ผู้เขียน หัวข้อ: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย  (อ่าน 14264 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1380
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2020, 08:43:41 AM »
เบื้องหลังสนุก ระทึก ลี้ลับ กว่าพระอภัยมณีอีก
โดยเฉพาะ "คำถามก็คือ สมิทได้ต้นฉบับมาจากใหน....ต่อไปนี้เป็นการเดา" ... ข้าน้อยคอยติดตามเจ้า

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2020, 04:41:22 PM »
นายกุหลาบ นายสมิท และสุนทรภู่

ทั้งนายกุหลาบและสุนทรภู่ ต่างก็เป็นศิษย์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโรรส เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน
น่าแปลกที่ข้อนี้ นายกุหลาบไม่เคยอ้างถึงเลย ดูเหมือนท่านจะมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรภู่อย่างลางเลือน
ทั้งๆ ที่ควรจะรู้จักดียิ่งกว่าพวกขุนนางที่เคยแสดงประวัติลงในสยามประเภท



ขออภัย ลืมขยายความตรงนี้ครับ
มีรายงานการสอบสวน ระบุว่า
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=2501.0
คณะกรรมการได้ไต่สวนพระอัพภันตริกามาตย์ 
ผู้เคยเป็นจางวางของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แลอยู่ใกล้ท่านมาตลอดพระชนม์ชีพ
ไม่ได้ความจริงว่านายกุหลาบได้อยู่ในสำนักของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสมา

ไม่ต้องกล่าวถึงว่าไดีรับบรรพชาจากท่าน



นายกุหลายเองก็กล่าวว่าไม่รู้จักพระอัพภันตริกามาตย์


เป็นอันไม่ต้องแปลกใจ
เพราะท่านโกหกแม่งโม๊ดดด....

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2020, 10:12:59 PM »
ผมไม่มีต้นฉบับสิ่งพิมพ์ของสมิทอยู่ในมือ (น้อยคนที่จะมี)
จึงไม่ทราบว่า เขาพิมพ์เนื้อเรื่องถึงใหน
ได้แต่ใช้คำนำ ซึ่งออกจะสำคัญอยู่ ขอคัดมาลงไว้ก่อน

แจ้งความให้รู้ทั่วกัน

ข้าพเจ้าครูสมิท ขอแจ้งความมายังท่านให้ได้ทราบว่า หนังสือ
พระอะไภยมะณี ที่พิมพ์ขึ้นในครั้งนี้ พิมพ์ตามความปราถนาของสมเด็จ
พระพุทธิเจ้าหลวงอยู่หัวที่สี่ ซึ่งพระองค์ทรงต้องการเห็นหนังสือ
ได้ถูกพิมพ์ขึ้นทั่วไปสำหรับคนไทในสยามจะได้มีหนังสืออย่างไทไว้
อ่านเล่น ซึ่งก็จะเปนหนังสืออย่างไทครั้งแรกที่ได้จัดพิมพ์ขึ้น แลใน
การพิมพ์ขึ้นนั้น ได้พิมพ์ขึ้นในครั้งเดียวไปจนจบเล่มที่แปดสิบสมุด
ไท ได้พิมพ์ขึ้นหนึ่งร้อยยี่สิบจบ แลให้บริบูรณ์สำเร็จลงกัน เป็นหนัง
สือแจกในงานพระเมรุสมเด็จพระพุททธิเจ้าหลวงอยู่หัวที่สี่ แห่งกรุง
สยาม แลจึ่งหวังว่าในเบื้องน่า จะได้หาโอกาสพิมพ์จำหน่ายทั่วไป
ที่โรงพิมพ์บางคอแหลม จุลศักราช ๑๒๓๐


ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ พิมพ์ถึงเล่ม 80 สมุดไท
ในขณะที่หอพระสมุดระบุว่าต้นฉบับมีถึง 94 หรือบางทีถึง 100 กว่า
แปลว่า ครูสมิทของเรา พิมพ์ครั้งนี้เพียงแปดส่วนหรือ
แต่นักสะสมท่านหนึ่ง แสดงปกเล่มจบว่าเล่ม 69 จากสมุดไทที่ 72



มีคำอธิบายว่า ร.ศ.124 คือพ.ศ. 2449 นั้น เป็นปีที่ให้ทำปก

นี่แปลว่า แม้แต่ตัวผู้จัดพิมพ์เอง ยังขัดแย้งตัวเองอย่างนั้นหรือ
ตกลงพระอภัยมณีจากโรงพิมพ์บางคอแหลม แท้จริงมีกี่ตอนกันแน่
นี่อาจจะทำให้การเดาของเรา แท้งตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มการเดาเลย
ดังนั้น ถ้าจะเดาต่อ ก็คงต้องไม่อ้างถึงครูสมิท โดยไม่จำเป็น

มาถึงคำถามที่บังคับให้ต้องตอบก่อน

สุนทรภู่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เมื่อพิมพ์พระอภัยมณี

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2020, 10:47:34 PM »
คำตอบค่อนข้างง่าย มีเพียง 2 คือ
ตายไปแล้ว หรือ ยังไม่ตาย

ฝ่ายที่เชื่อว่าตายไปแล้ว สามารถยกข้ออ้างที่ชัดเจนมาสำแดงว่า
ก็เพราะมีการตามหาทายาทมารับเงินค่าเรื่องงัย
ฝ่ายที่ไม่เชื่อ ก็สามารถใช้เรื่องตามหาทายาทนี้มายืนยันว่า ก็เพิ่งตายแหละ
ครูสมิทไม่อยากมีปัญหา ก็เลยหาทายาทมารับผลประโยชน์ให้ครบถ้วนกระบวรความ

ผมอยากจะเสริมประเด็นนี้ โดยใช้หลักความน่าจะเป็น เดาต่อไปว่า
ต้นฉบับที่มากมายมโหฬารขนาดนี้ ครูสมิทไม่สามารถไปหาเอาจากคนอื่นได้
ต้องมาจากสุนทรภู่เท่านั้น

