ผู้เขียน หัวข้อ: Rock to Classic : My Journey  (อ่าน 4839 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Rock to Classic : My Journey
« เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2019, 08:20:36 PM »
มีคนถามมา คำตอบยาว น่าจะแบ่งปันกันอ่านได้
ขอบคุณครับ

---------------------
1 Why Classical Music
สำหรับคนที่ฟังเพลงมานานในระดับหนึ่ง จะเข้าใจทันทีว่า ดนตรีคลาสสิคมีโครงสร้างที่ซับซ้อนมาก
ซับซ้อนทั้งในแง่แรงบันดาลใจ ซับซ้อนทั้งการใช้โน๊ต การวางจังหวะ ท่วงทำนอง การจัดการกับเครื่องดนตรี หรือการเข้าใจมัน

บางเพลง มนุษยชาติ ต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือเป็นร้อยปี กว่าจะรู้ว่ามันมีคุณค่าเพียงใด
ตัวอย่างเช่น Johann Sebastian Bach (1685-1750) ตอนที่ยังมีชีวิต รู้จักกันเพียงว่าเป็นคนเล่นออร์แกนโบสถ์ฝีมือดี มากกว่าจะเป็น composer

ถ้าไม่ใช่เพราะ Felix Mendelssohn (1809-1847) ค้นพบและนำ St Matthew Passion มาเล่นในปี 1829 โลกก็คงลืมเขาไปแล้ว

ถ้าไม่ใช่เพราะ Robert Schumann (1810-1856) ในปี 1838 บังเอิญได้ manuscript เก่าๆ ที่เวียนนาจาก Ferdinand Schubert แล้วเอากลับ Leipzig เพื่อศึกษาและขอให้ Mendelssohn ลองเล่นมัน

โลกก็จะไม่รู้ว่า ยังมีคนเขียนซิมโฟนี่อันยอดเยี่ยมนอกเหนือจาก Beethoven เอาไว้
งานชิ้นนี้คือ Symphony in C major (D. 944) ของ Franz Schubert (1797-1828)
เป็นผลงานขนาด 50+ นาที ยาวกว่าซิมโฟนี่มาตรฐานในยุคเดียวกัน เกือบเท่าตัว

เรื่องนี้บอกให้เรารู้ว่า ในสมัยที่ดนตรีของยุโรป ยังคงเดินตามประเพณี classic อยู่นั้น ผลงานต่างๆ ถูกละเลยเอาไว้มากมาย งานดีๆ นั้น บางทีก็ไม่เป็นที่รู้จัก ใครที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เช่น Haydn Mozart หรือ Beethoven ก็จะมีชื่อเสียงต่อไป ใครที่ไม่มีชื่อเสียง ก็อาจจะถูกลืม

แม้กระนั้น จากคนดังเพียงไม่กี่คน ก็ยังสร้างแรงกระตุ้นให้กับคนรุ่นหลัง เดินตามหลังสร้างผลงานต่อๆ กันมา โดยไม่ได้กังวลว่าจะถูกลืม หรือเหนื่อยแรงเปล่า

นี่หมายความว่า ในช่วงเวลานั้น ดนตรี หรือพูดให้กว้างออกไปอีกว่า งานศิลปะทั้งปวงในยุโรป เป็นเป้าหมายสูงสุดที่คนมีสติปัญญาและฝีมือ ต่างพยายามทุ่มเทจิตใจสร้างสรรค์มันขึ้นมา

แม้ว่าโอกาสจะประสบความสำเร็จ มีไม่มากนักก็ตาม

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: Rock to Classic : My Journey
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2019, 10:09:50 PM »
John Ruskin เขียนว่า
Great nations write their autobiographies in three manuscripts, the book of their deeds, the book of their words and the book of their art.

