EstheticThai.com

Forum => ศิลปะและสถาปัตยกรรม => : pee 02 December 2022, 01:03:34 AM

: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 02 December 2022, 01:03:34 AM
ปี ๒๕๖๕ นี้ ครบ ๑๐๐ ปีการตีพิมพ์ประวัติสุนทรภู่

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (๒๔๐๕-๒๔๘๖)
ทรงนิพนธ์และโปรดให้พิมพ์ประวัติกวีขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๕
ต่อมาทรงแก้ไขอีก ๒ ครั้งคือ
พ.ศ. ๒๔๖๗ พิมพ์เป็นบทนำของเรื่องพระอภัยมณีที่หอพระสมุดสำหรับพระนครชำระขึ้น
และ พ.ศ. ๒๔๗๓ พิมพ์แจกผู้มารดน้ำสงกรานต์ ๒๔๗๔

ตั้งแต่นั้นมา พระนิพนธ์นี้ ได้กลายเป็นหลักยึดของการศึกษา
มีการแก้ไขโต้แย้งบ้างก็เพียงเล็กน้อย
ทั้งๆ ที่เป็นประวัติบุคคลที่มีพิรุธ มีปัญหาในการตีความ
และมีข้อเท็จทางอายุสมัยที่พิสูจน์ความผิดพลาดได้อย่างชัดเจน
ประวัติกวีอันไม่น่าเชื่อถือนี้ ก็ยังถูกยึดถือมาจนครบศตวรรษในที่สุด

ผมพยายามเสนอข้อสังเกตเหล่านี้มาตั้งแต่เมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ทั้งในรูปแบบกระดานสนทนาและหนังสือเล่ม
อันที่จริงอาจจะนานกว่า ๒๐ ปีด้วยซ้ำ ถ้านับการเสนออย่างคลุมเครือครั้งแรกในหนังสือ
"ภาพมุมกว้างของ กรุงเทพพระมหานคร ในสมัยรัชกาลที่ ๔ : การค้นพบใหม่"
(สำนักพิมพ์เมืองโบราณ ๒๕๔๔)

ความพยายามนี้ก็ยังถือว่าไม่ประสบผล ไม่แม้แต่จะได้รับความสนใจ

ในโอกาส ๑๐๐ ปีแห่งการพิมพ์ประวัติของท่าน
ข้อเขียนนี้ จึงถือเป็นอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวในทุกประเด็นข้างต้น

ปล
วิกิ เก็บประวัติสุนทรภู่ฉบับพิมพ์ของปี ๒๔๗๐ ไว้
https://th.wikisource.org/wiki/ประวัติสุนทรภู่_%282470%29
ส่วนกรมศิลปากร เก็บฉบับพิมพ์ ๒๕๒๙ ไว้
https://vajirayana.org/พระอภัยมณี/ประวัติสุนทรภู่
ถือว่า อำนวยความสะดวกแก่มหาชนเป็นอย่างยิ่ง
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 12 December 2022, 05:16:47 PM
มูลเหตุที่สมเด็จฯ ศึกษาสุนทรภู่

(https://f.ptcdn.info/138/072/000/qmc864evtP20h6l6P1A-o.jpg)
แม้จะทรงเป็นมือซ้าย/มือขวาในการปกครองบ้านเมืองคู่กันกับกรมพระยาเทววงศ์วโรปกรณ์
และยังมีพระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ห้า เปรียบให้ทรงเป็น “เพชรประดับพระมหามงกุฎ”
กระนั้น สมเด็จฯ ดำรง ก็ยังทรงเป็นกำลังสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี อีกด้วย

ดังนั้นเมื่อในรัชกาลที่หก พ.ศ. ๒๔๕๘ ทรงเปลี่ยนไปเป็นนายกสภาหอพระสมุดสำหรับพระนคร
กลับทำให้ได้ทรงงานพัฒนากิจการหอพระสมุดจนเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ทั้งในส่วนของการหาต้นฉบับโบราณเพิ่มเติม การพิมพ์เพื่อต่ออายุเอกสาร และการสร้างต้นฉบับขึ้นใหม่
งานของสุนทรภู่ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทรงจัดการขึ้นและมีกิจให้ต้องตีพิมพ์อยู่เสมอ

ทรงออกอุบายอันแยบคายคือการจัดพิมพ์หนังสืองานศพในรูปแบบต่างๆ ทั้งเล่มเล็กเล่มใหญ่
สุดแต่กำลังเจ้าภาพ เช่น ชุดใหญ่ "ประชุมพงษาวดาร" หรือเล่มเล็ก เช่นคำอธิบายต่างๆ
(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/bf/ประชุมพงศาวดาร_%28ภาค_๑%29_-_๒๔๕๗.pdf/page1-1535px-ประชุมพงศาวดาร_%28ภาค_๑%29_-_๒๔๕๗.pdf.jpg)
(https://online.pubhtml5.com/iytc/qwuk/files/large/2.jpg?1614146353)

ในบันดาสิ่งพิมพ์เหล่านี้ งานของสุนทรภู่ ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง
นอกจากสร้างความนิยมแล้ว ยังสร้างรายได้อีกด้วย
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: trens 13 December 2022, 08:41:53 AM
มารออ่านต่อครับพี่
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 13 December 2022, 10:49:01 AM
วิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ : ความสงสัยและการพิสูจน์

ถ้าประวัติศาสตร์คือการตั้งคำถามใส่อดีต แล้วหาคำตอบที่คิดว่าเป็น"ความจริง"ออกมา
ประวัติศาสตร์นิพนธ์ (historiography) ก็คงเป็นการพิสูจน์ความเท็จในงานเขียนเหล่านั้น
เราจะใช้แนวคิดนี้ ในการประเมินพระนิพนธ์ "ประวัติสุนทรภู่" ของสมเด็จฯ

สมเด็จฯ ใช้ข่อมูล ๓ ประเภทประกอบการวินิจฉัยในงานเขียนเหล่านั้น
๑ คำบอกเล่า
๒ บทกวีที่เชื่อว่าเป็นของสุนทรภู่
๓ การตีความจากข้อมูลแวดล้อม


ข้อมูล ๑ และ ๓ ล้วนเป็นหลักฐานทางอ้อม
ส่วนข่อมูล ๒ นั้น หากเข้าใจผิดว่าเป็นงานของสุนทรภู่ งานที่ทำมาก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
เช่นนิราศพระแท่นดงรังหรือสุภาษิตสอนสตรี ที่เคยเชื่อว่าเป็นของสุนทรภู่
แต่กลับเป็นของนายภู่อีกคนหนึ่ง หรืออาจจะเป็นท่านอื่นๆ

การตรวจสอบอย่างเข้มงวดจนได้ข้อยุติเท่านั้น จึงจะยอมรับให้ใช้เป็นหลักฐานได้

ส่วนหลักฐานคำบอกเล่านั้น น่าสังเกตว่า สมเด็จฯ ไม่เคยระบุตัวตนเจ้าของเรื่องเล่าไว้เลย
แม้แต่บุคคลที่ทรงไกล้ชิด คือเจ้าฟ้ากลาง ผู้เป็นศิษย์สุนทรภู่ในเพลงยาวถวายโอวาท
ซึ่งน่าจะถ่ายทอดความทรงจำไว้ให้ ก็ไม่เคยอ้างถึง

ทำให้ความน่าเชื่อถือขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 15 December 2022, 05:19:20 PM
ความนิยมในสุนทรภู่

ก่อนหอพระสมุดจะตีพิมพ์ผลงานของสุนทรภู่ มหาชนก็ชื่นชอบงานของท่านอย่างมหาศาลอยู่แล้ว
สมเด็จฯ อธิบายว่า หมอสมิท โรงพิมพ์บางคอแหลมพิมพ์พระอภัยมณีในปี ๒๔๑๓ ราคาเล่มละสลึง ได้กำไรถึงสร้างตึกได้หลังหนึ่ง
จนเที่ยวสืบหาบุตรคือนายพัดกับนายตาบ หวังจะให้บำเหน็จ แต่ไม่ทราบจำนวน ต่อมาหมอสมิทและโรงพิมพ์อื่นๆ
ก็หากลอนสุนทรภู่พิมพ์ขาย บางเรื่องได้พิมพ์ถึง ๓ - ๔ ครั้ง จนได้พิมพ์ในรัชกาลที่ ๕ หมดทุกเรื่อง
เว้นแต่เสภาเรื่องพระราชพงศาวดารฉบับสูญหาย หอพระสมุดฯ ได้พิมพ์แต่เพียงที่จำกันไว้ได้
เพิ่งได้พบที่สมบูรณ์ รวมทั้งเพลงยาวถวายโอวาทที่เพิ่งหาฉบับได้ พิมพ์ในรัชกาลที่ ๖ เหมือนกัน

บุคคลที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติกวีนั้น มีหลายท่าน
เรื่องหนึ่งที่อ้างกันบ่อยคือ พระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน (๒๔๕๐) ที่เอ่ยถึงโต๊ะกลของนางละเวงตอนเสด็จพระราชวังแวร์ซาย ทรงเรียกกวีเอกว่า "ตาภู่" ซึ่งสะท้อนความสนิทสนมที่มากกว่าปกติ
เรายังพบว่า เทียนวรรณอาจจะเป็นนักสุนทรภู่ศึกษาคนแรก เมื่อท่านเล่าหลายประเด็นเกี่ยวกับประวัติวรรณกรรม รวมทั้งวิจารณ์ผลงานด้วยความเห็นที่คมคาย ก่อนที่กศร. กุหลาบ จะเล่าเรื่องโคตรตระกูลของสุนทรภู่ที่มีรายละเอียดน่าสนใจ

ก่อนกว่านั้นขึ้นไปอีก
กวีหญิงอย่างคุณพุ่ม "บุษบาท่าเรือจ้าง" ก็อ้างตนเองว่าเป็นศิษย์ครูสุนทรภู่
นายมี หรือ เสมียนมี หมื่นพรมหสมพัตสร ก็เชื่อว่าเป็นศิษย์ รวมไปถึงหม่อมราโชทัย
และอาจรวมนายภู่ จุลละภมร หรือภู่ นกกระจาบ อีกด้วย
สุดท้ายคือ นายทิม หรือขุนพิพิธภักดี ผู้แต่งนิราศหนองคาย อีกท่านหนึ่ง

การที่สมเด็จฯ เน้นความสำคัญของสุนทรภู่
จึงดำเนินตามความนิยมของยุคสมัย แต่ได้ทำอย่างเป็นระบบยิ่งกว่าที่เคยทำกันมา
เพียงแต่มิได้สืบค้นจากแหล่งข้อมูลอื่นมากเพียงพอ ข้อมูลที่ทรงใช้จึงขาดความสมบูรณ์

ตีตกได้อย่างง่ายดาย
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 15 December 2022, 05:22:23 PM
ผลงานสุนทรภู่เรียงตามปีและตามรัชกาล
(ตามข้อสันนิษฐานของ สมเด็จ นายธนิต อยู่โพธิ์และคนอื่น เพิ่มเติมบ้าง)
https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/item_search.php?search_name=สุนทรภู่

แต่งใน
รัชกาลที่หนึ่ง

พ.ศ. ๒๓๕๐ โคบุตร
พ.ศ. ๒๓๕๐ (ต้นปี) นิราศเมืองแกลง
พ.ศ. ๒๓๕๐ (ปลายปี) นิราศพระบาท

รัชกาลที่สอง
สิงหไตรภพ ๑๕ เล่มสมุดไทย ตอนต้นแต่งในรัชกาลที่ ๒
ขุนช้างขุนแผน (ตอน กำเนิดพลายงาม)

รัชกาลที่สาม
พ.ศ. ๒๓๖๔-๗ สวัสดิรักษา
พ.ศ. ๒๓๗๑ นิราศภูเขาทอง
พ.ศ. ๒๓๗๓ เพลงยาวถวายโอวาท
พ.ศ. ๒๓๗๖ นิราศพระแท่นดงรัง (สามเณรกลั่น)
พ.ศ. ๒๓๗๙ นิราศวัดเจ้าฟ้า (ว่าแต่งในนามหนูพัด)
พ.ศ. ๒๓๘๐-๓ สุภาษิตสอนหญิง (ต่อมาเชื่อว่าไม่ใช่สุนทรภู่แต่ง)
พ.ศ. ๒๓๘๔ โคลงนิราศเมืองสุพรรณ
พ.ศ. ๒๓๘๕ รำพันพิลาป
พ.ศ. ๒๓๘๕ นิราศพระประธม
พ.ศ. ๒๓๘๘-๙๒ นิราศเมืองเพชรบุรี
พ.ศ. ๒๓๘๘ พระอภัยมณี (สุวดี ภู่ประดิษฐ์, สุมาลี วีระวงศ์ sac.or.th)
ไม่ทราบปีแต่ง พระไชยสุริยา (แต่งเป็นกาพย์คำเทียบสอนอ่าน)
ไม่ทราบปีแต่ง ลักษณวงศ์
ไม่ทราบปีแต่ง นิราศอิเหนา (แต่งถวายพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ)

รัชกาลที่สี่
บทละครเรื่องอภัยนุราช ถวายพระองค์เจ้าดวงประภา ๒๓๘๒-๒๔๓๘ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า
เสภา เรื่องพระราชพงศาวดาร
บทเห่กล่อมพระบรรทม เห่เรื่องกากี / เห่เรื่องพระอภัยมณี / เห่เรื่องโคบุตร / เห่เรื่องจับระบำ ตำนานเกี่ยวกับเทพ

ปีแต่งและผู้แต่งในงานเหล่านี้
สามารถตรวจหาข้อผิดได้มากมาย

เราจะชัณสูตรในภายหลัง เมื่อสรุปข้อมูลได้ครบถ้วนแล้ว
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 16 December 2022, 03:42:06 AM
ความเท็จและความพิสูจน์ไม่ได้ ในหลักฐานที่ทรงใช้