ขอให้ดูตัวอย่าง สมุดไทยเรื่องลักษณ์วงษ์ของสุนทรภู่ ที่มีผู้เผยแพร่ไว้เสียก่อน




http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=422978

ลักษณ์วงษ์ฉบับสมบูรณ์ในหอพระสมุด เป็นสมุดไทย 39 เล่ม ส่วนพระอภัยมณีนั้น หอพระสมุดว่า
"ตามฉบับที่ได้พิมพ์มาแต่ก่อน เป็นหนังสือ ๑๐๔ เล่มสมุดไทย (บางชุดมี ๙๙ เล่มสมุดไทย)" มากกว่ากันถึง 50-60 เล่ม
https://vajirayana.org/พระอภัยมณี/คำนำเมื่อพิมพ์ครั้งแรก
ใครจะเอาต้นฉบับมากมายขนาดนี้มาให้โรงพิมพ์ล่ะ

มาที่การเดา
ที่เล่ากันมาและเชื่อกันมา คือ สุนทรภู่แต่งเรื่องนี้ถวายพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ (2355-2378)
ครั้นพระองค์เจ้าสิ้น พระน้องนางคือพระองค์เจ้าหญิงวิลาส กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ (2354-2388)
รับมรดกต่อมา ทรงโปรดให้แต่งต่อ
ดังนั้น นอกจากสุนทรภู่แล้ว ก็คงมีแต่กรมหมื่นฯ พระองค์นั้น ที่มีต้นฉบับครบสมบูรณ์
คนอื่นๆ หากจะมีในครอบครอง ก็คงเป็นชิ้นส่วนขาดวิ่น
เพราะไปขอคัดบางตอนมา โดยยอมจ่ายค่าธรรมเนียม อย่างที่เชื่อๆ กันมา
อีกทั้ง กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ คงจะกริ้ว ถ้าสุนทรภู่จะขายต้นฉบับที่พระองค์และพระเชษฐา
อุตส่าห์ส่งเสริมกวีตกยาก ให้เลี้ยงตัวมาได้จากงานนิพนธ์ที่ทูนเกล้าถวาย

ยังมีข้อเท็จจริงที่มิอาจละเลย ซึ่งทำให้ตัดทางที่ครูสมิทจะได้ต้นฉบับจากพระองค์หญิงในทันที
เพราะทรงสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ครูสมิท ยังไม่คิดจะตั้งโรงพิมพ์
ปีที่สิ้นพระชนม์ Samuel J. Smith (1820-1909) อายุ 25 ยังเรียนหนังสืออยู่ที่สหรัฐอเมริกา
กว่าจะกลับมาสยาม ก็ พ.ศ. 2392 เวลานั้นพระองค์หญิงสิ้นพระชนม์ไปแล้วถึง 4 ปี
พระมรดกคงกระจัดกระจาย หรือถ้าเป็นไปตามประเพณี ก็ถูกส่งเข้าวังหลวงไปหมด

มีตัวอย่างว่า คราวกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ สิ้นพระชนม์
วังหลวงส่งช้างมาหลายเชือก ขนสมบัติของพระองค์จากตำหนัก เข้าวังไปทั้งหมด

ดังนั้น จึงเหลือเพียงสุนทรภู่คนเดียว ที่มีต้นฉบับอยู่นอกวังหลวง

เดาต่อว่า ครูสมิท "ต้อง" ได้ต้นฉบับจากมือสุนทรภู่ตัวเป็นๆ
ที่กล้าเดาอย่างนั้น ก็ต้องอ้างเรื่องเล่าที่ว่าตามหาทายาทนั่นเอง
ถ้าทายาทเป็นคนเอามาให้ จะตามหาไปทำไม
นี่เพราะสุนทรภู่ตายไปแล้ว และคงเพิ่งตายด้วย ถ้าตายไปนาน จะตามหาทำไม

แสดงว่า ทั้งคู่ทำการค้ากันโดยตรง เมื่อสิ้นฝ่ายตรงข้าม ค่าต้นฉบับก็ต้องหาคนมารับ
เป็นไปตามกระบวนการค้าขาย และคงมีคนในวงการรับรู้อยู่ มิเช่นนั้นจะตามหาทำไม
ที่ทายาทไม่รู้เรื่อง ก็เพราะสุนทรภู่ติดต่อโรงพิมพ์โดยลำพัง ไม่ได้บอกให้รู้

ทีนี้มาถึงการเดาอย่างสำคัญ
สุนทรภู่ตายเมื่อไร

ตอบว่า
ตายเมื่อครูสมิทรวยแล้ว

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2020, 04:23:30 PM »
การรวยนี้เป็นกระบวนการที่กินเวลา

ในปี 2413 ที่ทำหนังสือแจกงานพระเมรุ ตอนนั้นยังไม่รวย เพราะแจกฟรี
จะรวยจนสร้างตึกได้ ก็ต้องพิมพ์ขาย ซึ่งอย่างน้อย ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ เพราะ
"พิมพ์ขายคราวละเล่มสมุดไทย เรียกราคาเล่มละสลึง (๒๕ สตางค์) คนตื่นซื้อ หมอสมิทได้กำไรมากนัยว่าสร้างตึกได้หลังหนึ่ง"
แต่หน้าปกดำทองข้างบน ระบุว่าเล่ม 69 เป็นเล่มจบ จากสมุดไทเล่ม 72

อันนี้ต้องหยุดงงพักหนึ่ง
ครูสมิท คนพิมพ์บอกว่า 80 เล่มสมุดไท
หอพระสมุดบอกว่า 104 หรือ 99 เล่มสมุดไท
สมุดปกดำทองว่า 72 เล่มสมุดไท
จะเชื่อใครก็แล้วแต่เวรกรรมแต่ละคนละกัน

ที่จริงเนื้อหาในแต่ละเล่มสมุดไท สั้นยาวต่างกัน
ตั้งแต่ 400 กว่าคำกลอนไปถึงมากสุด 600 กว่าคำกลอน
ด้วยความยาวมากกว่า 40,000 คำกลอนของพระอภัยมณี พิมพ์เฉลี่ยที่เล่มละ 500 คำกลอน
ก็จะเป็นสมุดเล่มละสลึง ถึง 70 ตอน