Not one of these books can be understood unless we read the two others, but of the three the only trustworthy one is the last.
St Mark's Rest (1884)

ข้อสรุปนี้ เป็นการยกให้ศิลปะคือคุณค่าสูงสุดของมนุษย์
แน่นอน นี่คือข้อยึดถือโดยรวมของหมู่ชนที่สืบทอดอารยะธรรมเรอเนซองค์ทั้งมวลด้วยเช่นกัน
ดนตรีคลาสสิคในฐานะหน่วยหนึ่งของศิลปะ จึงดำรงความสำคัญอันลึกซึ้งตราบเท่าที่มนุษย์ยังต้องเสพย์ความงามตลอดไป

เดิมที หลังอาณาจักรโรมันล่มสลาย ราวๆ คศ. 500 ยุโรปก็กลายเป็นดินแดนไร้ประวัติศาสตร์ ค่อยๆ สร้างตัวเองขึ้นมาจากยุคมืดกลายเป็นเรอเนซองค์

ตั้งแต่นั้น พวกเขาก็พากภูมิในความสำเร็จ ที่แทบจะพูดได้ว่า มาจากความว่างเปล่าจนสามารถรุ่งเรืองขึ้นมาทัดเทียมกับอาณาจักรในอุดมคติอย่างกรีกและโรมันได้อีกครั้ง

ประจักษ์พยานของความรุ่งเรื่อง ก็เห็นชัดเจนในศิลปวิทยาการที่พัฒนาขึ้นมา ดนตรีซึ่งมีความไกล้ชิดกับชีวิตประจำวันทั้งของชนชั้นสูงหรือมวลชน จึงดำรงความหมายที่โดดเด่นในสังคมและชนชาติ

การที่ยุโรปสร้างคนอย่างบั๊ค ไฮเดน มทสาร์ต และเบโธเฟ่นขึ้นมาได้ จึงเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมยิ่งไปกว่ายุคสมัยก่อนหน้าอย่างไม่ต้องมีการพิสูจน์ใดๆ เลย

ยิ่งไปกว่านั้น ดนตรียังเป็นตัวแทนความเบิกบานทางเชื้อชาติอีกด้วย ตั้งแต่ยุคกลางลงมาเช่นกัน ชนชาติต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นภาคพื้นทวีป ได้ผลิตดนตรีของตนเองขึ้นมาคู่ขนานไปกับผลงานของเหล่าอัจฉริยะ

ดังนั้น ถ้าจะย้ำคำของรัสกิน ให้โยงถึงดนตรีแล้วละก้อ คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า ความน่าเชื่อถือของหนังสือเล่มที่สาม ดนตรีคลาสสิคคือองค์ประกอบสำคัญอันดับต้นๆ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: Rock to Classic : My Journey
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2019, 08:42:23 AM »
2 Why Rock
ดนตรีร๊อค เกิดขึ้นราวปี 1950 หรือจะนับแบบละเอียด ก็คงเป็นปี 1955
เมื่อ Bill Haley นำเพลง Rock Around the Clock ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ทเพลงบิลบอร์ด
แต่ไม่ว่าจะนับอย่างไร ดนตรีกลุ่มนี้ก็อ่อนวัยเหลือเกิน เพียง 70 ปี เมื่อเทียบกับกว่า 1000 ปีของดนตรีคลาสสิค

น่าคิดว่า แล้วทำไมของเจ็ดสิบปี จึงกดของพันปีลงไปอยู่ในความนิยมที่ต่ำกว่าได้
คำตอบน่าจะเป็นเพราะ "ระบบอุตสาหกรรม"

ดนตรีร๊อคและดนตรีที่เรียกว่าประชานิยมทั้งหลายนั้น ในแง่หนึ่งมันมิใช่ศิลปะ มันคือสินค้าวัฒนธรรมที่ใช้กระบวนการผลิตและบริโภคในเชิงอุตสาหกรรม ปริมาณย่อมกดขี่คุณภาพอยู่แล้วโดยปริยาย
ในแง่การผลิต ดนตรีประชานิยมใช้เวลาสั้นกว่าอย่างชนิดเทียบกันไม่ได้ เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากเมืองแมนเชสเตอร์ ใช้เวลาแค่ 3 ปีในการพาวงของตนไปสู่ความมีชื่อเสียง