พระวินิจฉัยจำนวนมากของสมเด็จฯ เต็มไปด้วยพิรุธ
บางประเด็นเป็นเรื่องหญ้าปากคอก เช่นศักราชที่มาก่อนกาล
บางเรื่องก็ต้องใช้หลักฐานที่ซับซ้อนกว่าที่ทรงใช้ เช่นการตีความเรื่องกษัตริย์สองพระองค์

กษัตริย์สองพระองค์
ขอยกเรื่องสำคัญที่สุดมาเสนอก่อน
ในโคลงนิราศสุพรรณและนิราศภูเขาทอง มีกล่าวถึงกษัตริย์สองพระองค์
ทรงวินิจฉัยว่า ต่างก็หมายถึงรัชกาลที่สอง ผู้ศึกษาต่อๆ มา ก็ใช้ตาม
โดยไม่ได้สนใจว่า เป็นเช่นนั้นจริงหรือ

จากโคลงนิราศสุพรรณ บทที่ ๑๒-๑๔
๑๒ ยนฉนวนหวนนึกน้ำ เนตรนอง พระธินั่งบันลังทอง ที่เฝ้า
ชำระพระนิพนสนอง เสด็จสนิดชิดเอย สริ้นแผ่นดินปิ่นเกล้า กลับร้างห่างฉนวน ฯ

๑๓ แบ่งบุญสุรธรเชื้อ ชิณวง สืบซ่างทางพุทพง ผ่องแผ้ว
ถวายพระหริรักทรง สารภิเศศเสวตรเอย ลุโลกโมฆเมืองแก้ว กิจร้ายหายสูร ฯ

๑๔ อีกองมงกุฎิเกล้า เชากรุง สืบกษัตรขัติยบำรุง รอบแคว้น
ถวายพระอนิสงพดุง พเดชเฟื่อง กเดื่องเอย สิ่งโศกโรคเรื่องแค้น ขจัดผ้ายวายเขน ฯ

บทที่ว่า  "อีกองมงกุฎิเกล้า เชากรุง..."
ควรแปลว่า กษัตริย์อีกพระองค์ทรงพระนามว่า มงกุฎ เป็นเกล้าของชาวกรุง
หมายถึงทรงปกครองบ้านเมือง
กษัตริย์องค์นี้ ไม่ใช่องค์เดียวกับในวรรคก่อน (๑๒-๑๓) ซึ่งเอ่ยนามว่า "ปิ่นเกล้า"
ซึ่งอ้างว่าได้ถวายการรับใช้ชำระพระนิพนธ์อย่างไกล้ชิด

ดังนั้น โคลงนี้จึงกล่าวถึงกษัตริย์สององค์ ปิ่นเกล้าองค์หนึ่ง มงกุฎเกล้าอีกองค์หนึ่ง
ถ้าการตีความนี้เป็นที่ยอมรับ การตีความเดิม ก็ต้องยกเลิกไป

ส่วนในนิราศภูเขาทอง กล่าวถึง "สมเด็จพระบรมโกษฐ์"
ถึงเขมาอารามอร่ามทอง พึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืน
โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จพระบรมโกษฐ์ มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
เราสามารถตรวจหาได้ว่าคือพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด

ในรัชกาลที่สอง เสด็จเมื่อก่อรากครั้งหนึ่ง อีกครั้งเมื่อแรกยกตัวไม้เครื่องบน วัดยังสร้างไม่เสร็จ
มาสำเร็จมีการฉลองในรัชกาลที่สาม ปี 2371 แต่....สุนทรภู่บวชหนีภัย จะมาตามเสด็จได้อย่างไร

ประเด็นสำคัญคือ รัชกาลที่สามทรงเชิญกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์
มาบูรณะวัดหงษ์ที่อยู่ไกล้ แทนวัดเขมาที่ห่างไกล การบูรณะจึงถูกทิ้งค้าง
รัชกาลที่สี่ทรงผนวชอยู่จึงทรงปฎิญานว่าหากมีกำลังเมื่อใด จะบูรณะวัดเขมาให้สมบูรณ์ให้จงได้
https://vajirayana.org/ประชุมประกาศรัชกาลที่-๔-ภาคปกิรณกะ-ส่วนที่-๒/๓๑๘-ประกาศปฏิสังขรณ์วัดไชยพฤกษมาลาวัดเขมาภิรตาราม
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 17 December 2022, 03:22:25 AM
คำให้การของสมเด็จฯ
https://vajirayana.org/พระอภัยมณี/อธิบาย-ว่าด้วยเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่
สมัยแรกมีโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งในประเทศนี้ นักเรียนรุ่นข้าพเจ้าและรุ่นหลัง ๆ ต่อมามิใคร่มิใครชอบอ่านเรื่องพระอภัยมณีด้วยคิดเห็นว่าเป็นหนังสือแต่งโดยความโง่เขลา เช่นเข้าใจว่าเมืองลังกาเป็นเมืองฝรั่ง และพรรณนาว่าด้วยขนบธรรมเนียมฝรั่งอย่างงมงายต่าง ๆ เป็นต้น

ส่วนตัวข้าพเจ้าเองจะสารภาพว่ามิได้เคยอ่านหนังสือพระอภัยมณีตลอดเรื่องส่วนตัวข้าพเจ้าเองจะสารภาพว่ามิได้เคยอ่านหนังสือพระอภัยมณีตลอดเรื่อง จนกระทั่งเมื่อเป็นสภานายกหอพระสมุดสำหรับพระนคร


แต่เคยได้ยินกระแสพระราชดำริในพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรัสว่าเรื่องพระอภัยมณีนั้น สุนทรภู่ไม่ได้เดาเอาตามอำเภอใจทั้งนั้น ทรงพบเค้ามูลเรื่องพระอภัยมณีมีอยู่ในเรื่องอาหรับราตรีฉบับเซอร์ริชาดเบอร์ตันเรื่องหนึ่ง ว่ามีกษัตริย์ถือศาสนาอิสลามไปตีเมืองซึ่งนางพระยาถือศาสนาคริสตัง ไปพบกันเข้าตัวต่อตัวในกลางศึก แล้วเคยรักใคร่กัน ทำนองเดียวกับเมื่อพระอภัยมณีได้นางลเวง ทรงสันนิษฐานว่าเมื่อสุนทรภู่แต่งเรื่องพระอภัยมณีนั้นเห็นจะพยายามสืบสวนนิทานต่างประเทศมาก คงจะได้เค้าเรื่องอาหรับราตรีจากพวกแขกที่เข้ามาค้าขาย แล้วจำเอาเรื่องซึ่งรู้จากที่ต่าง ๆ มาเลือกคิดติดต่อประกอบกับความสันนิษฐานของตน เรื่องพระอภัยมณีจึงแปลกกับนิทานไทยเรื่องอื่น

ต่อมาเมื่อเสด็จประพาสยุโรปครั้งหลังในหนังสือไกลบ้านซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงยังทรงพระราชดำริถึงเค้ามูลเรื่องพระอภัยมณี มีปรากฏอยู่ในตอนเสด็จทอดพระเนตรตำหนักตริอานองน้อย ของพระมเหสีพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส ที่วังเวอไซล์อีกแห่งหนึ่ง ว่า “ห้องที่แปลกมากนั้นคือห้องเสวย.....ไม่มีโต๊ะเสวยถ้าถึงเวลาเสวย โต๊ะจัดอยู่ในชั้นตํ่าสำเร็จแล้วทะลึ่งขึ้นมาบนพื้นเอง ตาภู่แกคงจะรู้ระแคะระคายใครเล่าให้ฟัง หรือจะมีในหนังสือเก่า ๆ ครั้งโกษาปาน ที่คนหารเสียแล้วว่าไม่จริง จึงไม่ได้เก็บลงในพงศาวดาร” ดังนี้

ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ฟังกระแสพระราชดำริ ก็ได้เอาใจใส่ตรวจตราเค้ามูลเรื่องพระอภัยมณีมา แต่ก็ยังหาได้เพียรอ่านให้ตลอดเรื่องไม่ มาจนในรัชกาลปัจจุบันนี้ เมื่อหอพระสมุด ฯ มีกิจการพิมพ์หนังสือมากขึ้น ข้าพเจ้านึกว่าเรื่องพระอภัยมณีเป็นหนังสือ ซึ่งนิยมกันมาแต่ก่อน บางทีหอพระสมุดฯ จะต้องพิมพ์สักครั้งหนึ่ง จึงได้เอาหนังสือเรื่องพระอภัยมณีมาอ่านตั้งแต่ต้นจนปลาย พออ่านไปก็แลเห็นความสมจริงดังกระแสพระราชดำริของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

คือว่าเรื่องพระอภัยมณี สุนทรภู่ตั้งใจแต่งโดยปราณีต ทั้งตัวเรื่องและถ้อยคำสำนวน ส่วนตัวเรื่องนั้นพยายามตรวจตราหาเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหนังสือต่าง ๆ บ้างเรื่องที่รู้โดยผู้อื่นบอกเล่าบ้าง เอามาตริตรองเลือกคัดประดิษฐ์ติดต่อประกอบกับความคิดของสุนทรภู่เอง อาจจะสอบสวนชี้เค้ามูลได้ เช่นเรื่องอาหรับราตรี ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพบนั้นอีกหลายแห่ง เป็นต้นว่าที่สุนทรภู่คิดให้พระอภัยมณีชำนาญการเป่าปี่ แปลกกับวีรบุรุษในหนังสือเรื่องอื่นๆ นั้น ก็มีเค้ามูลอยู่ในหนังสือพงศาวดารจีนเรื่องไซฮั่น คือ เตียวเหลียงเป่าปี่เมื่อฮั่นอ๋องรบกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง กล่าวไว้ในเรื่องไซ่ฮั่น ดังนี้
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 18 December 2022, 03:16:44 AM
เมื่อบทประพันธ์ยืนยันหมุดเวลาที่แน่ชัดแก่เรา ว่า

โคลงนิราศสุพรรณ ระบุการสวรรคตของพระปิ่นเกล้าไว้ (๒๔๐๘)
ส่วนนิราศภูเขาทอง ระบุการสวรรคตของพระจอมเกล้า (๒๔๑๑)


จึงเป็นการสกัดหลังว่า นิราศต้องแต่งหลังจากนี้ลงไป แต่ยังบอกว่าเป็นปีแต่งมิได้
เพราะท่านสุนทร อาจแต่งนิราศหลังจากนั้นมาอีกเมื่อไรก็ได้
ดังเช่นที่เล่าเรื่องย้อนหลังสมัยเด็ก สมัยหนุ่ม สมัยเกี้ยวสาวเอาไว้ตลอดเวลา

แต่
มีความแน่นอนประการหนึ่งที่ยืนยันได้ คือ สุนทรภู่อยู่มาหลังจากแผ่นดินพระจอมเกล้า
ไม่ได้เสียชีวิตในพ.ศ. ๒๓๙๘ หนึ่งปีก่อนจอห์น เบาว์ริง (John Bowring 2335-2415)
เข้ามาเจรจาการค้า

อย่างที่สมเด็จฯ ลงพระมติไว้ แล้วถูกยึดถือกันมา ๑๐๐ ปีเต็ม

และ
ด้วยความโลดโผนผจญภัยในนิราศสุพรรณ
ชวนให้คิดว่า ในปีนั้น ท่านไม่น่าจะสูงวัยในเรือนเจ็ดสิบ
หรือถ้าเจ็ดสิบจริง ท่านก็จะเกิดราว 2340 บวก/ลบไม่มาก
ไม่ใช่ 2329 อย่างที่ยึดถือกัน

ยังทันเป็นกวีหนุ่มฝีปากกล้ารับใช้รัชกาลที่สองได้เช่นเดิม
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 18 December 2022, 03:40:14 AM
๑ ดวงชาตากวี หลักฐานไร้ที่มา

สมเด็จฯ อ้างว่า มีผู้รู้ตำราโหราศาสตร์ ผูกดวงชาตาของสุนทรภู่ไว้

(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/78/Wheel_of_fate_of_Sunthon_Phu_%281927%29.svg/200px-Wheel_of_fate_of_Sunthon_Phu_%281927%29.svg.png)
เกิดเมื่อ ณ วันจันทร์ เดือน ๘ ขึ้นค่ำ ๑ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาเช้า ๒ โมง
(ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙) มีคำอธิบายใต้ดวงชาตาว่า
“สุนทรภู่อาลักษณ์ขี้เมา”

หลักฐานชิ้นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ถึงกับกำหนด "วันสุนทรภู่" ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ
ทว่า ผ่านมาแล้วร้อยปี ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นดวงจริงชิ้นอีก แม้ในหอพระสมุดจะมีสมุดจดดวงจำนวนมาก ก็ไม่มีผู้ใดเผยแพร่อีกครั้ง

นายเทพ สุนทรสารทูล นักสุนทรภู่ศึกษาเชื่อในพระมตินี้ จนสันนิษฐานต่อไปว่า
มาจากสมุดจดดวงของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (๒๓๕๒-๒๔๓๕)
ในหอจดหมายเหตุ มีสมุดไทยขาว "ตำราดวงฉบับสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์" เลขทะเบียน ๑๓๕ ก็จริง
http://164.115.27.97/digital/items/show/3778
แต่เป็นสมุดจดดวงพระชาตาเจ้านาย ของบุคคลธรรมดานั้น ส. พลายน้อย เคยบอกไว้เป็นการส่วนตัวว่า
"ผมหามาเสียนัก ไม่เคยเจอ"

