เรื่องนี้ใช้ทฤษฎีของมราวินสกี้อธิบายได้
เขาบอกว่า ดนตรีของบราหมส์ เป็นนาฏกรรมของเสียง
หมายความว่า แต่ละเสียงมีบทบาทหน้าที่เฉพาะในทุกครั้งที่เปล่งออกมา
เหมือนนักแสดงที่พอถึงบทของตน ก็ทำบทนั้นเต็มความสามารถ
เสียงที่ผลัดกันทำตามสกอร์อย่างเต็มที่ตามบทบาทที่ได้รับ
ย่อมทำให้ดนตรีโดยรวมมีมิติ
เหมือนหนังหรือละคอน ที่นักแสดงทุกคน ภายใต้การกำกับของคนเก่งๆ
จะขาดไปไม่ได้แม้สักคน และไม่มีใครล้นไปจากบทของตน
คนสมัยใหม่ ขาดความละเอียดอ่อนระดับนีั
ดนตรีจึงขาดมิติ ไม่เป็น 3 มิติ แบนราบไปหมด
ทุกคนอย่ากเด่น อยากเป็นที่ปรากฎ ไม่รู้หลักไม่รู้รอง
เราจึงได้แต่เสียงที่ครบถ้วนตามโน๊ต แต่ขาดอากาศ ขาดระยะห่างในเสียง
ตัวอย่างจากมราวินสกี้นั้น ชัดเจนมาก
เสียงเด่นครั้งแรกจาก มิตย่าหมายเลข 8 ต้องแผดออกมาจากความมืด
นาที 0.29
https://www.youtube.com/watch?v=eFMWsfeO2uY&list=RDeFMWsfeO2uY&start_radio=1&t=435sแต่รุ่นใหม่ เป็นแค่ดังกับดังกว่า (นาที 1.17)
https://www.youtube.com/watch?v=NEmZgs6-URk&list=RDNEmZgs6-URk&start_radio=1&t=321shttps://www.youtube.com/watch?v=jny8fvGidts&list=RDjny8fvGidts&start_radio=1&t=17sความลึกซึ้งทางอารมณ์ ต่างกันมาก
ทฤษฏีนี้ ใช้กับออลโซสปร๊าก ทาราธุสตร้าได้ พอดี
คนรุ่นใหม่รู้จักแต่ทำให้ ดัง แล้วก็ ดังกว่า เท่านั้น
การแทรกตัวออกมาของเสียงในบรรยากาศในอากาศที่มีที่ว่าง
ทำไม่เป็น
ดนตรีที่ไม่มีที่ว่าง SPACE ก็เป็นแค่เสียงที่มีทำนองเท่านั้น ไม่มีชีวิตและวิญญาน