ผู้เขียน หัวข้อ: ศิลปะในด้านมืด  (อ่าน 87332 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

vichien

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 198
  • Like: 2
    • ดูรายละเอียด
Re: ความอับจนสิ้นคิดของศิลปิน
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 27 ธันวาคม 2017, 02:38:38 PM »
อ้างถึง
น่าจะงงตรงราคากระมังครับ
ใช่ครับพี่ งงกับราคา กับการให้ราคาความสำคัญกับผลงาน ความจริงเมื่อวานผมพิมพ์ไว้เยอะ แต่ลบออกดีกว่า

คือหากของอยู่ในกลุ่มคนที่มีคนให้ความยอมรับ หากว่าอะไรดีๆคนรอบข้างก็มักเห้นดีไปด้วย
แต่หากผลงาน เป็นของคนธรรมดา ถึงจะดี แต่ก็มักดดนมองผ่านไป

อย่างผลงานของดาบวิชัย นี่ถ้าไม่มีใครนำมาออกสื่อ ก็คงไม่มีใครสนใจหลอก

--อีกข้อหนึ่งที่ผมสงสัยมานานแล้วว่า พวกศิลปิน วาดรูปต่างๆ เค้ามีรายได้มาจากส่วนไหน หากผลงานเค้าไม่เด่นดัง แค่แบบธรรมดาๆ หน่ะครับ--
  (ราบได้จากการวาดรูปขายหรือครับ)

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ศิลปะในด้านมืด
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 27 ธันวาคม 2017, 04:40:05 PM »
เรื่องเงินกับศิลปะนี่ เป็นของแสลง
ที่จริง ต้องแยกเป็นสองเรื่องที่บังเอิญมาสัมพันธ์กัน
หรือที่ถูกต้อง ต้องบอกว่า เป็นสองค่านิยมที่มาผูกโยงเข้าหากัน

ค่านิยมแรก คือการยกย่องผลิตผลอันควรยกย่อง
ค่านิยมที่สองคือ การครอบครองผลิตผลนั้น


ผมอาจจะอธิบายคุณค่าฝ่ายแรกได้ชัดเจนหน่อย
ผมเคยไปทำงานที่ญี่ปุ่น สิ่งที่กระหายยิ่งในครั้งนั้นก็คือ อยากไปดูหอศิลป์ของเขา
ได้ไปชมอยู่แห่งหนึ่ง ความรู้สึกก็ไม่ได้ตะลึงตัวชาอะไร ออกจะผิดหวังด้วย
ในนั้นมีแสดงตั้งแต่ของโบราณไปจนจิตรกรรมของฟานเฮาะ (ซึ่งเป็นงานระดับปลายแถวจริงๆ)

จากนั้นก็เริ่มรู้สึกตัวว่า งานศิลปะนั้น ที่แท้ก็เป็นอาหารชนิดหนึ่งเท่านั้น
มีแบบรสเลิศแล้วก็มีแบบพื้นๆ และมีแบบอาหารหมดอายุด้วย หลากหลายแตกต่างกัน
อาหารชนิดนี้มีไว้ป้อนจิตใจ ซึ่งทำให้ตระหนักรู้ว่า เมื่อป้อนจิตใจแล้ว
รูปธรรมไม่สำคัญเท่านามธรรม

หมายความว่า ถ้าเราสัมผัสงานศิลปะได้ด้วยจิตใจอย่างบริสุทธิ์แล้ว
ได้แค่ดูรูป หรือเห็นห่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นยิ่งยวด
เพราะเราต้องใช้จิตสัมผัสเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ต้องใช้ตาเนื้อ หรือเอามือคลำเสียหน่อย

ลองยกตัวอย่างจากโลกจริงก็ได้ โมนา ลีซ่างัย
ยกย่องกันยังกับว่าชาตินี้ขาดเธอไม่ได้ แล้วความเป็นจริงน่ะ
มีใครได้ดูเธออย่างไกล้ชิดหรือเปล่า




<a href="http://www.youtube.com/watch?v=VPjgsgLDu08" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=VPjgsgLDu08</a>