มีข้อสังเกตอีกว่า สมเด็จฯ อุตสาหะ อธิบายการทำดวงชาตาอย่างนี้ไว้ถึง ๓๕๙ คำ
ทั้งที่ไม่มีความสำคัญอะไรมากถึงเพียงนั้น ปกติแล้ว มีแต่การแก้ตัวกระมัง ที่ต้องใช้ถ้อยความฟุมเฟือย

ดวงชาตานี้ จึงต้องปัดไปในกลุ่มหลักฐานไร้ที่มา
และจนกว่าจะมีข้อยืนยันที่น่าเชื่อถือมารับรอง จึงสามารถใช้ข้อมูลนี้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 19 December 2022, 05:21:50 AM
๒ สกุลวงศ์ของสุนทรภู่

ทรงเล่าความในประเด็นนี้ว่า
บิดาท่านเป็นชาวบ้านกร่ำ มารดาเป็นชาวเมืองอื่น เกิดสุนทรภู่แล้วหย่ากัน
บิดาไปบวชอยู่ที่เมืองแกลง มารดาได้สามีใหม่ มีลูกหญิงชื่อฉิมและนิ่ม
ได้เป็นนางนมพระองค์เจ้าจงกล (๒๓๒๘-๒๓๘๕) สุนทรภู่จึงเป็นข้าวังหลังตั้งแต่เด็ก


ความตรงนี้อ่านผ่านๆ ก็เรียบร้อยดี เพียงแต่ไม่ทรงระบุที่มาอีกเช่นเคย
มาสดุดตรงอายุพระองค์เจ้าจงกล ทรงประสูติก่อนสุนทรภู่หนึ่งปี จึงต้องมีแม่นมอื่นในปีแรก
แล้วมารดาสุนทรภู่ จึงเป็นแม่นมในปีต่อมา ไม่เคยพบการกล่าวอ้างใดๆ ในกลอนของสุนทรภู่

อนึ่ง นายเทพ มีความเห็นแย้งว่า ประเพณีชาววัง ไม่ยินยอมให้หญิงหย่าร้างเป็นแม่นม
ข้อนี้ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้เช่นกัน

อันที่จริงแล้ว เรื่องสกุลวงศ์ของสุนทรภู่ มีผู้แสดงไว้ก่อนสมเด็จฯ นานพอดู แต่ไม่ทรงเอ่ยถึง
อาจจะเป็นเพราะหนึ่งในนั้นคือ กศร กุหลาบ เป็นบุคคลที่ทรงรังเกียจ
อีกหนึ่งคือพระยาปริยัติธรรมธาดา ผู้ใต้บังคับบัญชาของพระองค์เอง
ในคำให้การของพระองค์ ทรงเล่าว่ารังเกียจพระอภัยมณี ดังนั้นคงจะไม่สนพระทัยในประวัติกวีเป็นแน่
นับว่าทรงขาดความสง่างามในการนำความรู้ของผู้อื่นมาเป็นของตนอย่างน่าเสียดาย

เรามาดูข้อมูลที่ทรงใช้กันสักหน่อย
นายกุหลาบ เขียนประวัติสุนทรภู่ลงใน “สยามประเภท” เมื่อ ร.ศ.๑๒๓ (พ.ศ.๒๔๔๗) ว่า
“ประวัติท่านขุนสุนทร (ภู่) ว่าเปนอย่างไร?”
“บุตรคนใหญ่ชื่อนายพัดๆ ยังอยู่ทุกวันนี้มีอายุศม์ ๘๖ ปี ยังมีกําลัง แขงแรงพอจะไปไหนไปได้ สติก็ยังดี ปกติอยู่มาก พอถามได้ใจความตามที่ลงมานี้บ้าง”
"หาเป็นนักปราชญ์เช่นบิดาไม่..ได้จดหมายเหตุไว้ทุก สิ่งทุกประการ โดยพิศดารวิตถารมากมายหลายเล่มสมุดไทย แต่เสียใจจะนํามาลงให้หมดไม่ได้ ด้วยเป็นเรื่องยืดยาวมากมายนัก
หน้า ๙๔ “…ขุนสุนทร (ภู่) เปนบุตรขุนศรีสังหาญ (พลับ) บ้านมีอยู่หลังป้อมวังหลัง ที่เปนสะเตชั่นรถไฟสายเพชรบุรี มารดาชื่อใดไม่ทราบถนัด…”
หน้า ๙๕  “…เมื่อในรัชกาลที่ ๒ กรุงเทพฯ โน้นนั้น ท่านขุนสุนทร (ภู่) เปนผู้โปรฎปรานมากนัก ได้พระราชทานที่บ้านหลวงให้อยู่ (คือที่วังกรมขุนราชสีหวิกรม (-หรือ-) จะว่าที่บ้านพระยาราชมนตรี (ภู่) ที่ริมท่าช้างก็ได้)…”
หน้า ๙๖ “…ถึงรัชกาลที่ ๓ จึงมีรับสั่งว่าดังนี้ “อ้ายภู่มันฬ้อพ่อกูเล่น เช่นเพื่อนของมันได้ ทั้งมันร้องตะโกนทูลข้ามหัวกูไปด้วย จะเลี้ยงมันไว้ไม่ได้ ให้ถอดเสียจากกรมพระอาลักษณ์”
ที่บ้านก็ไล่เสียไม่ให้อยู่ต่อไปในที่นั้นๆ จึงพระราชทานให้พระยาราชมนตรี (ภู่) ข้าหลวงเดิมอยู่ต่อมาจนทุกวันนี้ เป็นบ้านบุตร, หลาน, เหลน, พระยาราชมนตรี (ภู่) อยู่ทั่วไปทุกแห่ง เพราะฉะนั้นท่านขุนสุนทร (ภู่) จึ่งต้องบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ไปจําพรรษาอยู่วัดเลียบก่อน ภายหลังแต่งหนังสือกลอน เรื่องพระอภัยมะณีถวายพระจ้าวลูกเธอพระองค์จ้าววิลาศๆ ได้เปนกรมหมื่นอับศรสุดาเทพๆ รับสั่งอาราธนาให้พระสุนทร (ภู่) ไปอยู่วัดเทพธิดาราม ถวายเงินเดือนๆ ละชั่งค่าแต่งหนังสือ เรื่องพระอภัยมะณีถวาย หลายสิบเล่มสมุดไทย…”
จากบทความใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 8, ฉบับที่ 8 (มิ.ย. 2530)
https://www.silpa-mag.com/history/article_87693

ส่วนเจ้าคุณปริยัติฯ นั้น ได้เก็บคำให้การของบุคคลมากมายที่รู้เรื่องสุนทรภู่ไว้
เนื้อหาครอบคลุมมากกว่านายกุหลาบ เราจะใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปข้างหน้า
กรมศิลปากรระบุว่าทำใน พ.ศ. ๒๔๕๖ ตรวจสอบแล้ว มีการบันทึกต่างกรรมต่างวาระมิได้บันทึกในครั้งเดียว
เรื่องเมืองแกลงนั้น มาจากคำให้การของนายแก้วภักดี กรมมหาดเล็ก
"เป็นคนชาวเมืองแกลง ตำบลบ้านอยู่ที่เนินค้อ  เรียกว่าบ้านเนินค้อ แลจะได้เข้ากรุงมาเมื่อไรไม่ได้ความ"

ดังนั้นแล้ว เราก็ทราบต้นตอเรื่องบิดาสุนทรภู่ในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ ว่าทรงได้มาอย่างไรเสียที
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 19 December 2022, 05:49:31 AM
เรื่องพระองค์เจ้าจงกลและพระมารดา คือเจ้าครอกทองอยู่นี้
สมเด็จฯ ดูจะทรงใส่ใจมาก ได้สร้างเรื่องต่อเนื่องจนกลายเป็นชุดเรื่องราวว่า
สุนทรภู่ได้รับการชุบเลี้ยง เมตตาไปจนถึงบุตรคือนายพัด โดยอ้างนิราศวัดเจ้าฟ้า

“ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุ แทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร ไม่ทันลับกัปกัลป์พุทธันดร พระด่วนจรสู่สวรรคครรไล” ความตรงนี้บ่งว่าสุนทรภู่ได้นบไหว้ที่รำลึกถึง เจ้าครอกข้างใน ซึ่งเป็นพระอัครชายาของกรมพระราชวังหลัง
https://vajirayana.org/นิราศวัดเจ้าฟ้า-ฉบับตรวจสอบชำระ-พศ-๒๕๕๘/ความนำ

นี่เป็นเหตุผลวิบัติชิ้นใหญ่ เพราะการใช้ถ้อยคำนั้น สูงเกินฐานะของเจ้าครอกทองอยู่ไปมาก
กวีใช้คำสูงส่ง เช่น
ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุ แทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร
นี่สิ้นบุญทูนกระหม่อมจึงตรอมอก


"พระบาท" และ "ทูนกระหม่อม" สองคำนี้
จะใช้กับอดีตข้าหลวงจากราชสำนักอยุธยาอย่างเจ้าครอกมิได้
แม้จะทรงเป็นพระอัครชายาในสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์
แต่พระโอรสก็ยังเป็นเพียง "พระองค์เจ้า" ไม่อาจใช้ศัพท์ดังกล่าวได้

ยิ่งคำว่า ทูนกระหม่อม นั้น ใช้ได้กับเจ้าฟ้าชั้นเอกเท่านั้น
ระดับเจ้าฟ้ากรมพระยานริศ หรือเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าทรงตั้ง

ก็ใช้คำนี้มิได้
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 19 December 2022, 05:30:37 PM
๓ วังหลังครั้งหนุ่มเหล้า(เล่า) เจ้าเอย

จากกลอนไม่กี่คำ สมเด็จฯ เล่าชีวิตช่วงเด็กถึงหนุ่มของสุนทรภู่เป็นความพิศดารออกมาได้

เรียนในสำนักวัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) รู้หนังสือจนทำการเสมียนนายรวางกรมพระคลังสวน ไม่ชอบทำการงานนอกจากแต่งบทกลอน ถึงบอกดอกสร้อยสักรวาได้แต่หนุ่ม แล้วกลับมาอยู่ที่พระราชวังหลังอย่างเดิม

"เห็นจะเปนเพราะที่เปนเจ้าบทเจ้ากลอนนั่นเอง ชวนให้คนองจนทำความเกิดขึ้น ด้วยไปลอบลักรักใคร่กับผู้หญิงข้างในคน ๑ ชื่อ จัน ถูกกริ้วต้องเวรจำทั้งชายหญิง แต่เวลานั้น กรมพระราชวังหลังใกล้จะทิวงคตอยู่แล้ว ติดเวรจำอยู่ไม่ช้านัก ทำนองจะพ้นโทษเมื่อกรมพระราชวังหลังทิวงคตใน พ.ศ. ๒๓๔๙ สุนทรภู่จึงออกไปหาบิดาที่เมืองแกลง"

 
วรรคแรกนั้นมีข้อมูลจากโคลงเพียงเล็กน้อย ส่วนวรรคสองทรงแต่งขึ้นใหม่ทั้งหมด
เหตุผลรองรับก็อ่อนแอ การที่เก่งกลอนจนคนองไปรักไคร่สาวชาววังนั้น ฟังดูน่าประหลาด
เพราะอีกแห่ง ทรงอ้างว่าความสามารถนี้ทำให้ไปเกี่ยวข้องกับคดีทิ้งหนังสือ จนติดคุก
ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า

อย่างไรก็ดี เทื่อจะให้สอดรับกับความเชื่อว่า "นิราศเมืองแกลง" เป็นงานงานชิ้นแรกของสุนทรภู่ จึงต้องโยงให้ได้ว่า "ทำนองจะพ้นโทษเมื่อกรมพระราชวังหลังทิวงคตใน พ.ศ. ๒๓๔๙ ... เมื่อแต่งนิราศเมืองแกลง อายุจะราวสัก ๒๑ ปี มีศิษย์ติดตามไปด้วย ๒ คน ข้อนี้ส่อให้เห็นว่า ในเวลานั้น สุนทรภู่ทำนองจะมีชื่อเสียงในการแต่งบทกลอนอยู่แล้ว จึงมีผู้ฝากตัวเปนศิษย์"

ความตรงนี้ สะท้อนว่ามิได้ทรงอ่านนิราศนี้อย่างใส่ใจ
ตลอดทั้งเรื่องไม่มีข้อความอะไรส่อว่าเพิ่งออกจากคุกหรือได้อภัยโทษเพราะวังหลังทิวงคต
ที่จริง กวีเองระบุชัดเจนว่า "แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา" (กลอนตรงที่กล่าวถึงคลองบางเหี้ย) หาได้อยากจะไปบวชไม่
อีกที่หนึ่งบอกว่า "สำนักในคูหาขุนจ่าเมือง ใครพบพักตร์เขาก็ทักว่าทรงซูบ" และ "พบเรือนเพื่อนชายชื่อนายมา เขาโอภาต้อนรับให้หลับนอน" แสดงว่ากวีคุ้นเคยกับเจ้าของถิ่น

ไม่ได้ตรงกับชีวิตสุนทรภู่ที่ทรงเล่าไว้ตอนต้นเลย

ต่อจากนั้น ก็ทรงแต่งประวัติกวีต่อว่า หลังนิราศเมืองแกลงแล้ว
มาเป็นมหาดเล็กพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ที่ทรงผนวชที่วัดระฆัง
"แลได้หญิงชื่อ จัน ที่เคยเกิดความนั้น เปนภรรยา ทำนองเจ้าครอกข้างใน (ทองอยู่) ซึ่งเปนพระอัครชายาของกรมพระราชวังหลัง จะยกประทาน ด้วยปรากฎในนิราศวัดเจ้าฟ้าว่า เมื่อสุนทรภู่มีบุตร เจ้าครอกข้างในรับเข้าไปทรงเลี้ยงดู แต่เมื่อได้นางจันเปนภรรยาแล้ว อยู่ด้วยกันเปนปรกติไม่เท่าใด
เห็นจะเปนเพราะสุนทรภู่จับเปนคนขี้เมาในตอนนี้ ถึงปีเถาะ (พ.ศ. ๒๓๕๐) ภรรยาก็โกรธ สุนทรภู่ได้แสดงความไว้ข้างต้นนิราศพระบาท..."