ในสมัยนั้น การพิมพ์ครั้งละ 1,000 เล่มต่อปกถือว่ามากโขอยู่
ถ้าใช้ตัวเลขนี้ เมื่อพิมพ์ครบบริบูรณ์ ครูสมิท คงจะทำเงินได้ราว 70,000 สลึง
เป็นเงิน 17,500 บาท หรือ เกือบ 220 ชั่ง
ถ้าขายดีจนพิมพ์ถึง 2,000 เล่มต่อตอน ก็จะมีรายรับรวมมากถึง 440 ชั่ง

แม้ว่ารายรับจริงคงน้อยกว่านั้น ก็ยังถือว่ามากอย่างยิ่ง
งบประมาณแผ่นดิน เมื่อสยามขอกู้เงินมาทำทางรถไฟครั้งรัชกาลที่ห้า มีผู้ประเมินว่า 50,000 ชั่ง
หรือคิดแบบติดดิน ค่าจ้างเสมียนชั้นดีอย่างนายกุหลาบ เดือนละ 250 บาท ก็จ้างได้เกือบ 6 ปีทีเดียว
หรือจ้างได้สองคนพร้อมกัน ถ้าขายดีระดับ 2,000 เล่ม

สรุปว่ารวยปลิ้นละกัน
แต่เงินก้อนนี้ ไม่ได้มาในคราวเดียว


กว่าจะพิมพ์ครบ ต้องใช้เวลาเป็นปี
สมมติว่าพิมพ์ขายวีคละตอน ปีหนึ่งคงพิมพ์ขายได้ 48 ตอน หรือน้อยกว่าบ้าง
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเทคนิคการพิมพ์ทำได้แค่นั้น

ประเด็นนี้ขออธิบายยาวสักหน่อย

ในยุคนั้น ใช้ระบบเรียงพิมพ์ ภาษาปากว่า "ฉับแกละ" มีอุปสรรคคือ ตัวเรียง และเวลา
เรื่องเวลา ก็มาจากแท่นพิมพ์ยังใช้แรงคน วันหนึ่งทำงาน 8-10 ชั่วโมง จะพิมพ์ได้กี่แผ่น
ช่างเรียงก็เป็นอีกสาเหตุ นอกจากใช้เวลาในการเรียงตัวตะกั่ว
คนไทยที่อ่านออกเขียนได้ในยุคนั้น ยังมีไม่มาก งานจึงเดินได้ช้า

ส่วนตัวเรียงหรือตัวตะกั่วนั้น เป็นต้นทุนที่สูง โรงพิมพ์ไม่สามารถซื้อไว้มากๆ เพื่อจะเรียงเป็นแม่แบบเก็บไว้
นอกจากตัวตะกั่วไม่พอแล้ว ยังไม่มีที่เก็บกะบะตัวเรียงอีกด้วย


https://pantip.com/topic/32867621


ช่างพิมพ์ราชบุรีหวั่น ไร้ผู้สืบทอดเทคนิคเรียงพิมพ์ตะกั่วโบราณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
https://news.thaipbs.or.th/content/250685

วิธีทำงาน จึงต้องเรียงพอให้พิมพ์ได้จำนวนหนึ่ง แล้วถอดตัวเรียงรอใช้กับหน้าใหม่ต่อไป
เดาว่า โรงพิมพ์บางคอแหลม คงจะมีตัวเรียงมากพอจะพิมพ์หนังสือได้ไม่กี่เล่มต่อเดือน

ทุกโรงพิมพ์ในโลก ล้วนแต่เรียงไป พิมพ์ไป ทั้งนั้น

ดูบรรยากาศโรงพิมพ์ในยุคนั้นประกอบครับ เป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ทีเดียว


http://elationpress.com/resources/the-history-of-letterpress-printing/

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2020, 01:16:22 PM »
แผนธุรกิจของครูสมิท

สมิทคงมีการคาดคะเนและวางแผนทำโรงพิมพ์ไว้ตั้งแต่เริ่ม ทั้งที่เป็นธุรกิจอุดมความเสี่ยง
แม้แต่หมอปรัดเล ที่เป็นผู้บุกเบิกและมีแต้มต่อทั้งทางสังคม ศาสนา เศรษฐกิจ รวมถึงบารมี
ยังต้องปิดหนังสือบางกอกรีคอเดอที่พยายามกลับมาทำใหม่ในปี 2407 ในเวลาเพียง 2 ปี
เพราะตั้งเป้าจะมีสมาชิก 1000 คน สุดท้ายหาได้เพียง 140 รายเท่านั้น
ประจวบกับมาแพ้คดีหมิ่นประมาทที่ลงข่าวกงศุลโอบาเรต์ฝรั่งเศษ
ให้ถอดเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ออกจากตำแหน่ง
https://www.silpa-mag.com/history/article_38875

ในฉบับที่ 24 ปีที่ 2 หมอปรัดเล ก็ประกาศเลิกทำบางกอกรีคอเดอ

ปัจจัยกระตุ้นนั้น อาจจะมาจากราคาสิ่งพิมพ์ ซึ่งหากขายได้แม้ไม่ถึงกับถล่มทลาย ก็คุ้มเสี่ยง
ตัวอย่างเช่น หนังสือกฏหมายตราสามดวงของหมอปรัดเล ราคาถึงชุดละ 13 บาท 1 สลึง
พระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์สองเล่ม ชุดละ 10 บาท 2 สลึง
นอกจากนี้ยังมีสมุดเปล่า รับจ้างพิมพ์เอกสาร รับจ้างแปล และงานอื่นๆ เกี่ยวกับการพิมพ์อีกมากมาย
ดังนั้น แม้ไม่มีคริสต์จักรหนุนหลัง สมิทก็กล้าลงทุนทำโรงพิมพ์

วงเงินในการทำโรงพิมพ์นั้น มากน้อยเพียงใด ไม่มีข้อมูลบอกไว้ อันที่จริง จะหาก็พอทำได้
แต่ดูจากวงเงิน 400 บาท หรือ 5 ชั่ง ที่หมอปลัดเลจ่ายให้หม่อมราโชทัย เป็นค่าลิขสิทธิ์นิราศลอนดอน
ปกติแล้วคิดเป็น 10-15% ของมูลค่าการขาย
หมายความว่า นิราศเรื่องนี้ คงจะขายได้ระดับ 300 ถึง 400 ชั่งทีเดียว