ข้อมูลข้างบน คงแสดงชัดแล้วว่า คุณค่าของงานนั้น มาจากการเล่าลือ
ไม่ได้มาจากประสบการณ์จริงแม้แต่น้อย

สรุปในประเด็นแรกก็คือ การยกย่องงานศิลปะนั้น เราไม่ได้ทำ คนอื่นทำแล้วเราอ้างตาม
แปลว่า ที่จริงแล้ว ระบบนี้ มีปัญหามาตั้งแต่นานนมแล้วละ
เพียงแต่ไม่กล้าพูด กลัวเสียหน้า

ตรงนี้จะต่างจากดนตรี การแสดง ภาพยนต์ ที่เราสามารถสัมผัสไกล้ชิดได้
ไม่ได้โดนนักรู้ศิลปะครอบงำเอาง่ายๆ

คนที่จะเข้าใจและอธิบายคุณค่าของมันออกมาได้
ต้องใช้อย่างอื่น ไม่ใช่ต้องสัมผัสโดยครง

ส่วนค่านิยมที่สอง ก็เป็นผลต่อเนื่อง
สมมติว่า เอาโมนา ลีซ่าออกประมูล มันอาจจะจบที่พันล้านเหรียญ
หรือมากกว่านั้น ซึ่งมันก็ยังปฎิเสธค่านิยมแรกไม่ได้อีกอยู่ดี ว่า
คนซื้อไม่ได้เห็นของ เพราะคนซื้อเชื่อระบบ

ราคาศิลปะจึงมาจากฐานความเชื่อที่เลื่อนลอยอย่างยิ่ง
คนซื้อมากมาย ไม่เคยได้ดูรูปจริงที่ออกประมูลเสียด้วยซ้ำ
พวกเขาเชื่อบริษัทประมูล เชื่อตัวแทนของเขา เชื่อในค่านิยมสังคม
อาจจะเชื่อตัวเองน้อยที่สุด

อดีตนายกหนีคดีคนพี่ พาคนไปชมบ้าน คนชมก็หวังดีบอกว่างานศิลปะที่ติดอยู่ อาจจะ.......
คือจะแสดงความเก๋าของตัวเอง คุณพี่นายกบอกว่า
"น้อง เราจ้างเขามาทำงานแล้ว เราก็ต้องเชื่อใจเขา......"

ศิลปะราคาหลายร้อยล้านหริอหลายพันล้าน
ก็คงเทียบกับเครื่องดื่นแก้วละหลายแสน ดื่นแล้วก็เป็นเยี่ยวเหมือนน้ำเปล่า

ราคาศิลปะนั้น เป็นเครื่องวัดสติปัญญาสังคม
มากเกินไปก็บ้า น้อยเกินไปก็เสียสติครับ

ส่วนเรื่องการครองชีพ
ศิลปินทั่วไปก็กินข้าวไข่เจียวได้ทุกวันอยู่แล้ว รายจ่ายจึงไม่สูง
ก็อาจจะอยู่ในระดับความจำเป็นพื้นฐานเท่านั้นแหละครับ ไม่ได้กินเพ็ชร กินทองซะเมื่อไหร่

วินมอไซค์อยู่ยังงัย ศิลปินก็อยู่ได้อย่างนั้นเหมือนกัน
ที่จริงต้นทุนทำงานยังถูกกว่าวินเสียอีก
สมมติว่าเป็นจิตรกร ก็ซื้อสีสองหมื่น ผ้าใบสองพัน



เขียนรูปที่โก่งราคาห้าแสนถึงล้านๆ ได้ สะบาย สะบายจ้า


vichien

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 198
  • Like: 2
    • ดูรายละเอียด
Re: ความอับจนสิ้นคิดของศิลปิน
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2017, 08:53:51 AM »
กระจ่างมากเลยครับพี่พี ที่อุตส่าสล่ะเวลาพิมพ์อธิบายแบบยาวๆเลยครับ
ค่านิยมนี่แก้ยากมากๆ ใครไม่เห็นด้วยนี่จะกลายเป็นแกะดำไปเลย อย่างเครื่องเสียงถูก กับของแพงๆ