ตรงนี้ เป็นการตีความที่ผิดทั้งหมด
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 19 December 2022, 06:45:05 PM
๔ ติดคุก

การโดนจำคุก เป็นเรื่องเด่นในชีวิตของสุนทรภู่ อย่างน้อยก็ในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ
เรื่องนี้ นายพัดผู้บุตร เล่าว่า

"การที่ท่านสุนทรภู่ต้องโทษบ่อย ๆนั้น  โดยพระราชโองการให้ไปจำไว้ 
ในเหตุที่มารดากล่าวหาอยู่เนือง ๆ ว่าเป็นคนขัดโอวาท  หรือใช้คำทุภาษิตต่อมารดาอย่างแรง"
(จากประวัติสุนทรภู่ ของพระยาปริยัติธรรมธาดา หน้า ๗ - ๑๒)

คำว่า "บ่อย ๆ" นั้นนายพัดระบุว่าเพราะมารดากล่าวหา
ส่วนสมเด็จฯ ทรงระบุอย่างน้อยสามครั้งต่างกรรมต่างวาระ

ติดคุกครั้งแรก ทรงวางปีไว้ปลายพระชนม์ของวังหลัง เพื่อจะพ้นโทษมาแต่งนิราศเมืองแกลงพอดี
แล้วทรงให้ติดคุกอีก เพื่อจะได้พ้นโทษมาต่อพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่สอง
ส่วนครั้งที่สาม เพื่อให้ตรงกับเรื่อง ขุนแผนสานกระบุงขายในคุก

ทั้งหมดไม่มีข้ออ้างอิงที่น่าเชื่อถือเลย

ทรงสร้างเรื่องว่า เข้าคุกครั้งที่หนึ่ง ปี ๒๓๔๙ เพราะไปลอบรักกับนางข้างใน
จากนั้นเพียงไม่กี่บันทัด กลับติดคุกเพราะต้องคดีบัตรสนเท่ห์

..."บางทีจะหนีไป(เมืองเพ็ชร)ในคราวที่ถูกสงสัยว่าแต่งหนังสือทิ้ง แลบางทีพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย จะได้ทอดพระเนตรเห็นสำนวนกลอนของสุนทรภู่ในเวลาสอบสำนวนหาตัวผู้ทิ้งหนังสือคราวนั้นเอง จึงเลยทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้เอาตัวมารับราชการเปนอาลักษณ์ มูลเหตุที่สุนทรภู่จะเข้ารับราชการหาปรากฎเรื่องเปนอย่างอื่นไม่"

แล้วต้องติดคุกอีกครั้ง เพื่อรับกับเรื่องเล่า
"มีเค้าเงื่อนปรากฏแต่งไว้ในเสภา..." ว่า เมาสุราด่ามารดาทุบตีญาติผู้ใหญ่
"เขาทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาก็ถูกกริ้ว มีรับสั่งให้เอาตัวไปจำไว้ ณ คุก"

 
เป็นเหตุผลวิบัติโดยเจตนา บนคำอ้างว่า "บางที"
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 07 January 2023, 11:13:02 PM
๕ การรับราชการและตำแหน่ง "สุนทรโวหาร"

ประวัติสุนทรภู่ในช่วงรัชกาลที่สอง มาจากการใช้นิราศหลายเรื่องประสมกับการคาดคะเน สร้างเป็นเรื่องว่า
๒๓๕๐ อายุ ๒๑ ออกจากคุกเพราะวังหลังทิวงคต จึงไปเมืองแกลงหาพ่อ แล้วมาเป็นมหาดเล็กพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ แต่งนิราศพระบาท
๒๓๕๙ อายุ ๓๐ หนีไปเมืองเพชรเพราะต้องคดีทิ้งบัตร คราวกรมหมื่นศรีสุเรนทร
๒๓๖๐-๖๗ อายุ ๓๑ เข้ารับราชการเพราะรัชกาลที่สองพอพระทัยในทางกลอน เป็นกวีที่ปรึกษา เป็นขุนสุนทรโวหาร ได้บ้านหลวงที่ท่าช้าง ติดคุกเพราะทุบตีญาติ พ้นคุกเพราะต่อกลอนถวาย แต่งพระอภัยมณีขายในคุก
๒๓๖๗ อายุ ๓๘ สิ้นแผ่นดิน ออกบวชหนีราชภัย รวมเวลา ๑๗ ปี

ทั้งหมดนี้ มีเหตุควรสงสัยหลายประการ เช่น

เรื่องติดคุก(หลายครั้ง) ไม่มีกล่าวถึงในนิราศที่โยงถึงประวัติ ทั้งนิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง เพลงยาวถวายโอวาท นิราศสุพรรณ แม้แต่รำพันพิลาป
ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ นำมาคร่ำครวญตามวิสัยกวีได้หลายคำกลอนอยู่

แต่กลับโยงนิราศเมืองเพชรตอนซุ่มซ่อนในถ้ำว่าเป็นการหนีราชภัย
ซึ่งเป็นการใช้หลักฐานที่เกินกว่าเหตุไปมาก

เรื่องแต่งพระอภัยมณีในคุก
ก็น่าจะเป็นสันนิษฐานเท็จ หลักฐานล่าสุดชี้ว่าเป็นการแต่งตามพระราชประสงค์ ในรัชกาลที่สี่
เนื้อหาในเรื่องก็บอกอายุสมัยได้ เช่นเรื่อง "อีกระจงโดนโบยส่งโรงสี" ตอนศรีสุวรรณเข้าเมือง
ต้องเกิดในรัชกาลที่สี่เมื่อมีโรงสีแล้ว เท่านั้น
(ตอบ #40) http://estheticthai.com/index.php/topic,269.msg9208.html#msg9208

เรื่องบ้านหลวงที่ท่าช้าง มักคิดไปว่า คือท่าช้างวังหลวง
อันที่จริง ยังมีท่าช้างวังหน้า ที่สมเหตุกว่า เพราะตำแหน่งสุนทรโวหารสังกัดวังหน้า
แล้วประตูท่าช้างวังหน้านั้น เปลี่ยนชื่อมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่หนึ่ง คราวเชิญพระศรีสากยมุนีเข้าเมือง
องค์พระใหญ่กว่าประตูเมือง ต้องรื้อ แล้วเลยเรียกกันว่า ประตูท่าพระมาตั้งแต่นั้น

ผมเรียนหนังสือทั้งที่ช่างศิลป์ จึงรู้จักท่าช้างวังหน้า เรียนที่ศิลปากร ก็รู้จักท่าพระเช่นกัน
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 07 January 2023, 11:20:09 PM
เมื่อเอ่ยถึงราชทินนาม "สุนทรโวหาร" แล้ว ก็มีประเด็นชวนคิดหลายประการ

ตามทำเนียบนามนั้น มีตำแหน่งพระสุนทรโวหารเป็นเจ้ากรมอาลักษณ์วังหน้า ศักดินา ๒๕๐๐
แล้วก็มีหลวงสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรมราชบัณฑิต ศักดินา ๔๐๐ อีกนามหนึ่ง
https://www.finearts.go.th/storage/contents/2020/09/file/TYKsV4Wa2As09OOMZTKkiAA3qxCf0BHFlXhxea9X.pdf
(หน้า26/80)

ส่วนวังหลวง เจ้ากรมอาลักษณ์ จะเป็นที่พระยา หรือ พระ "ศรีภูริปรีชา"
ซึ่งมีภาระงานแตกต่างกันตามยุคสมัย

ในเอกสารสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พงศาวดารเมืองพัทลุง ฉบับหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจน์วงศ์)) พระศรีภูริปรีชาธิราชมหาเสนาบดีศรีสาลักษณ์ สังกัดกรมพระกลาโหม มีอำนาจเคลื่อนย้ายกำลัง

สมัยกรุงธนบุรี พระศรีภูริปรีชาราชเสนาบดีศรีสาลักษณ์ ทำหน้าที่สืบหาพระเถระเข้ามาในกรุง

ถึงรัชกาลที่หนึ่ง พศ. ๒๓๒๘ มีชื่อนี้เป็นผู้ร่วมแปลและเรียบเรียงเรื่อง ราชาธิราช ที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ผู้รับผิดชอบ(ประกอบด้วย พระยาอินทรอัคคราช พระภิรมรัศมี และพระศรีภูริปรีชา)

ถึงรัชกาลที่สาม ก็มีพระศรีภูริปรีชา แต่งจดหมายเหตุปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:168892

จะเห็นว่า ตำแหน่งนี้ มาทำงานเอกสารในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง

ถึงรัชกาลที่สี่ ทรงตั้งศิษย์ธรรมยุตินิกายรุ่นแรก ๒ ท่าน เป็นเจ้ากรมพระอาลักษณ์ คือ
พระธรรมรักขิตเถระ (ทัต) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระศรีภูมิปรีชา วังหลวง
พระศรีวิสุทธิวงศ์ (ฟัก) วัดบวรนิเวศวิหารเป็น พระยาศรีสุนทรโวหาร ไม่ทราบสังกัด
ท่านผู้นี้ในพระราชนิพนธ์รัชกาลที่สี่ ออกนามว่า "ตาฟัก" ทรงล้อเล่นอยู่เนืองๆ
ส่วนพระศรีภูริปรีชา ไม่พบบทบาทหารงานแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดีในรัชกาลนี้ ยังปรากฏชื่อขุนสุนทรโวหาร ในปี ๒๓๙๘ เป็นผู้กำกับการแปลพระราชพงศาวดารเขมร ครั้งหนึ่ง และกำกับการแปลพงศาวดารพม่ารามัญ ปี ๒๔๐๐ อีกครั้งหนึ่ง

ตอนปลายรัชกาล ก็พบชื่อพระสุนทรโวหารอยู่ในจดหมายเหตุฯเสด็จสวรรคตซึ่งอาจจะเป็น "ตาฟัก" หรือผู้อื่นก็เป็นได้

ประเด็นสำคัญจากหลักฐานนี้ก็คือ น่าจะมีผู้ดำรงตำแหน่ง "สุนทรโวหาร" หลายคน
สูงสุดคือ พระยา แต่ก็มีทั้ง พระ หลวง และขุน ในรัชกาลเดียวกัน

นี่เป็นอุปสรรคสำคัญในการวินิจฉัยตัวตนของขุนนางตำแหน่งนี้
แต่สมเด็จฯ หรือท่านที่ศึกษาต่อมมา ไม่มีใครเคยเอ่ยถึงเลย
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 10 January 2023, 05:44:17 AM
สันนิษฐานว่า "ตาฟัก" เกิดราว ๒๓๕๕ จึงอายุราว ๔๐ เมื่อเริ่มรัชกาลที่สี่ เป็นพระยาศรีสุนทรโวหารได้
เพราะถึงพร้อมทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ
(รายชื่อภิกษุใน "สีมากถา" พระราชนิพนธ์พระภิกษุวชิรญาณ เรียงตามอายุ ท่านมีนามนำหน้าผู้ที่เกิด ๒๓๕๕ )

ส่วนขุนสุนทรโวหารในการแปลปี ๒๓๙๘ และ ๒๔๐๐ น่าจะเป็นท่านอื่น
และน่าจะไม่ใช่ท่านภู่ ที่ควรจะมีวัยไกล้เคียงท่านฟัก
(ประเมินจากการเป็นพระอาจารย์เจ้าฟ้าถึง ๓ พระองค์ ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่สองลงมา)

ด้วยข้อมูลดังลำดับมานี้ ทำให้สงสัยว่ามีกี่ท่านที่ใช้ราชทินนาม "ศรีสุนทรโวหาร" ตลอดรัชกาลที่สี่

อนึ่ง ท่านฟัก เสียชีวิตในปี ๒๔๑๘ ท่านน้อย อาจารยางกูร ได้สืบราชทินนามต่อ
นั่นคงเพราะ กมล ลูกท่านได้เป็นที่ศรีภูริปรีชาอยู่แล้ว ต่อมาจึงได้รับพระราชทานนามสกุล "สาลักษณ์"
เพราะเป็นพ่อลูกที่สืบตำแหน่งอาลักษณ์ต่อกัน นับเป็นเกียรติประวัติ
แม้แต่ ผัน ลูกท่านกมล ก็ยังได้รับตำแหน่งสุนทรโวหารอีกด้วย
จึงเป็นตระกูลอาลักษณ์ 3 ชั่วคนอันยิ้งใหญ่ ดังนี้
พระยาศรีสุนทรโวหาร ฟัก (๒๓๕๕-๒๔๑๘)
พระยาศรีภูริปรีชา กมล (๒๔๐๔ -๒๔๖๐)
พระยาศรีสุนทรโวหาร ผัน (๒๔๒๔-๒๔๖๖)
 
"ตำแหน่งพระยาศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์นี้เป็นตำแหน่งที่พระยาศรีภูริปรีชา (กมล สาลักษณ) ได้สืบมาแต่ ผู้บิดา และพระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ) สืบจากพระยาศรีภูริปรีชา อีกชั้น ๑ การที่บุตรจะรับตำแหน่งหน้าที่ราชการของบิดาได้ถึง ๓ ชั้นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์
หาได้โดยยากนักหนา ย่อมเป็นที่ภาคภูมิใจแก่บุตรหลานและผู้สืบตระกูลไม่น้อยเลย"(คำนำอิลราชคำฉันท์ กรมศิลปากร ๒๕๔๓)

https://vajirayana.org/อิลราชคำฉันท์/คำนำ

เมื่อมีศรีสุนทรโวหารมากท่านเช่นนี้
เราควรตั้งหลักพิจารณาถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้ประพันธ์ให้รัดกุมขึ้นหรือไม่
ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่บอก ผู้น้อยก็เชื่อง เอ้ย เชื่อไปอย่างซึมทราบ

