทบรรพกิจ) เมื่ออยู่ที่วัดเทพธิดาคราวนั้น และมีหนังสือนิราศเมืองสุพรรณอีกเรื่องหนึ่ง สุนทรภู่แต่งเมื่อบวชอยู่วัดเทพธิดา

วัดเทพธิดานั้น สร้างเมื่อ 2379 เสร็จปี 2382
จะเอาวัดในอนาคตอีก 9 ปีจึงเสร็จ มาเป็นที่นั่งเขียนคำเทียบได้อย่างไร

อันนี้ไม่สร้างความงงมากกว่าละหรือ

555555

ส่วนเรื่องฉัตรหักทองขวาง ท่านเป็นเจ้านายชั้นสูง
ทรงไม่รู้เลยหรือว่าเป็นของต้องห้าม พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น จะทรงได้

สามเณรระดับพระองค์เจ้า
ใช้เมื่อไร คงจะศีรษะขาดเมื่อนั้น

ท่านก็ยังนิพนธ์ออกมาโดยขาดความรอบคอบให้สมกับเป็นปราชญ์
น่าผิดหวัง



หมายถึงคนที่อ้างต่อๆ กันมา ช่างน่าผิดหวังเสียจริง
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 25 July 2020, 02:38:50 PM
เชื่อนายกุหลาบได้ใหม

 Nu

ถ้าจะใช้ท่าทีของคนเลอสมัย ก็ต้องบอกว่า ควรเชื่ออย่างระวัง แต่ยกย่องอย่างเปิดเผย
ผมเป็นคนล้าสมัย ผมไม่เชื่อคนที่โกหก ยิ่งเป็นโกหกที่จับได้คาหนังคาเขา ยิ่งน่าสังเวช
งานของนายกุหลาบนั้น มีแต่เครื่องหมายคำถาม แถมเป็นคำถามเดียวซ้ำๆ คือ "โกหกแค่ใหน"

หน้าที่สำคัญของนักประวัติศาสตร์ทุกคน ก็คือ "ต้อง" ไม่นำเข้าคำโกหกสู่งานของตน
ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ผลงานของนายกุหลาบ ไม่ใช่การปลอมปนพงศาวดารเพราะข้ออ้างอะไรสักอย่าง
แต่เป็นเรื่องของการค้าที่นำเรื่องก่อนเกิด มาทำให้เกิดเป็นความนิยม
โดยใช้การโกหกไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใดมาเป็นเครื่องมือ เพื่อชื่อเสียงและโภคทรัพย์กลับมาเป็นพอ

จะเปรียบเปรยอย่างเท่ๆ ก็คงเหมือนพวกเลวที่สร้างกระดูกพิลท์ดาว ยังงัยยังงั้น

(https://cdn.mos.cms.futurecdn.net/2BGn5iZQPgquMEbpDSuuiX-650-80.jpg.webp)
https://www.livescience.com/56327-piltdown-man-hoax.html
https://www.thairath.co.th/content/220971
http://www.gypzyworld.com/article/view/773

ขอยกตัวอย่างกระดูกพิลท์ดาวของนายกุหลาบมาประกอบไว้สักเรื่อง คือ "คำให้การขุนหลวงหาวัด"

นายกุหลาบ มอบต้นฉบับเรื่องนี้ให้นายสมิทแห่งบางคอแหลม ตีพิมพ์ในปี 2426
อ้างว่าเป็นคำให้การของพระเจ้าอุทุมพรที่พม่าจับตัวไป สร้างความตื่นเต้นนับถือแก่ชนชั้นสูงเป็นอันมาก
แม้แต่รัชกาลที่ห้า ก็ยังทรงอ่านและทรงบ่นเรื่องข้อมูลผิดพลาดไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือน

ต่อมา สมเด็จฯ ดำรง ทรงตั้งข้อสงสัยเสนอในที่ประชุมโบราณคดีสโมสร 3 ข้อ
1 มีข้อมูลที่รู้ว่าผิดอยู่มาก ถ้าเป็นคำให้การของขุนหลวงฯ จริง ไม่ควรผิดเช่นนี้
2 ทำไมต้นฉบับเป็นภาษาไทย ที่จริงควรเป็นภาษาพม่าหรืออื่นๆ
3 ต้นฉบับ ควรอยู่ในหอหลวงเมืองพม่า ทำไมมาอยู่ในเมืองไทยได้

ในที่สุด ก็สืบจนทราบว่า รัชกาลที่สี่ ทรงได้ต้นฉบับมาเป็นภาษามอญ
โปรดให้กรมหลวงวงษาธิราชสนิทอำนวยการแปล แล้วเก็บไว้ในหอหลวง รัชกาลที่ห้าก็เคยทรงอ่าน

นายกุหลาบคงไปได้ต้นฉบับมาสมัยที่ประจบประแจงกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ คราวนิทรรศการกรุงเทพ 100 ปี
เมื่อคัดลอกสำเร็จ ก็แก้ไขเพิ่มเติมให้ต่างออกไป เผื่อถูกจับได้จะได้แก้ตัวว่าไม่ใช่ฉบับเดียวกัน
การแทรกแซงต้นฉบับนั้น ทำโดยขาดภูมิรู้ จึงถูกจับผิดได้ง่าย เพียงแต่ยังไม่มีต้นฉบับจริงมาเปรียบเทียบ
ต้องรอจนถึงปี 2454 หอพระสมุดจึงได้ต้นฉบับหลวงมา ชื่อว่า “พระราชพงษาวดารแปลจากภาษารามัญ”
ที่จริงเป็นคำให้การของเชลยไทยเท่านั้น หาใช่คำของขุนหลวงแต่อย่างใด

การที่บอกว่า นายกุหลาบไม่มีภูมิรู้นั้น เป็นพระราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ห้า
เพราะนายกุหลาบไม่รู้กระทั่งว่ามีชนชาติจามอยู่ในโลก จึงอธิบายอาสาจามว่า เป็นกองกำลังเอาไว้ปราบจีน
"แกไม่รู้จักชาติมนุษย์ชาติหนึ่ง ซึ่งเปนเจ้าของประเทศถิ่นถานเหล่านี้ แลเปนชาติหนึ่งซึ่งมีนับด้วยล้านอันอยู่เต็มไปตั้งแต่อินเดียจนตลอดมาถึงฟาเธอรอินเดียทั่วทุกแห่ง คือพวกพระยาราชวังสรรค์นี้เอง เปนเรื่องหลงที่เหลือเกินแล้วโกหกต่อ"
(http://www.reurnthai.com/index.php?action=dlattach;topic=3201.0;attach=8842;image)
(http://www.reurnthai.com/index.php?action=dlattach;topic=3201.0;attach=8843;image)
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=3201.75

สุดท้าย นายกุหลาบยังอวดอ้างอีกว่า
มีรายพระนามพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่สุโขทัยลงมาทุกพระองค์ จนเกิดเรื่องระคายเบื้องพระยุคลบาท
"...บัดนี้จักขออธิบายถึงเรื่องกำเหนิด ต้นเหตุที่จะบังเกิดชนชาวชาติไทยมีขึ้นในแผ่นดินศยามนี้ ซึ่งจักได้คัดย่อความออกมาจากพระราชพงศาวดารเชียงแสน,เชียงราย,ศุโขทัย,๒๔ ผูก ซึ่งจานลงไว้ในใบลานเปนของโบราณหลายร้อยปี  เรียกว่าคัมภีร์พระราชพงศาวดารเชียงแสนเชียงรายศุโขทัย ๒๔ ผูก ต้นฉบับเดิมเปนของท่านเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (บุญรอด) บ้านปากคลองมอญ กรุงเทพฯ ภายหลังข้าพเจ้าได้คัดลอกไว้ได้บ้างบางข้อจึ่งได้คัดข้อย่อความจับเลือกคัดในตอนปลายสุดท้ายในผุกที่ ๑๙ มีใจความตามพระราชพงศาวดารเชียงแสนเชียงรายศุโขทัยดั่งนี้..."

ทรงวินิจฉัยว่า
"...บังอาจแต่งความโกหกลงในหนังสือสยามประเภทว่า มีบาญชีพระนามเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงศุโขทัยทุกพระองค์ ไม่มีเหตุอันใดซึ่งเกี่ยวข้องแก่เรื่องที่ตั้งขึ้น จะกล่าวแลไม่มีผู้ใดไต่ถามบังอาจกล่าวคำโกหกว่าพระเจ้าแผ่นดินที่สุดวงษ์สุโขทัยทรงพระนามว่าพระจุลปิ่นเกษ เหตุด้วยแต่ก่อนได้โกหกไว้ว่า เจ้าแผ่นดินสุโขทัยองค์หนึ่งชื่อพระปิ่นเกษ   ที่ให้มีจุลปิ่นเกษขึ้นนั้นด้วยหวังจะเทียบพระจอมเกล้าแลพระจุลจอมเกล้า   

หมายความเปนเทียบว่าเหมือนเปนที่สุดวงษ์ด้วยกัน..."


ด้วยความห่ามวิชาเช่นนี้ ทั้งชีวิต จึงมีคดีให้ถูกสอบสวนถึง 4 ครั้ง และโดนโทษให้เข้าโรงพยาบาลบ้า ซึ่งเป็นความเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้

อย่างไรก็ดี มีนักวิชาการจำนวนหนึ่ง มองว่านายกุหลาบเป็นวีระบุรุษ กล้าท้าชนราชสำนัก
นี่เป็นการใช้อคตินำหน้า ซึ่งไม่ใช่สิ่งพึงกระทำในการเป็นนักวิชาการ
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 25 July 2020, 03:34:31 PM
ด้วยความห่ามวิชาเช่นนี้ ทั้งชีวิต จึงมีคดีให้ถูกสอบสวนถึง 4 ครั้ง และโดนโทษให้เข้าโรงพยาบาลบ้า ซึ่งเป็นความเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้

อย่างไรก็ดี มีนักวิชาการจำนวนหนึ่ง มองว่านายกุหลาบเป็นวีระบุรุษ กล้าท้าชนราชสำนัก
นี่เป็นการใช้อคตินำหน้า ซึ่งไม่ใช่สิ่งพึงกระทำในการเป็นนักวิชาการ

สมัยเรียนมัธยมต้น เคยชื่นชม นายกุหลาบ ในฐานะที่มีบทความคมๆหลายเรื่อง
แต่พอโตขึ้นเริ่มเห็นความเพี้ยนในบทความ และข้อมูลมากขึ้น จึงหมดความนิยมไป

ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย บทความนายกุหลาบได้รับความนิยมมากขึ้น ในฐานะ กล้าท้าชนราชสำนัก
ผมมักถกกับเพื่อนเสมอว่า บทความเหล่านั้น เป็นไปเพื่อการค้าแบบข้อมูลไม่แม่นมากกว่า ท้าชนด้วยอาจหาญ
โชคดีที่เราถกกันด้วยเหตุผลจึงยังคบกันเป็นเพื่อนต่อไป555
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 25 July 2020, 04:39:22 PM
มาดูการเลียน้ำลายหก ของนักวิชาการโวหารนิยมกันหน่อย

ประการแรก เป็นหนังสือเล่มแรกที่ประมวลรวมข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์สายนอกราชสำนัก หรือประวัติศาสตร์บอกเล่า ครอบคลุมเหตุการณ์ คติความเชื่อ ธรรมเนียมปฏิบัติ ตำราและการพระราชพิธีไว้เป็นจำนวนมาก

การปรากฏตัวของหนังสือโดยเฉพาะการได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่สู่สายตาสาธารณชนใน พ.ศ. 2426 ได้มีส่วนสำคัญในการเปิดโลกทรรศน์ทางประวัติศาสตร์ เท่าๆ กับที่มีส่วนจุดประกายให้เกิดการศึกษาค้นคว้าหลักฐานสมัยอยุธยาเพิ่มเติมตลอดจนการรังสรรค์งานค้นคว้าใหม่ๆ และการนำหลักฐานที่เป็นสมบัติราชการออกตีพิมพ์เผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้
https://www.silpa-mag.com/news/article_10919

ในนี้ อุดมด้วยความเขลา เยาว์ ทึ่ง จนไม่น่าเชื่อว่ากล้ามาเขียนเรื่องก่อนเกิด

ที่ว่า เป็นหนังสือเล่มแรกที่ประมวลรวมข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์สายนอกราชสำนัก หรือประวัติศาสตร์บอกเล่านั้นพี่ก็มั่วแหลก ไม่ได้รู้เลย ว่าประวัติศาสตร์บอกเล่าที่แท้จริงนั้น รัชกาลที่หนึ่ง โปรดให้สร้างขึ้นในชื่อว่า "พงศาวดารเหนือ" ด้วยการรวบรวมตำนาน นิทานต่างๆ ที่เล่ากันในหัวเมืองฝ่ายเหนือ

วิกิบอกว่า เช่น เรื่องพระร่วงแห่งเมืองสุโขทัย ที่กล่าวถึงการส่งส่วยน้ำให้กษัตริย์ขอม ขอมดำดิน ตำนานพระแก้วมรกต ตำนานพระปฐมเจดีย์ เรื่องพระยาแกรก พระยากง เรื่องพระเจ้าอู่ทอง เรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ตำนานการสร้างพระพุทธชินราช พระชินสีห์ ....