ผมเชื่อว่า นี่คือแรงกระตุ้นให้สมิทออกจากคณะโปรแตสแต้นท์ มาทำธุรกิจเต็มตัว
และเน้นการพิมพ์วรรณกรรมไทยเป็นหลักอีกด้วย

ความเข้าใจผิดเรื่องปลัดเลและสมิทแย่งต้นฉบับกัน
ขอแทรกเรื่องน่าสนใจเข้าตรงนี้ เพราะเกี่ยวเนื่องกัน

สมเด็จฯ ดำรง ทรงอธิบายตำนานการพิมพ์หนังสือสามก๊ก ว่า
"โรงพิมพ์หมอบรัดเลกับโรงพิมพ์หมอสมิธ ต่างไปขอต้นฉะบับที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ
ท่านจึงไกล่เกลี่ยให้หมอบรัดเลเอาแต่หนังสือจำพวกความร้อยแก้ว เช่นเรื่องพงศาวดารจีนไปพิมพ์
ส่วนหมอสมิธให้พิมพ์หนังสือจำพวกบทกลอน ต่างคนต่างพิมพ์มาเช่นนั้นหลายปี"

คำอธิบายนี้ ฟังแล้วเป็นเรื่องเป็นราวสอดคล้องกัน น่าเชื่อถือ
และก็เชื่อกันมาตั้งแต่นั้น (2470) จนบัดนี้
ทั้งๆ ที่ ไม่มีข้อมูลรองรับเลย เป็นแต่การเดาพุ่งไปตามอัยโนมัติแท้ ๆ

ข้อเท็จจริง คือ
เมื่อหมอสมิทประสบความสำเร็จ ในปี 2413 ที่พิมพ์พระอภัยมณีนั้น
หมอปลัดเล ไม่ได้พิมพ์วรรณกรรมจีนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
สมเด็จฯ เอง ทรงทำรายชื่อที่หมอปลัดเลพิมพ์เอาไว้ด้วยซ้ำ

แต่ทรงเรียงตามปีที่แปลไทย จึงดูว่ามาก
พอเอามาเรียงตามปีที่พิมพ์ กลับเป็นดังนี้
สามก๊ก พ.ศ. ๒๔๐๘ สมุด ๔ เล่ม
เลียดก๊ก พ.ศ. ๒๔๑๓ สมุด ๕ เล่ม
น่ำซ้อง พ.ศ. ๒๔๑๔ สมุด ๒ เล่ม
ไซ่จิ้น พ.ศ. ๒๔๑๖
....
ยังมีรายการต่อลงไปอีกมาก แต่ขอหยุดที่ปี 2416 ก็พอ เพราะว่า
เป็นปีที่หมอปลัดเล เสียชีวิต

หมายความว่าก่อนตาย
หมอปลัดเลพิมพ์เรื่องจีนแค่ เลียดก๊ก 2413 น่ำซ้อง 2414 และไซ่จิ้น 2416 รวม 3 เรื่อง
ส่วนครูสมิท น่าจะง่วนอยู่กับการพิมพ์พระอภัยมณี ทีละเล่มสมุด
ระหว่าง 2413-2415 เป็นอย่างน้อย

ไม่มีเหตุให้ต้องแย่งต้นฉบับกันให้เดือดร้อนไปถึงสมเด็จเจ้าพระยาฯ เลย
ที่สำคัญ สมิทเอง ไม่ได้พิมพ์ต้นฉบับของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เสียด้วยซ้ำ
เพราะเป้าหมายคนอ่านแตกต่างกัน

เห็นชัดๆ ก็คือ พระอภัยมณี นิราศยี่สาร และคำให้การขุนหลวงหาวัด
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้สำเร็จราชการ แม้สักตัวอักษร

และขอแถมอีกประเด็นว่า หมอปลัดเลนั้น ตายเมื่ออายุ 69
ปี 2413 ก็อายุ 66 แล้ว น่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการพิมพ์แล้ว
จะเห็นว่า โรงพิมพ์ของท่าน ยังพิมพ์เรื่องจีนต่อมาอีกเป็น 10 รายการ ตลอดรัชกาลที่ห้า
ยิ่งเฟื่องฟูกว่าสมัยท่านทำการเองเสียอีก

ทฤษฎีแบ่งต้นฉบับกันพิมพ์
ก็คงต้องพับเก็บเขาลิ้นชักเรื่อง "กุ"
ไปอีกหนึ่งคดี

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2020, 07:17:32 PM »

Samuel Jones Smith 1820-1909 (2363-2542)
เกิดที่ Cannanore (Kannur) Hindustan

ครูสมิทแห่งบางคอแหลม โรงพิมพ์ที่แตกต่าง

เราสามารถเดาต่อไปได้ว่า
ด้วยภูมิหลังการศึกษาจากสหรัฐ และยังเรียนมาในทางการพิมพ์
เมื่อเริ่มตั้งโรงพิมพ์นั้น ครูสมิทคงเก็บบทเรียนจากรุ่นพี่ (อายุห่างกัน 15 ปี) จนปรุโปร่ง
การเลือกพระอภัยมณีมาเป็นเรื่องเปิดตัวนั้น ก็น่าจะมาจากการคิดคำนวณที่รอบคอบ
เดาจากการที่โรงพิมพ์ของเขา เดินหน้าพิมพ์เรื่องประโลมโลก เป็นคนละทางจากแนววิชาการของหมอปลัดเล
น่าจะมาจากการเข้าถึงต้นฉบับที่แตกต่างกัน และมาจากกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันอีกด้วย