ยกตัวอย่างเช่น "เสภาพระราชพงศาวดาร" ที่อ้างว่า โปรดให้พระศรีสุนทรโวหารแต่งถวาย
ผู้แต่งเป็นศรีสุนทรโวหารท่านใด

ข้อนี้ เราไม่มีข้อมูลประกอบช่วยบ่งชี้เลย
แม้แต่คารมสำนวน ยังถูกดูแคลนว่า ไม่โดดเด่นเช่นงานชิ้นอื่นด้วยซ้ำ
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 26 January 2023, 03:26:29 AM
๖ ความรู้อันขาดความรอบรู้

ความรู้ เมื่อขาดความรอบคอบ ไม่ลึกซึ้ง ไม่รอบด้าน เป็นอันตรายกับประวัติศาสตร์นิพนธ์
พระนิพนธ์นี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สร้างความผิดพลาดเอาไว้เพียงใด

ประเทศไทยได้อนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่หาดทรายแก้ว เมืองแกลง จากนิราศที่ไม่ใช่ของสุนทรภู่
ได้วันที่ ๒๖ มิถุนายน เป็นวันสุนทรภู่ ที่จริงวันเกิดใครก็ไม่ทราบ
ได้กวีเอกเป็นขี้เมา ขี้คุก เจ้าชู้
ได้งานของใครไม่รู้ เป็นของสุนทรภู่
และสุนทรภู่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานหลายชิ้นที่อ้างกัน
ลำดับเวลาที่เกี่ยวข้อง ผิดเกือบทั้งหมด


ฯลฯ
 
เริ่มต้นผิด ต่อเนื่องย่อมผิดตามมา ทั้งจากพระนิพนธ์เองและผู้ที่เชื่อโดยไม่วิเคราะห์

ทรงใช้ประวัติศาสตร์วิธีอันขัดกับหลักฐานในยุคเดียวกัน หรือที่พบในภายหลัง
การตีความผิดพลาด ในหลายประเด็นที่เป็นหญ้าปากคอกเสียด้วยซ้ำ
การที่ทรงเป็นเจ้านายชั้นสูง ความเข้าใจหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับชนชั้นต่ำกว่า อาจจะไม่ทรงสันทัด
ทว่า บางเรื่องเกี่ยวกับราชประเพณี ก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งมหาฉ่ำเคยออกความเห็นแย้ง ทรงกริ้วเสียงแข็ง
"นี่มหาไม่เชื่อกรมดำรงหรืออย่างไร"
เมื่อทรงยึดมั่นเช่นนี้ จึงมีแต่ปราชญ์ระดับสมเด็จฯ นริศ หรือจอร์ช เซแดสเท่านั้น จะทรงยอมฟัง

ไม่น่าเชื่อว่าจากนิราศเหล่านี้ มีความบกพร่องมากมาย แทบจะเขียนเป็นตำราแก้ได้อีกเล่มเขื่องๆ
จะขอยกบางประเด็นมาแสดง โดยเน้นเรื่องความไม่รอบด้านเป็นสำคัญ ดังนี้
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 26 January 2023, 06:05:33 PM
๑ "ภุมริน..ถ้อยสุนทร.."
กลอนเปิด "นิราศเมืองแกลง" มีข้อความว่า
"ไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหา จะพลัดพรากจากกันไม่ทันลา ใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทรวอน"
คงเพราะมีคำว่า "ภุมริน" หมายถึงภู่ และ "สุนทร" คือราชทินนาม รวมเป็น "สุนทรภู่"
จึงทรงวินิจฉัยว่านิราศนี้แต่งโดยสุนทรภู่ เมื่อบวกกับเศษประวัติที่รำลือกันว่าบิดาอยู่เมืองแกลง
นิราศนี้ก็กลายเป็นงานชิ้นแรกของกวี เมื่ออายุ ๒๑

ไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า ถ้าสมัญญาสุนทรนั้น มาจาก "สุนทรโวหาร" ก็ต้องเกิดในรัชกาลที่สองเท่านั้น
ต้องรอจนได้ต่อกลอนพระราชนิพนธ์ แล้วจึงได้เป็นกวีที่ปรึกษา แล้วค่อยเป็น "ขุนสุนทรโวหาร"
ทั้งหมดเกิดหลังรัชกาลที่หนึ่ง นิราศเมืองแกลงจึงกำหนดอายุผิดรัชกาล

๒ ประวัติกวี ของสกุลดำรงราชานุภาพ
สมเด็จฯ แต่งประวัติกวีว่า ในช่วงปลายรัชกาลที่หนึ่งได้ลอบรักกับนางจันข้าในกรมพระราชวังหลัง
ต้องโทษจำคุก พ้นโทษเพราะวังหลังทิวงคตก็ไปเมืองแกลง
กลับมาได้เป็นมหาดเล็กพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ แล้วได้อยู่กินกัน
พอจะตามเสด็จไปพระบาทก็มาหมางเมินกัน กินเวลาราวปีเศษ

เรื่องราวเช่นนี้ ผ่านการขัดเกลาให้ต่อเนื่องน่าเชื่อถือ ทว่า
การสอบวันเวลาและปัจจัยเกี่ยวข้อง กลับพบข้อสงสัย

กว่าทั้งคู่จะได้รับอภัยโทษ น่าจะรอหลังงานพระเมรุในเดือน ๖ (วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๓๕๐)
แต่กวีเดินทางไปเมืองแกลงในเดือน ๗ ถ้าเป็นดังนี้ เวลาก็กระชั้นมากแค่เดือนเดียว
หรือแม้แต่ได้รับอภัยโทษหลังสวรรคตไม่นาน
กวีที่แต่งนิราศเมืองแกลงก็ไม่น่าเพิ่งเป็นนักโทษเมื่อครึ่งปีก่อน
เพราะมีบอกไว้ตอนหนึ่งว่า "มาราชการหลวง"
คงไม่มีใครจ่ายงานให้คนเพิ่งออกจากคุกไปหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกอันห่างไกลกระมัง

ยิ่งกว่านั้น ยังมี "ศิษย์น้องสองนาย" ติดตามอีก เพิ่งพ้นคุกแท้ๆ เอาเวลาที่ใหนไปรับศิษย์
และเมื่ออยู่กรุงนั้น "อยู่บุรินกินสำราญทั้งหวานเปรี้ยว" (เปรียบเปรยหลังได้พบบิดา)
ดูราวกับว่า ไม่ได้ตกระกำลำบากมาก่อนเลย

ยังมีประเด็นที่ทรงละเลยแล้วผู้ศึกษาต่อมาก็มองช้ามก็คือ คำที่กวีกล่าวถึงสาวคนรัก
ถ้าเคยติดคุกด้วยกันแล้วต้องจากกันโดยพลัน เหตุใดไม่มีการคร่ำครวญในประเด็นนี้
ตรงกันข้าม กวีกลับกล่าวถึงนางว่า "ถึงชาตินี้มิได้สมอารมณ์คิด ด้วยองค์อิศรารักษ์จะหักหาญ"
เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หากปราถนานางข้าหลวง ทำไมจึงส่งไปเป็นนักโทษ แทนที่จะจับเป็นนางในเสียแต่เนิ่นๆ
ออกจากคุกมา ก็คงทรุดโทรม แล้วยังจะอยาก"หักหาญ" แย่งกับคนคุกอายุ ๒๑ อีกละหรือ

นี่คือการศึกษาที่วิบัติและมีพิรุธร้ายแรงอย่างเหลือเชื่อ
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 26 January 2023, 06:08:55 PM
๓ "ยิ่งหวาดจิตรคิดคุณพระชินสีห์"
เมื่อเตรียมเดินทางจากจอมเทียน ชาวบ้านแจ้งว่าหนทางอันตรายมาก กวีจึงอธิฐานขอพรพระชินสีห์
พระพุทธรูปนี้ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เห็นทรุดโทรม
จึงเชิญมาประดิษฐานวัดบวรนิเวศน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลที่สาม

กลอนตรงนี้ นอกจากใช้ระบุอายุแล้ว ยังช่วยยืนยันว่า กวีเป็นศรัทธาวัดบวรฯ อีกด้วย

๔ "ต่างเพลิดเพลินเดินว่าเสภาพลาง ถูกขุนช้างเข้าหอหัวร่อเฮ" (ตะพานยายเหม)
สมเด็จฯ สันนิษฐานว่าเสภาตอนขุนช้างเข้าหอ
เป็นพระราชนิพนธ์กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ แต่งต่อพระราชนิพนธ์รัชกาลที่สอง
ดังนั้น จะมาปรากฏในนิราศปี ๒๓๕๐ ครั้งรัชกาลที่หนึ่ง ไม่ได้

๕ "แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"
สมเด็จฯ สันนิษฐานว่า กวีมาหาพ่อเพราะอยากมาบวช นัยว่าล้างเคราะห์และได้อายุพอดี

ตลอดนิราศ ไม่พบเงื่อนงำเหล่านี้เลย มีแต่ข้อมูลว่า
ต้องออกเดินทางมาราชการกระทันหัน ไม่ทันร่ำลาคนรัก
ทั้งคำบ่นว่า หากเจ้านายไม่สั่งให้มา ก็ไม่อยากมาลำบากอย่างนี้
หลายตอนบอกเล่าว่า คุ้นเคยกับกิจการหัวเมืองแถบนี้ เช่น
"มีมิตรชายท้ายย่านเปนบ้านไทย สำนักในเคหาขุนจ่าเมือง ใครพบภักตร์เขาก็ทักว่าทรงซูบ"
"พบขุนรามเรียกหาเข้าอาไศรย...เขาแต่งให้หลับนอนผ่อนกำลัง" (จอมเทียน)
"พอพลบค่ำสำนักที่เรือนเพื่อน" (บ้านสานเสื่อ)
"จะใคร่หาต้นไม้เข้าไปถวาย" (ที่ทุ่งพัทยา)

ดูเหมือนว่า ภาระงานของกวี จะปรากฏชัดเมื่อพบบิดา เพราะมีชาวบ้านมาร้อง
"บรรดาเหล่าชาวบ้านประมาณมาก ต่างมาฝากรักใคร่เหมือนใจหมาย
พูดถึงที่ตีโบยคะโมยควาย กล่าวขวัญนายเบียดเบียนแล้วเฆี่ยนตี
ถามราคาพร้าขวานจะวานซื้อ ล้วนอออือเองกูกะหนูกะหนี"


น่าจะเป็นการมาตรวจราชการหัวเมือง มากกว่าจะมาบวชสะเดาะเคราะห์
และกวีคงไม่ใช่หนุ่มวัยยี่สิบ ยังไม่ได้บวชเรียนทั้งเพิ่งพ้นโทษมาหมาดๆ

เป็นการตีความที่วินาศอย่างแท้จริง
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 05 February 2023, 05:06:43 AM
๗ นิราศพระบาท การตีความอย่างวินาศ
แม้ผ่านตาผู้รู้มา ๑๐๐ ปี นิราศเรื่องนี้ ยังรักษาความอ่อนแอของระบบสติปัญญาไทยไว้อย่างเปิดเผย
มีการตีความและใช้หลักฐานผิดพลาด ทั้งๆ ที่สังเกตพบได้โดยง่าย นับจำนวนไม่ถ้วน

๑ “อย่าฟังเปล่าเอาแต่กลอนสุนทรเพราะ”
"ผลจันทน์ให้หวั่นใจ แมงภู่เชยเหมือนพี่เคยประคองชิด"
หากมีคำว่า "สุนทร" และ "ภู่" แล้ว ต้องเป็นงานของสุนทรภู่
ก็ต้องยกความเห็นเดิมมาแสดงว่า นามสุนทรนั้นมาในรัชกาลที่สอง นิราศนี้จึงไม่สามารถแต่งในรัชกาลที่หนึ่ง
อนึ่ง นางจันที่เชื่อว่าเป็นเมียแรก ก็คงจะมาจากนิราศนี้ เราจะพิสูจน์ข้างหน้าว่า สุนทรภู่ไม่ได้แต่งนิราศนี้
เรื่องเมียชื่อจันจะได้ไม่มาปนเปื้อนประวัติกวีอีกต่อไป

๒ "นิราศนี้ปีเถาะ เป็นเคราะห์ร้าย"
เมื่อไม่อาจแต่งในปีเถาะท้ายรัชกาลหนึ่ง ก็เหลือปีเถาะอื่นซึ่งในรอบ ๑๐๐ ปี มีให้เลือก ๘ ครั้ง
จึงไม่ยากที่จะสืบหา

๓ คลองขวางบางจาก
๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น
ว่าชื่อจากแล้วไม่รักรู้จักกัน พิเคราะห์ครันหรือมาพ้องกับคลองบาง

นาม "คลองขวางบางจาก" ในนิราศนี้ เป็นกุญแจสำคัญยืนยันอายุสมัยของนิราศ แต่ถูกละเลยอย่างไม่น่าเชื่อ
"คลองขวาง" เป็นชื่อทั่วไปพบทั้งประเทศ มีลักษณะสำคัญคือเป็นคลองขุด เป็นทางลัดเชื่อมคลองใหญ่เพื่อย่นระยะทาง
ส่วน "บางจาก" เป็นชื่อเฉพาะมีน้อยแห่ง เมื่อรวมกับคลองขวาง จึงกำหนดได้ว่าอยู่ทางฝั่งธนบุรี ห่างออกไปทางทิศตะวันตก
ปัจจุบันคือเขตปกครองของกรุงเทพมหานคร แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ มีคลองราชมนตรีเป็นศูนย์กลาง