เป็นผลงานของพระวิเชียรปรีชา (น้อย) มีรัชกาลที่สองเมื่อยังเป็นวังหน้า ทรงอำนวยการ
เอกสารนี้พิมพ์ขึ้นครั้งแรกในปี 2412 ก่อนนายกุหลาบพิมพ์คำให้การปลอมตั้ง 14 ปี

แล้วเจ้าคำให้การ(ปลอม)ของขุนหลวงหาวัดนี้ ก็ไม่ใช่ประวัติศาสตร์บอกเล่า มันคือประวัติศาสตร์ฉบับทางการ
เพราะเป็นการจับเชลยมาให้การ เพื่อเก็บเป็นหลักฐานทางการปกครอง ทุกประเทศก็ทำกันทั้งนั้น และทำอย่างมีระบบ ไม่ใช่ให้ชาวบ้านมาทำกันเอง อย่างที่นักวิชาการคนนี้ เข้าใจผิด

สำหรับประโยคปิดท้าย อ่านแล้วเหนื่อยแทนที่พยายามเค้นความเห็นออกมาจนน้ำท่วมทุ่ง
มันไม่ได้ "เปิดโลกทรรศน์ทางประวัติศาสตร์" อะไรเลย

ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งในทางวิชาโบราณ ทั้งในการค้นคว้า
มีแต่คนรวยหยิบมือ รู้สึกทึ่งว่า นายกุหลาบไปได้ต้นฉบับมาจากใหน
พวกพระราชพิธี ธรรมเนียมปฏิบัติ ตำรา ต่างๆ นั้น ราชสำนักมีความเข้มงวดอยู่แล้ว
ไม่ได้หวั่นไหวไปกับข้อมูลของนายกุหลาบ เพราะยังไม่มีสำนึกในการกลับไปสู่ความถูกต้องครั้งอดีต
อย่างที่พวกนักวิชาการอ่อนหัด อยากจะให้มี

ท้ายที่สุดแล้ว ความมโนว่าหนังสือของนายกุหลาบ จะ
"จุดประกายให้เกิดการศึกษาค้นคว้าหลักฐานสมัยอยุธยาเพิ่มเติมตลอดจนการรังสรรค์งานค้นคว้าใหม่ๆ"
ก็ไม่เกิด และไม่เคยเกิด

ในปี 2426 ที่นายกุหลาบตีพิมพ์คำให้การ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการค้นคว้าหลักฐาน
ไม่มีสิ่งที่เป็น "การรังสรรค์งานค้นคว้าใหม่ๆ"
ในยุคนั้น ไม่มีความจำเป็นในการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์
เรื่องก่อนเกิดนั้น ทำหน้าที่ในทางบันเทิงมากกว่าการศึกษา

ถ้าเคยผ่านตาตำราเรียนสมัยต้นรัชกาลที่ห้ามาบ้าง จะรู้ว่า
เนื้อหาทั้งหมดนั้น ผ่านการเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย
เพราะ ตำรามีให้จำ ไม่ได้มีให้คิด

คนชั้นสูงตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมา คุ้นเคยกับเอกสารที่น่าเชื่อถือและน่าตื่นเต้นกว่านายกุหลาบมาก
นั่นคือหนังสือฝรั่ง ตั้งแต่ของลาลูแบร์สมัยพระนารายณ์ ลงมาถึงปาเลกัวส์ เบาริง และมูโอต์สมัยรัชกาลที่สี่
หรือคาร์ล บ๊อค สมัยรัชกาลที่ห้า ต่างเสนอมุมมองและโลกทัศน์ที่เราต้องคล้อยตาม

และอีกนานทีเดียว กว่าวงวิชาการของเรา จะก้าวตามโบราณคดีอินเดียของอาณานิคมอังกฤษ
เรายังถือว่า การสร้างพิพิธภัณฑ์ ก็เพื่อเก็บของแปลก ไม่ใช่เพื่อการรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์

อย่างที่นิยมกันในปัจจุบัน

กว่าที่สำนึกทางวิชาการเกี่ยวกับอดีตจะเกิดขึ้น ก็ช่วงปลายรัชกาลที่ห้า
อาจจะมีเชื้อมาตั้งแต่ปี 2426 ที่เยอรมันมาตัดเทวรูป จะนำออกไป

(https://arit.kpru.ac.th/ap/local//contents/5912206/museum/28.jpg)

ทำให้มีการสำรวจโบราณวัตถุ เกิดขึ้น
แต่ที่มีส่วนกระตุ้นอย่างแท้จริง น่าจะเป็นคราวบูรณะอยุธยาเพื่อจัดพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก

(https://mpics.mgronline.com/pics/Images/561000006905502.JPEG)

ครั้งนั้น พระยาโบราณราชธานินทร์ได้ทำให้การศึกษาอยุธยา
กลายเป็นเรื่องสำคัญในราชสำนักได้สำเร็จ


: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 26 July 2020, 12:21:16 AM
นายกุหลาบ นายสมิท และสุนทรภู่

ทั้งนายกุหลาบและสุนทรภู่ ต่างก็เป็นศิษย์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโรรส เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน
น่าแปลกที่ข้อนี้ นายกุหลาบไม่เคยอ้างถึงเลย ดูเหมือนท่านจะมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรภู่อย่างลางเลือน
ทั้งๆ ที่ควรจะรู้จักดียิ่งกว่าพวกขุนนางที่เคยแสดงประวัติลงในสยามประเภท

เท่าที่สอบเจอ ท่านเล่าเรื่องสุนทรภู่ไว้เพียง 1 ประโยค ส่วนอีกประโยคนั้นพูดถึงนายพัด
"ขุนสุนทรโวหาร (ภู่) เป็นบุตรขุนศรีสังหาญ (พลับ) บ้านมีอยู่หลังป้อมวังหลัง เป็นสะเตเชั่นรถไฟสายเพชรบุรี มารดาชื่อใดไม่ทราบ"
"ได้พบตัวนายพัดบุตรชายสุนทรภู่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ ขณะนั้นนายพัดอายุ ๘๖ ปี ความจำยังดีไม่หลงลืม แต่ไม่เป็นนักปราชญ์เหมือนบิดา"
http://thopsundarasardula11.blogspot.com/2016/07/

ควรสังเกตว่า หมอสมิท ที่พิมพ์พระอภัยมณีแจกในงานพระบรมศพพระจอมเกล้า 2413
แล้วพิมพ์ขายต่อมาจนมีเงินสร้างตึก มีความสัมพันธ์ไกล้ชิดกับนายกุหลาบ

(http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/08/K4607692/K4607692-0.jpg)(http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/08/K4607692/K4607692-1.jpg)
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/08/K4607692/K4607692.html

สมิท เป็นผู้พิมพ์นิราศยี่สารที่นายกุหลาบแต่งลงในจดหมายเหตุสยามไสมย แล้วมาพิมพ์เป็นเล่มในปี 2422
ต่อมาในปี 2426 ก็พิมพ์ "คำให้การขุนหลวงหาวัด" ที่เอ่ยถึงในรีพลายก่อน
จนในที่สุด ยังเป็นหน้าม้าเขียนมาถามเรื่องพงศาวดารในสยามประเภท
เพื่อเปิดช่องให้นายกุหลาบอวดว่ามีรายนามพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่สมัยสุโขทัยลงมา ได้เป็นตุเป็นตะ
จนนำไปสู่การโดนลงโทษ

ด้วยนิสัยชอบเล่า ทำไมนายกุหลาบจึงไม่ขยายความเรื่องน่ารู้เหล่านี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการจัดหาต้นฉบับ และการตีพิมพ์ขึ้นมาเป็นหนังสือเล่ม
หรือการที่นายสมิท ตามหาทายาทเพื่อจะจ่ายค่าเรื่องให้

ว่าด้วยต้นฉบับพระอภัยมณี
คำกลอนพระอภัยมณีนั้น มีความยาวอย่างไม่น่าเชื่อถึงกว่าร้อยเล่มสมุด
เมื่อหอพระสมุดตีพิมพ์ในปี 2468 ได้ชำระเป็น 25,098 คำกลอน จบเพียงนางสุวรรณมาลี และนางละเวงวัณลาบวช
ถือว่าเป็นเนื้อเรื่องเดิมที่คาดว่าสุนทรภู่อยากให้จบเพียงนี้ แต่โรงพิมพ์เอกชนในยุคนั้น มีการพิมพ์เนื้อเรื่องต่อมาอีกเท่าตัว คืออีก 23,588 คำกลอน

ความนิยมในเรื่องพระอภัยมณี เกิดจากความเฉียบแหลมของนายสมิท
เขาพิมพ์ตัวอย่างขึ้นมา 120 ชุด ชุดละ 20 เล่ม (เนื้อความถึงเล่มที่ 80) เพื่อขอแจกในงานพระเมรุรัชกาลที่สี่
เป็นจุดเริ่มต้นที่จะหารายได้อย่างมหาศาลในเวลาต่อมา

คำถามก็คือ สมิทได้ต้นฉบับมาจากใหน....ต่อไปนี้เป็นการเดา
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 26 July 2020, 08:43:41 AM
เบื้องหลังสนุก ระทึก ลี้ลับ กว่าพระอภัยมณีอีก
โดยเฉพาะ "คำถามก็คือ สมิทได้ต้นฉบับมาจากใหน....ต่อไปนี้เป็นการเดา" ... ข้าน้อยคอยติดตามเจ้า
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 26 July 2020, 04:41:22 PM
นายกุหลาบ นายสมิท และสุนทรภู่

ทั้งนายกุหลาบและสุนทรภู่ ต่างก็เป็นศิษย์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโรรส เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน
น่าแปลกที่ข้อนี้ นายกุหลาบไม่เคยอ้างถึงเลย ดูเหมือนท่านจะมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรภู่อย่างลางเลือน
ทั้งๆ ที่ควรจะรู้จักดียิ่งกว่าพวกขุนนางที่เคยแสดงประวัติลงในสยามประเภท



ขออภัย ลืมขยายความตรงนี้ครับ
มีรายงานการสอบสวน ระบุว่า
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=2501.0
คณะกรรมการได้ไต่สวนพระอัพภันตริกามาตย์ 
ผู้เคยเป็นจางวางของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แลอยู่ใกล้ท่านมาตลอดพระชนม์ชีพ
ไม่ได้ความจริงว่านายกุหลาบได้อยู่ในสำนักของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสมา

ไม่ต้องกล่าวถึงว่าไดีรับบรรพชาจากท่าน



นายกุหลายเองก็กล่าวว่าไม่รู้จักพระอัพภันตริกามาตย์


เป็นอันไม่ต้องแปลกใจ
เพราะท่านโกหกแม่งโม๊ดดด....
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 26 July 2020, 10:12:59 PM
ผมไม่มีต้นฉบับสิ่งพิมพ์ของสมิทอยู่ในมือ (น้อยคนที่จะมี)
จึงไม่ทราบว่า เขาพิมพ์เนื้อเรื่องถึงใหน
ได้แต่ใช้คำนำ ซึ่งออกจะสำคัญอยู่ ขอคัดมาลงไว้ก่อน

แจ้งความให้รู้ทั่วกัน

ข้าพเจ้าครูสมิท ขอแจ้งความมายังท่านให้ได้ทราบว่า หนังสือ
พระอะไภยมะณี ที่พิมพ์ขึ้นในครั้งนี้ พิมพ์ตามความปราถนาของสมเด็จ
พระพุทธิเจ้าหลวงอยู่หัวที่สี่ ซึ่งพระองค์ทรงต้องการเห็นหนังสือ
ได้ถูกพิมพ์ขึ้นทั่วไปสำหรับคนไทในสยามจะได้มีหนังสืออย่างไทไว้
อ่านเล่น ซึ่งก็จะเปนหนังสืออย่างไทครั้งแรกที่ได้จัดพิมพ์ขึ้น แลใน
การพิมพ์ขึ้นนั้น ได้พิมพ์ขึ้นในครั้งเดียวไปจนจบเล่มที่แปดสิบสมุด
ไท ได้พิมพ์ขึ้นหนึ่งร้อยยี่สิบจบ แลให้บริบูรณ์สำเร็จลงกัน เป็นหนัง
สือแจกในงานพระเมรุสมเด็จพระพุททธิเจ้าหลวงอยู่หัวที่สี่ แห่งกรุง
สยาม แลจึ่งหวังว่าในเบื้องน่า จะได้หาโอกาสพิมพ์จำหน่ายทั่วไป
ที่โรงพิมพ์บางคอแหลม จุลศักราช ๑๒๓๐


ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ พิมพ์ถึงเล่ม 80 สมุดไท
ในขณะที่หอพระสมุดระบุว่าต้นฉบับมีถึง 94 หรือบางทีถึง 100 กว่า
แปลว่า ครูสมิทของเรา พิมพ์ครั้งนี้เพียงแปดส่วนหรือ
แต่นักสะสมท่านหนึ่ง แสดงปกเล่มจบว่าเล่ม 69 จากสมุดไทที่ 72

(http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/08/K4607692/K4607692-3.jpg)
(http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/08/K4607692/K4607692-4.jpg)
มีคำอธิบายว่า ร.ศ.124 คือพ.ศ. 2449 นั้น เป็นปีที่ให้ทำปก

