เรื่องเงินกับศิลปะนี่ เป็นของแสลง
ที่จริง ต้องแยกเป็นสองเรื่องที่บังเอิญมาสัมพันธ์กัน
หรือที่ถูกต้อง ต้องบอกว่า เป็นสองค่านิยมที่มาผูกโยงเข้าหากัน
ค่านิยมแรก คือการยกย่องผลิตผลอันควรยกย่อง
ค่านิยมที่สองคือ การครอบครองผลิตผลนั้นผมอาจจะอธิบายคุณค่าฝ่ายแรกได้ชัดเจนหน่อย
ผมเคยไปทำงานที่ญี่ปุ่น สิ่งที่กระหายยิ่งในครั้งนั้นก็คือ อยากไปดูหอศิลป์ของเขา
ได้ไปชมอยู่แห่งหนึ่ง ความรู้สึกก็ไม่ได้ตะลึงตัวชาอะไร ออกจะผิดหวังด้วย
ในนั้นมีแสดงตั้งแต่ของโบราณไปจนจิตรกรรมของฟานเฮาะ (ซึ่งเป็นงานระดับปลายแถวจริงๆ)
จากนั้นก็เริ่มรู้สึกตัวว่า งานศิลปะนั้น ที่แท้ก็เป็นอาหารชนิดหนึ่งเท่านั้น
มีแบบรสเลิศแล้วก็มีแบบพื้นๆ และมีแบบอาหารหมดอายุด้วย หลากหลายแตกต่างกัน
อาหารชนิดนี้มีไว้ป้อนจิตใจ ซึ่งทำให้ตระหนักรู้ว่า เมื่อป้อนจิตใจแล้ว
รูปธรรมไม่สำคัญเท่านามธรรมหมายความว่า ถ้าเราสัมผัสงานศิลปะได้ด้วยจิตใจอย่างบริสุทธิ์แล้ว
ได้แค่ดูรูป หรือเห็นห่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นยิ่งยวด
เพราะเราต้องใช้จิตสัมผัสเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ต้องใช้ตาเนื้อ หรือเอามือคลำเสียหน่อย
ลองยกตัวอย่างจากโลกจริงก็ได้ โมนา ลีซ่างัย
ยกย่องกันยังกับว่าชาตินี้ขาดเธอไม่ได้ แล้วความเป็นจริงน่ะ
มีใครได้ดูเธออย่างไกล้ชิดหรือเปล่า


ข้อมูลข้างบน คงแสดงชัดแล้วว่า คุณค่าของงานนั้น มาจากการเล่าลือ
ไม่ได้มาจากประสบการณ์จริงแม้แต่น้อย
สรุปในประเด็นแรกก็คือ การยกย่องงานศิลปะนั้น เราไม่ได้ทำ คนอื่นทำแล้วเราอ้างตาม
แปลว่า ที่จริงแล้ว ระบบนี้ มีปัญหามาตั้งแต่นานนมแล้วละ
เพียงแต่ไม่กล้าพูด กลัวเสียหน้า
ตรงนี้จะต่างจากดนตรี การแสดง ภาพยนต์ ที่เราสามารถสัมผัสไกล้ชิดได้
ไม่ได้โดนนักรู้ศิลปะครอบงำเอาง่ายๆ
คนที่จะเข้าใจและอธิบายคุณค่าของมันออกมาได้
ต้องใช้อย่างอื่น ไม่ใช่ต้องสัมผัสโดยครง
ส่วนค่านิยมที่สอง ก็เป็นผลต่อเนื่อง
สมมติว่า เอาโมนา ลีซ่าออกประมูล มันอาจจะจบที่พันล้านเหรียญ
หรือมากกว่านั้น ซึ่งมันก็ยังปฎิเสธค่านิยมแรกไม่ได้อีกอยู่ดี ว่า
คนซื้อไม่ได้เห็นของ เพราะคนซื้อเชื่อระบบ
ราคาศิลปะจึงมาจากฐานความเชื่อที่เลื่อนลอยอย่างยิ่ง
คนซื้อมากมาย ไม่เคยได้ดูรูปจริงที่ออกประมูลเสียด้วยซ้ำ
พวกเขาเชื่อบริษัทประมูล เชื่อตัวแทนของเขา เชื่อในค่านิยมสังคม
อาจจะเชื่อตัวเองน้อยที่สุด
อดีตนายกหนีคดีคนพี่ พาคนไปชมบ้าน คนชมก็หวังดีบอกว่างานศิลปะที่ติดอยู่ อาจจะ.......
คือจะแสดงความเก๋าของตัวเอง คุณพี่นายกบอกว่า
"น้อง เราจ้างเขามาทำงานแล้ว เราก็ต้องเชื่อใจเขา......"
ศิลปะราคาหลายร้อยล้านหริอหลายพันล้าน
ก็คงเทียบกับเครื่องดื่นแก้วละหลายแสน ดื่นแล้วก็เป็นเยี่ยวเหมือนน้ำเปล่า
ราคาศิลปะนั้น เป็นเครื่องวัดสติปัญญาสังคม
มากเกินไปก็บ้า น้อยเกินไปก็เสียสติครับ
ส่วนเรื่องการครองชีพ
ศิลปินทั่วไปก็กินข้าวไข่เจียวได้ทุกวันอยู่แล้ว รายจ่ายจึงไม่สูง
ก็อาจจะอยู่ในระดับความจำเป็นพื้นฐานเท่านั้นแหละครับ ไม่ได้กินเพ็ชร กินทองซะเมื่อไหร่
วินมอไซค์อยู่ยังงัย ศิลปินก็อยู่ได้อย่างนั้นเหมือนกัน
ที่จริงต้นทุนทำงานยังถูกกว่าวินเสียอีก
สมมติว่าเป็นจิตรกร ก็ซื้อสีสองหมื่น ผ้าใบสองพัน

เขียนรูปที่โก่งราคาห้าแสนถึงล้านๆ ได้ สะบาย สะบายจ้า