(https://scontent.fbkk21-1.fna.fbcdn.net/v/t39.30808-6/272153606_677163826977118_2884468310015513934_n.jpg?_nc_cat=104&ccb=1-7&_nc_sid=8bfeb9&_nc_ohc=nWv8Yps6RSwAX_RNn0L&_nc_ht=scontent.fbkk21-1.fna&oh=00_AfCUZBT2GE2DihZATydgRDGJjfv5s3zDgR7W6ls6GXHL3w&oe=63E33377)

"คลองขวางบางจาก" จึงหมายถึงคลองนี้ ขุดโดยพระยาราชมนตรี ในรัชกาลที่สาม (ภู่ ต้นตระกูลภมรมนตรี เสียชีวิต ๒๓๘๕)
ยาวราว ๑๕ กิโลเมตร เชื่อมคลองบางเชือกหนังกับคลองสนามไชย บางขุนเทียน ช่วยให้ออกสู่เจ้าพระยาหรือท่าจีนได้สะดวก
กวีคงจะใช้คลองนี้ขึ้นเหนือ น่าเสียดายที่ไม่ได้พรรณาสถานที่ต่อเนื่องเอาไว้ จับบทเดินทาง ก็ระบุสามเสนเลยทีเดียว

(https://i.ytimg.com/vi/qT83sCabE7w/sddefault.jpg)

อันว่าคลองขุดในท้องที่ฝั่งธนบุรี เริ่มขุดครั้งแรกก็ในรัชกาลที่สาม เพราะระบบเศรษฐกิจเริ่มขยายออกมา
นิราศที่เอ่ยถึงคลองนี้ จึงแต่งในรัชกาลที่หนึ่งไม่ได้อย่างแน่นอน

๔ อยู่วังหรืออยู่อาราม
สมเด็จฯ มั่นใจว่า เมื่อไปพระบาท สุนทรภู่เป็นมหาดเล็กรับใช้พระภิกษุพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ วัดมหาธาตุ
หากเป็นเช่นนั้น กวีก็ควรอยู่วัด จึงควรเริ่มนิราศจากท่าน้ำวัดมหาธาตุ แต่เมื่อเริ่มเดินทาง กวีกลับกล่าวว่า
"๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต"
วัดมหาธาตุนั้นอยู่กลางพระนคร ไม่มีคลองขวางไม่มีบางจาก ผู้แต่งจึงไม่ได้เริ่มเดินทางจากวัดนี้
เมื่อไม่ได้อยู่วัดก็ต้องอยู่วัง เพราะท่านกล่าวต่อว่า "เห็นเวียงวังก็ยิ่งเสียวถึงเคยสม...น้อมบังคมเทวารักษาวัง"
เป็นถิ่นที่อยู่อันห่างจากศูนย์กลางพระนครออกมามาก (ห่างจากวัดมหาธาตุ ร่วม ๑๗ กม.)

โดยทางสันนิษฐานก็ต้องวางเรื่องว่า กวีออกจากที่หนึ่ง พระหน่อสุริยวงศ์เสด็จจากที่หนึ่ง มาพบกันระหว่างทาง
และในเมื่อกวีเป็นคนครั้งรัชกาลที่สาม พระหน่อสุริยวงศ์จึงไม่ใช่พระองค์เจ้าปฐมวงศ์
และเณรน้อยในนิราศข้างหน้า ก็ไม่ใช่กรมพระปรมานุชิตฯ อย่างเด็ดขาด

คราวนี้ ก็เหลือเพียงพิสูจน์ทราบให้ได้ว่า นิราศนี้จะพาเราไปพบเงื่อนงำอะไรต่อไป
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 06 February 2023, 08:18:01 PM
(https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/webcontest2003/100team/dlbs089/images/02khwSCN3183.jpg)

ปัจจุบันนี้ ชื่อคลองขวางย้ายไปผูกอยู่กับคลองทวีวัฒนา

(https://www.homenayoo.com/wp-content/uploads/2021/06/Screenshot_3.jpg)
(มุมขวาบน)

คลองนี้ ขุดในรัชกาลที่ห้า
ยิ่งห่างไกลไปจากสมมติฐานเดิมมากกว่าเดิม

อ่านพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของภาษีเจริญได้ที่นี่
https://lek-prapai.org/home/view.php?id=739
บทความเน้นคลองภาษีเจริญ ซึ่งขุดในรัชกาลที่สี่


: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 08 February 2023, 08:52:54 AM
เรียบเรียงเรื่องคลองขวางบางจากเอาไว้
อยากเอาไปลงเฟส แต่ลงไม่เป็น

ฝากไว้ที่นี่ก่อน
------------
ตามหาคลองขวางบางจาก ในนิราศพระบาท

๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น.....
"นิราศพระพุทธบาท สุนทรภู่แต่งในรัชกาลที่ ๑ เมื่อเปนมหาดเล็กอยู่ในพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสกรมพระราชวังหลัง"(ดำรงราชานุภาพ : ๒๔๖๕ ประวัติสุนทรภู่)

ปี ๒๕๖๕ นี้ ครบ ๑ ศตวรรษของข้อยึดถือว่า "นิราศพระบาท" เป็นนิราศเรื่องที่สองของสุนทรภู่ต่อจากนิราศเมืองแกลง
กรมศิลปากรอธิบายว่า "ในปลายปี พ.ศ. ๒๓๕๐ นั้น สุนทรภู่ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสในกรมพระราชวังหลัง
ซึ่งทรงผนวชอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม ขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาทในเดือน ๓ ประจวบกับเป็นเวลาที่สุนทรภู่กับนางจันทร์อยู่ในระยะโกรธเคือง
แยกกันอยู่มาแต่เดือน ๒ สุนทรภู่ตามเสด็จคราวนี้ ได้แต่งนิราศพระบาทขึ้นไว้เรื่องหนึ่ง ครวญครํ่ารำพันถึงนางจันทร์อยู่มาก
นอกจากจะได้อ่านรู้เรื่องชีวิตรัก ระหว่างสุนทรภู่กับนางจันทน์แล้ว นิราศพระบาทของสุนทรภู่ยังช่วยให้เรารู้เรื่องการเดินทางไปพระพุทธบาท
และสภาพของพระพุทธบาทในสมัยนั้นดีไม่น้อย" (ธนิต อยู่โพธิ์ : ๒๕๐๓ วรรณคดีสัญจรสู่พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี)

ข้อมูลนี้ถูกอ้างอิงสืบต่อกันมา ทั้งที่มีความผิดเพี้ยนอันเนื่องจากขาดการตรวจสอบอย่างถ้วนถี่ มีมาตรฐาน
ไม่มีผู้ใดสังเกตว่า มีการกล่าวถึง "คลองขวางบางจาก" เอาใว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง และมีความสำคัญในระดับชี้ขาด
เป็นกุญแจ ไขบอกวันเวลา บอกผู้แต่ง และประเด็นเกี่ยวข้องไว้อย่างพิศดาร เพียงแต่มีการเฉลียวใจสืบค้นขึ้นมาสักครั้ง
เรื่องก็คงกระจ่างไปนานแล้ว

บทความนี้ จะพยายามไขปัญหาร้อยปีให้ลุล่วง

๑ นามและทำเลที่ตั้ง
กวีระบุเส้นทางไว้ โดยเริ่มต้นจากสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ระบุตำแหน่งชัดเจน (มักเข้าใจกันโดยซึมทราบว่า คือวัดระฆัง)

๏ โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วง ดังศรสักปักซ้ำระกำทรวง เสียดายดวงจันทราพะงางาม
เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่ แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม จนพระหน่อสุริย์วงศ์ทรงพระนาม จากอารามแรมร้างทางกันดาร
ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท จำนิราศร้างนุชสุดสงสาร ตามเสด็จเสร็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดา ฯ
๏ วันจะจรจากน้องสิบสองค่ำ พอจวนย่ำรุ่งเร่งออกจากท่า รำลึกถึงดวงจันทร์ครรไลลา พี่ตั้งตาแลแลตามแพราย
ที่ประเทศเขตเคยได้เห็นเจ้า ก็แลเปล่าเปลี่ยวไปน่าใจหาย แสนสลดให้ระทดระทวยกาย ไม่เหือดหายห่วงหวงเป็นห่วงครัน ฯ

๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น.....

คำว่า "คลองขวาง" และ "บางจาก" เป็นชื่อเฉพาะของภูมิสถานบ้านเมือง พบแพร่หลายในสังคมไทย
โชคดีที่นิราศควงชื่อทั้งสองนี้ไว้ด้วยกันว่า "คลองขวางบางจาก" จึงกำหนดตำแหน่งแห่งที่ได้แน่ชัดยิ่งขึ้น

จะเห็นว่า ก่อนมาถึงบางขวาง กวีไม่ได้เอ่ยชื่อสถานที่อื่นใดเลย กล่าวเพียงว่า รีบออกจากท่า ซึ่งมีบอกต่อมาว่า
"ตั้งตาแลตามแพราย" จึงเหมือนจะออกจากที่อาศัยของนางดวงจันทรา มากกว่าจะเป็นอารามของพระหน่อสุริย์วงศ์ฯ
เมื่อรวมเข้ากับคำพรรณาเส้นทาง ที่ระบุในนิราศ ดังนี้ ตอนย่ำรุ่ง ออกจากท่าน้ำแห่งหนึ่ง
ผ่าน คลองขวางบางจาก - สามเสน - บางพลัด - บางซื่อ - บางซ่อน - ท้ายย่าน มาถึงตลาดแแก้วเมื่อยามสาย
รวมใช้เวลาเดินทางราว ๓ ชั่วโมง (๖-๙ โมงเช้า)

ชวนให้เชื่อว่า น่าจะใช้เครือข่ายคลองในท้องที่ธนบุรี หรือฝั่งซ้ายเจ้าพระยา มากกว่าท้องที่อื่น

๒ ตามหาคลองขวาง
ไม่พบว่า มีผู้ใดสนใจค้นหาคลองขวางบางจาก ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายนิราศรุ่นใด

กรมศิลปากรสรุปเส้นทางว่า "เดินทางจากกรุงเทพฯ โดยทางเรือ ออกจากท่าวัดระฆังโฆสิตาราม
ไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านคลองบางจาก พระบรมมหาราชวัง สามเสน" (ประชุมวรรณคดีเรื่อง พระพุทธบาท : ๒๕๕๖)
โดยไม่ตั้งข้อสงสัยว่า ที่จริง กวีมิได้เอ่ยถึงอารามและพระบรมมหาราชวังเลย อีกทั้งหากออกจากท่าน้ำวัดระฆังจริง
จะไปเจอคลองบางจากได้อย่างไร ในเมื่ออยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกมากกว่า ๑๐ กิโลเมตร
เป็นการย้อนเส้นทางเสียเปล่าๆ

ส่วนคณะนักเรียนจากโรงเรียนไผทอุดมศึกษา (Digital Library for SchoolNet, nectec : 2456) วางตำแหน่งคลองขวางไว้ที่ คลองทวีวัฒนา
ข้อเสนอนี้ เป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ
๑ คลองทวีวัฒนา อยู่ลึกไปจากแม่น้ำเจ้าพระยามากกว่า ๑๕ กิโลเมตร ยากจะมาถึงตลาดขวัญได้ใน ๓ ชั่วโมง
๒ คลองนี้ เริ่มขุดเมื่อ พศ. ๒๔๒๑ สมัยรัชกาลที่ห้า เชื่อมคลองมหาสวัสดิ์กับคลองภาษีเจริญ ห่างช่วงเวลาในนิราศมากเกินไป

เราจึงต้องมองหาคลองขวางเส้นใหม่

หากเปลี่ยนมาสนใจตำบลบางจากคู่กับคลองขวาง การสำรวจน่าจะง่ายขึ้น
ปัจจุบัน ในท้องที่ธนบุรี เราพบชื่อบางจากและคลองขวางอยู่ในอาณาบริเวณต่อเชื่อมกัน คือแขวงบางจากและแขวงคลองขวาง
ต่างก็อยู่ติดกันในเขตภาษีเจริญ (ในแผนที่ หมายเลข ๖ คือเขตบางจาก และ ๒ คือเขตคลองขวาง)
(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/7a/Khwaeng_1022.png/225px-Khwaeng_1022.png)

ประเด็นสำคัญคือ เขตแขวงคลองขวางนั้น กำหนดจากคลองขุดเส้นหนึ่งเป็นหลัก
คลองนี้น่าจะเป็นที่มาของคำว่าคลองขวาง ตั้งแต่สมัยที่ขุดสำเร็จ แล้วเรียกติดต่อกันมาถึงสมัยแบ่งการปกครองรูปแบบใหม่
ปัจจุบันเรียกว่าคลองราชมนตรี ตามชื่อผู้ขุด คือ พระยาราชมนตรี ภู่ ต้นตระกูลภมรมนตรี

๓ "คลองขวางนั้นเป็นอย่างไร"
ในปริมณฑลกรุงเทพ มีคลองขวางหลายแห่ง เช่น
คลองขวาง ภาษีเจริญ
คลองขวาง บางโพ
คลองขวาง บางคอแหลม
คลองขวาง ไทรน้อย
คลองนครเนื่องเขต (คลองขวาง) ฉะเชิงเทรา

มีลักษณะร่วมคือ เป็นคลองขุด และเป็นคลองเชื่อมต่อระหว่างคลองใหญ่
ในฝั่งตะวันตกของพระนคร ไม่เคยมีการขุดคลองเช่นนี้เลย คลองแรกก็คือคลองราชมนตรีในรัชกาลที่สาม
หมายความว่า ไม่มีคลองขวางในรัชกาลที่หนึ่งหรือ สอง