ในขณะที่ Pablo Casals (1876-1973) ตั้งแต่อายุ 13 ศึกษาสกอร์ของงานเดี่ยวเชลโล่ชุดหนึ่งยาวนาน 30 ปี กว่าจะกล้าเล่น และยอมบันทึกเสียงเมื่ออายุ 60

ความยากและยาวนาน ทำให้การผลิตเกิดในวงจำกัด
ส่วนความง่ายและรวดเร็วกลับสร้างผลผลิตมากมายมหาศาล
ดังนั้น เพียงไม่นานอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรมก็กลับตาละปัตร
ของง่าย ลวกๆ เข้าแทนที่ของยาก ประณีต ของราคาถูกข่มของราคาสูง
และที่สำคัญกว่านั้น จำนวนผู้บริโภคที่เพิ่มจำนวนทบทวีอย่างต่อเนื่อง ย่อมเข้าแทนที่ฝ่ายตรงข้ามด้วยความรวดเร็วเหมือนเขื่อนแตก

พลังสำคัญของดนตรีอุตสาหกรรมนั้นคือความง่าย ตรงไปตรงมา และการบริโภคเวลาที่ต่ำมากๆ อย่างเพลง Rock Around the Clock นั้น กินเวลาเพียง 2 นาทีเศษ เทียบกับซิมโฟนี่ยอดนิยมอย่างหมายเลข 5 ของเบโธเฟ่น ที่ยาวถึงเกือบ 30 นาที

โครงสร้างทางดนตรีเต็มไปด้วยความชัดเจน เร่งรัด ไม่มีการรีรอ ไม่มีความหลากหลายเพราะพุ่งสู่ประเด็นในทันทีทันใด ทำให้เกิดประสิทธิภาพอันวัดผลได้โดยฉับพลัน เข้ากันกับแนวนิยมในอุตสาหกรรมบริโภคที่เน้นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองน้อยที่สุด เป็นเงื่อนไขที่ยอมรับกันทั้งฝ่ายผู้ผลิตและฝ่ายผู้เสพย์

ในเวลาไม่นาน อุตสาหกรรมดนตรีที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับดนตรีคลาสสิค ก็หันมารับรองดนตรีประชานิยมจนแทบไม่มีที่ว่างให้กับเจ้าของเดิม

สิ่งผลิตเช่นนี้ ง่ายต่อการชื่นชอบ โดยเฉพาะในหมู่ประชากรที่ยังขาดประสบการณ์ และไม่สนใจที่จะค้นหา บุกเบิก หรือวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองยังไม่ค่อยเข้าใจ

ในแง่นี้ เด็กๆ ย่อมเป็นเหยื่อโดยง่าย เหมือนกับตัวผมเอง

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: Rock to Classic : My Journey
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2019, 08:21:07 PM »
เมื่อได้ยินครั้งแรกๆ ผมไม่ได้นิยมชมชื่นในดนตรีร๊อคมากนัก อย่างหนึ่งเพราะฟังไม่ออก อีกอย่างก็คือไม่ได้มีอุปกรณ์ในการฟังเป็นของตัวเอง
ประสบการณ์แรกๆ ต่อดนตรีพวกนี้ มาจากกระแสปากต่อปาก เกิดเมื่อมีการประชันกันว่า ระหว่าง เอลวิส เพรสลี่ย์กับคลิฟ ริชาร์ด ใครเก่งกว่ากัน
เรื่องนี้สะท้อนความด้อยพัฒนาของสังคมไทย อ่อนด้อยขนาดเอาหิ่งห้อยไปเทียบกับแสงตะวัน ดูเหมือนจะเป็นประเทศเดียวกระมัง ที่ทำเรื่องน่าขำเช่นนี้ แม้กระนั้น ผมก็ไม่สนใจทั้งเอลวิสหรือริชาร์ด