ความชอบส่วนตัว ของคน หรือคนแต่ละท้องถิ่นก็จะต่างกันออกไป อย่างผมชอบ แต่นาย ก ไม่ชอบ แต่หากกลุ่มที่ชอบแบบ นาย ก มีเยอะกว่า
ก็น่าจะเอกฉันท์ในความคิดได้บ้างอยู่ (แต่ต้องไม่ถูกครอบงำ ชักจูง นะครับ)

อ้างถึง
ผมเคยไปทำงานที่ญี่ปุ่น สิ่งที่กระหายยิ่งในครั้งนั้นก็คือ อยากไปดูหอศิลป์ของเขา
ได้ไปชมอยู่แห่งหนึ่ง ความรู้สึกก็ไม่ได้ตะลึงตัวชาอะไร ออกจะผิดหวังด้วย
ในนั้นมีแสดงตั้งแต่ของโบราณไปจนจิตรกรรมของฟานเฮาะ (ซึ่งเป็นงานระดับปลายแถวจริงๆ)

จากนั้นก็เริ่มรู้สึกตัวว่า งานศิลปะนั้น ที่แท้ก็เป็นอาหารชนิดหนึ่งเท่านั้น
มีแบบรสเลิศแล้วก็มีแบบพื้นๆ และมีแบบอาหารหมดอายุด้วย หลากหลายแตกต่างกัน
อาหารชนิดนี้มีไว้ป้อนจิตใจ ซึ่งทำให้ตระหนักรู้ว่า เมื่อป้อนจิตใจแล้ว
  รูปธรรมไม่สำคัญเท่านามธรรม

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ศิลปะในด้านมืด
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2017, 09:09:58 PM »
ราคาศิลปะ อาจจะมีเหตุผลขึ้นมาได้ในทันใด
ถ้าเราเห็นรายได้ของนักธุรกิจเหล่านี้

1 Marc Lore CEO Wal-Mart Stores Inc.
$236,896,191

2 Tim Cook CEO Apple Inc.
$150,036,907

3
John S. Weinberg Executive Chairman Evercore Partners Inc.
$123,991,055

4
Sundar Pichai CEO Google/Alphabet Inc.
$106,502,419

5
Elon Musk CEO Tesla Inc.
$99,744,920


ถ้า 5 บริษัท มีเงินจ้างลูกจ้างปีละร่วมสองหมื่นล้านบาท
5 บริษัทนี้ ก็ต้องมีรายได้มากกว่าเป็นร้อยเท่าขึ้นไป

เจ้าของจะใช้เศษเงินซื้อสิ่งที่เขาเห็นว่าน่าซื้อ
ก็คงไม่แปลก

ยิ่งกว่านั้น ซื้อมา เบื่อ ขายต่อ
ได้กำไรเห็นๆ



Salvator Mundi เชื่อว่าเป็นผลงานของเลโอนาร์โด ดา วินชี่
$450 m.
ประมูลไปในราคาประมาณหมื่นห้าพันล้าน

เจ้าของเดิมเป็นคนชาวรัสเซีย รวยอันดับเกือบสองร้อยของโลก

wang

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 706
  • Like: 3
    • ดูรายละเอียด
Re: ความอับจนสิ้นคิดของศิลปิน
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 31 ธันวาคม 2017, 08:43:07 AM »
ถ้าผมเป็นเศรษฐี ผมก็จะซื้องานศิลปที่มีชื่อเสียงเก็บไว้เหมือนกัน เพราะมันเป็นทรัพย์สินที่สามารถเอามาปั่นราคาให้ขึ้นได้โดยไม่มีขีดจำกัด ขึ้นได้มากกว่าหุ้นบริษัทใดๆ ขึ้นได้มากกว่าที่ดินทุกแปลงในโลกใบนี้

เพราะว่าคนจะซื้อหุ้นหรือซื้อที่ดิน จะต้องพิจารณาเหตุปัจจัยประกอบ ว่ามันจะขึ้นหรือจะตกอีกเท่าไหร่ แต่งานศิลปหรือโบราณวัตถุนี่มีแต่ขึ้นอย่างเดียว เพราะค่าของมันเป็นนามธรรม แค่สร้างสตอรี่เพิ่มเติมให้เลิศๆ มันก็ขึ้นพรวดๆ คนซื้อก็ซื้อเพราะว่ามันจะขึ้นได้อีกเยอะ ใครจะไปสนใจครับว่ามันงามตรงไหน