ขอพูดถึงผลิตภัณ์ก่อน
หมอปลัดเลวางตำแหน่งหนังสือของตนไว้ในระดับสูง
กฏหมายตราสามดวงที่ท่านพิมพ์ เล่มเดียวจบ  เป็นสมุดปกแข็งพิมพ์อย่างประณีต
แม้แต่สามก๊ก ก็เป็นปกแข็งทั้ง 4 เล่ม พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอุดหนุนโดยซื้อพระราชทานพระเจ้าลูกเธอเป็นจำนวนมาก
แสดงว่า เป้าหมายคือคนชั้นสูงในแวดวงราชการหรือราชสำนัก มีกำลังซื้อแทบจะไม่จำกัด
ยิ่งมาคำนึงว่า ท่านถึงกับลงทุนทำหนังสือระดับยอดสุดของวงวิชาการ คือพจนานุกรมไทยเป็นไทย
หมอบลัดเล จึงวางเป้าหมายสิ่งพิมพ์ของท่านไว้ สูงกว่าการทำกำไรอย่างแน่นอน


อักขราภิธานศรับท์ ฉบับพิมพ์ถ่ายแบบ องค์การค้าของคุรุสภา 2514 828 หน้า

ครูสมิท มาในแนวทางตรงกันข้าม เน้นราคาถูก ผลิตด้วยต้นทุนต่ำ และกระจายการซื้อเป็นหน่วยย่อยๆ
แทนที่จะพิมพ์พระอภัยมณีจบเดียว เป็นหน้ากระดาษพันกว่า
ท่านก็แยกเป็นพิมพ์ทีละเล่มสมุดไท ความหนา 30-40 หน้า
ราคาขายเพียงสลึงเดียว โดยวางเดิมพันว่า ใครได้อ่าน ก็ต้องอยากซื้ออ่านต่อๆ ไป


ตรานูนรูปไข่ประจำตัว ซามูเอล เจ. สมิท เริ่มนำมาใช้ พ.ศ. ๒๔๑๓ ด้านบนคือ S.J.Smith   ด้านล่างคือ Publisher

ท่านคงได้แนวคิดนี้จากต่างประเทศ ที่มีการลงนิยายเป็นตอนสั้นๆ ในหนังสือพิมพ์ต่อเนื่องไปทีละฉบับ
เริ่มต้นในพ.ศ. 2379 เมื่อ Charles Dickens แต่ง The Pickwick Papers
ลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ เกิดแพร่หลายเป็นปรากฏการณ์แห่งโลกวรรณกรรม ดำเนินสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

วิธีการเช่นนี้ ช่วยชดเชยสถานะทางสังคมที่เสียเปรียบของสมิท
ถ้าคิดจะทำกิจการแข่งกับหมอปลัดเลและโรงพิมพ์หลวง


pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 03 สิงหาคม 2020, 11:04:22 AM »
สถานะทางสังคมของปลัดเลและสมิท

หมอปลัดเลเป็นที่ยอมรับนับถือเพราะสร้างสัมพันธ์กับราชสำนัก เช่นการพิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่นให้รัชกาลที่สาม
ผ่าตัดคนไข้พะเนียงไฟแตกที่วัดประยุรวงศ์ฯ รวมถึงโต้ตอบผ่านหน้าหนังสือพิมพ์กับรัชกาลที่สี่
เมื่อคิดจะพิมพ์หนังสือขาย ย่อมมีช่องทางที่จะเข้าถึงเอกสารระดับสูง เช่นกฏหมายและพงศาวดาร
และเนื่องจากการสมาคมกับชนชั้นปกครอง สิ่งพิมพ์ของท่านจึงวางเป้าไปที่ลูกค้าในระดับนั้น

สมิท ไม่มีภูมิหลังยอดเยี่ยมอย่างนั้น ที่จริงเป็นพลเมืองอังกฤษระดับสองเสียด้วยซ้ำ เพราะแม่เป็นโปรตุเกส
ท่านเล่าประวัติตัวเองว่า (ปรับวรรคตอนให้อ่านสะดวกขึ้นจากการปรวรรตของคุณ เจริญ ตันมหาพราน)
https://web.facebook.com/Charoen1948/posts/d41d8cd9/2628518803864713/?_rdc=1&_rdr

“ข้าพเจ้า แสมูเอ็ล เจ. สมิทเปนบุตรหัวปีของมิสเตอร แสมูเอ็ล สมิท ผู้เป็นชาติแลเป็นทหารอิงคลิซ มารดาข้าพเจ้าชื่อมิสเตร็ส แมรี สมิท เป็นชาติโปรตูคีส ข้าพเจ้าได้เกิดในเมืองแกนะโนริ ริมชายทะเลฝั่งตะวันตก ในประเทศฮินดูสฐาน ณ วันที่ ๖ เดือน กรกฎาคม รัตนโกสินทร์ศก ๓๙ ตรงกับ คริสต ศักราช ๑๘๒๐

ในคริสตศักราช ๑๘๓๒ คราวบิดามารดาข้าพเจ้าอยู่ในเมืองมอลเมน ได้รู้จักกันกับครูจอน เตลอร โจนิ์สแลภรรยาของท่านครูนั้นด้วย ท่านทั้งสองนี้ได้ขอบิดามารดายกตัวข้าพเจ้าให้เป็นบุตรเลี้ยงของท่าน ในปีนั้นพวกครูอเมริกันในเมืองนั้น จัดเลือกครูโจนิ์สไว้ให้มาประจำอยู่เป็นครูสอนพระเยซูศาสนา ในกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าบุตรเลี้ยงจึงติดตามบิดามารดาเลี้ยงมาด้วย เมื่อพวกข้าพเจ้ามาทางทะเลคราวนั้น ได้แวะที่เกาะหมาก, คือปูโล ปีนัง, เมืองมะแลกกะ, เมืองสิงคโปร์, เมืองตรังคานู, เมืองสังขลา, เมืองปะตานี, แล้วมาถึงอ่าวทะเลสยาม ณ วันที่ ๒๕ เดือน เมษายน คริสต ศักราช ๑๘๓๓