ลองทบทวนดูแล้ว พบว่า ผมใช้เวลากับดนตรีร๊อค น้อยกว่าที่เข้าใจผิดไปแยะทีเดียว คือใช้เวลาหมกมุ่นจริงๆ แค่ 4 - 5 ปี เท่านั้น
เพียงแต่เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเติบโตเป็นตัวเอง มันจึงมีรอยประทับที่ลึกหน่อย
ในช่วงวัยนี้ วัยรุ่นส่วนมากจะเริ่มการค้นหาไปจนถึงแสวงหา จากการคิดตามคนอื่นมาเป็นการคิดจากตัวเอง คิดแล้วก็น่าเสียดายว่า ในช่วงเวลาแบบนั้น ถ้าได้รู้จัก Brahms เสียตั้งแต่ตอนนั้น จะย่นเวลาเข้าใจเรื่องคุณวิทยาไปได้มากมายขนาดใหน

ความนิยมนี้ มาจากสิ่งแวดล้อม คือเพื่อน ข่าวสาร และรายการวิทยุทั้งสิ้น (รวมภาพยนต์อีกเล็กน้อย)

ปัจจัยเริ่มต้น น่าจะมาจากวิทยุ ซึ่งเป็นสื่อยอดนิยมในยุคนั้น ที่แปลกก็คือ เรามักจะได้ยินเพลงจากวิทยุของคนอื่นมากกว่าของเราเอง
เพราะในยุคนั้น การใช้ชีวิตของเด็กวัยรุ่นมักจะอยู่นอกบ้านมากกว่าในบ้าน ในชุมชนมักจะมีที่ว่างรอบบ้านมากพอจะเล่นกีฬา การละเล่น เช่นตี่จับ มอญซ่อนผ้า ซ่อนแอบ หมากกระดาน หรือนั่งคุยกัน
ส่วนในบ้านนั้นแทบจะไม่มีกิจกรรมอะไรนอกจากกิน นอน อาบน้ำ ทำการบ้าน ซึ่งส่วนมากจะไม่มีเพลงให้ฟัง เพราะวิทยุยังเป็นของหายาก
บ้านที่มีวิทยุ จึงมักจะเปิดดังหน่อยเพราะคนส่วนมาก ไม่ได้นั่งเฝ้าวิทยุ มักจะทำกิจกรรมต่างๆ ไปด้วยเสมอ วิทยุจึงกลายเป็นสื่อสาธารณะไปโดยปริยาย

รสนิยมของกลุ่มคน จึงมีลักษณะของการรวมหมู่ ชอบอะไรเหมือนกัน เพลงที่ติดหูก็จะมีคนจำนวนหนึ่งชอบฟังไปด้วยกัน และมีอายุความนิยมยาวนานมาก
ร๊อคแรกๆ ที่ผมรู้จักนั้นจึงมาจากวิทยุของเพื่อนบ้าน แต่ไม่ค่อยซึมเข้าในใจสักเท่าใด รู้สึกว่ามันน่าฟังน้อยเกินไป ทำนองออกจะเด็กเกินไปด้วยซ้ำ
https://www.youtube.com/watch?v=gD1gUBFWDZg

ยังน่าฟังน้อยกว่าเพลงจีนจากวิทยุส่งเสียงตามสาย เพลงไทยที่บางบ้านชอบฟัง หรือเพลงฟังเพลินๆ จากตะวันตก
https://www.youtube.com/watch?v=mkqMw_2Bn2A
https://www.youtube.com/watch?v=2iDA-LG2tKE
https://www.youtube.com/watch?v=OpsisYQwz9c