เพราะฉนั้นคุณค่าทางศิลปกับราคาของงานศิลปนั้น ไม่เกี่ยวกันเลย

vichien

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 198
  • Like: 2
    • ดูรายละเอียด
Re: ความอับจนสิ้นคิดของศิลปิน
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 01 มกราคม 2018, 09:40:11 PM »
อืมมม จริงด้วย หากมีเงินเหลือๆ ไล่ซื้อเก็บไว้ก่อนก็ไม่ได้เสียหายกระไร อีกปีสองปี ราคาก็มีแต่จะขึ้นๆ ...แต่บ่อจี๊นี่ หมดสิทธิ์

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ความอับจนสิ้นคิดของศิลปิน
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 01 มกราคม 2018, 10:00:36 PM »
...แต่บ่อจี๊นี่ หมดสิทธิ์

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว
เราจะเข้าถึงคุณค่าของงานได้อย่างสะบายใจครับ

เอาใจเราเป็นที่ตั้ง
รับรู้แค่ใหน ซึมซับได้แค่ใหน ก็ทำแค่นั้น
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโดนจูงจมูก
เพราะเราไม่รวย.....ฮา

 flwr

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ความอับจนสิ้นคิดของ ห ล ว ง พ่ อ
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 26 มกราคม 2018, 02:38:27 AM »

http://www.dooasia.com/trips/watkrokkrak/
ทำไมพระถึงใส่แว่นดำ” เนื่องจาก ครั้งหนึ่งได้เกิดโรคตาแดงระบาดไปทั่ว บ้านโกรกกราก การแพทย์ยังไม่เจริญ รักษากันตามมีตามเกิด แต่ก็ไม่หาย ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาองค์พระศิลาแลงกันมานาน จึงได้พากันมาบนบานศาลกล่าวว่า “ถ้าตาหายเจ็บหายแดง จะนำแผ่นทองมาปิดที่ดวงตาขององค์พระศิลาแลง” ผลปรากฏว่าตาหายแดงกันทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงได้นำแผ่นทองมาปิดที่ตาขององค์พระศิลาแลงเต็มไปหมด

ในสมัยที่ “พระครูธรรมสาคร หรือหลวงปู่กรับ ญาณวัฑฒโน” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส มาพบเห็นเข้าจึงหาอุบายเพื่อที่จะไม่ให้ญาติโยมปิดทองที่ดวงตา จึงได้นำแว่นตามาใส่ให้กับองค์ท่าน หลังจากองค์พระศิลาแลงใส่แว่นตาแล้วชาวบ้านโกรกกรากและใกล้เคียงจึงได้นำแว่นตามาถวายแทนการปิดทองที่ดวงตา จนถือปฏิบัติเป็นประเพณีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และได้ขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อปู่”


เป็นวิธีคิดที่น่าพิศวง
ถ้ามาจากเด็กเจ็ดเข้า ก็อาจจะเขกกระบาลซักโป๊ก
แล้วบอกว่า "ทะลึ่ง"




ดูจากรูปเต็ม พบว่าถูกปิดทองทั้งองค์
ก็เหมือนๆ ที่เคยเห็นจากวัดดังอื่นๆ
แสดงว่า หลงพ่อแค่ไม่อยากให้ปิดทองตรงส่วนหนึ่งเท่านั้น
ส่วนอื่นๆ ปิดได้

ไม่งั้นท่านคงหาชุดมาใส่องค์พระ อาจจะเป็นชุดวอร์ม
จะได้เข้ากับแว่นตา....ฮา

ที่จริงต้องร้องโฮ คือร้องไห้มากกว่า ไม่ใช่เรื่องฮาเลยแม้แต่น้อย
พระพุทธรูป คือพุทธประวัติ เรียกได้ว่า เป็นพระประวัติฉบับย่อ

เดิมนั้น สมัยแรกเริ่ม คนอินเดียไม่กล้าสร้างรูปพระศาสดา ใช้สัญลักษณ์แทน (Aniconism)
เพิ่งมาสร้างรูปบุคคลแทนพระพุทธองค์ ก็ล่วงมาถึงพ.ศ.400 เศษ