ข้าพเจ้าได้พักอยู่กับบิดามารดาเลี้ยงในกรุงเทพฯ สองปี ได้อุษ่าหัดพูด หัดเขียนภาษาสยาม. ถึงเป็นเด็กได้รู้จักคุ้นเคยกันกับสมเด็จเจ้าฟ้าทูลกระหม่อมองค์ใหญ่ คราวเสด็จยังทรงผนวชอยู่, กับสมเด็จกรมขุนอิศเรศ ทูลกระหม่อมองค์น้อย, กับหม่อมเจ้าราโชไท แลกับขุนสิท บุตรหัวปีของเจ้าคุณพระยาพระคลัง

คราวนั้น มารดาเลี้ยงมีความวิตกว่า ถ้าจะให้บุตรลี้ยงอยู่ในกรุงเทพฯ ต่อไป บุตรเลี้ยงนั้นจะขาดวิชาความรู้อันควรเป็นหลักฐานแก่บุตรข้างหน้าไป จึ่งคิดอ่านส่งบุตรเลี้ยงฝากให้ไปอยู่ในบังคับบิดามารดาของแม่เลี้ยง กว่าจะได้เรียนวิชาเป็นท่าทางทำมาหากินสักอย่างหนึ่ง แลจะได้เรียนหนังสือเป็นปราชญ์ ถ้าเป็นการชอบอารมณ์ของเด็ก

เมื่อคริสตศักราช ๑๘๓๕ ข้าพเจ้าได้ออกจากกรุงเทพฯไปเมืองสิงคโปร์ เมื่อถึงเมืองสิงคโปร์ แลคอยกำปั่นจะไปเมืองอเมริกา ได้พบหมอบรัดลีที่เมืองนั้น ท่านพึ่งจะมาเป็นแพทย์หมอยาแลเป็นครูสอนพระเยซูศาศนาในกรุงเทพฯ แลได้พบหมอดีนซึ่งจะมาเป็นครูสอนพระเยซูศาสนาแก่พวกจีนในประเทศสยาม กว่าจะมีเวลาอันเหมาะ จะได้ไปตั้งตัวเป็นครูสอนพระเยซูสาสนาในประเทศจีนได้

คราวนั้นกำปั่นไฟไม่เคยมี ต้องอาไศรย์เดินกำปั่นใบไปทางอ้อมกว่าจะถึงประเทศอเมริกา ฤา ประเทศยุโรป ข้าพเจ้า
ได้ถึงเมืองฟิละเด็ลฟีอะ ในมณฑลเป็นสิลเวนีอะ ของประเทศยุไนเต็ดสเตติ์ส ปลายปี คริสต ศักราช ๑๘๓๕ นั้น เอง

ครั้นอยู่ในประเทศอะเม็ริกะ ได้ไปอยู่กับครูเจ้าของโรงพิมพ์ในเมืองนั้น ได้อยู่กับครู เรียนวิชาการในโรงพิมพ์นั้นหกปีเศษ เมื่อได้อายุสม ๒๑ ปี เมื่อคริสต ศักราช ๑๘๔๑ สิ้น

คราวอยู่ในบังคับครูเจ้าของโรงพิมพ์ คือมิศเสอรส ต. ก. แล ป. จี. กอลลินส, จึ่งได้คิดอ่านเข้าวิทยาไลย์สักตำบลหนึ่ง เพื่อจะได้เรียนสิลประสารท เมื่อ คริสตศักราช ๑๘๔๒ ข้าพเจ้าได้เข้าเปนนักเรียนที่วิทยาไลย์แมดิสันยุในเวอรศิตี ซึ่งบัดนี้เรียกโกลเคติ์ยุไนเวอรศิตี. ได้เรียนครบอันจำต้องเรียนที่วิทยาไลย์นั้นแล้ว ได้รับสัญาบัตร์เปนปเรียญของยุไนเวอรศิตีนั้น

ในปีนั้นพวกที่เรียกอะเม็ริกันบับติสตมิสเชอนเอรียูนนัน ได้ตั้งให้ข้าพเจ้าเปนครูเข้ามาสอนพระเยซูสาศนาในกรุงเทพฯ มาช่วยครูโจนิ์ส. คราวนั้น การแลธรรมเนียมในกรุงเทพฯ ไม่แปลกกว่าคราวเมื่อข้าพเจ้าได้แรกเข้ามายังกรุงเทพฯ ในคริสตศักราช ๑๘๓๓ นั้น..."



pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 03 สิงหาคม 2020, 11:23:06 PM »


อันที่จริงบิดามารดาบุญธรรมของสมิท เมื่อเข้าสู่สยามแล้ว ก็จัดว่ามีสถานะภาพในสังคมที่สูงมาก
เพียง 2 ปีก่อนไปสหรัฐ เด็กน้อยสมิทก็บอกว่า ได้รู้จักกับทูนกระหม่อมเจ้าฟ้าทั้งสองแล้ว

หินปักหลุมศพยกย่องว่าโจนส์ เป็นมิชชันนารีผู้บุกเบิก ซึ่งก็จริงตามนั้น
ท่านเข้ามาจากพม่าตามคำชวนของหมอกิศลับ ในปี 2376 ก่อนหมอปลัดเล 2 ปี

แม้ว่างานเผยแพร่ศาสนาจะไม่ได้รับผลสำเร็จที่ดีนัก ชนชั้นสูงของสยามก็มองว่าสร้างประโยชน์ในด้านความเจริญสมัยใหม่
ท่านได้แนะนำเกี่ยวกับการพิมพ์ให้พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งกำลังจัดตั้งที่วัดบวรนิเวศนฯ สารานุกรมไทย ให้ข้อมูลว่า
"ศาสตราจารย์จอห์น เทเลอร์ โจนส์ (John Taylor Jones) เขียนไว้ว่า ในปี พ.ศ.๒๓๗๖ มีคนไทยคนหนึ่งสนใจในวิชาการพิมพ์ ไปฝึกเรียนงานมาจากสิงคโปร์หลายเดือน และได้พยายามจัดตั้งโรงพิมพ์ขึ้น แต่ไม่ค่อยมีทุน"
http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=18&chap=5&page=t18-5-infodetail06.html
ข้อความนี้ ไม่มีที่มา และมีความเป็นไปได้น้อย เพราะถ้าเจ้าฟ้ามงกุฎจะตั้งโรงพิมพ์แล้ว น่าจะไม่มีปัญหาเรื่องทุน
ส่วนที่บอกว่ามีคนไปเรียนการพิมพ์ที่สิงค์โปร์ตั้งแต่ปี 2376 ก็ไม่พบหลักฐานว่ามีจริงหรือไม่