นี่แปลว่า แม้แต่ตัวผู้จัดพิมพ์เอง ยังขัดแย้งตัวเองอย่างนั้นหรือ
ตกลงพระอภัยมณีจากโรงพิมพ์บางคอแหลม แท้จริงมีกี่ตอนกันแน่
นี่อาจจะทำให้การเดาของเรา แท้งตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มการเดาเลย
ดังนั้น ถ้าจะเดาต่อ ก็คงต้องไม่อ้างถึงครูสมิท โดยไม่จำเป็น

มาถึงคำถามที่บังคับให้ต้องตอบก่อน

สุนทรภู่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เมื่อพิมพ์พระอภัยมณี
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 26 July 2020, 10:47:34 PM
คำตอบค่อนข้างง่าย มีเพียง 2 คือ
ตายไปแล้ว หรือ ยังไม่ตาย

ฝ่ายที่เชื่อว่าตายไปแล้ว สามารถยกข้ออ้างที่ชัดเจนมาสำแดงว่า
ก็เพราะมีการตามหาทายาทมารับเงินค่าเรื่องงัย
ฝ่ายที่ไม่เชื่อ ก็สามารถใช้เรื่องตามหาทายาทนี้มายืนยันว่า ก็เพิ่งตายแหละ
ครูสมิทไม่อยากมีปัญหา ก็เลยหาทายาทมารับผลประโยชน์ให้ครบถ้วนกระบวรความ

ผมอยากจะเสริมประเด็นนี้ โดยใช้หลักความน่าจะเป็น เดาต่อไปว่า
ต้นฉบับที่มากมายมโหฬารขนาดนี้ ครูสมิทไม่สามารถไปหาเอาจากคนอื่นได้
ต้องมาจากสุนทรภู่เท่านั้น

ขอให้ดูตัวอย่าง สมุดไทยเรื่องลักษณ์วงษ์ของสุนทรภู่ ที่มีผู้เผยแพร่ไว้เสียก่อน

(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/597/14597/images/sphoto16/laksanawong01.jpg)
(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/597/14597/images/sphoto16/laksanawong17.jpg)
(http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/597/14597/images/sphoto16/laksanawong02.jpg)
http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=422978

ลักษณ์วงษ์ฉบับสมบูรณ์ในหอพระสมุด เป็นสมุดไทย 39 เล่ม ส่วนพระอภัยมณีนั้น หอพระสมุดว่า
"ตามฉบับที่ได้พิมพ์มาแต่ก่อน เป็นหนังสือ ๑๐๔ เล่มสมุดไทย (บางชุดมี ๙๙ เล่มสมุดไทย)" มากกว่ากันถึง 50-60 เล่ม
https://vajirayana.org/พระอภัยมณี/คำนำเมื่อพิมพ์ครั้งแรก
ใครจะเอาต้นฉบับมากมายขนาดนี้มาให้โรงพิมพ์ล่ะ

มาที่การเดา
ที่เล่ากันมาและเชื่อกันมา คือ สุนทรภู่แต่งเรื่องนี้ถวายพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ (2355-2378)
ครั้นพระองค์เจ้าสิ้น พระน้องนางคือพระองค์เจ้าหญิงวิลาส กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ (2354-2388)
รับมรดกต่อมา ทรงโปรดให้แต่งต่อ
ดังนั้น นอกจากสุนทรภู่แล้ว ก็คงมีแต่กรมหมื่นฯ พระองค์นั้น ที่มีต้นฉบับครบสมบูรณ์
คนอื่นๆ หากจะมีในครอบครอง ก็คงเป็นชิ้นส่วนขาดวิ่น
เพราะไปขอคัดบางตอนมา โดยยอมจ่ายค่าธรรมเนียม อย่างที่เชื่อๆ กันมา
อีกทั้ง กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ คงจะกริ้ว ถ้าสุนทรภู่จะขายต้นฉบับที่พระองค์และพระเชษฐา
อุตส่าห์ส่งเสริมกวีตกยาก ให้เลี้ยงตัวมาได้จากงานนิพนธ์ที่ทูนเกล้าถวาย

ยังมีข้อเท็จจริงที่มิอาจละเลย ซึ่งทำให้ตัดทางที่ครูสมิทจะได้ต้นฉบับจากพระองค์หญิงในทันที
เพราะทรงสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ครูสมิท ยังไม่คิดจะตั้งโรงพิมพ์
ปีที่สิ้นพระชนม์ Samuel J. Smith (1820-1909) อายุ 25 ยังเรียนหนังสืออยู่ที่สหรัฐอเมริกา
กว่าจะกลับมาสยาม ก็ พ.ศ. 2392 เวลานั้นพระองค์หญิงสิ้นพระชนม์ไปแล้วถึง 4 ปี
พระมรดกคงกระจัดกระจาย หรือถ้าเป็นไปตามประเพณี ก็ถูกส่งเข้าวังหลวงไปหมด

มีตัวอย่างว่า คราวกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ สิ้นพระชนม์
วังหลวงส่งช้างมาหลายเชือก ขนสมบัติของพระองค์จากตำหนัก เข้าวังไปทั้งหมด

ดังนั้น จึงเหลือเพียงสุนทรภู่คนเดียว ที่มีต้นฉบับอยู่นอกวังหลวง

เดาต่อว่า ครูสมิท "ต้อง" ได้ต้นฉบับจากมือสุนทรภู่ตัวเป็นๆ
ที่กล้าเดาอย่างนั้น ก็ต้องอ้างเรื่องเล่าที่ว่าตามหาทายาทนั่นเอง
ถ้าทายาทเป็นคนเอามาให้ จะตามหาไปทำไม
นี่เพราะสุนทรภู่ตายไปแล้ว และคงเพิ่งตายด้วย ถ้าตายไปนาน จะตามหาทำไม

แสดงว่า ทั้งคู่ทำการค้ากันโดยตรง เมื่อสิ้นฝ่ายตรงข้าม ค่าต้นฉบับก็ต้องหาคนมารับ
เป็นไปตามกระบวนการค้าขาย และคงมีคนในวงการรับรู้อยู่ มิเช่นนั้นจะตามหาทำไม
ที่ทายาทไม่รู้เรื่อง ก็เพราะสุนทรภู่ติดต่อโรงพิมพ์โดยลำพัง ไม่ได้บอกให้รู้

ทีนี้มาถึงการเดาอย่างสำคัญ
สุนทรภู่ตายเมื่อไร

ตอบว่า
ตายเมื่อครูสมิทรวยแล้ว
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 27 July 2020, 04:23:30 PM
การรวยนี้เป็นกระบวนการที่กินเวลา

ในปี 2413 ที่ทำหนังสือแจกงานพระเมรุ ตอนนั้นยังไม่รวย เพราะแจกฟรี
จะรวยจนสร้างตึกได้ ก็ต้องพิมพ์ขาย ซึ่งอย่างน้อย ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ เพราะ
"พิมพ์ขายคราวละเล่มสมุดไทย เรียกราคาเล่มละสลึง (๒๕ สตางค์) คนตื่นซื้อ หมอสมิทได้กำไรมากนัยว่าสร้างตึกได้หลังหนึ่ง"
แต่หน้าปกดำทองข้างบน ระบุว่าเล่ม 69 เป็นเล่มจบ จากสมุดไทเล่ม 72

อันนี้ต้องหยุดงงพักหนึ่ง
ครูสมิท คนพิมพ์บอกว่า 80 เล่มสมุดไท
หอพระสมุดบอกว่า 104 หรือ 99 เล่มสมุดไท
สมุดปกดำทองว่า 72 เล่มสมุดไท
จะเชื่อใครก็แล้วแต่เวรกรรมแต่ละคนละกัน

ที่จริงเนื้อหาในแต่ละเล่มสมุดไท สั้นยาวต่างกัน
ตั้งแต่ 400 กว่าคำกลอนไปถึงมากสุด 600 กว่าคำกลอน
ด้วยความยาวมากกว่า 40,000 คำกลอนของพระอภัยมณี พิมพ์เฉลี่ยที่เล่มละ 500 คำกลอน
ก็จะเป็นสมุดเล่มละสลึง ถึง 70 ตอน

ในสมัยนั้น การพิมพ์ครั้งละ 1,000 เล่มต่อปกถือว่ามากโขอยู่
ถ้าใช้ตัวเลขนี้ เมื่อพิมพ์ครบบริบูรณ์ ครูสมิท คงจะทำเงินได้ราว 70,000 สลึง
เป็นเงิน 17,500 บาท หรือ เกือบ 220 ชั่ง
ถ้าขายดีจนพิมพ์ถึง 2,000 เล่มต่อตอน ก็จะมีรายรับรวมมากถึง 440 ชั่ง

แม้ว่ารายรับจริงคงน้อยกว่านั้น ก็ยังถือว่ามากอย่างยิ่ง
งบประมาณแผ่นดิน เมื่อสยามขอกู้เงินมาทำทางรถไฟครั้งรัชกาลที่ห้า มีผู้ประเมินว่า 50,000 ชั่ง
หรือคิดแบบติดดิน ค่าจ้างเสมียนชั้นดีอย่างนายกุหลาบ เดือนละ 250 บาท ก็จ้างได้เกือบ 6 ปีทีเดียว
หรือจ้างได้สองคนพร้อมกัน ถ้าขายดีระดับ 2,000 เล่ม

สรุปว่ารวยปลิ้นละกัน
แต่เงินก้อนนี้ ไม่ได้มาในคราวเดียว


กว่าจะพิมพ์ครบ ต้องใช้เวลาเป็นปี
สมมติว่าพิมพ์ขายวีคละตอน ปีหนึ่งคงพิมพ์ขายได้ 48 ตอน หรือน้อยกว่าบ้าง
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเทคนิคการพิมพ์ทำได้แค่นั้น

ประเด็นนี้ขออธิบายยาวสักหน่อย

ในยุคนั้น ใช้ระบบเรียงพิมพ์ ภาษาปากว่า "ฉับแกละ" มีอุปสรรคคือ ตัวเรียง และเวลา
เรื่องเวลา ก็มาจากแท่นพิมพ์ยังใช้แรงคน วันหนึ่งทำงาน 8-10 ชั่วโมง จะพิมพ์ได้กี่แผ่น
ช่างเรียงก็เป็นอีกสาเหตุ นอกจากใช้เวลาในการเรียงตัวตะกั่ว
คนไทยที่อ่านออกเขียนได้ในยุคนั้น ยังมีไม่มาก งานจึงเดินได้ช้า

ส่วนตัวเรียงหรือตัวตะกั่วนั้น เป็นต้นทุนที่สูง โรงพิมพ์ไม่สามารถซื้อไว้มากๆ เพื่อจะเรียงเป็นแม่แบบเก็บไว้
นอกจากตัวตะกั่วไม่พอแล้ว ยังไม่มีที่เก็บกะบะตัวเรียงอีกด้วย

(https://f.ptcdn.info/659/025/000/1416221336-2011042917-o.jpg)
https://pantip.com/topic/32867621

(https://news.thaipbs.or.th/media/G0DL5oPyrtt5HBAi4FsMYICYKrDGtxfKqfFBuOD9Ryh94jiKLQdN9V.jpg)
ช่างพิมพ์ราชบุรีหวั่น ไร้ผู้สืบทอดเทคนิคเรียงพิมพ์ตะกั่วโบราณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
https://news.thaipbs.or.th/content/250685

วิธีทำงาน จึงต้องเรียงพอให้พิมพ์ได้จำนวนหนึ่ง แล้วถอดตัวเรียงรอใช้กับหน้าใหม่ต่อไป
เดาว่า โรงพิมพ์บางคอแหลม คงจะมีตัวเรียงมากพอจะพิมพ์หนังสือได้ไม่กี่เล่มต่อเดือน

ทุกโรงพิมพ์ในโลก ล้วนแต่เรียงไป พิมพ์ไป ทั้งนั้น

ดูบรรยากาศโรงพิมพ์ในยุคนั้นประกอบครับ เป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ทีเดียว

(http://elationpress.com/wp-content/gallery/vintage/press_room.jpg)
http://elationpress.com/resources/the-history-of-letterpress-printing/
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 28 July 2020, 01:16:22 PM
แผนธุรกิจของครูสมิท

สมิทคงมีการคาดคะเนและวางแผนทำโรงพิมพ์ไว้ตั้งแต่เริ่ม ทั้งที่เป็นธุรกิจอุดมความเสี่ยง
แม้แต่หมอปรัดเล ที่เป็นผู้บุกเบิกและมีแต้มต่อทั้งทางสังคม ศาสนา เศรษฐกิจ รวมถึงบารมี
ยังต้องปิดหนังสือบางกอกรีคอเดอที่พยายามกลับมาทำใหม่ในปี 2407 ในเวลาเพียง 2 ปี
เพราะตั้งเป้าจะมีสมาชิก 1000 คน สุดท้ายหาได้เพียง 140 รายเท่านั้น
ประจวบกับมาแพ้คดีหมิ่นประมาทที่ลงข่าวกงศุลโอบาเรต์ฝรั่งเศษ
ให้ถอดเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ออกจากตำแหน่ง
https://www.silpa-mag.com/history/article_38875