K. PJ

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6057
  • Like: 8
    • ดูรายละเอียด
Re: Rock to Classic : My Journey
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2019, 06:51:25 AM »
เมื่อได้ยินครั้งแรกๆ ผมไม่ได้นิยมชมชื่นในดนตรีร๊อคมากนัก อย่างหนึ่งเพราะฟังไม่ออก อีกอย่างก็คือไม่ได้มีอุปกรณ์ในการฟังเป็นของตัวเอง
ประสบการณ์แรกๆ ต่อดนตรีพวกนี้ มาจากกระแสปากต่อปาก เกิดเมื่อมีการประชันกันว่า ระหว่าง เอลวิส เพรสลี่ย์กับคลิฟ ริชาร์ด ใครเก่งกว่ากัน
เรื่องนี้สะท้อนความด้อยพัฒนาของสังคมไทย อ่อนด้อยขนาดเอาหิ่งห้อยไปเทียบกับแสงตะวัน ดูเหมือนจะเป็นประเทศเดียวกระมัง ที่ทำเรื่องน่าขำเช่นนี้ แม้กระนั้น ผมก็ไม่สนใจทั้งเอลวิสหรือริชาร์ด

ลองทบทวนดูแล้ว พบว่า ผมใช้เวลากับดนตรีร๊อค น้อยกว่าที่เข้าใจผิดไปแยะทีเดียว คือใช้เวลาหมกมุ่นจริงๆ แค่ 4 - 5 ปี เท่านั้น
เพียงแต่เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเติบโตเป็นตัวเอง มันจึงมีรอยประทับที่ลึกหน่อย
ในช่วงวัยนี้ วัยรุ่นส่วนมากจะเริ่มการค้นหาไปจนถึงแสวงหา จากการคิดตามคนอื่นมาเป็นการคิดจากตัวเอง คิดแล้วก็น่าเสียดายว่า ในช่วงเวลาแบบนั้น ถ้าได้รู้จัก Brahms เสียตั้งแต่ตอนนั้น จะย่นเวลาเข้าใจเรื่องคุณวิทยาไปได้มากมายขนาดใหน

ความนิยมนี้ มาจากสิ่งแวดล้อม คือเพื่อน ข่าวสาร และรายการวิทยุทั้งสิ้น (รวมภาพยนต์อีกเล็กน้อย)

ปัจจัยเริ่มต้น น่าจะมาจากวิทยุ ซึ่งเป็นสื่อยอดนิยมในยุคนั้น ที่แปลกก็คือ เรามักจะได้ยินเพลงจากวิทยุของคนอื่นมากกว่าของเราเอง
เพราะในยุคนั้น การใช้ชีวิตของเด็กวัยรุ่นมักจะอยู่นอกบ้านมากกว่าในบ้าน ในชุมชนมักจะมีที่ว่างรอบบ้านมากพอจะเล่นกีฬา การละเล่น เช่นตี่จับ มอญซ่อนผ้า ซ่อนแอบ หมากกระดาน หรือนั่งคุยกัน
ส่วนในบ้านนั้นแทบจะไม่มีกิจกรรมอะไรนอกจากกิน นอน อาบน้ำ ทำการบ้าน ซึ่งส่วนมากจะไม่มีเพลงให้ฟัง เพราะวิทยุยังเป็นของหายาก
บ้านที่มีวิทยุ จึงมักจะเปิดดังหน่อยเพราะคนส่วนมาก ไม่ได้นั่งเฝ้าวิทยุ มักจะทำกิจกรรมต่างๆ ไปด้วยเสมอ วิทยุจึงกลายเป็นสื่อสาธารณะไปโดยปริยาย

รสนิยมของกลุ่มคน จึงมีลักษณะของการรวมหมู่ ชอบอะไรเหมือนกัน เพลงที่ติดหูก็จะมีคนจำนวนหนึ่งชอบฟังไปด้วยกัน และมีอายุความนิยมยาวนานมาก
ร๊อคแรกๆ ที่ผมรู้จักนั้นจึงมาจากวิทยุของเพื่อนบ้าน แต่ไม่ค่อยซึมเข้าในใจสักเท่าใด รู้สึกว่ามันน่าฟังน้อยเกินไป ทำนองออกจะเด็กเกินไปด้วยซ้ำ
https://www.youtube.com/watch?v=gD1gUBFWDZg