อาจใช้ประโยชน์ได้เพียงยีนยันว่า โจนส์คงจะไกล้ชิดกับพระองค์
 
ทำให้เกิดเป็นประเด็นสำคัญคือ ในช่วงเปลี่ยนแผ่นดิน ท่านได้เข้าเฝ้าพระภิกษุเจ้าฟ้าฯ
เพื่อรับข่าววงในไปส่งหนังสือพิมพ์สิงค์โปร์ว่า ราชสำนักใหม่ จะเปลี่ยนไปต้อนรับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น
https://www.silpa-mag.com/history/article_6538

การเปลี่ยนแผ่นดิน เกิดในเดือนเมษายน วันที่ 2 พอถึงเดือนกันยายน วันที่ 13 โจนส์ก็เสียชีวิต
สมิทจึงมีโอกาสทำงานให้พ่อเพียง 2 ปี

งานสำคัญที่สุด คงเป็นการตั้งโรงพิมพ์ และพิมพ์ผลงานแปลของบิดา


trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1380
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2020, 08:57:58 AM »
สืบประวัติสุนทรภู่ ต้องอ่าน ต้องค้นกันเยอะขนาดนี้
เป็นเสน่ห์ของประวัติศสาตร์ ที่ต้องค้นคว้า ขบคิด เพื่อยืนยัน cool cool cool

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2020, 11:24:15 AM »
สมัยที่ผมเริ่มสนใจประวัติศาสตร์อย่างเอาจริง
กำลังมีเรื่องร้อนๆ เกิดขึ้น คือฝรั่งเรโนลด์ Craig J. Reynolds
เข้ามาป่าวประกาศว่า เมืองไทยไม่มี "ประวัติศาสตร์สังคม"
คุณพี่ชานวิดก็เด้งรับ

ผ่านไปจะครึ่งศตวรรษแล้ว พี่เรโนลด์ พี่ชานวิด และสานุศิษย์
ก็ไม่เคยทำประวัติศาสตร์สังคมออกมา
อย่างมาก พวกท่านก็ทำแค่ประวัติศาสตร์เล็ก เป็นเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ใหญ่ๆ

เรื่องจำพวก สมัยรัชกาลที่สาม ชาวบ้านกินอะไรกัน นอนอย่างไร เดินทางอย่างไร
ไปตลาดอย่างไร รักษาโรคอย่างไร บันเทิงอย่างไร .....
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ๊ก แขก ฝรั่งและอื่นๆ เป็นอย่างไร
พวกครัวที่โดนกวาดต้อนมา อยู่กันยังงัย เปลี่ยนไปอย่างไร

ไม่มีแม้แต่บทความให้เห็น

เมื่อไม่นานมานี้ ก็เปลี่ยนไปยกย่องฟูโกต์ เรื่องประวัติศาสตร์ขุดค้น
ฟูโกต์ทำเรื่องเพศ เรื่องส้วม... พี่ไทยสักคนจะทำเรื่องเยี่ยว เรื่องกระหรี่ ก็หามีไม่

นักประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่สกุลดำรงฯ ลงมาจนถึงสกุลลอกฟูโกต์
หาดีไม่ได้สักคน ผลงานมีตำหนิทั้งนั้น

เซ็ง

อ้อ ยกเว้น จิตร ภูมิศักดิ์ และเจ๊พรเพ็ญของผมไว้สองคนละกัน

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 07 สิงหาคม 2020, 05:48:37 PM »

สมิท รูปจาก thaifaces.com มีความคมชัดที่สุด เท่าที่พบในเอกสารต่างๆ

สมิทกับงานในคณะอเมริกันแบ๊บติสต์

เดิมที การเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยามตั้งแต่สมัยอยุธยา โรมันแคธอลิคดำเนินการอยู่ฝ่ายเดียว
จนกระทั่ง เมื่อโปรเตสแต้นท์เข้าสู่อินเดียและพม่า Adoniram Judson และ Ann ภรรยา คณะอเมริกันแบ๊พติสต์ จึงได้พบกับเชลยไทย ที่ร่างกุ้งในปี 1813 ความคิดที่จะขยายการประกาศเข้าสู่สยามก็เกิดขึ้น

เครื่องมือสำคัญในการประกาศนั้น ก็คือภาษาและคัมภีร์
แหม่มจัดสันได้พยายามเรียนภาษากับเชลยไทย จนสามารถแปลและสร้างตัวพิมพ์ภาษาไทยได้สำเร็จ
มีการพิมพ์ A Grammar of the Thai or Siamese Language ของร.อ. เจมส์ โลว์ (Capt. James Low) เป็นการพิมพ์อักษรไทยครั้งแรกที่กัลกัตตา

แท่นพิมพ์นี้ย้ายมาที่สิงค์โปร์ แล้วได้เข้าสู่สยามโดยหมอปลัดเล
เป็นการเริ่มกิจการพิมพ์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในปี 1834
แต่เรามีหลักฐานว่ามีการพิมพ์พระคัมภีร์ร์ภาคพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาไทยจนสำเร็จ ในปี 1835
พิมพ์ที่สิงค์โปร์ แปลโดยโจนส์ บิดาครูสมิท


http://kanok-leelahakriengkrai.blogspot.com/2016/06/blog-post.html

แสดงว่า ความพยายามพิมพ์ตัวไทยนั้น ทำกันหลายคณะอยู่

หมอปลัดเล เป็นมิชชันนารีสังกัดคณะ ABCFM American Board of Commissioners for Foreign Missions
ส่วนโจนส์และสมิท สังกัดคณะอเมริกันแบ๊บติสต์ ซึ่งมีฐานะฝืดเคืองกว่า
แม้กระนั้น เมื่อสมิทกลับเข้ามาจากสหรัฐ ก็ได้พยายามจนตีพิมพ์พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ที่บิดาแปลจนสำเร็จ
ในปี 1850 ก่อนบิดาบุณธรรมเสียชีวิตไม่นาน


https://xn--12cfm4cab2b2dcbd3bo2ae1gsakk2bh93c.com/index.php/en/blog/85-thai-nt-jones-translation1850