ในฉบับที่ 24 ปีที่ 2 หมอปรัดเล ก็ประกาศเลิกทำบางกอกรีคอเดอ

ปัจจัยกระตุ้นนั้น อาจจะมาจากราคาสิ่งพิมพ์ ซึ่งหากขายได้แม้ไม่ถึงกับถล่มทลาย ก็คุ้มเสี่ยง
ตัวอย่างเช่น หนังสือกฏหมายตราสามดวงของหมอปรัดเล ราคาถึงชุดละ 13 บาท 1 สลึง
พระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์สองเล่ม ชุดละ 10 บาท 2 สลึง
นอกจากนี้ยังมีสมุดเปล่า รับจ้างพิมพ์เอกสาร รับจ้างแปล และงานอื่นๆ เกี่ยวกับการพิมพ์อีกมากมาย
ดังนั้น แม้ไม่มีคริสต์จักรหนุนหลัง สมิทก็กล้าลงทุนทำโรงพิมพ์

วงเงินในการทำโรงพิมพ์นั้น มากน้อยเพียงใด ไม่มีข้อมูลบอกไว้ อันที่จริง จะหาก็พอทำได้
แต่ดูจากวงเงิน 400 บาท หรือ 5 ชั่ง ที่หมอปลัดเลจ่ายให้หม่อมราโชทัย เป็นค่าลิขสิทธิ์นิราศลอนดอน
ปกติแล้วคิดเป็น 10-15% ของมูลค่าการขาย
หมายความว่า นิราศเรื่องนี้ คงจะขายได้ระดับ 300 ถึง 400 ชั่งทีเดียว

ผมเชื่อว่า นี่คือแรงกระตุ้นให้สมิทออกจากคณะโปรแตสแต้นท์ มาทำธุรกิจเต็มตัว
และเน้นการพิมพ์วรรณกรรมไทยเป็นหลักอีกด้วย

ความเข้าใจผิดเรื่องปลัดเลและสมิทแย่งต้นฉบับกัน
ขอแทรกเรื่องน่าสนใจเข้าตรงนี้ เพราะเกี่ยวเนื่องกัน

สมเด็จฯ ดำรง ทรงอธิบายตำนานการพิมพ์หนังสือสามก๊ก ว่า
"โรงพิมพ์หมอบรัดเลกับโรงพิมพ์หมอสมิธ ต่างไปขอต้นฉะบับที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ
ท่านจึงไกล่เกลี่ยให้หมอบรัดเลเอาแต่หนังสือจำพวกความร้อยแก้ว เช่นเรื่องพงศาวดารจีนไปพิมพ์
ส่วนหมอสมิธให้พิมพ์หนังสือจำพวกบทกลอน ต่างคนต่างพิมพ์มาเช่นนั้นหลายปี"

คำอธิบายนี้ ฟังแล้วเป็นเรื่องเป็นราวสอดคล้องกัน น่าเชื่อถือ
และก็เชื่อกันมาตั้งแต่นั้น (2470) จนบัดนี้
ทั้งๆ ที่ ไม่มีข้อมูลรองรับเลย เป็นแต่การเดาพุ่งไปตามอัยโนมัติแท้ ๆ

ข้อเท็จจริง คือ
เมื่อหมอสมิทประสบความสำเร็จ ในปี 2413 ที่พิมพ์พระอภัยมณีนั้น
หมอปลัดเล ไม่ได้พิมพ์วรรณกรรมจีนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
สมเด็จฯ เอง ทรงทำรายชื่อที่หมอปลัดเลพิมพ์เอาไว้ด้วยซ้ำ

แต่ทรงเรียงตามปีที่แปลไทย จึงดูว่ามาก
พอเอามาเรียงตามปีที่พิมพ์ กลับเป็นดังนี้
สามก๊ก พ.ศ. ๒๔๐๘ สมุด ๔ เล่ม
เลียดก๊ก พ.ศ. ๒๔๑๓ สมุด ๕ เล่ม
น่ำซ้อง พ.ศ. ๒๔๑๔ สมุด ๒ เล่ม
ไซ่จิ้น พ.ศ. ๒๔๑๖
....
ยังมีรายการต่อลงไปอีกมาก แต่ขอหยุดที่ปี 2416 ก็พอ เพราะว่า
เป็นปีที่หมอปลัดเล เสียชีวิต

หมายความว่าก่อนตาย
หมอปลัดเลพิมพ์เรื่องจีนแค่ เลียดก๊ก 2413 น่ำซ้อง 2414 และไซ่จิ้น 2416 รวม 3 เรื่อง
ส่วนครูสมิท น่าจะง่วนอยู่กับการพิมพ์พระอภัยมณี ทีละเล่มสมุด
ระหว่าง 2413-2415 เป็นอย่างน้อย

ไม่มีเหตุให้ต้องแย่งต้นฉบับกันให้เดือดร้อนไปถึงสมเด็จเจ้าพระยาฯ เลย
ที่สำคัญ สมิทเอง ไม่ได้พิมพ์ต้นฉบับของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เสียด้วยซ้ำ
เพราะเป้าหมายคนอ่านแตกต่างกัน

เห็นชัดๆ ก็คือ พระอภัยมณี นิราศยี่สาร และคำให้การขุนหลวงหาวัด
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้สำเร็จราชการ แม้สักตัวอักษร

และขอแถมอีกประเด็นว่า หมอปลัดเลนั้น ตายเมื่ออายุ 69
ปี 2413 ก็อายุ 66 แล้ว น่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการพิมพ์แล้ว
จะเห็นว่า โรงพิมพ์ของท่าน ยังพิมพ์เรื่องจีนต่อมาอีกเป็น 10 รายการ ตลอดรัชกาลที่ห้า
ยิ่งเฟื่องฟูกว่าสมัยท่านทำการเองเสียอีก

ทฤษฎีแบ่งต้นฉบับกันพิมพ์
ก็คงต้องพับเก็บเขาลิ้นชักเรื่อง "กุ"
ไปอีกหนึ่งคดี
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 01 August 2020, 07:17:32 PM
(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/8c/Grave_of_S.J._Smith.jpg)
Samuel Jones Smith 1820-1909 (2363-2542)
เกิดที่ Cannanore (Kannur) Hindustan

ครูสมิทแห่งบางคอแหลม โรงพิมพ์ที่แตกต่าง

เราสามารถเดาต่อไปได้ว่า
ด้วยภูมิหลังการศึกษาจากสหรัฐ และยังเรียนมาในทางการพิมพ์
เมื่อเริ่มตั้งโรงพิมพ์นั้น ครูสมิทคงเก็บบทเรียนจากรุ่นพี่ (อายุห่างกัน 15 ปี) จนปรุโปร่ง
การเลือกพระอภัยมณีมาเป็นเรื่องเปิดตัวนั้น ก็น่าจะมาจากการคิดคำนวณที่รอบคอบ
เดาจากการที่โรงพิมพ์ของเขา เดินหน้าพิมพ์เรื่องประโลมโลก เป็นคนละทางจากแนววิชาการของหมอปลัดเล
น่าจะมาจากการเข้าถึงต้นฉบับที่แตกต่างกัน และมาจากกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันอีกด้วย

ขอพูดถึงผลิตภัณ์ก่อน
หมอปลัดเลวางตำแหน่งหนังสือของตนไว้ในระดับสูง
กฏหมายตราสามดวงที่ท่านพิมพ์ เล่มเดียวจบ  เป็นสมุดปกแข็งพิมพ์อย่างประณีต
แม้แต่สามก๊ก ก็เป็นปกแข็งทั้ง 4 เล่ม พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอุดหนุนโดยซื้อพระราชทานพระเจ้าลูกเธอเป็นจำนวนมาก
แสดงว่า เป้าหมายคือคนชั้นสูงในแวดวงราชการหรือราชสำนัก มีกำลังซื้อแทบจะไม่จำกัด
ยิ่งมาคำนึงว่า ท่านถึงกับลงทุนทำหนังสือระดับยอดสุดของวงวิชาการ คือพจนานุกรมไทยเป็นไทย
หมอบลัดเล จึงวางเป้าหมายสิ่งพิมพ์ของท่านไว้ สูงกว่าการทำกำไรอย่างแน่นอน

(https://img.tarad.com/shop/k/khunmaebook/img-lib/spd_20161221220518_b.jpg)
อักขราภิธานศรับท์ ฉบับพิมพ์ถ่ายแบบ องค์การค้าของคุรุสภา 2514 828 หน้า

ครูสมิท มาในแนวทางตรงกันข้าม เน้นราคาถูก ผลิตด้วยต้นทุนต่ำ และกระจายการซื้อเป็นหน่วยย่อยๆ
แทนที่จะพิมพ์พระอภัยมณีจบเดียว เป็นหน้ากระดาษพันกว่า
ท่านก็แยกเป็นพิมพ์ทีละเล่มสมุดไท ความหนา 30-40 หน้า
ราคาขายเพียงสลึงเดียว โดยวางเดิมพันว่า ใครได้อ่าน ก็ต้องอยากซื้ออ่านต่อๆ ไป

(http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/08/K4607692/K4607692-5.jpg)
ตรานูนรูปไข่ประจำตัว ซามูเอล เจ. สมิท เริ่มนำมาใช้ พ.ศ. ๒๔๑๓ ด้านบนคือ S.J.Smith   ด้านล่างคือ Publisher

ท่านคงได้แนวคิดนี้จากต่างประเทศ ที่มีการลงนิยายเป็นตอนสั้นๆ ในหนังสือพิมพ์ต่อเนื่องไปทีละฉบับ
เริ่มต้นในพ.ศ. 2379 เมื่อ Charles Dickens แต่ง The Pickwick Papers
ลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ เกิดแพร่หลายเป็นปรากฏการณ์แห่งโลกวรรณกรรม ดำเนินสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

วิธีการเช่นนี้ ช่วยชดเชยสถานะทางสังคมที่เสียเปรียบของสมิท
ถ้าคิดจะทำกิจการแข่งกับหมอปลัดเลและโรงพิมพ์หลวง

: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 03 August 2020, 11:04:22 AM
สถานะทางสังคมของปลัดเลและสมิท

หมอปลัดเลเป็นที่ยอมรับนับถือเพราะสร้างสัมพันธ์กับราชสำนัก เช่นการพิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่นให้รัชกาลที่สาม
ผ่าตัดคนไข้พะเนียงไฟแตกที่วัดประยุรวงศ์ฯ รวมถึงโต้ตอบผ่านหน้าหนังสือพิมพ์กับรัชกาลที่สี่
เมื่อคิดจะพิมพ์หนังสือขาย ย่อมมีช่องทางที่จะเข้าถึงเอกสารระดับสูง เช่นกฏหมายและพงศาวดาร
และเนื่องจากการสมาคมกับชนชั้นปกครอง สิ่งพิมพ์ของท่านจึงวางเป้าไปที่ลูกค้าในระดับนั้น

สมิท ไม่มีภูมิหลังยอดเยี่ยมอย่างนั้น ที่จริงเป็นพลเมืองอังกฤษระดับสองเสียด้วยซ้ำ เพราะแม่เป็นโปรตุเกส
ท่านเล่าประวัติตัวเองว่า (ปรับวรรคตอนให้อ่านสะดวกขึ้นจากการปรวรรตของคุณ เจริญ ตันมหาพราน)
https://web.facebook.com/Charoen1948/posts/d41d8cd9/2628518803864713/?_rdc=1&_rdr

“ข้าพเจ้า แสมูเอ็ล เจ. สมิทเปนบุตรหัวปีของมิสเตอร แสมูเอ็ล สมิท ผู้เป็นชาติแลเป็นทหารอิงคลิซ มารดาข้าพเจ้าชื่อมิสเตร็ส แมรี สมิท เป็นชาติโปรตูคีส ข้าพเจ้าได้เกิดในเมืองแกนะโนริ ริมชายทะเลฝั่งตะวันตก ในประเทศฮินดูสฐาน ณ วันที่ ๖ เดือน กรกฎาคม รัตนโกสินทร์ศก ๓๙ ตรงกับ คริสต ศักราช ๑๘๒๐

ในคริสตศักราช ๑๘๓๒ คราวบิดามารดาข้าพเจ้าอยู่ในเมืองมอลเมน ได้รู้จักกันกับครูจอน เตลอร โจนิ์สแลภรรยาของท่านครูนั้นด้วย ท่านทั้งสองนี้ได้ขอบิดามารดายกตัวข้าพเจ้าให้เป็นบุตรเลี้ยงของท่าน ในปีนั้นพวกครูอเมริกันในเมืองนั้น จัดเลือกครูโจนิ์สไว้ให้มาประจำอยู่เป็นครูสอนพระเยซูศาสนา ในกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าบุตรเลี้ยงจึงติดตามบิดามารดาเลี้ยงมาด้วย เมื่อพวกข้าพเจ้ามาทางทะเลคราวนั้น ได้แวะที่เกาะหมาก, คือปูโล ปีนัง, เมืองมะแลกกะ, เมืองสิงคโปร์, เมืองตรังคานู, เมืองสังขลา, เมืองปะตานี, แล้วมาถึงอ่าวทะเลสยาม ณ วันที่ ๒๕ เดือน เมษายน คริสต ศักราช ๑๘๓๓