ยังน่าฟังน้อยกว่าเพลงจีนจากวิทยุส่งเสียงตามสาย เพลงไทยที่บางบ้านชอบฟัง หรือเพลงฟังเพลินๆ จากตะวันตก
https://www.youtube.com/watch?v=mkqMw_2Bn2A
https://www.youtube.com/watch?v=2iDA-LG2tKE
https://www.youtube.com/watch?v=OpsisYQwz9c

อ่านแล้วสำนวนเหมือนไม่ใช่พี่พีเขียน

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1380
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: Rock to Classic : My Journey
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2019, 09:17:13 AM »
อ้าว ... แล้วใครเขียนล่ะ 555

ขอเสริมว่า ตอนอยู่มัธยมต้น ช่อง4บางขุนพรหมเอารายการของวง เอ็นเอชเค มาออกรายการตอน สามทุ่มมั้ง อาทิตย์ล่ะครั้ง
ใครคุมวงไม่รู้ เพลงชื่อไรไม่รู้ รู้แต่ว่ามันมีแรงดึงดูดให้เราติดตาม แถมตอนจบเหมือนหนังคาวบอยพระเอกขี่ม้าขาวคาดหน้ากากดำสะอีก

นั่นเป็นที่มาทำให้
1. ตามดูรายการเกือบทุกอาทิตย์
2. ฟังเพลงคลาสสิคเพื่อตามหาว่าคืนนั้น เราฟังอะไร
 ฟังไปจนรู้ว่าที่แท้เพลง ทูไนท์ วีเลิฟ ที่รร.เปิดให้ฟังตอนเช้าโดยไม่มีร้องและยาวมาก คือ เปียนโนคอนชาร์โต้ เบอร์1 ของปู่ไช น่ะเอง
ส่วนเพลง เอ็นเอชเค ที่ทำให้ติดใจ คือ วิลเลียมเทล ของ(ใครจำไมาได้แระ555)

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: Rock to Classic : My Journey
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2019, 12:59:29 AM »
เขียนเองครับ เชื่อดิ
-----------

รสนิยมร็อค มาเริ่มเมื่อเป็นวัยรุ่นเต็มตัว ในโรงเรียนเกเรขึ้นชื่อที่ไม่ค่อยได้อะไรจากตำราสักเท่าไหร่ รู้จักแต่เรื่องทำผิดระเบียบ ปีนรั้วหนีโรงเรียน รวมกลุ่มโบกรถเที่ยว รวมกลุ่มตีกัน....ฯลฯ มากกว่าวิชาความรู้

ซ้ำร้าย เกิดมีความนิยมใหม่ในหมู่วัยรุ่น คือมีการแสดงดนตรีสดมากขึ้น เป็นผลมาจากการนำเข้าวัฒนธรรม ความบันเทิงและแฟชั่นจากสหรัฐ เพื่อปรนเปรอทหาร GI

กิจกรรมของพวกเราในเย็นวันศุกร์ ก็คือยกพวกไปสนามหลวงเฉพาะวันที่จะมีดนตรีวัยรุ่นมาแสดง ที่สังคีตศาลา พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หรือบางวันที่เวทีลีลาศ สวนอัมพร โดยที่ต้องหนีเรียนตอนบ่าย และไปเป็นกลุ่มเพราะจะมีโรงเรียนคู่อริ ยกพลมาปะทะในบางโอกาส

ในช่วงเวลานั้น สงครามเวียตนามกำลังเข้าสู่ช่วงแตกหัก

2508 ทหารสหรัฐเข้าปฎิบัติการโดยตรง แทนที่จะเป็นพี่เลี้ยงอย่างเดิม
2509 สนามบินอู่ตะเภาสร้างเสร็จ เป็นฐานบินสำหรับ B-52
2510 ไทยส่งกองกำลัง "จงอางศึก" เข้าร่วมรบ
2511 เกิดการรุกใหญ่ในเทศกาลตรุษญวน Tet Offensive