The New Testament พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ จาก British Museum

หลังจากนั้น สถานการณ์ของคณะอเมริกันแบบติสต์ เริ่มยากลำบาก การสนับสนุนจากประเทศแม่ลดลง
นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่สมิท ลาออกมาทำกิจการโรงพิมพ์โดยตรง

ความเป็นมาโดยสังเขปนี้ บ่งชี้ว่า การพิมพ์พระอภัยมณี
มาจากการวางแผนงานที่สืบเนื่องหลายปี ก่อนพิมพ์จริงในงานพระเมรุ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 08 สิงหาคม 2020, 01:46:07 AM »
ทำไมเลือกเรื่องพระอภัยมณี

ไม่มีใครบอกได้ว่า ทำไมครูสมิท เมื่อตัดสินใจทำโรงพิมพ์ จึงเลือกพระอภัยมณีเป็นเรื่องแรก
คำถามสำคัญนี้ ดูเหมือนจะไม่มีใครถามถึงเสียด้วยซ้ำ มักจะไปกล่าวถึงตอนจบที่สมิทประสบความสำเร็จเสียทุกคน

ที่จริงเรื่องนี้ สมิทบอกไว้แจ่มชัดแล้ว แต่ไม่มีใครอ่านออก

คนอื่นๆ ต่างเชื่อสมเด็จ ดำรงฯ แล้วพากันออกสันนิษฐานพุ่งไปในทิศทางต่างๆ
หมายจะได้ความรู้พิศดารออกไป ทว่า พากันลืมเรื่องง่ายๆ เช่นการนับวันเดือนปีไปอย่างง่ายดาย

สมเด็จฯ ทรงอธิบายว่า สุนทรภู่ ได้เนื้อหามาจากหนังสือจีนหลายเล่ม เช่นสามก๊ก หรือไซ่ฮั่น
"เค้ามูลเรื่องพระอภัยมณีที่สุนทรภู่ได้มาแต่ไหนน่าจะยังมีอยู่ที่อื่น หากค้นไปก็คงพบอีก"
ประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องปี่พระอภัย ท่านว่า มาจากเตียวเหลียงเป่าปี่ในไซฮั่น
จริงอยู่ เรื่องไซ่ฮั่นนั้น แปลไว้ตั้งแต่รัชกาลที่หนึ่ง

แต่เพิ่งมาพิมพ์โดยทายาทหมอปลัดเลในรัชกาลที่ห้า 2417

หมายความว่า สุนทรภู่ เข้าถึงหอหลวงหยิบอ่านหนังสือหวงห้ามได้ กระนั้นหรือ
ควรทราบว่า หนังสือหอหลวง เป็นส่วนหนึ่งของพระราชูปโภค ทรงได้แต่พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น
น้อยครั้งที่จะพระราชทานให้คนอื่น จึงต้องหาให้ได้ว่า สุนทรภู่เข้าถึงเอกสารได้อย่างไร
จะอ้างว่าเป็นกวีทรงโปรด ก็ดูจะง่ายเกินไป เพราะจะต้องหาเหตุมารองรับว่า ทำไมต้องให้สุนทรภู่อ่านเรื่องจีน

พระอธิบายของสมเด็จฯ จึงเป็นการใช้สันนิษฐานนำหน้า โดยปราศจากหลักฐานที่ชี้เฉพาะ
ทั้งๆ ที่เป็นการนิพนธ์ประวัติศาสตร์ในส่วนที่ปลีกย่อยมากๆ ข้อมูลก็ยิ่งต้องชี้ชัดมากๆ เช่นกัน

เราจึงควรฟังสมิท ในข้อเท็จจริงที่หาที่ใหนไม่ได้

ท่านบอกไว้ในคำนำอย่างแจ้งชัดว่า พระอภัยมณีนี้ พิมพ์เพื่อสนองพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 4
ขอแยกออกประโยค เพื่อความชัดเจน ดังนี้
"พระอะไภยมะณี ที่พิมพ์ขึ้นในครั้งนี้ พิมพ์ตามความปราถนาของสมเด็จพระพุทธิเจ้าหลวงอยู่หัวที่สี่"
ข้อนี้ ไม่ต้องแปล ผู้จัดพิมพ์อ้างพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่คำนึงว่าเป็นการต่ำสูง
เพราะตัวเองมีความคุ้นเคยกับพระเจ้าแผ่นดินมาถึง 35 ปี
นี่แสดงว่า พระจอมเกล้าทรงทราบถึงการมีอยู่ของพระอภัยมณีเป็นอย่างดี

"ซึ่งพระองค์ทรงต้องการเห็นหนังสือได้ถูกพิมพ์ขึ้นทั่วไปสำหรับคนไทในสยามจะได้มีหนังสืออย่างไทไว้อ่านเล่น"
ประโยคนี้ มีความสำคัญถึง 2 ประเด็น คือ
1 ทรงปราถนาจะให้มีหนังสือสำหรับคนไทยไว้อ่านเล่น
2 เรื่องอ่านเล่นนี้ เรียกชื่อว่า "หนังสืออย่างไท"

"ซึ่งก็จะเปนหนังสืออย่างไทครั้งแรกที่ได้จัดพิมพ์ขึ้น"
ประโยคนี้ย้ำความสำคัญของคำว่า "หนังสืออย่างไท" เพิ่มขึ้นไปอีก

นี่คือคำให้การที่น่าจะพลิกความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุนทรภู่ไปทั้งหมด

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1380
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: 08 สิงหาคม 2020, 11:34:03 AM »
อ้างถึง
นี่คือคำให้การที่น่าจะพลิกความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุนทรภู่ไปทั้งหมด

มานั่งรอตอนต่อไป  "หนังสืออย่างไท"

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: 08 สิงหาคม 2020, 02:53:04 PM »
ประลองการเดาครับ

หนังสือ

อย่าง

ไท

ครั้งแรก