ข้าพเจ้าได้พักอยู่กับบิดามารดาเลี้ยงในกรุงเทพฯ สองปี ได้อุษ่าหัดพูด หัดเขียนภาษาสยาม. ถึงเป็นเด็กได้รู้จักคุ้นเคยกันกับสมเด็จเจ้าฟ้าทูลกระหม่อมองค์ใหญ่ คราวเสด็จยังทรงผนวชอยู่, กับสมเด็จกรมขุนอิศเรศ ทูลกระหม่อมองค์น้อย, กับหม่อมเจ้าราโชไท แลกับขุนสิท บุตรหัวปีของเจ้าคุณพระยาพระคลัง

คราวนั้น มารดาเลี้ยงมีความวิตกว่า ถ้าจะให้บุตรลี้ยงอยู่ในกรุงเทพฯ ต่อไป บุตรเลี้ยงนั้นจะขาดวิชาความรู้อันควรเป็นหลักฐานแก่บุตรข้างหน้าไป จึ่งคิดอ่านส่งบุตรเลี้ยงฝากให้ไปอยู่ในบังคับบิดามารดาของแม่เลี้ยง กว่าจะได้เรียนวิชาเป็นท่าทางทำมาหากินสักอย่างหนึ่ง แลจะได้เรียนหนังสือเป็นปราชญ์ ถ้าเป็นการชอบอารมณ์ของเด็ก

เมื่อคริสตศักราช ๑๘๓๕ ข้าพเจ้าได้ออกจากกรุงเทพฯไปเมืองสิงคโปร์ เมื่อถึงเมืองสิงคโปร์ แลคอยกำปั่นจะไปเมืองอเมริกา ได้พบหมอบรัดลีที่เมืองนั้น ท่านพึ่งจะมาเป็นแพทย์หมอยาแลเป็นครูสอนพระเยซูศาศนาในกรุงเทพฯ แลได้พบหมอดีนซึ่งจะมาเป็นครูสอนพระเยซูศาสนาแก่พวกจีนในประเทศสยาม กว่าจะมีเวลาอันเหมาะ จะได้ไปตั้งตัวเป็นครูสอนพระเยซูสาสนาในประเทศจีนได้

คราวนั้นกำปั่นไฟไม่เคยมี ต้องอาไศรย์เดินกำปั่นใบไปทางอ้อมกว่าจะถึงประเทศอเมริกา ฤา ประเทศยุโรป ข้าพเจ้า
ได้ถึงเมืองฟิละเด็ลฟีอะ ในมณฑลเป็นสิลเวนีอะ ของประเทศยุไนเต็ดสเตติ์ส ปลายปี คริสต ศักราช ๑๘๓๕ นั้น เอง

ครั้นอยู่ในประเทศอะเม็ริกะ ได้ไปอยู่กับครูเจ้าของโรงพิมพ์ในเมืองนั้น ได้อยู่กับครู เรียนวิชาการในโรงพิมพ์นั้นหกปีเศษ เมื่อได้อายุสม ๒๑ ปี เมื่อคริสต ศักราช ๑๘๔๑ สิ้น

คราวอยู่ในบังคับครูเจ้าของโรงพิมพ์ คือมิศเสอรส ต. ก. แล ป. จี. กอลลินส, จึ่งได้คิดอ่านเข้าวิทยาไลย์สักตำบลหนึ่ง เพื่อจะได้เรียนสิลประสารท เมื่อ คริสตศักราช ๑๘๔๒ ข้าพเจ้าได้เข้าเปนนักเรียนที่วิทยาไลย์แมดิสันยุในเวอรศิตี ซึ่งบัดนี้เรียกโกลเคติ์ยุไนเวอรศิตี. ได้เรียนครบอันจำต้องเรียนที่วิทยาไลย์นั้นแล้ว ได้รับสัญาบัตร์เปนปเรียญของยุไนเวอรศิตีนั้น

ในปีนั้นพวกที่เรียกอะเม็ริกันบับติสตมิสเชอนเอรียูนนัน ได้ตั้งให้ข้าพเจ้าเปนครูเข้ามาสอนพระเยซูสาศนาในกรุงเทพฯ มาช่วยครูโจนิ์ส. คราวนั้น การแลธรรมเนียมในกรุงเทพฯ ไม่แปลกกว่าคราวเมื่อข้าพเจ้าได้แรกเข้ามายังกรุงเทพฯ ในคริสตศักราช ๑๘๓๓ นั้น..."

: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 03 August 2020, 11:23:06 PM
(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/c/ca/John_Taylor_Jones_Christian_missionary.jpg)

อันที่จริงบิดามารดาบุญธรรมของสมิท เมื่อเข้าสู่สยามแล้ว ก็จัดว่ามีสถานะภาพในสังคมที่สูงมาก
เพียง 2 ปีก่อนไปสหรัฐ เด็กน้อยสมิทก็บอกว่า ได้รู้จักกับทูนกระหม่อมเจ้าฟ้าทั้งสองแล้ว

หินปักหลุมศพยกย่องว่าโจนส์ เป็นมิชชันนารีผู้บุกเบิก ซึ่งก็จริงตามนั้น
ท่านเข้ามาจากพม่าตามคำชวนของหมอกิศลับ ในปี 2376 ก่อนหมอปลัดเล 2 ปี

แม้ว่างานเผยแพร่ศาสนาจะไม่ได้รับผลสำเร็จที่ดีนัก ชนชั้นสูงของสยามก็มองว่าสร้างประโยชน์ในด้านความเจริญสมัยใหม่
ท่านได้แนะนำเกี่ยวกับการพิมพ์ให้พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งกำลังจัดตั้งที่วัดบวรนิเวศนฯ สารานุกรมไทย ให้ข้อมูลว่า
"ศาสตราจารย์จอห์น เทเลอร์ โจนส์ (John Taylor Jones) เขียนไว้ว่า ในปี พ.ศ.๒๓๗๖ มีคนไทยคนหนึ่งสนใจในวิชาการพิมพ์ ไปฝึกเรียนงานมาจากสิงคโปร์หลายเดือน และได้พยายามจัดตั้งโรงพิมพ์ขึ้น แต่ไม่ค่อยมีทุน"
http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=18&chap=5&page=t18-5-infodetail06.html
ข้อความนี้ ไม่มีที่มา และมีความเป็นไปได้น้อย เพราะถ้าเจ้าฟ้ามงกุฎจะตั้งโรงพิมพ์แล้ว น่าจะไม่มีปัญหาเรื่องทุน
ส่วนที่บอกว่ามีคนไปเรียนการพิมพ์ที่สิงค์โปร์ตั้งแต่ปี 2376 ก็ไม่พบหลักฐานว่ามีจริงหรือไม่

อาจใช้ประโยชน์ได้เพียงยีนยันว่า โจนส์คงจะไกล้ชิดกับพระองค์
 
ทำให้เกิดเป็นประเด็นสำคัญคือ ในช่วงเปลี่ยนแผ่นดิน ท่านได้เข้าเฝ้าพระภิกษุเจ้าฟ้าฯ
เพื่อรับข่าววงในไปส่งหนังสือพิมพ์สิงค์โปร์ว่า ราชสำนักใหม่ จะเปลี่ยนไปต้อนรับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น
https://www.silpa-mag.com/history/article_6538

การเปลี่ยนแผ่นดิน เกิดในเดือนเมษายน วันที่ 2 พอถึงเดือนกันยายน วันที่ 13 โจนส์ก็เสียชีวิต
สมิทจึงมีโอกาสทำงานให้พ่อเพียง 2 ปี

งานสำคัญที่สุด คงเป็นการตั้งโรงพิมพ์ และพิมพ์ผลงานแปลของบิดา

: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 04 August 2020, 08:57:58 AM
สืบประวัติสุนทรภู่ ต้องอ่าน ต้องค้นกันเยอะขนาดนี้
เป็นเสน่ห์ของประวัติศสาตร์ ที่ต้องค้นคว้า ขบคิด เพื่อยืนยัน cool cool cool
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 04 August 2020, 11:24:15 AM
สมัยที่ผมเริ่มสนใจประวัติศาสตร์อย่างเอาจริง
กำลังมีเรื่องร้อนๆ เกิดขึ้น คือฝรั่งเรโนลด์ Craig J. Reynolds
เข้ามาป่าวประกาศว่า เมืองไทยไม่มี "ประวัติศาสตร์สังคม"
คุณพี่ชานวิดก็เด้งรับ

ผ่านไปจะครึ่งศตวรรษแล้ว พี่เรโนลด์ พี่ชานวิด และสานุศิษย์
ก็ไม่เคยทำประวัติศาสตร์สังคมออกมา
อย่างมาก พวกท่านก็ทำแค่ประวัติศาสตร์เล็ก เป็นเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ใหญ่ๆ

เรื่องจำพวก สมัยรัชกาลที่สาม ชาวบ้านกินอะไรกัน นอนอย่างไร เดินทางอย่างไร
ไปตลาดอย่างไร รักษาโรคอย่างไร บันเทิงอย่างไร .....
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ๊ก แขก ฝรั่งและอื่นๆ เป็นอย่างไร
พวกครัวที่โดนกวาดต้อนมา อยู่กันยังงัย เปลี่ยนไปอย่างไร

ไม่มีแม้แต่บทความให้เห็น

เมื่อไม่นานมานี้ ก็เปลี่ยนไปยกย่องฟูโกต์ เรื่องประวัติศาสตร์ขุดค้น
ฟูโกต์ทำเรื่องเพศ เรื่องส้วม... พี่ไทยสักคนจะทำเรื่องเยี่ยว เรื่องกระหรี่ ก็หามีไม่

นักประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่สกุลดำรงฯ ลงมาจนถึงสกุลลอกฟูโกต์
หาดีไม่ได้สักคน ผลงานมีตำหนิทั้งนั้น

เซ็ง

อ้อ ยกเว้น จิตร ภูมิศักดิ์ และเจ๊พรเพ็ญของผมไว้สองคนละกัน
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 07 August 2020, 05:48:37 PM
(https://thaifaces.com/thaitype/tongsiam/files/stacks-image-8daae46.png)
สมิท รูปจาก thaifaces.com มีความคมชัดที่สุด เท่าที่พบในเอกสารต่างๆ

สมิทกับงานในคณะอเมริกันแบ๊บติสต์

เดิมที การเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยามตั้งแต่สมัยอยุธยา โรมันแคธอลิคดำเนินการอยู่ฝ่ายเดียว
จนกระทั่ง เมื่อโปรเตสแต้นท์เข้าสู่อินเดียและพม่า Adoniram Judson และ Ann ภรรยา คณะอเมริกันแบ๊พติสต์ จึงได้พบกับเชลยไทย ที่ร่างกุ้งในปี 1813 ความคิดที่จะขยายการประกาศเข้าสู่สยามก็เกิดขึ้น

เครื่องมือสำคัญในการประกาศนั้น ก็คือภาษาและคัมภีร์
แหม่มจัดสันได้พยายามเรียนภาษากับเชลยไทย จนสามารถแปลและสร้างตัวพิมพ์ภาษาไทยได้สำเร็จ
มีการพิมพ์ A Grammar of the Thai or Siamese Language ของร.อ. เจมส์ โลว์ (Capt. James Low) เป็นการพิมพ์อักษรไทยครั้งแรกที่กัลกัตตา

แท่นพิมพ์นี้ย้ายมาที่สิงค์โปร์ แล้วได้เข้าสู่สยามโดยหมอปลัดเล
เป็นการเริ่มกิจการพิมพ์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในปี 1834
แต่เรามีหลักฐานว่ามีการพิมพ์พระคัมภีร์ร์ภาคพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาไทยจนสำเร็จ ในปี 1835
พิมพ์ที่สิงค์โปร์ แปลโดยโจนส์ บิดาครูสมิท

(https://2.bp.blogspot.com/-3_kO3dd4ZpM/V2ij3gPM9dI/AAAAAAAAkf8/wu4j9hN_q3sa-FjPCdwlkTdRtgzgLjRYgCLcB/s640/First%2BThai%2BBB%2B1835%2BMatthews.png)
http://kanok-leelahakriengkrai.blogspot.com/2016/06/blog-post.html

แสดงว่า ความพยายามพิมพ์ตัวไทยนั้น ทำกันหลายคณะอยู่

หมอปลัดเล เป็นมิชชันนารีสังกัดคณะ ABCFM American Board of Commissioners for Foreign Missions
ส่วนโจนส์และสมิท สังกัดคณะอเมริกันแบ๊บติสต์ ซึ่งมีฐานะฝืดเคืองกว่า
แม้กระนั้น เมื่อสมิทกลับเข้ามาจากสหรัฐ ก็ได้พยายามจนตีพิมพ์พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ที่บิดาแปลจนสำเร็จ
ในปี 1850 ก่อนบิดาบุณธรรมเสียชีวิตไม่นาน

(https://xn--12cfm4cab2b2dcbd3bo2ae1gsakk2bh93c.com/images/gospel_of_matthew_1839_JTJones_cropped.jpg)
https://xn--12cfm4cab2b2dcbd3bo2ae1gsakk2bh93c.com/index.php/en/blog/85-thai-nt-jones-translation1850
(https://2.bp.blogspot.com/-nAezfLkoZ0c/WhPOunHjlnI/AAAAAAAAnZE/CqKlMNAqpIYWZWCImfCvEv64aRK2861qQCLcBGAs/s640/1511246207940.jpg)
The New Testament พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ จาก British Museum