นิราศที่เอ่ยถึงคลองนี้ จึงแต่งก่อนรัชกาลที่สาม มิได้
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 13 February 2023, 09:39:49 PM
๕ พระกลดหักทองขวาง และ ปีเถาะ
เมื่อรู้แน่ชัดว่านิราศนี้แต่งในรัชกาลที่สาม พระวินิจฉัยของสมเด็จฯ เป็นอันใช้ไม่ได้
"จัน" จากนิราศนี้ ยังจะเกี่ยวข้องกับสุนทรภู่อีกหรือไม่ หรือสุนทรภู่จะยังเป็นเจ้าของผลงานหรือเปล่า
"เจ้าเณรน้อย" ก็มิใช่พระองค์เจ้าวาสุกรี กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส (๒๓๓๓-๒๓๙๖) อีกต่อไป
ข้อเท็จจริงนี้ จะพาเราไปสู่พรมแดนความรู้ใหม่ๆ อันใดบ้าง

"พระกลดหักทองขวาง" และ "ปีเถาะ" จะเป็นสิ่งนำทาง

"เจ้าเณรน้อยเสด็จมาดูน่ารัก พระกลดหักทองขวางกางถวาย
พี่เหลียวพบหลบตกลงเจียนตาย กรตะกายกลิ้งก้อนศิลาตาม"

ข้อความนี้มีประเด็นสำคัญ ๒ ประการคือ
สามเณรนี้ยังเป็นเด็กน้อย และสูงศักดิ์ระดับพระเจ้าแผ่นดินหรือต่ำกว่าเพียงเล็กน้อย
ถ้าเชื่อว่า นิราศแต่งในปี ๒๓๕๐ ปีนั้นสามเณรพระองค์เจ้าวาสุกรีก็พระชนม์ ๑๗ เป็นหนุ่มแล้ว
ไม่สมคำว่า "เณรน้อยน่ารัก"
(เจ้าฟ้าฉิมหรือกรมหลวงอิศรสุนทร พระชนม์ ๑๘ มีพระโอรส เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์พระชนม์ ๑๔ มีพระธิดา)
การที่เชื่อว่าเจ้าเณรน้อยคือพระองค์เจ้าวาสุกรี จึงไม่สมเหตุผลมา ๑๐๐ ปีแล้ว โดยปราศจากผู้ใดนึกเฉลียวใจ

(http://www.memohall.chula.ac.th/downloader/a19cc0bd5b91a187fb0d35ca0c4cb7ed/inline/)
สามเณรน้อย เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ๒๔๐๙

อีกประเด็นคือ "พระกลดหักทองขวาง" ไม่ใช่เครื่องราชูปโภคสามัญ
ที่จริงใช้ได้กับพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น ชั้นพระองค์เจ้าไม่มีสิทธิ
ในขบวนตามเสด็จพระบรมศพที่เพิ่งผ่านมา แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวและเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า
ยังใช้เพียงกลดผ้าขาวเท่านั้น
(https://static.thairath.co.th/media/dFQROr7oWzulq5FZWttfo4dR82LND0hHkZXLTrQ3JDpQf0nTyCyLA6idwOisQwFsTGq.jpg)
(https://obs.line-scdn.net/0hhH_m-o4LN2diFBjxrNVIMFtCNAhReCRkBiJmZD56aVNHc3BjXHp_CUEUal9JLXA5DCV_B0NRaFFMcSRhV3U/w644)

ในขบวนเสด็จเลียบพระนคร ใช้พระกลดหักทองขวางเต็มตามพระราชอิสริยยศ
(https://t1.blockdit.com/photos/2020/07/5f1e505157ba100cb661d0f3_800x0xcover_L_XKnqHh.jpg)
(https://t1.blockdit.com/photos/2020/07/5f1e54475dbfba0c9f58b068_800x0xcover_YZPr7S9V.jpg)
(https://www.silpa-mag.com/wp-content/uploads/2019/04/10-2-1-768x510.jpg)
(https://www.thebangkokinsight.com/wp-content/uploads/2019/05/000_1G651V.jpg)

ข้อนี้เจ้านายชั้นสูงระดับนักปราชญ์อย่างสมเด็จฯ ดำรง ทรงละเลยไปได้อย่างน่าพิศวง
ผู้ศึกษาต่อมาก็มองข้ามไปเช่นกัน

สำหรับปีเถาะในรัชกาลที่สาม มีได้ ๒ ครั้งคือ พศ. ๒๓๗๔ และ พศ. ๒๓๘๖
ล้วนมีข้อมูลว่าสุนทรภู่ไม่อาจเกี่ยวข้องกับนิราศนี้ได้เลย
ในพ.ศ. ๒๓๘๕ นั้น ท่านเป็นกวีสูงวัยมากแล้ว บอกไว้ในรำพันพิลาปว่ามีลูก
ถูกปอบกินที่ด่านกาญจน์บุรี แล้วมาถูกลักเมื่อกลับจากพิศีโลกอีก
ลูกคงไม่เล็ก จึงพาออกตระเวณไพรได้หลายเพลา หลายหัวเมือง ประเด็นสำคัญคือท่านบวชเป็นภิกษุ
ย่อมไม่ใช่หนุ่มกำยำที่เพิ่งจะลานางมาเข้าขบวนเสด็จ เป็นฝีพายนอนแผ่หราริมฝั่งน้ำกับเพื่อนๆ

ส่วนปี ๒๓๗๔ ยิ่งไปไม่ได้ เรื่องนี้ ท่านเล่าไว้อีกเช่นกัน ว่าเวลานั้นกำลังบวชอยู่
เจ้าฟ้ากุณฑลนำพระโอรส ๒ องค์มามอบเป็นศิษย์"เสด็จมาปราศรัยถึงในกุฎี"
"ในวันนั้นวันอังคารพยานอยู่ ปีฉลูเอกศกแรมหกค่ำ"
ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๗๒
สองพระองค์คือ เจ้าฟ้ากลาง (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์) พระชันษาราว ๑๐ ปี
และเจ้าฟ้าปิ๋ว พระชันษา ๗ ปี
สอนได้สัก ๑ หรือ ๒ ปี ก็ต้องหยุด อ้างว่าจะออกตระเวณป่า
"จะนิราศแรมไปไพรพฤกษา ต่อถึงพระวะษาอื่นจักคืนมา พระยอดฟ้าสององค์จงเจริญ"
แต่เมื่อเทียบอายุ ก็อาจจะเป็นเพราะเจ้าฟ้ากลาง ถึงเกณฑ์โสกันต์แล้วต่อด้วยต้องบรรพชาสามเณร ก็เป็นได้

ช่วงอายุของเจ้าฟ้ากลางนี้เอง
ทำให้ "เจ้าเณรน้อย" และ "พระกลดหักทองขวาง" มาประกอบกับ "พระหน่อสุริย์วงศ์"
กลายเป็นหลักฐานชี้ขาดในการชำระประวัติวรรณคดีครั้งนี้
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 18 February 2023, 10:43:23 PM
๖ พระหน่อสุริย์วงศ์ทรงพระนาม
กวีเอ่ยถึง "พระหน่อสุริย์วงศ์" ไว้ ๒ องค์ คือ พระหน่อสุริย์วงศ์ทรงพระนาม และ พระหน่อสุริย์วงศ์พระวังหลัง
"ถึงวัดธารมาใหม่ใจระย่อ ของพระหน่อสุริยวงศ์พระวังหลัง อุตส่าห์ทรงศรัทธามาประทัง อารามรั้งหรือมางามอร่ามทอง"
พระหน่อองค์นี้ ระบุชัดว่าคือกรมพระราชวังหลัง ถ้าสุนทรภู่แต่งนิราศนี้จริง
ก็น่าประหลาดใจว่า มาถึงวัดของเจ้านายทั้งที ไม่แสดงความอาลัยหรือผูกพันธ์เลยทั้งที่เพิ่งสวรรคต
และมีงานพระเมรุไปเพียง ๑๐ กว่าเดือน ทั้งเป็นเหตุให้ได้รับอภัยโทษ
ต่างกับที่พรรณาถึงพระคุณเจ้านายอีกพระองค์อย่างซาบซึ้งในนิราศวัดเจ้าฟ้า

สมเด็จฯ ไม่ทรงแสดงหลักฐานที่ระบุพระหน่ออีกองค์เป็นพระองค์เจ้าปฐมวงศ์
และสามเณรน้อยเป็นพระองค์เจ้าวาสุกรี นอกจากคำว่า "พิเคราะห์ตามศักราช"
"เมื่อสุนทรภู่ตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปพระพุทธบาทคราวที่แต่งนิราศ ...ครั้นขึ้นเดินบก จะเปนด้วยสุนทรภู่ไปเมาเหล้าหรืออย่างไร ถูกเขาแกล้งให้ขึ้นขี่คอช้างตัวบ่มมันที่ต้องให้นำไปข้างหน้า....กล่าวในนิราศว่า ไปเที่ยวทางเขาขาด พบ (พระองค์) เจ้าสามเณพระองค์ ๑ กั้นพระกลดหักทองขวางเสด็จมาทางนั้น พิเคราะห์ตามศักราช เห็นว่า จะเปนสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เพราะเวลานั้น ทรงผนวชเปนสามเณรอยู่แล้ว"

ตามกฏมณเฑียรบาลแล้ว
ศัพท์ "พระหน่อ" ไม่สามารถใช้กับเจ้านายระดับพระองค์เจ้าที่พระมารดาเป็นสามัญชน
เช่นพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ หรือมารดาเป็นบุตรีพระราชาเศรษฐีจีน ผู้นำชุมชนเจ้าของที่ดินแปลงที่ถูก
"ไล่ที่ทำวัง" อย่างพระองค์เจ้าวาสุกรี

คำนี้ แผลงมาจาก "หน่อพุทธางกูร" หรือ “สมเด็จหน่อพุทธเจ้า” หมายถึง
"สมเด็จพระบรมราชโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จอัครมเหสี"(กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ๒๔๖๗ มาตรา ๔ (๔)) ในรัชกาลที่หก ก่อนสวรรคตทรงพระราชนิพนธ์กลอน "ลำปลาทอง" สำหรับพระราชพิธีสมโภชเดือนพระโอรสที่จะประสูติ เริ่มต้นว่า
"พระเอยพระหน่อนาถ งามพิลาสดังดวงมณีใส..."
แม้จะประสูติเป็นพระธิดา ข้าราชบริพารก็ยังขนานพระนามเจ้าฟ้าเพชรัตน์ฯ ว่า "พระหน่อนาถ"

เจ้าครอกทองอยู่พระมารดาพระองค์เจ้าปฐมวงศ์นั้น เป็นเพียงนางข้าหลวงของเจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  เป็นสามัญชนที่สมรสกับสามัญชน คือหลวงฤทธินายเวร (พระยาสุริยอภัย)
หลานชายเจ้าพระยาจักรี สมัยธนบุรี แม้หลังเปลี่ยนแผ่นดินแล้วสามีได้เป็นกรมพระราชวังหลัง
ท่านก็มิได้รับสถาปนาขึ้นเป็นเจ้า บุตรที่กำเนิดจึงเป็นได้เพียงหม่อมเจ้า ถึงโปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้า
ก็ยังมีศักดิ์โดยกำเนิดไม่ถึงเป็น "พระหน่อ"

อย่างไรก็ดี แม้กรมพระราชวังหลังเองซึ่งไม่ควรใช้พระสมัญญานี้ เพราะเป็นเจ้าฟ้าชั้นตรี
(โปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้น)(ดูพระบรมราชาธิบายเรื่องโสกันต์ของรัชกาลที่สี่ ประกอบ)
กวีกลับเรียกขานว่า "พระหน่อสุริย์วงศ์พระวังหลัง" ซึ่งเกินฐานะไปมาก
ส่อว่า จะไม่ใช่ผู้ที่เคร่งครัดในราชประเพณี ไม่สมกับเป็นสุนทรภู่ที่เป็นครูสอนเจ้าฟ้าถึง ๓ พระองค์
ยิ่งกว่านั้น ยังยกย่องพระองค์เจ้าตั้ง ในลำดับเดียวกับเจ้าฟ้าพระราชบิดา
ผิดอย่างธรรมเนียมอย่างไม่น่าเป็นไปได้

พระหน่อองค์แรกจึงไม่น่าใช่โอรสพระหน่อองค์ที่สอง
แต่เป็นเจ้านายทรงผนวชที่มีลำดับศักดิ์สูงส่งอยู่ในวันที่แต่งนิราศ
เราจึงอาจตามหา "พระหน่อ" ในรัชกาลที่สามตามคุณสมบัตินี้ได้ไม่ยาก
เพราะมีความเป็นไปได้เพียง ๕ พระองค์ คือ
เจ้าฟ้ามงกุฎ (๒๓๔๗-๒๔๑๑) เจ้าฟ้าชั้นเอก
เจ้าฟ้าจุฑามณี (๒๓๕๑-๒๔๐๘) เจ้าฟ้าชั้นเอก
เจ้าฟ้าอาภรณ์ (๒๓๕๙-๒๓๙๑) เจ้าฟ้าชั้นโท
เจ้าฟ้ากลาง มหามาลา (๒๓๖๒-๒๔๒๙) เจ้าฟ้าชั้นโท
เจ้าฟ้าปิ๋ว (๒๓๖๕-๒๓๘๓) เจ้าฟ้าชั้นโท

