ผมอาจจะพูดเกินเลยไปหน่อย แต่ส่วนตัวคิดว่า จำเป็นต้องสรุปลงไปอย่างนั้น
การค้นพบทัศนีย์วิทยาเชิงเส้น ทำให้ศิลปิน โดยเฉพาะจิตรกร เป็นอิสระจากพระเจ้าคงต้องใช้ตัวเองเป็นวัตถุพยาน
เมื่อใช้บทเรียนการสร้างความลวงนี้ ผมรู้สึกว่า ในโลกแห่งประสบการณ์อันจำเพาะนี้
มีแต่ผมคนเดียว ไม่มีใครอยู่ในจักรวาลจำลองนั้นด้วยเลย
ผมสามารถวางความลึกให้เบี่ยงเบนไปอย่างไรก็ได้ อำนาจทั้งหมดอยู่ที่ตัวเอง
กํบสูตรที่เราเองสัมผัสได้เท่านั้น
ผมสามารถสร้างห้องสมมติ ที่มีทุกสิ่งเป็นความจริงตรงตามโลกวัตถุ
ทุกสิ่งพิสูจน์ได้ด้วยกฏของการลากเส้นในทัศนีย์วิทยาเชิงเส้น
และความงามหรือความสมบูรณ์แบบ ถูกกำกับด้วยหลักการที่จับต้องได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น รูปนี้ วางเส้นขอบฟ้าผิด
ทำให้เส้นเปอร์สเปคตีฟชันและเร็วผิดธรรมชาติ
ตอนปลายเส้นจึงปลายกระดกขึ้นมาก เกินความพอดี

ตัวอย่างของการวางเส้นชั้นครูของดา วินชี่
สร้างที่ว่างอันกว้างใหญ่ รองรับเหตุการณ์ที่จะเติมเต็มได้ ไม่สิ้นสุด

การตัดสินผลสำเร็จสำหรับรูปประเภทนี้ ทำได้โดยคนปกติธรรมดา
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มันทำให้งานศิลปะ เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ยิ่งกว่านั้น แม้แต่วางโครงสร้างผิด ก็สามารถแก้ไขได้
ผลของการแก้ไข ยังตรงตามสิ่งที่ตามนุษย์ทุกคนมองเห็นร่วมกัน
ทัั้งหมด เป็นการปลดอำนาจครอบงำของพระเจ้าออกไปได้โดยสมบูรณ์
ตัวอย่างงานชิ้นเยี่ยมที่ใช้ทัศนีย์วิทยาเชิงเส้นอย่างไร้ที่ติ
The School of Athens Raphael (1505) 