หลังจากนั้น สถานการณ์ของคณะอเมริกันแบบติสต์ เริ่มยากลำบาก การสนับสนุนจากประเทศแม่ลดลง
นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่สมิท ลาออกมาทำกิจการโรงพิมพ์โดยตรง

ความเป็นมาโดยสังเขปนี้ บ่งชี้ว่า การพิมพ์พระอภัยมณี
มาจากการวางแผนงานที่สืบเนื่องหลายปี ก่อนพิมพ์จริงในงานพระเมรุ
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 08 August 2020, 01:46:07 AM
ทำไมเลือกเรื่องพระอภัยมณี

ไม่มีใครบอกได้ว่า ทำไมครูสมิท เมื่อตัดสินใจทำโรงพิมพ์ จึงเลือกพระอภัยมณีเป็นเรื่องแรก
คำถามสำคัญนี้ ดูเหมือนจะไม่มีใครถามถึงเสียด้วยซ้ำ มักจะไปกล่าวถึงตอนจบที่สมิทประสบความสำเร็จเสียทุกคน

ที่จริงเรื่องนี้ สมิทบอกไว้แจ่มชัดแล้ว แต่ไม่มีใครอ่านออก

คนอื่นๆ ต่างเชื่อสมเด็จ ดำรงฯ แล้วพากันออกสันนิษฐานพุ่งไปในทิศทางต่างๆ
หมายจะได้ความรู้พิศดารออกไป ทว่า พากันลืมเรื่องง่ายๆ เช่นการนับวันเดือนปีไปอย่างง่ายดาย

สมเด็จฯ ทรงอธิบายว่า สุนทรภู่ ได้เนื้อหามาจากหนังสือจีนหลายเล่ม เช่นสามก๊ก หรือไซ่ฮั่น
"เค้ามูลเรื่องพระอภัยมณีที่สุนทรภู่ได้มาแต่ไหนน่าจะยังมีอยู่ที่อื่น หากค้นไปก็คงพบอีก"
ประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องปี่พระอภัย ท่านว่า มาจากเตียวเหลียงเป่าปี่ในไซฮั่น
จริงอยู่ เรื่องไซ่ฮั่นนั้น แปลไว้ตั้งแต่รัชกาลที่หนึ่ง

แต่เพิ่งมาพิมพ์โดยทายาทหมอปลัดเลในรัชกาลที่ห้า 2417

หมายความว่า สุนทรภู่ เข้าถึงหอหลวงหยิบอ่านหนังสือหวงห้ามได้ กระนั้นหรือ
ควรทราบว่า หนังสือหอหลวง เป็นส่วนหนึ่งของพระราชูปโภค ทรงได้แต่พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น
น้อยครั้งที่จะพระราชทานให้คนอื่น จึงต้องหาให้ได้ว่า สุนทรภู่เข้าถึงเอกสารได้อย่างไร
จะอ้างว่าเป็นกวีทรงโปรด ก็ดูจะง่ายเกินไป เพราะจะต้องหาเหตุมารองรับว่า ทำไมต้องให้สุนทรภู่อ่านเรื่องจีน

พระอธิบายของสมเด็จฯ จึงเป็นการใช้สันนิษฐานนำหน้า โดยปราศจากหลักฐานที่ชี้เฉพาะ
ทั้งๆ ที่เป็นการนิพนธ์ประวัติศาสตร์ในส่วนที่ปลีกย่อยมากๆ ข้อมูลก็ยิ่งต้องชี้ชัดมากๆ เช่นกัน

เราจึงควรฟังสมิท ในข้อเท็จจริงที่หาที่ใหนไม่ได้

ท่านบอกไว้ในคำนำอย่างแจ้งชัดว่า พระอภัยมณีนี้ พิมพ์เพื่อสนองพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 4
ขอแยกออกประโยค เพื่อความชัดเจน ดังนี้
"พระอะไภยมะณี ที่พิมพ์ขึ้นในครั้งนี้ พิมพ์ตามความปราถนาของสมเด็จพระพุทธิเจ้าหลวงอยู่หัวที่สี่"
ข้อนี้ ไม่ต้องแปล ผู้จัดพิมพ์อ้างพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่คำนึงว่าเป็นการต่ำสูง
เพราะตัวเองมีความคุ้นเคยกับพระเจ้าแผ่นดินมาถึง 35 ปี
นี่แสดงว่า พระจอมเกล้าทรงทราบถึงการมีอยู่ของพระอภัยมณีเป็นอย่างดี

"ซึ่งพระองค์ทรงต้องการเห็นหนังสือได้ถูกพิมพ์ขึ้นทั่วไปสำหรับคนไทในสยามจะได้มีหนังสืออย่างไทไว้อ่านเล่น"
ประโยคนี้ มีความสำคัญถึง 2 ประเด็น คือ
1 ทรงปราถนาจะให้มีหนังสือสำหรับคนไทยไว้อ่านเล่น
2 เรื่องอ่านเล่นนี้ เรียกชื่อว่า "หนังสืออย่างไท"

"ซึ่งก็จะเปนหนังสืออย่างไทครั้งแรกที่ได้จัดพิมพ์ขึ้น"
ประโยคนี้ย้ำความสำคัญของคำว่า "หนังสืออย่างไท" เพิ่มขึ้นไปอีก

นี่คือคำให้การที่น่าจะพลิกความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุนทรภู่ไปทั้งหมด
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 08 August 2020, 11:34:03 AM
นี่คือคำให้การที่น่าจะพลิกความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุนทรภู่ไปทั้งหมด

มานั่งรอตอนต่อไป  "หนังสืออย่างไท"
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 08 August 2020, 02:53:04 PM
ประลองการเดาครับ

หนังสือ

อย่าง

ไท

ครั้งแรก

: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 08 August 2020, 05:04:09 PM
หนังสือ

อย่าง

ไท

ครั้งแรก

เดาว่ายังไม่เคยพิมพ์เรื่อง คนไทยแต่ง มาก่อน
มีสามก็ก ของหมอบรัดเล พิมพ์ มาก่อนเมื่อ 2408

และเป็นคำกลอนแบบไทย สามารถเป็นแบบอย่างในการเขียนคำกลอนได้
ช่วงนี้คิดได้ตื้นๆแค่นี้ครับ
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 08 August 2020, 06:19:46 PM
"หนังสืออย่างไท" คืออย่างไร

คำถามนี้ ต้องตอบโดยแยกศัพท์อธิบายไปทีละตัว อิงความหมายในเวลานั้น

หนังสือ คือ เรื่องราว หรือเนื้อหา หรือเอกสาร

อย่าง คือ ชนิด ประเภท จำพวก

ไท คือภาษาที่ใช้ในสยามขณะนั้น

หนังสืออย่างไท จึงตรงกับที่ปัจจุบันเรียกว่า Thai Novel นั่นเอง
หมายความว่า "พระอะไภยมะณี" คือเรื่องแต่งใหม่ในภาษาไทย ที่ถูกตีพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรก
โดยที่การเกิดขึ้นนั้น เป็นพระประสงค์ของรัชกาลที่สี่โดยตรง

เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว เราจะมองพระอภัยมณีต่างออกไป คือพบว่า

เนื้อเรื่องพระอภัยมณี ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับวรรณกรรมเดิมที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยเลย
ไม่ได้มาจากพุทธศาสนา ไม่ได้แปลงจากต่างประเทศ จากตำนานหรือเรื่องเล่าประจำถิ่น
แม้แต่ภูมิศาสตร์ในเรื่อง ก็เกิดจากการสมมติสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น

ถ้าจะใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะตรงกับ
The First Thai Fiction in History
เป็นความยิ่งใหญ่ทางวรรณกรรม ที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน

ลองพิจารณาอย่างนี้นะครับ

สมุทรโฆษ มาจากคัมภีร์พุทธศาสนา สมุทรโฆษชาดก ในปัญญาสชาดก
ไกรทอง มาจากนิทานพื้นบ้านเมืองพิจิตร
อิเหนา ได้มาจากชวา
ขุนช้างขุนแผน เป็นนิทานพื้นบ้านเมืองสุพรรณ

ฯลฯ

พระอภัยมณี
มาจากการแต่งใหม่ ทั้งหมด
ตัวเอกทุกตัว สุนทรภู่ออกแบบเอง มีประวัติการณ์ของตนเอง
โครงเรื่อง มาจากการคิดเอง สร้างจักรวาลของตัวละคอนขึ้นใหม่หมด
เนื้อเรือง ไม่ได้อิงกับคติความเชื่อ หรือเรื่องเล่าเก่าก่อนใดๆ ทั้งสิ้น

ที่สำคัญ

นิทานคำกลอนเรื่องนี้ แต่งเพื่อเล่นละคอนของเจ้าพระยามหินทร์ Siamese Theater หรือ Prince Theater
บุตรบุญธรรมของรัชกาลที่สี่

อย่างที่ผมเคยเสนอ และคุณพี่สุจิตต์มีความทึ่งมาแล้ว
ภายในของโรงละคอนพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ Prince Thearter (บน) ภายหลัง เปลี่ยนชื่อเป็น Siamese Theater (ล่าง จากหนังสือของ Ernst von Hesse Wartegg Siam, das Reich des weiben Elefanten. Leipzig 1899) ตั้งอยู่ริม แม่น้ำเจ้าพระยา ตรงไกล้ท่าเตียน รูปบนเป็นฉากที่มีทหารหญิง น่าจะเล่นเรื่องพระอภัยมณีพอดี

(https://i.pinimg.com/originals/08/9c/20/089c203f98b2863110459a6a5b8848b8.jpg)
(http://www.reurnthai.com/index.php?action=dlattach;topic=5265.0;attach=34678;image)
(https://pbs.twimg.com/media/CqMfBipUAAEM3RR.jpg)

          อ่านสนุก แต่เหนือความสนุกคือได้ความรู้และความคิดต่างจากที่เคยรู้เคยคิดเคยเขียน โดยเฉพาะเรื่องพระอภัยมณี ที่ชวนให้น่าเชื่อว่าจะเคยเล่นเป็นละคร
          ที่นึกไม่ถึงคือคุณพิพัฒน์บอกว่ามีรูปถ่ายที่ควรเป็นละครพระอภัยมณีแสดงครั้งรัชกาลที่ 5 ด้วย จะขอยกรูปและคำอธิบายจากหนังสือมาให้ดูทั่วๆ กัน จะได้ร่วมกันพิจารณา
          ผมไม่เคยรู้ว่านอกจากพระอภัยมณีแล้ว ยังมีวรรณคดีไทยเรื่องอะไรบ้างที่ตัวละครนอนสลบ เท่าที่รู้ก็มีแต่พระอภัยมณีเป่าปี่ให้คนได้ยินเพลิดเพลินจนสลบหลายหน
          เมื่อเห็นรูปละครที่คุณพิพัฒน์เลือกมาให้ดู เลยคล้อยตามไปแล้ว และอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

          แต่ก็เผื่อใจไว้ฟังผู้รู้ท่านอื่นๆ จะเห็นเป็นอื่นว่ามีวรรณคดีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?


ลิ้งค์ตายไปแล้ว
http://www.sujitwongthes.com/2011/10/siam05102554/
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 10 August 2020, 09:48:53 AM
ถ้าจะใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะตรงกับ
The First Thai Fiction in History
เป็นความยิ่งใหญ่ทางวรรณกรรม ที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน

ผมก้อคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่พอคิดถึงนิยายพื้นบ้านอีสาน "สุดเสรียว(ไทยว่าเฉลียว) เสียวสวาท" "ผาแดงนางไอ่"
เรื่องแรกมีหลายสิบตอน บางตอนพระใช้เทศน์
เรื่องหลัง หมอลำเรื่อง ลำต่อกลอนกันแต่ดึกยังรุ่ง
เท่าที่จำได้ทั้ง 2 เรื่องใช้อักษรธรรมบันทึกบนใบลาน แต่ละเรื่องหลายผูกอยู่
แต่การใช้อักษรธรรม ทำให้ 2เรื่องนี้เป็น เรื่อง "อย่าง ลาว"
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 10 August 2020, 10:11:40 AM
ทั้ง 2 เรื่อง ไม่เข้าเกณฑ์ครับ
หนึ่งคือเป็นเรื่องเล่าสืบทอดกันมา จัดเป็นนิทานพื้นถิ่น
สอง ไม่มีผู้แต่ง

ถ้าจะเปรียบให้ชัด ก็ต้องยกเชอร์ล็อค โฮล์ม มาเทียบครับ

แต่งใหม่จาก 0
มีผู้แต่งเป็นตัวเป็นตน
เนื้อเรื่องไม่อิงกับงานเก่าก่อนทั้งในประวัติศาสตร์ หรือมีเจ้าของ

ความคิดที่จะให้มี fiction เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนี่
จัดว่าล้ำหน้าและเล็งเห็นประโยชน์แก่สังคมอย่างชัดเจน

ที่ว่าล้ำหน้าคือ เป็นการป้อนความบันเทิงด้วยสาระแก่สาธารณชน
ในขณะที่ นักวิเคราะห์ทั้งหลาย ยังยึดติดว่าสุนทรภู่หาเงินจากวรรณกรรม
ด้วยการแต่งถวายเจ้านายทีละเล่ม เป็นศิลปะใต้ระบบอุปถัมภ์อันคับแคบ