พุทธประวัตินูนต่ำ ที่สาญจี ราวพ.ศ.200 ปางเสด็จดาวดึงส์ ต้นโพธิ์แทนพระพุทธองค์


พระพุทธรูปรุ่นแรก ศิลปะคันธาราฐ ราวพ.ศ.400 ลงมา




pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ความอับจนสิ้นคิดของศิลปิน
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 26 มกราคม 2018, 02:54:38 AM »


เมื่อกล้าสร้างพระรูปจำลอง ก็ต้องสร้างเพื่อเล่าเรื่อง
นี่เป็นพระรูปก่อนตรัสรู้ ปางบำเพ็ญทุกข์กรกริยา
รูปล่าง เป็นปางเสด๊จลงจากดาวดึงส์




ที่รู้ เพราะเป็นรูปแบบเดียวกับนูนต่ำที่วัดตะพังทองหลาง
น่าเสียดาย พังเกือบหมดแล้ว



ทำเป็นพระบฏก็พบ



pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ความอับจนสิ้นคิดของ ห ล ง พ่ อ
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 26 มกราคม 2018, 02:58:35 AM »
ผมไม่ได้บวชเรียน ยังรู้เลยว่า
พระพุทธรูป คือรูปแทนประวัติพระพุทธองค์ ตรงตามที่มีบันทึกไว้
ก็ต้องถามหลวงพ่อละครับ ว่ามีพุทธประวัติตอนใหน
ที่ทรงสวมแว่นตา

หรือว่า จะเป็นตอนพิเศษ ไม่มีในพระคัมภีร์
คือท่านรู้มากกว่าตำรา ว่างั้น

ภัยร้ายแรงที่สุด มาจากภายใน
เจ้ากูทำซะเอง ทีนี้ศาสนิกจะปกป้องพระศาสนายังงัยกันละเนี่ย

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ศิลปะในด้านมืด
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2018, 01:18:42 AM »
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=PzfWjl5FQ1s" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=PzfWjl5FQ1s</a>

โฆษณานี้ดังอยู่ เผยแพร่แค่ 9 วัน คนกดดูแล้วเจ็ดล้านห้า
ปัญหาคือ ดูจบไม่รู้ขายอะไร สินค้าโดนสาระของหนัง กลบมิด

ผมสนใจสาระของมัน
เป็นครั้งแรกที่สื่อสอนผู้ชมว่า
มึงอย่าฉลาด
อย่าเอาจริงเอาจัง
อย่าพูดเรื่องสำคัญ
อย่าเป็นตัวของตัวเอง

ที่สำคัญ มันทำลายความหมายของคำว่า "เพื่อน"

ตัวแสดง ออกอาการกังวลว่าย้ายไปที่ใหม่แล้วจะไม่มีเพื่อน
ที่จริงไม่เห็นจะต้องกังวลเลย อยู่ที่เดิมก็มีเพื่อนเพียงคนเดียว (อยู่แล้ว)
เนื้อเรื่องเดินต่อว่า เธออยากมีเพื่อน
เธอก็พยายามผูกมิตร ด้วยการชวนคุยเรื่องสาระเข้มข้น
ไม่สำเร็จ ไม่มีใครอยากคุยด้วย
เพื่อเก่าแนะนำให้ทำตัว "แมส" ซึ่งไม่มีคำอธิบายว่าคืออะไร

สรุปเลยละกัน เธอไปถามคนอื่นว่า ใช้แอพกสิกรยังงัย
เท่านั้นแหละ เพื่อนตรึม เกิดความแฮปปี้ น้ำตาไหล

ดูจบ ผมต้องมาสรุปตัวเองหน่อย แก่เกินโฆษณานี้แฮะ
สรุปว่า แอพกสิกรนี่ คนฉลาดจะใช้ไม่เป็น ต้องคนโง่ ไร้สาระ
เน้นด้วยว่า แม่ค้ายังใช้เป็น เด็กแปดขวบก็ใช้เป็น
สุดท้าย ได้ผัว(มั้ง) เพราะไปถามวิธีใช้จากชายหนุ่ม