เดิมทีประเทศไทยในฐานะสมาชิกสนธิสัญญา SEATO ให้การสนับสนุนสงครามทางอ้อม เช่นเป็นฐานส่งกำลังบำรุง เป็นสถานนีสอดแนมระยะไกล ไม่ได้เป็นคู่สงคราม พอสหรัฐส่งทหารเข้ารบโดยตรง เราก็ต้องเข้าร่วมอย่างไกล้ชิด ทำให้เกิด"สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" เพราะในฐานทัพสหรัฐ กฏหมายไทยไม่สามารถบังคับใช้

สภาพเช่นนี้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง
หนึ่งคือ มีการนำเข้าวิถีชีวิตแบบอเมริกันเข้ามาโดยตรง
สองคือทหาร GI เข้ามาสร้างแบบแผนทางวัฒนธรรมที่ "แปลกแยก" จากค่านิยมตามประเพณีไทยอย่างใหญ่หลวง และ
สาม เกิดความแตกแยกในกลุ่มปัญญาชน เกิดเป็นนิยมซ้าย สร้างความแตกแยกในสังคมไทยอย่างยากที่จะประเมิน

การนำเข้าวิถีชีวิตแบบอเมริกันเป็นการเคลื่อนย้ายทางวัฒนธรรมที่ฝ่ายรับไม่ทันได้มีการคัดกรอง แต่ที่สำคัญแล้ว มันแย่ยิ่งกว่านั้น เพราะมันเคลื่อนย้ายเอาแต่วัฒนธรรมที่เป็นกากเดนมากที่สุดเข้ามา เนื่องจากต้องเข้ามาสนองตอบความต้องการของทหารอเมริกันวัย 18-20 ซึ่งเมื่ออยู่ในประเทศ จะเป็นกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และสติปัญญามากที่สุด

พอมาอยู่ในประเทศที่มีสภาพ "กึ่งอาณานิคม" ก็กลับกลายเป็นชนชั้นนำที่ทรงอำนาจ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ทหารเหล่านี้ไม่ได้รับความนิยมในประเทศของตนเองสักเท่าใดเลย

ดนตรีร๊อค เป็นมรดกชิ้นหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้ในประเทศ นอกเหนือจากเมียเช่า ลูกฝรั่ง บาร์ และสินค้า PX


https://www.news-lifestyle.com/contents/160974

ก่อนยุค GI ดนตรียอดนิยมในสังคมมาจากรายการวิทยุทั้งสิ้น การเลือกเพลงเป็นไปตามรสนิยมของคนจัด กับคนฟังที่ขอเพลงเข้ามา (ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคนจัดนั้นเอง) ในเวลานั้น ยังไม่มีเพลงที่มากับความรุนแรงอย่างเพลงประท้วงหรือเพลงร๊อค หรือเพลงวัยรุ่น จนกระทั่งเกิดมีวงหนุ่มน้อยจากอังกฤษโด่งดังขึ้นมา The Beatles ราวๆ 1963- เป็นต้นมา แม้กระนั้น ก็ยังเป็นเพลงของเด็กวัยเพิ่งแตกพาน

พอทหารอเริกันเข้ามา ตามมาตรฐานสวัสดิการของกองทัพสหรัฐ พวกนี้ต้องสามารถใช้ชีวิตในแนวหน้าได้อย่างสะดวกสะบายมากที่สุด เท่ากับที่อยู่บนแผ่นดินแม่ สินค้าอุปโภคบริโภคอเมริกันจึงหลั่งไหลเข้าประเทศ และบางส่วนหลุดมาสู่ตลาดนอกฐานทัพ

