แผนธุรกิจของครูสมิทสมิทคงมีการคาดคะเนและวางแผนทำโรงพิมพ์ไว้ตั้งแต่เริ่ม ทั้งที่เป็นธุรกิจอุดมความเสี่ยง
แม้แต่หมอปรัดเล ที่เป็นผู้บุกเบิกและมีแต้มต่อทั้งทางสังคม ศาสนา เศรษฐกิจ รวมถึงบารมี
ยังต้องปิดหนังสือบางกอกรีคอเดอที่พยายามกลับมาทำใหม่ในปี 2407 ในเวลาเพียง 2 ปี
เพราะตั้งเป้าจะมีสมาชิก 1000 คน สุดท้ายหาได้เพียง 140 รายเท่านั้น
ประจวบกับมาแพ้คดีหมิ่นประมาทที่ลงข่าวกงศุลโอบาเรต์ฝรั่งเศษ
ให้ถอดเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ออกจากตำแหน่ง
https://www.silpa-mag.com/history/article_38875ในฉบับที่ 24 ปีที่ 2 หมอปรัดเล ก็ประกาศเลิกทำบางกอกรีคอเดอปัจจัยกระตุ้นนั้น อาจจะมาจากราคาสิ่งพิมพ์ ซึ่งหากขายได้แม้ไม่ถึงกับถล่มทลาย ก็คุ้มเสี่ยง
ตัวอย่างเช่น หนังสือกฏหมายตราสามดวงของหมอปรัดเล ราคาถึงชุดละ 13 บาท 1 สลึง
พระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์สองเล่ม ชุดละ 10 บาท 2 สลึง
นอกจากนี้ยังมีสมุดเปล่า รับจ้างพิมพ์เอกสาร รับจ้างแปล และงานอื่นๆ เกี่ยวกับการพิมพ์อีกมากมาย
ดังนั้น แม้ไม่มีคริสต์จักรหนุนหลัง สมิทก็กล้าลงทุนทำโรงพิมพ์
วงเงินในการทำโรงพิมพ์นั้น มากน้อยเพียงใด ไม่มีข้อมูลบอกไว้ อันที่จริง จะหาก็พอทำได้
แต่ดูจากวงเงิน 400 บาท หรือ 5 ชั่ง ที่หมอปลัดเลจ่ายให้หม่อมราโชทัย เป็นค่าลิขสิทธิ์นิราศลอนดอน
ปกติแล้วคิดเป็น 10-15% ของมูลค่าการขาย
หมายความว่า นิราศเรื่องนี้ คงจะขายได้ระดับ 300 ถึง 400 ชั่งทีเดียว
ผมเชื่อว่า นี่คือแรงกระตุ้นให้สมิทออกจากคณะโปรแตสแต้นท์ มาทำธุรกิจเต็มตัว
และเน้นการพิมพ์วรรณกรรมไทยเป็นหลักอีกด้วย
ความเข้าใจผิดเรื่องปลัดเลและสมิทแย่งต้นฉบับกันขอแทรกเรื่องน่าสนใจเข้าตรงนี้ เพราะเกี่ยวเนื่องกัน
สมเด็จฯ ดำรง ทรงอธิบายตำนานการพิมพ์หนังสือสามก๊ก ว่า
"โรงพิมพ์หมอบรัดเลกับโรงพิมพ์หมอสมิธ ต่างไปขอต้นฉะบับที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ
ท่านจึงไกล่เกลี่ยให้หมอบรัดเลเอาแต่หนังสือจำพวกความร้อยแก้ว เช่นเรื่องพงศาวดารจีนไปพิมพ์
ส่วนหมอสมิธให้พิมพ์หนังสือจำพวกบทกลอน ต่างคนต่างพิมพ์มาเช่นนั้นหลายปี"คำอธิบายนี้ ฟังแล้วเป็นเรื่องเป็นราวสอดคล้องกัน น่าเชื่อถือ
และก็เชื่อกันมาตั้งแต่นั้น (2470) จนบัดนี้
ทั้งๆ ที่ ไม่มีข้อมูลรองรับเลย เป็นแต่การเดาพุ่งไปตามอัยโนมัติแท้ ๆ
ข้อเท็จจริง คือเมื่อหมอสมิทประสบความสำเร็จ ในปี 2413 ที่พิมพ์พระอภัยมณีนั้น
หมอปลัดเล ไม่ได้พิมพ์วรรณกรรมจีนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
สมเด็จฯ เอง ทรงทำรายชื่อที่หมอปลัดเลพิมพ์เอาไว้ด้วยซ้ำ
แต่ทรงเรียงตามปีที่แปลไทย จึงดูว่ามาก
พอเอามาเรียงตามปีที่พิมพ์ กลับเป็นดังนี้
สามก๊ก พ.ศ. ๒๔๐๘ สมุด ๔ เล่ม
เลียดก๊ก พ.ศ. ๒๔๑๓ สมุด ๕ เล่ม
น่ำซ้อง พ.ศ. ๒๔๑๔ สมุด ๒ เล่ม
ไซ่จิ้น พ.ศ. ๒๔๑๖....
ยังมีรายการต่อลงไปอีกมาก แต่ขอหยุดที่ปี 2416 ก็พอ เพราะว่า
เป็นปีที่หมอปลัดเล เสียชีวิตหมายความว่าก่อนตาย
หมอปลัดเลพิมพ์เรื่องจีนแค่ เลียดก๊ก 2413 น่ำซ้อง 2414 และไซ่จิ้น 2416 รวม 3 เรื่อง
ส่วนครูสมิท น่าจะง่วนอยู่กับการพิมพ์พระอภัยมณี ทีละเล่มสมุด
ระหว่าง 2413-2415 เป็นอย่างน้อย
ไม่มีเหตุให้ต้องแย่งต้นฉบับกันให้เดือดร้อนไปถึงสมเด็จเจ้าพระยาฯ เลย
ที่สำคัญ สมิทเอง ไม่ได้พิมพ์ต้นฉบับของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เสียด้วยซ้ำ
เพราะเป้าหมายคนอ่านแตกต่างกัน
เห็นชัดๆ ก็คือ พระอภัยมณี นิราศยี่สาร และคำให้การขุนหลวงหาวัด
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้สำเร็จราชการ แม้สักตัวอักษร
และขอแถมอีกประเด็นว่า หมอปลัดเลนั้น ตายเมื่ออายุ 69
ปี 2413 ก็อายุ 66 แล้ว น่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการพิมพ์แล้ว
จะเห็นว่า โรงพิมพ์ของท่าน ยังพิมพ์เรื่องจีนต่อมาอีกเป็น 10 รายการ ตลอดรัชกาลที่ห้า
ยิ่งเฟื่องฟูกว่าสมัยท่านทำการเองเสียอีก
ทฤษฎีแบ่งต้นฉบับกันพิมพ์
ก็คงต้องพับเก็บเขาลิ้นชักเรื่อง "กุ"
ไปอีกหนึ่งคดี