ตัวเอกน่ะ เก่งทุกอย่าง ยกเว้นใช้แอพกสิกรนี่แหละ

ตกลงมันเป็นโฆษณาที่ดีหรือไม่ดีกันแน่

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ศิลปะในด้านมืด
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2018, 01:25:26 AM »
ส่วนที่น่ารังเกียจที่สุด น่าจะเป็นแนวคิดของผู้กำกับ
เขาใช้คำว่า "เพื่อน" เหมือนใช้แอพ

เพื่อนคือคนที่คุยแต่เรื่องไร้สาระ
สามารถต่อติด เพียงแค่ควักมือถือออกมาถามวิธีใช้
มันง่ายเหมือนทักเฟส หรือกดไลค์
ไม่ต้องใช้สติ

ความหมายของคำว่าเพื่อน
ซึ่งเป็นสัมพันธ์ภาพที่สำคัญที่สุดของการเป็นมนุษย์
โดนคนรุ่นนี้ ย่ำเอาเละ หาแก่นสารอะไรไม่ได้

เชื่อว่า เด็กรุ่นนี้ไม่ได้อ่านนิยายกำลังภายใน
หรืออ่าน แต่มองเป็นเทรนด์ มาแล้วก็ไป ไม่ทิ้งอะไรไว้เลย
งง กับอุดมการณ์ชีวิตของพวกเขาจริงๆ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ศิลปะในด้านมืด
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2018, 11:34:50 AM »
ผมเปลี่ยนชื่อกระทู้ ให้เปิดช่องสนทนาได้กว้างขึ้น
ตั้งใจจะบอกว่า ศิลปะนั้น บางทีไม่ได้เป็นของสูงส่งอันใดเลย
ถ้าคนทำต่ำ ศิลปะก็ต่ำ

เช่นกัน คนเสพย์เอง สัมผัสศิลปะแล้ว ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่ดี
ทั้งๆ ที่จุดหมายสูงสุดของศิลปะ คือการเปลี่ยนให้ดีขึ้น
ตำราจึงสร้างคำที่จำเพาะเจาะจงยิ่งขึ้นว่า FINE ART
เพื่อให้ต่างจาก ART

ศิลปะใด เป็นวิจิตรศิลป์ ย่อมต่างจากศิลปะ
ซึ่งมีความหมายในเชิงเทคนิค เช่นที่ใช้เป็นคำขยายคำนามอื่นๆ
เป็นต้นว่า

the art of living
the art of ......
https://www.google.co.th/search?q=the+art+of&oq=the+art+of&aqs=chrome..69i57j69i60l3&sourceid=chrome&ie=UTF-8

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ศิลปะในด้านมืด
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2018, 11:35:51 AM »
ความสำเร็จทางเทคนิค ไม่ใช่หัวใจของ fine art
เป็นเพียงอุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น

ศิลปะที่เป็นวิจิตรศิลป์นั้น บางทีก็ไม่ต้องใช้ฝีมืออันเลอเลิศ
ขอเพียงทำให้ผู้เสพย์ ยกระดับจิตวิญญานให้เลิศขึ้น สมบูรณ์แบบขึ้น
เป็นมนุษย์มากขึ้น มีผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดประโยชน์
ฯลฯ

ตามนี้แล้ว ย่อมเห็นชัดว่า วิจิตรศิลป์นั้น มีน้อยชิ้นมาก
บิ่งวันก็ยิ่งน้อย เพราะคนที่เกี่ยวข้อง

เป็นมนุษย์น้อยลงทุกที

vichien

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 198
  • Like: 2
    • ดูรายละเอียด
Re: ศิลปะในด้านมืด
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2018, 12:58:07 PM »
เจ้าโฆษณา เคพลัส นี่ ดูครั้งแรก ดูแล้วก็ไม่เก็ท ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเลย แบบว่าเรื่องแค่นี้ รุ่นนี้ยังช่วยตัวเองไม่ได้เชียวหรือ
= ไม่ค่อยชอบครับ ไม่อยากดูซ้ำ เปิดหนีเลย รีโมทอยู่กับตัวเรา