ว่ากันทีละรูปงานชิ้นนี้ ถ่ายด้วยแสงธรรมชาติ ในห้องที่มีค่าความสว่างต่ำ
ดังนั้นในทางเทคนิคถือว่าเป็นงานที่ยุ่งยากกว่าปกติ
แล้วทำไม ช่างภาพต้องทำงานในสภาพเช่นนี้ล่ะ
คำตอบน่าจะเป็นเรื่องของความฝังใจ ไม่ใช่เรื่องของความประทับใจ
หมายความว่า รูปนี้คงจะดึงความหลังอะไรออกมา
มากกว่าจะเพราะเห็นความงามอย่างดาดๆ ตามตาเห็น

เมื่อรู้เบื้องหลังแล้ว เราก็มาดูว่า เราได้อะไรจากสิ่งที่ช่างภาพจัดวางเอาไว้ในรูปบ้าง
ที่ใช้คำว่า "จัดวาง" ก็เพราะรูปนี้ เป็นการถ่ายแบบคัดเลือกมุมมอง
ต่างจากรูปถ่ายทั่วไป ที่เพียงแค่เก็บเนื้อหาในกรอบที่เห็นไปตามที่มันเป็น
เช่นรูปวิว ก็ให้กว้างๆ มีจุดสนใจ มีจุดเน้น....ฯลฯ
หรือถ่ายคน ก็เอาแบบวางไว้กลางๆ ให้แบบเอียงหน้าบ้าง ทำท่าบ้าง หาจังหวะแสงดีๆ.....ฯลฯ
แต่รูปนี้ ทุกอย่างในกรอบเล็กๆ นั้น ล้วนแต่สื่อสารกับเรา มันจึงส่ง "สาร" ออกมาอย่างหนักหน่วง
แม้แต่แสงหม่นๆ ที่ปกติเราคงไม่เอาใส่ในรูปถ่าย ก็แผ่เต็มทั้งกรอบซะอย่างนั้น
ความตัดกันในทางสายตาหรือในทางอารมณ์ ถูกกำกับให้มีค่าแตกต่างกันน้อยที่สุด
นี่ก็เพื่อไม่ให้มีอะไรเหนือกว่าอะไร อย่างมีเจตนา
หมายความว่า ถ้าเฉลี่ยความสำคัญของทั้งรูปตามพื้นที่แล้ว
ก็จะไม่มีทำเลทอง หรือจุดเด่นที่กระโดดออกมาเลย
ส่วนที่เราเห็นครั้งแรกว่าเด่น ดูๆ ไป ดันมีอย่างอื่นเด่นกว่าขึ้นมาแทน
ในเชิงองค์ประกอบศิลป์แล้ว รูปอย่างนี้ ทำได้ยากมากที่สุด
ทีนี้มาดูกันที่สี
ในงานศิลปะทางสายตานั้น สีที่น่ารังเกียจและใช้ยากที่สุด
คือสีที่ไกล้เน่า ขาดความเป็นสี ขาดแรงดึงดูด ภาษาช่างเรียกว่า "สีตุ่น"
เป็นสีที่ควบคุมยากและมักจะให้ผลทางลบต่อการมองเห็น
รูปถ่ายชิ้นนี้ ใช้สีต้องห้ามที่ว่า เกิน 100 % คือมันส่งผลชนิดที่ว่า
เลิกดูรูปนี้ไปแล้ว ความหม่นหมองก็ยังครอบงำความรู้สึกไปได้อีกระยะหนึ่ง
ทั้งหมดนี้ คือบทนำ
คิดเป็นประมาณ 10 % ของสาระที่เราจะได้จากการศึกษารูปถ่ายนี้ครับ
รูปนี้รูปเดียว ทำปริญญาเอกได้เลย
เพราะเราต้องใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลป์สากล จากโรมันมาถึงสังคมนิยม
ราวๆ 3000 ปีแห่งความรู้ทางสุนทรียะของมนุษย์ชาติ
ส่วนรูปรถแดงนั้น ใช้แค่ 100 ปีแห่งความรู้ก็พอ แม้กระนั้น ก็ทำปริญญาเอกได้อีกใบครับ

จะขออธิบายอย่างสั้นที่สุด
มันคือนาฎยกรรมชีวิตของเมืองยุคมืดครับ มันแสดงความตายของชีวิตที่ยังมีลมหายใจ
ทั้งหมดในรูป เป็นตัวละคอนที่บังเอิญมาเจอกัน แล้วมีแต่เบรซงเท่านั้น ที่มองเห็น
และจับใส่กล้องมาให้เรา
รูปนี้เพียงชิ้นเดียว เล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนละเอียดอ่อนเท่าบทละคอนรางวัลโลกหนึ่งเรื่อง
แต่มันเหนือกว่าสุดๆ ตรงที่ไม่มีความเคลื่อนไหวและการบริโภคเวลาแม้สักวินาที
มันคือมัมมี่ของเมืองที่ถูกฆาตกรรมโดยมนุษย์