พอเปลี่ยนเจตนารมณ์เป็นทำงานสนองคนหมู่มาก
อิสระภาพในทางสร้างสรรค์ก็เกิดตามมา

จุดเปลี่ยนนี้สำคัญมาก เสียดายที่รัชกาลที่สี่ สวรรคตเร็ว
การผลักดันต่อเนื่องจึงขาดตอนไป
วิวัฒนาการของวรรณกรรมแต่งใหม่นี้ จึงแท้งอย่างน่าเสียดาย
สุดท้าย ไปยกเครดิตให้คนที่ตามหลัง ว่าเป็นคนแรก

ถ้าครูสมิทไม่เขียนไว้ ก็ไม่มีใครรู้
แม้แต่เขียนไว้แล้ว ใครๆ ก็ไม่รู้


เฮ้อ....
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 10 August 2020, 10:28:07 AM
กำเนิดพระอภัยมณี

เมื่อเราเข้าใจที่มา บทบาท และหน้าที่ของพระอภัยมณีว่า มาจากเจตจำนงที่มุ่งหวังผลต่อชาวสยามโดยจำเพาะ
การเดาต่อไปนี้ ก็คงมีส่วนผิดพลาดน้อยลง

เพื่อที่จะสร้างนิทานไทยอย่างใหม่ขึ้นมา
บุคคลสำคัญอย่างน้อย 2 ท่าน จะต้องวางแผนงานที่ครอบคลุมขึ้นมา เพื่อสร้างความนิยมในหมู่ชนขึ้นมาให้ได้
จากความนิยมนี้ นิทานไทยที่เป็นเอกเทศจากประวัติศาสตร์ดั้งเดิมจึงจะเกิดขึ้นได้
นี่เป็นแนวคิดที่ล้ำหน้าปัญญาของประเทศไปหลายชั่วคนทีเดียว

ล้ำหน้ากว่าที่มีการแปลเรื่องความพยาบาทมาเป็นพากษ์ไทย
แล้วครูเหลี่ยมแต่งความไม่พยาบาทออกมาล้อ เมื่อ 2458
และอวดอย่างเข้าใจผิดว่า ตนเป็นผู้สร้าง เรื่องไทย ของไทย ไทยเขียน ไทยแต่ง ไทยคิด เป็นครั้งแรก
"เรื่องนี้เปนเรื่องสมมุติแต่งขึ้นโดยคนไทย เปนเนื้อเรื่องไทยแท้ ไม่ตัดตอน, ไม่แปล, ไม่แปลงออกจากอื่น. เปนเรื่องต้นที่หนึ่งของหนังสือ "ประโลมโลกยความเรียง" คือโนเวิ่ลไทยจริง ๆ
อนึ่งมันเปนพิเศษนะ—เรื่องความไม่พยาบาทนี้—เพราะเปนเรื่องแต่งมาโดยแท้จริง เปนเรื่องไทยแลของไทยแลไทยเขียนไทยแต่งไทยคิด—ของผู้แต่งเอง ไม่ใช่ว่า​ไปแปลหรือไปจำความฝรั่งมา จนแม้สักส่วนนิดเดียวเท่าปลายก้อย."
https://vajirayana.org/ความไม่พยาบาท/หมายเหตุ-การแต่งเรื่องนี้

(https://scontent.fbkk22-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/s960x960/46473895_2092673817647968_538419853300596736_o.jpg?_nc_cat=101&_nc_sid=8024bb&_nc_eui2=AeEoABMbCl2WqeUGa9Or37tCdvfStV0qkLB299K1XSqQsHD-5szhf0iXr4S33SyYhrj1RRQn1ixfNoZABLQcKBDa&_nc_ohc=iQ2V4LkhrZsAX-aNBJ8&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.fna&_nc_tp=7&oh=cba35e03647ba1127b70070def8ea353&oe=5F55D63E)

เป็นความเข้าใจผิดข้ามมา 2 รัชกาล และถ้ารวมปัจจุบันด้วย ก็ร้อยปีเศษทีเดียว

ในรัชกาลที่สี่และย้อนกลับขึ้นไปนั้น ความนิยมในนิทานหรือเรื่องราว จะต้องเสพย์ผ่านการแสดง
เช่นละคอนในของราชสำนัก หรือละคอนนอกของสามัญชน เนื้อหาจึงจะฝังลงสู่การรับรู้ของผู้คน

ละคอนนอกนั้น แพร่ไปได้กว้างขวางกว่า นอกจากเล่นให้ชาวบ้านดูแล้ว เรื่องราวก็หลากหลายกว่า
ตัวอย่างเช่น เรื่องสุวรรณหงส์ ที่ กรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ฤทธิ์ทรงแต่งให้สมบูรณ์ จากเรื่องเก่าสมัยอยุธยา
นิยมนำไปเล่น เช่นคณะนายบุญยังรับจ้างเล่นแก้บน ดังกล่าวถึงในนิราศพระบาท
แม้แต่ระเด่นลันไดแขกขอทาน ยังเอาไปร้องว่า
“สุวรรณหงส์ถูกหอกอย่าบอกใคร บอกใครก็บอกใคร”

เรื่องนี้ฉายให้เห็นความจริงว่า ประชาชนในยุคนั้น เข้าถึงความบันเทิงกันทั่วถึงทุกระดับ
เพียงแต่ยังไม่เคยมีการแต่งใหม่ นำเอาความเป็นจริงของยุคสมัยมาผูกเรื่อง
และยังไม่เคยมีการตีพิมพ์เพื่อไว้อ่านอย่างเอกเทศ

โดยพระราชประสงค์ของรัชกาลที่สี่ สุนทรภู่จึงได้เริ่มต้นทำ "หนังสืออย่างไท" ขึ้น

นี่คือการกำเนิดของนิยายไทยเรื่องแรก และเป็นการเกิดของพระอภัยมณีด้วย
เพื่อยกระดับการอ่านให้แพร่ไปในหมู่มหาชน เป็นอุบายอันแยบคาย
จากนั้น วัฒนธรรมการอ่าน ก็สถาปนาขึ้นเป็นผลสำเร็จในสยาม

นับว่าทั้งสองท่าน เล็งเห็นล่วงหน้าอย่างแม่นยำ

น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 10 August 2020, 02:42:12 PM
สอง ไม่มีผู้แต่ง

ถ้าจะเปรียบให้ชัด ก็ต้องยกเชอร์ล็อค โฮล์ม มาเทียบครับ
ชัดเจนมากครับ ขอบคุณที่ชี้แจงอย่างละเอียด กระดึบขึ้นมาอีกนิด555
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 05 September 2020, 02:13:17 AM
พระอภัยมณี : การกำหนดอายุจากหลักฐานภายใน

เชื่อกันว่า สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีในรัชกาลที่สอง
จริงหรือ

ที่จริง แต่งเมื่อปลายรัชกาลที่สี่ หลังพ.ศ. 2409 ลงมาสักหน่อย
จริงแท้แน่นอน

อีกระจงนางวิเสทเมืองรมจักร
ทำให้รู้ความจริงข้อนี้
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 05 September 2020, 08:30:15 AM
อีกระจงนางวิเสทเมืองรมจักร

ขอสารภาพว่าเคยอ่าน พระอภัยมณี แบบเป้นตอนๆไม่เคยอ่านแบบต่อเนื่อง แต่ต้นจนจบ
สำหรับนางวิเสทเมืองรมจักรนี้ คลับคล้ายคลับคลาอยู่
คงต้องรอเฉลยว่า นางทำอะไรให้เข้าใจว่าสุนทรภู่แต่งเรื่องนี้สมัยร4.

สำหรับผม ผมเชื่อแต่แรกว่าเรื่องนี้แต่งยุค ร.4
ด้วยเหตุผลทาง "การค้าสำเภาล้วนๆ" เพราะ การค้าสมัยร.1-ร.3 ไทยเน้นค้าทางอ่าวไทยไปฝั่งตะวันออก
การค้าฝั่งอันดามันทะเลตะวันตก ซึ่งเป็นเค้าเรื่องพระอภัยมณี (ไม่ใช่แค่เกาะแกว้พิศดารแถบระยอง) มาคึกคักขึ้นจากการขยายเขตการค้าของอังกฤษ จากอินเดีย
และของชาวดัชท์ ที่ใ้ชอินโดเป็นฐาน เดินเรือเลียบอ่าวไทยไปทะเลตะวันออก เดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาไปทะเลตะวันตก
ทั้ง 2 ยักษ์นี้เริ่มขยายเขตการค้าเข้าสู่สุวรรณภูมิ ปลาย ร.3 และมั่นคงช่วงร.4
ตำแหน่งอาลักษณ์ จึงมีโอกาส อ่านและจินตนาการภาพ ทะเลฝั่งตะวันตก ในช่วงนี้เอง
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 05 September 2020, 01:04:34 PM
ตั้งแต่เด็กแล้ว
นึกถึงอุศเรน เป็นต้องนึกถึงเครื่องแบบของพระปิ่นเกล้า

(https://www.silpa-mag.com/wp-content/uploads/2020/03/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-4-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2-696x364.jpg)
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 05 September 2020, 06:35:14 PM
ปีแต่งพระอภัยมณีนั้น ต่างคนก็ต่างสันนิษฐานกันไป โดยไม่มีใครมีหลักฐานที่ชี้ชัดเลย แม้แต่คนเดียว
ไม่แม้แต่เจ้าเก่าหลังสุด ท่านสุจิตต์ มันเทษ ที่ลงความเห็นเมื่อไม่นานมานี้ (วันที่ 23 มิถุนายน 2559)
ก็ยังสอบตกศักราชซะงั้น
https://www.matichon.co.th/columnists/news_185495
"นักวรรณคดีรุ่นก่อนๆ เห็นพ้องต้องกันว่า น่าจะเริ่มแต่งตอนเป็นภิกษุจำพรรษาอยู่วัดเทพธิดาราม ราว พ.ศ.2376..."

แค่พื้นฐานการเป็นนักประวัติศาสตร์ คือการนับปี พี่ท่านก็ยังไม่มี
อ้างไปได้งัย วัดเทพธิดารามเริ่มสร้าง 2379 เสร็จเมื่อ 2382

ผมเอง เคยเสนอไว้ในหนังสือสุนทรภู่โดยสุนทรภู่ว่า แต่งเมื่อมีการฝึกทหารอย่างใหม่ในรัชกาลที่สี่
ระบุไว้ในตอน ศรีสุวรรณเข้าเมืองรมจักร ว่า
๏ พราหมณ์หัวเราะรับคำที่ร่ำสั่ง   พลางชมวังนิเวศน์ประเทศสถาน
งามปราสาทผาดเยี่ยมโพยมมาน  ชัชวาลแก้วเก้าวะวาวตา
มีบ้านช่องสองแถวแนวถนน        ทั้งผู้คนคึกคักกันนักหนา
มีโรงรถคชไกรไอยรา               สนามหน้าจักรวรรดิที่หัดพล

สนามหน้าจักรวรรดินั้น ไม่เคยเป็นที่หัดพลมาก่อน
อันที่จริง กองทัพไทย ก็ไม่เคยหัดพลเลยด้วยซ้ำ เพิ่งเริ่มเมื่อจ้างทหารฝรั่งเข้ามาเป็นครูฝึก
"ร้อยเอก อิมเปย์ (Impey) เป็นนายทหารนอกราชการของกองทัพอังกฤษ ประจำอินเดีย เดินทางมาจากเมืองเมาะลำเลิง มาไทยเมื่อปี พ.ศ. 2394 เข้ารับราชการเป็นครูฝึกทหารวังหลวง ฝึกทหารในกรมทหารอาสาลาวและเขมร ที่เข้ามาเป็นทหารเกณฑ์หัดแบบตะวันตกในวังหลวง คนทั่วไปเรียกทหารหน่วยนี้ว่า ทหารอย่างยุโรป หรือ ทหารเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง"
http://www.mettadham.ca/thai%20soldier_7.htm

ทหารชุดนี้ มีปรากฏในหนังสือของเบาริงก์อีกด้วย
(https://img.kaidee.com/prd/20200621/356660179/b/f010be52-7435-4bcf-9993-f87c6b11f4da.jpg)

อย่างไรก็ดี ข้อมูลนี้บอกเราเพียงว่า สุนทรภู่น่าจะแต่งพระอภัยมณีในช่วงที่เบาริงก์เข้ามาและหลังจากนั้น
แปลว่า ที่สมเด็จฯ ดำรง วางปีตายของท่านไว้ที่ 2398 คือก่อนเบาริงก์เข้ามานั้น ผิด

ปีแต่งที่เราเจอล่าสุดนั้น บอกช่วงเวลาที่ชัดเจนในระดับปีพ.ศ. ได้
มาจากความห่ามของนางกระจง
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 05 September 2020, 06:44:35 PM
นางกระจงเป็นวิเสทสาวใช้ในวังของนางเกษราแห่งเมืองรมจักร
วันหนึ่งมาจ่ายตลาด (วิเสทคือคนครัว) ได้เจอสามพราหมณ์กับศรีสุวรรณที่กำลังเดินชมเมือง เกิดหลงไหล
เอาไปอวดว่า (ศรีสุวรรณ)เป็นผัว ได้เสียกันแล้วกำลังจะมาสู่ขอ