ส่วนในฐานทัพ ก็จะต้องมีสถานบันเทิงยามราตรีคอยให้บริการ ดนตรีที่เปิด ก็ต้องมาจากความนิยมในขณะนั้นสดๆ ร้อนๆ ตามที่พวกเขาเพิ่งจากมา ไม่ใข่มาจากการรอข่าวของวัยรุ่นไทย ซึ่งเป็นไปตามรสนิยมของคนทำ ดนตรีในแคมป์ทหาร จึงนำหน้าดนตรีบนหน้าปัทม์วิทยุอยู่หลายปีทีเดียว

และที่สำคัญที่สุด มันสะท้อนรสนิยมของคนที่ใช้วัฒนธรรมตัวจริง ไม่ใช่การลอกเลียนแบบตามๆ กันอย่างในวิทยุ
เวลานี้เอง ดนตรีร๊อคที่สนองการบริโภคอย่างแท้จริง จึงเดินทางเข้ามาเมืองไทย

มันใช้เวลาไม่นานก็ออกจากแคมป์มาที่โรงเรียนชายล้วนที่ผมเรียน

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1380
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: Rock to Classic : My Journey
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2019, 11:17:08 AM »
เหมือนกรอเทปกลับไปในเหตุการณ์ ซึ่งผมจำได้ตั้งแต่ 1969 เป็นต้นมา
ตัวเองก็ตกไปในกระแสด้วย แถมยังไปฟังวง วี ไอ พี ถึง อุดรธานี
ตอนนี้กลับมาคิดดู ... โชคดีที่รอดมาได้555

K. PJ

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6057
  • Like: 8
    • ดูรายละเอียด
Re: Rock to Classic : My Journey
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2019, 03:31:52 PM »
ผมมีส่วนเกี่ยวข้อง​ในนั้นอยู่บ้างคือ  ป5-ป7
(พศ 2510-2513) มีอยู่ปีนึงที่  รร  พาไปเที่ยว อู่ตะเภาครับ   จำได้ว่า  B52 มันใหญ่​จริงๆ

คนแตกแยกคงไม่แยกเท่าช่วงทักกี้ทำมั้งครับ  แต่ไอ้ทอนมันทำให้พ่ออยาก​ให้ลูกเปลี่ยน​นามสกุล​เลยละ

ส่วนสินค้าพีเอส ก็มีโอกาสใช้ทั้ง ยูเอสและคอนเวิร์ด​  ส่วนเพลงที่พวกน้าๆ อาฟัง ขอบอกว่าไม่เคยสนใจเลยแม้แต่น้อย  ฟังเพลงโอนดี้และคลาสสิค​ที่คุณพ่อเปิดฟังแค่นั้น

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: Rock to Classic : My Journey
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 25 สิงหาคม 2024, 10:34:42 PM »
ระหว่างรอแรงบันดาลใจให้เขียนต่อ
บังเอิญเจอเพลงโปรดที่เพิ่งรู้ว่า คนแต่งไปสวรรค์เสียแล้ว
A Whiter Shade of Pale

แค่ได้ยินไม่กี่โน๊ต ก็รู้ว่าโครงสร้างคือดนตรีคลาสสิค
เป็นเพลงในปี 2510 ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ผมกำลังจะเข้าสู่ดนตรีร๊อค
Gary Brooker (1945-2022) เป็นหัวหน้าวง Procol Harum เป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยมในระดับแฟร้งค์ สินาตรา (วงใหญ่แค่ใหน ก็กดเสียงเขาไม่จม)
เราจะรู้ว่าเขาดีเพียงใด ก็เมื่อได้ยิน Eric Clapton ร้องเพลงของเขา
https://www.youtube.com/watch?v=DZPxhirDlRQ

ต้นฉบับ
https://www.youtube.com/watch?v=z0vCwGUZe1I
https://www.youtube.com/watch?v=2puubv2e0L4
เขากล้าร้องสู้กับออร์แกนที่แผดเสียงเต็มที่

เกินบรรยาย