ความแตกต่างเช่นนี้ ส่งผลกับวัฒนธรรม
ในวันที่ร่างหลักสูตร ผมถือว่าการถ่ายรูป เป็นกระบวนการทางวัฒนธรรม
ดังนั้น นักเรียนของผม ต้องรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง
จึงไม่อาจยอมรับให้ตำราที่ตายสนิทของคนรุ่นก่อน มากำหนดโครงสร้างความคิดของคนทำงาน
โจทย์ของผม จึงเป็นความจริงแบบเหรียญสองด้าน
ด้านหนึ่ง คือการถ่ายรูป เป็นวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง วัฒนธรรมที่เขาใช้ ย่อมกำหนดกรอบความคิดของเขาและเธอ
นี่เป็นความคิดที่ยังเป็นเงาลางๆ ในวันที่ผมกำหนดให้มีการสอนเรื่องนี้ แก่นักเรียนถ่ายรูป
แม้จะเป็นเพียงความคิดลางๆ มันก็ยังชี้ชัดว่า ข้อเสนอของคนรุ่นรัชกาลที่ห้า หก และเจ็ด
ใช้รองรับหรือเป็นเข็มมุ่งของการถ่ายรูปในยุคใหม่ไม่ได้
อันที่จริง โลกของการถ่ายรูป ก็ไม่ใช่โลกใบเดียวกับที่มันถือกำเนิดออกมา
ในปี 1839 ที่ดาร์แกร์และฟ๊อกส์ ทัลบอต นำเสนอเทคโนโลยี่ในการบันทึกความทรงจำออกมา

โลกในวันนั้น ล้าหลังกว่าโลกที่การถ่ายรูปจะสร้างขึ้นในอีกไม่กี่ปีมากมายหลายระดับ
การถ่ายรูปจึงเป็นวัฒนธรรมใหม่ในตัวของมันเอง
แน่นอน ของใหม่จะไปทำซ้ำของเก่านั้น เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
ผมจึงยืนยันกับกรรมการวิทยาลัย ที่ยังยึดถือแนวคิดแบบพระยาอนุมานฯ ว่า
วิชา "วัฒนธรรมสมัยใหม่" มีความสำคัญกับการสร้างศิลปบัณฑิตของสาขาวิชาอย่างยิ่งยวด