๏ นายวิเสทซ้ำด่าอีหน้าด้าน   ยังให้การชมงามเจ้าพราหมณ์ผัว
ทรลักษณ์รักเขาจนเมามัว   จะคิดกลัวเกรงใครก็ไม่มี
กูจะไปแจ้งคดีพระพี่เลี้ยง   ให้ไล่เลียงเฆี่ยนส่งไปโรงสี

คำว่าโรงสีนี่เอง ที่เป็นหมุดบอกเวลา
เพราะคนไทยไม่เคยสีเข้าสะสมไว้ พอมีสัญญาเบาริงก์ ส่งออกได้โดยเสรี ก็มีฝรั่งมาตั้งโรงสี
ข้าวก็หาง่ายขึ้น พระจอมเกล้าทรงมีประกาศเรือง "ตำเข้าสารกรอกหม้อ" ในปี 2407 เล่าว่า
“แต่ก่อนเมื่อมีโรงสีข้าวสารขายยังน้อยอยู่ ตามบ้านเรือนต่างๆ จนในพระบรมมหาราชวังแลพระบวรราชวังก็มีกระเดื่องแลครกตำข้าวแทบ ทุกเหย้าเรือน กลางวันหรือบ่ายแล้วนายก็ใช้ให้บ่าวตำครกละสากบ้าง สองสากบ้างแล้วก็ฝัดเป็นข้าวสารกรอกหม้อทีเดียว”

แสดงว่าโรงสีนั้น เข้ามาก่อนทรงมีประกาศ
โชคดีที่ทรงเล่าไว้ในพระราชสาส์นถึงประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2402 อีกว่า
“มีลูกค้าชาวอเมริกาพวกหนึ่งได้เอาเครื่องจักรสีข้าวมาตั้งทำโรงสีข้าวอยู่ในแขวงกรุงเทพมหานครนี้แห่งหนึ่ง”
โรงสีนี้ตั้งอยู่ปากคลองบางน้ำชน ถนนตก มีมิสเตอร์ เอฟ.เพล็กซ์เป็นผู้จัดการ

แล้วเมื่อไรกัน ที่มีการลงโทษคน ด้วยการเฆี่ยนแล้วส่งไปโรงสี
ตอบว่า ก็เมื่อโรงสีเป็นของคนไทย และเจ้าของมีอำนาจในการลงโทษคนของตน
และจะยิ่งชี้ชัดขึ้นว่า คนที่ถูกลงโทษเป็นคนรับใช้ในวัง เจ้าของก็ต้องมีวัง

คำตอบจึงง่ายดาย เมื่อเราสอบได้ว่า
เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง) ซื้อโรงสีฝรั่งในปี 2409 กลายเป็นโรงสีของคนไทยแห่งแรก
"22 ตุลาคม 2401 โรงสีข้าวแห่งแรกของไทยเปิดทำการ
ต่อมาเมื่อ 10 ธันวาคม 2409 เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง ได้ซื้อโรงสีจากบริษัทสก๊อตแอนด์กำปะนี นับเป็นคนไทยคนแรกที่ตั้งโรงสีไฟในไทย"
https://www.baanjomyut.com/library_4/in_the_past/10.html

ตอบต่อไปได้อีกว่า เจ้าพระยาท่านนี้ เป็นลูกเลี้ยงพระจอมเกล้า จึงอาจบอกได้ว่า กิจการนี้เป็นโรงสีหลวง
การจะเอาสาวใช้วิเสทมาทำงานเพื่อลงโทษ ก้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

เป็นอันปักหมุดเวลาได้ว่า
สุนทรภู่เริ่มแต่งพระอภัยมณี หลังปี 2409 ลงไปไม่นาน
เพราะถึงปี 2411 ครูสมิทก็เริ่มการตีพิมพ์นิทานคำกลอนนี้ เพื่อถวายทรงแจกในงานพระเมรุ 2412

ข้อมูลชัดเจนถึงเพียงนี้
การแก้อายุ และสันนิษฐานปีเกิด-ตาย ของท่านสุนทรภู่
ก็ง่ายขึ้นเป็นกอง
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 06 September 2020, 02:30:31 AM
บาปของความไม่รู้
ถ้าสุนทรภู่ แต่งพระอภัยมณีในรัชกาลที่สอง
เราก็อาจจะยอมรับได้ว่า ท่านสามารถแต่งบทอัศจรรย์ หรือนัยหนึ่ง sex scene ลงไปโดยไม่เปื้อนผ้าเหลือง หรือปาราชิกเสียเอง

แต่พอบอกว่า แต่งตอนบวชอยู่ที่วัดเทพธิดารามในสมัยรัชกาลที่สามแล้วละก้อ
ทุกคนตั้งแต่สมเด็จฯ ดำรงลงมา จนถึงนักวิชาการเมื่อวานซืนทั้งหลาย
ช่างไม่มีสามัญสำนึกในเรื่องอุดมการณ์ทางศีลธรรมเลยเชียวหรือ
ทำไมใจบาปหยาบช้า ยกย่องนักบวชทุศีลว่าเป็นมหากวีได้ ไม่กระดากปาก
สมมติใหม่ว่า ท่านพุทธทาส หรือมหาประยุทธ
แต่งเนื้อหาเหล่านี้ จะรับกันได้ใหม จะยังยกย่องเชิดชูกันอยู่ใหม...

เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด   กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง   ปักเป้าเหวี่ยงยักแผละกระแซะชิด
กุลาโคลงไม่สู้คล่องกะพล่องกะแพล่ง   ปักเป้าแทงตะละทีไม่มีผิด
จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด   ประกบติดตกผางลงกลางดิน
สมพาสยักษ์รักร่วมภิรมย์สม   เหมือนเด็ดดอกหญ้าดมพอได้กลิ่น
เป็นวิสัยในภพธรณินทร์   ไม่สุดสิ้นสิ่งเสน่ห์ประเวณี ฯ
บทสังวาสแรก ในตอนสอง นางผีเสื้อลักพระอภัยมณี

ลำพังข้อเท็จจริงนี้ ก็เพียงพอที่จะตั้งสมมติฐานแล้วว่า
แต่งนอกผ้าเหลือง

แล้วคงไม่ผิด ถ้าจะสันนิษฐานต่อไปว่า
คงไม่ได้แต่งให้พระภิกษุอย่างพระองค์เจ้าลักขณานุคุณอ่านเล่นเป็นแน่
รวมถึง จะกล้าแต่งถวายเจ้านายสตรีระดับกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระองค์เจ้าหญิงวิลาส
ผู้ทรงเป็นพระเชษฐภคินีต่อละหรือ

นักวิชาการไทยทั้งหลาย
โง่สุนทรภู่สืบทอดกันมาหรืออย่างไร
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 07 September 2020, 11:41:03 AM
เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด   กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง   ปักเป้าเหวี่ยงยักแผละกระแซะชิด
กุลาโคลงไม่สู้คล่องกะพล่องกะแพล่ง   ปักเป้าแทงตะละทีไม่มีผิด
จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด   ประกบติดตกผางลงกลางดิน
สมพาสยักษ์รักร่วมภิรมย์สม   เหมือนเด็ดดอกหญ้าดมพอได้กลิ่น
เป็นวิสัยในภพธรณินทร์   ไม่สุดสิ้นสิ่งเสน่ห์ประเวณี ฯ

 
ตอน ป.4 หรือ ป.3 นี่จำได้ว่าท่อนนี้ปรากฏในแบบเรียนวรรณคดี ของเพื่อนที่ใช้หนังสือจากพี่
แต่ตำรารุ่นผมเรียนได้ตัดออกแล้ว จึงมีการยืมอ่านกันเกือบทั้งห้อง เฮฮาตามประสาเด็ก ป.4 อิๆๆๆ
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 07 September 2020, 01:30:32 PM
ผมก็งง
อ่านแบบเรียนของพี่ มีเต็มๆ
มาเล่มของผม หายไปใหนวะ.....

 angry

น้องๆ ม๊อบมุ๊งมิ๊ง อยากเรียนศิลปะการปี้กัน
ก็ไปหาอ่านได้

 rpe
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 08 September 2020, 12:31:29 AM
ปึเกิดและตายของสุนทรภู่
ขอย้อนกลับไปที่คำให้การของพระธรรมถาวร (วัดระฆัง) ความเห็นที่ #2 อีกครั้ง
"ในที่สุดไปซื้อที่สวนหรือที่บ้าน (ของนายจุ้ย ปู่ของนายกลั่น) อยู่ที่ตำบลบางระมาด  ริมวัดเรไร ใกล้เคียงกับโยมของพระธรรมถาวร (วัดระฆัง) เยื้องกันกับวัดเชิงเลน แล้วก็อยู่ในที่นั้นจนตลอดชีวิต  เมื่อถึงแก่กรรมอายุได้ ๘๐ ปีเศษ"

ท่านไม่ได้บอกปีตายเอาไว้ บอกเพียงว่าอายุ 80 เศษ
ถ้าเอาปีเกิดตามสันนิษฐานของสมเด็จฯ ตั้ง คือ 2329 ท่านก็ตาย (2329+80) ราว 2409
ทันแต่งให้อีกระจงโดนโบยส่งโรงสีได้ เพียงแต่เฉียดฉิวเกินไป
เพราะเจ้าพระยามหินทร์ฯ ซื้อโรงสีในเดือนธันวาคม ปีนั้นพอดี
แล้วคนวัย 80 เศษ จะมีเรี่ยวแรงแต่งพระอภัยมณีตั้ง 94 เล่มไหวหรือ ออกจะเหลือเชื่อเกินไป
โชคดีที่ท่านบอกใบ้ไว้ใน นิราศภูเขาทอง ซึ่งผมเคยวิเคราะห์ไว้ว่า แต่งเมื่อในรัชกาลที่ห้า
ก็ขอนำความเห็นเก่ามาเล่าใหม่อีกครั้ง

ข้อความในนิราศภูเขาทองมีว่า
ถึงเขมาอารามอร่ามทอง   พึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืน
โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จพระบรมโกษฐ์   มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน   ทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา
ข้อความนี้ชัดเจนว่า สุนทรภู่ได้ตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว มาในพิธีผูกโบสถ์
พระเจ้าแผ่นดินนั้นคือพระองค์ใด คำตอบก็ง่ายมาก มีพระองค์เดียวที่เสด็จมาในพิธีผูกโบสถ์
คือพระจอมเกล้าฯ

วันที่แต่งนิราศ ทรงกลายเป็นสมเด็จพระบรมโกษฐ์ คือสวรรคตไปแล้ว
ดังนั้นนิราศภูเขาทองจึงแต่งในรัชกาลที่ห้า ตอนนั้นได้บวชถวายเป็นพระราชกุศลอยู่
จะสร้างพรตอดส่าห์ส่งบุญถวาย   ประพฤฒิฝ่ายสมถะทั้งวสา
เปนสิ่งของฉลองคุณมุลิกา   ขอเปนข้าเคียงพระบาททุกชาติไป
การบวชครั้งนี้ ยังถวายพระจุลจอมเกล้า (ออกพระนามว่าปิ่นเกล้า) อีกด้วย
ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ   ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล
ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล   ให้ผ่องพ้นไภยสำราญผ่านบุริน

สำหรับปีแต่งนิราศ คำว่า "หอพระอัฐิ" ทำให้มั่นใจได้ว่า
เป็นเวลาหลังพระราชพิธีพระบรมศพ พ.ศ. 2412 ไปแล้วนานพอดู
วันนั้น ท่านสุนทรภู่ยังอยู่ดี ยังท่องเที่ยวได้ไม่แก่เฒ่า

หากจะให้ประมาณปีเสียชีวิต ก็คงช่วงที่ครูสมิทพิมพ์พระอภัยมณีจบ ได้เงินมากมายพอสร้างตึก
จึงหาตัวทายาทของท่านมารับส่วนแบ่ง

น่าจะราวๆ 2414-2415 เป็นอย่างช้า
อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเซอร์จอห์น เบาว์ริง (2335-2415)




จบบริบูรณ์
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: trens 09 September 2020, 01:30:50 PM
ขอบคุณมากครับพี่  krb krb krb

นับเป็นบทความที่ประเทืองปัญญา และทำใ้หต้องคิดตามหลายๆรอบ
ปีเกิดและปีตายของสุนทรภู่ ยังต้องติดตามหาหลักฐานกันต่อไป
หลักฐานใหม่ๆ ย่อมเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ข้อสันนิษฐานทางประวัติได้เสมอ
: Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
: pee 06 January 2023, 11:41:38 AM
การบวชครั้งนี้ ยังถวายพระจุลจอมเกล้า (ออกพระนามว่าปิ่นเกล้า) อีกด้วย
ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ   ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล
ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล   ให้ผ่องพ้นไภยสำราญผ่านบุริน


จบบริบูรณ์

กลับมาพิจารณาใหม่

ที่ระบุพระนาม "ปิ่นเกล้า" ไว้ อาจจะหมายถึงพระปิ่นเกล้าองค์จริงก็เป็นได้
คือบวชครั้งนี้ ถือโอกาส ถวายกุศลแด่พระเจ้าแผ่นดินที่สวรรคตไปแล้ว ทั้งสองพระองค์

ขอเปลี่ยนความเห็นย้อนหลังครับ

 krb