พิจารณาอย่างเข้มงวด แม้แต่ ๓ พระองค์หลังก็ต้องตัดออก
เพราะพระมารดามิได้เป็นอัครมเหสี เป็นพระหน่อมิได้
หรือแม้แต่ถูกยกขึ้นมา พระชนม์ก็ไม่ตรงกับที่จะผนวชพระได้ในปีเถาะ ๒๓๗๔
ส่วนเจ้าฟ้าจุฑามณี ก็ทรงผนวชและลาสิกขาตั้งแต่ปีฉลู ๒๓๗๒ ก่อนปีเถาะถึง ๒ ปี
เหลือเพียงพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ที่ทรงผนวชมาตั้งแต่ปีวอก ๒๓๖๗ ถึงปีกุน ๒๓๙๔ ผ่านปีเถาะทั้ง ๒ ครั้ง
อีกทั้งทรงมีศักดิฐานะเป็น "พระหน่อสุริยวงศ์" ตามเงื่อนไขกฏมณเฑียรบาลโดยสมบูรณ์

จึงสรุปได้ว่านิราศพระบาท แต่งโดยกวีที่ตามเสด็จกระบวนนมัสการพระพุทธบาทของพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ
เมื่อสิบสองค่ำเดือนสาม ปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔ เรื่องราวที่ต่อเนื่องก็เชื่อมสัมพันธ์กันได้ทั้งหมด
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 13 March 2023, 03:33:07 PM
๗ ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท
มุลิกา มาจาก มูลิกากร หมายถึง ข้าทูลละอองธุลีพระบาท
https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31920

ในนิราศภูเขาทอง สุนทรภู่เขียนอาลัยถึงพระเจ้าแผ่นดิน ว่า
"จะสร้างพรตอดส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤฒิฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"
ทำไมในนิราศพระบาทจึงใช้ศัพท์ "มุลิกา" กับเจ้านายระดับพระองค์เจ้า
พิจารณาจากการใช้ศัพท์ เห็นชัดว่าตั้งใจใช้อย่างประณีต หาใช่กลอนพาไปอย่างกวีสามาญไม่

ต่อไปนี้ จะลองประมวลศัพท์สูงในนิราศพระบาทให้พิจารณา อาจชี้ชัดได้ว่า เจ้านายของกวีมีสถานะใด
ขบวนเสด็จนี้ มีกองช้าง ๒๐ เชือก มีกองหมอ(ควาญผู้ชำนาญ) มีช้างดั้ง ช้างทรง
มีสี่เวร (มหาดเล็ก เวรศักดิ์ เวรสิทธิ์ เวรฤทธิ์ เวรเดช) มีล้อมวง มีนางชาวใน


ทั้งหมด เป็นขบวนเสด็จพระเจ้าแผ่นดิน แต่ประธานของขบวน เป็นเจ้านายที่ทรงผนวช เอ่ยถึงว่า
พงศ์นารายณ์นรินทร์วงศ์ที่ทรงญาณ ....พระหน่อสุริยวงศ์ทรงสิกขา
ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในช่วงชีวิตของสุนทรภู่ พระภิกษุระดับนี้ มีพระองค์เดียว

คือพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ "วชิรญาณภิกขุ"
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 17 March 2023, 11:47:42 PM
ทั้งหมดที่พรรณามา เป็นเพียงความบกพร่องจากการศึกษานิราศ ๒ เรื่อง
ถ้าครบทุกเรื่อง คงน่าอนาถนัก

จึงขอจบหัวข้อนี้ แต่เพียงเท่านี้
ขอบคุณที่ตามอ่านมาจนจบ

 krb
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: trens 18 March 2023, 10:45:19 AM
จบสะแล้ว ขอบคุณพี่สำหรับข้อมูลดีๆ เป็นเรื่องที่ต้องชำระประวัติของสุนทรภู่กันต่อไป
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 23 March 2023, 06:34:57 PM
ส่งท้าย

ที่จริง  ยังมีประเด็นความผิดพลาดในนิราศพระบาทให้พิจารณาอีกมาก เช่นเรื่องผนังและแผ่นเงินปูพื้น
"ผนังในกุฎีทั้งสี่ด้าน โอฬาร์ฬารทองทาฝาผนัง จำเพาะมีสี่ด้านทวารบัง ที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาม"
ตามงานเขียนของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ และนายโหมด คนทำเสื่อเงินด้วยตัวเอง
ล้วนระบุว่าเป็นการตกแต่งครั้งรัชกาลที่สาม

ถ้าเป็นครั้งรัชกาลที่หนึ่ง ผนังเพียงล่องชาดไว้ ยังไม่ได้ปิดทอง เพราะไม่มีเวลา
ส่วนพื้น ปูหินธรรมดา ไม่ใช่แผ่นเงินหรือเสื่อเงิน

แต่ยิ่งขุดลึก ก็จะเป็นการขุดศพมาประจาน จึงขอสรุปเพียงว่า สมเด็จฯ ดำรง เป็นนักประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าเชื่อถือสักเท่าใด
แต่คนที่นำพระนิพนธ์มาใช้ ใช้ไม่ได้เสียยิ่งกว่า อยู่ในยุคสมัยที่สะดวกในการตรวจสอบข้อมูลมากกว่า
กลับทอดธุระ คิดแต่เพียงฉวยผลงานที่มีมาก่อน มาใช้ประโยชน์

ความอุตสาหะสักนิดก็ไม่มี

จบจริงๆ ละครับ ครั้งนี้
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 16 May 2023, 01:04:37 AM
เพิ่มเติม

สุนทรภู่ไม่ได้แต่งนิราศเมืองเพชร

เนื้อเรื่องยืนยันว่าแต่งในรัชกาลที่สาม เพราะตอนผ่านวัดราชโอรส กวีบอกว่า
"ในพระโกษฐ์โปรดปรานประทานนาม โอรสราชอารามงามเจริญ"
วัดนี้รัชกาลที่สองพระราชทานนาม เวลานี้สวรรคตไปแล้ว

ต่อมา มีคำว่า "ปีระกา นิราร้าง"
รัชกาลที่สาม มีปีระกา ๓ ครั้ง ๒๓๖๘ ๒๓๘๐ ๒๓๙๒ จะเป็นปีใด เนื้อเรื่องบอกได้

กวี มีเพื่อนสนิทเป็นขุนรองน้องขุนแพ่ง เคยลำบากมาด้วยกัน จากกันเพราะกวีเข้าบางกอก
ต่อมาขุนแพ่งตายในศึกลาว กวีได้กลับมาร่วมงานศพ ขุนรองสืบตำแหน่งต่อ
เนื้อหาตรงนี้ ช่วยกำหนดปีได้ชัดเจนว่า
๒๓๖๘ เดือนสี่ปีระกา กวีเข้าบางกอก
๒๓๖๙-๒๓๗๐ เกิดศึกลาว ขุนแพ่งตาย กวีมาเยี่ยมศพ


สอบปีที่เกิดเหตุการณ์กับประวัติสุนทรภู่ พบความไม่ลงรอยชัดเจน

ในเพลงยาวถวายโอวาท สุนทรภู่อ้างตัวเองว่าเป็น "อาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว" เคยสอนหนังสือเจ้าฟ้าอาภรณ์
ปี ๒๓๗๒ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี นำเจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋วมาเป็นศิษย์ "ถึงในกุฎี" แสดงว่าบวชอยู่

หมายความว่า ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่สอง สุนทรภู่เป็นอาลักษ์และเป็นครูสอนเจ้าฟ้า เมื่อบวชก็ยังเป็นครูพระสอนเจ้าฟ้าอีก

ส่วนกวีเมืองเพชรนั้นเป็นคนสามัญอยู่ แม้จนวันที่แต่งนิราศ เป็นคนพริบพรีที่มาอยู่บางกอก
เคยตกยากเป็นบ้าต้องหนีไปซ่อนในถ้ำ

ในขณะที่สุนทรภู่ แต่เด็กเรียนหนังสือที่วัดชีปะขาว โตขึ้นได้เป็นอาลักษณ์
รับเขียนเพลงยาวมีชื่อเสียงลือเลื่อง
จะมีเจ้านายเป็น "เสด็จ" มิได้

อาลักษณ์นั้นสังกัดวังหลวงและวังหน้าเท่านั้น

กวีเมืองเพชรจึงไม่มีศักดิฐานะสูงพอจะอวดตัวว่า
"อันหม่อมฉันนั้นที่ดีและชั่ว ถึงลับตัวก็แต่ชื่อเขาลือฉาว เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร"

ท่านจึงมิใช่สุนทรภู่
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 17 May 2023, 06:21:00 AM
ยังจบไม่ลง

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โปรดประทานอธิบายว่า พระสิงหะไตรภพ หมายถึง เจ้าฟ้าอาภรณ์
พระอภัยมณี หมายถึง สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์
และศรีสุวรรณ หมายถึง เจ้าฟ้าปิ๋ว


นี่คือพระอธิบายเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งแสดงถึงความบกพร่องในการตีความ
ที่ยากจะเชื่อว่า มาจากนักปราชญ์

ต้นฉบับมีข้อความดังนี้

๑ หลังเสร็จการหาสมบัติ สุนทรภู่มาจำวัดที่วิหารวัดเลียบ แล้วเดือดร้อน เพราะหมดตัว
๏ จะสึกหาลาพระอธิฐาน โดยกันดารเดือดร้อนสุดผ่อนผัน
พอพวกพระอภัยมณีศรีสุวรรณ เธอช่วยกันแก้ร้อนค่อยหย่อนเย็น
อยู่มาพระสิงหะไตรภพโลก เห็นเศร้าโศกแสนแค้นสุดแสนเข็ญ
ทุกค่ำคืนฝืนหน้าน้ำตากระเด็น พระโปรดเป็นที่พึ่งเหมือนหนึ่งนึก

๒ หลังจากนั้น ท่านก็มาอยู่วัดเทพธิดาราม
จนถึงปลายปีฉลูมีธุระ
ไปทางเรือเหลือสลดด้วยปลดเปลื้อง ระคางเคืองข้องขัดสลัดสละ
ลืมวันเดือนเชือนเฉยแกล้งเลยละ เห็นแต่พระอภัยพระทัยดี
ช่วยแจวเรือ
เกื้อหนุนทำบุญด้วย เหมือนโปรดช่วยชูหน้าเป็นราศี

ปีฉลูที่ว่า ตรงกับ พศ.๒๓๘๔ เมื่อรู้ช่วงเวลาแล้ว การวินิจฉัยก็แน่ชัดขึ้น

ในปี ๒๓๘๔
เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระชนม์ ๒๕ รับราชการตำแหน่งใหญ่มาก คือทรงกำกับกรมพระคชบาล
ปาเลกัวส์ Jean-Baptiste Pallegoix (2348-2405) เขียนไว้ใน "เล่าเรื่องเมืองสยาม" (Description du Royaume Thai ou Siam : 1854) ว่า
ขุนนางอันดับหนึ่งของราชสำนักสยาม คือ กรมช้าง

ส่วนเจ้าฟ้ามหามาลา พระชนม์ ๒๓ ทรงกำกับกรมวัง ซึ่งมีความสำคัญสูงเช่นกัน

กระบวนเสด็จเจ้าฟ้า ไปที่ใดต้องมีข้าหลวงตามเสด็จ ทรงราชยานคานหาม เช่นเสลี่ยงเป็นต้น
จะมาแจวเรือให้พระภิกษุได้ละหรือ

ยิ่งกว่านั้น แจวเรือเป็นหรือ


: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 18 May 2023, 07:47:35 PM
การตีความครั้งสุดท้ายของสมเด็จฯ ดำรง (สาส์นสมเด็จ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๔๘๐ )
https://vajirayana.org/สาส์นสมเด็จ-พุทธศักราช-๒๔๘๐/ธันวาคม/วันที่-๒-ธันวาคม-พศ-๒๔๘๐-ดร
มีความผิดเพี้ยนในพระมติ เกิดจากทรงอ่านไม่ละเอียด และขาดความเฉลียวใจ
เราจะพิจารณาไปทีละประเด็น

เมื่อ ๒ สัปดาหะมานี้พระยาอนุมานฯ เขาคัดสำเนาเพลงยาว ​“รำพันพิลาป” ของสุนทรภู่ ที่เขาเพิ่งได้มาใหม่ส่งมาให้หม่อมฉันฉบับ ๑ เขาบอกว่าได้คัดส่งไปถวายท่านด้วยฉบับ ๑

เพลงยาวบทนี้สำนวนและกระบวนกลอนควรนับว่าอยู่ในชั้นดีของสุนทรภู่อีกเรื่อง ๑ ทั้งได้รู้เรื่องประวัติของแกชัดเจนกว่าเมื่อหม่อมฉันแต่งประวัติสุนทรภู่บางข้อ คือ

พอพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสวยราชย์ก็ถอดสุนทรภู่ในปีวอก พ.ศ. ๒๓๗๘ นั่นเอง พอถูกถอดสุนทรภู่ก็บวช (คงเป็นด้วยกลัวจะติดคุก) บวชแล้วหนีไปเที่ยวเตร็ดเตร่ซ่อนตัวอยู่ทางเมืองเพชรบุรี เมืองกาญจนบุรี ไปจำพรรษาอยู่ตำบลสองพี่น้องแขวงเมืองสุพรรณ แล้วขึ้นไปเมืองพิษณุโลกเที่ยวหาแร่แปรธาตุอยู่กว่า ๕ ปี (ครั้นเห็นถ้อยความสงบเงียบ) จึงกลับลงมาอยู่วัดราชบุรณะ

อยู่ได้ไม่ช้าก็ต้องถูกกำจัดจากวัดราชบุรณะ ครั้งนี้ขึ้นไปกรุงศรีอยุธยา (คราวแต่งนิราศภูเขาทอง) แล้วกลับลงมาอยู่วัดอรุณหน่อยหนึ่ง ผู้หญิงมีบรรดาศักดิ์คน ๑ ชวนให้ไปอยู่วัดเทพธิดาอยู่ได้ ๒ พรรษาก็เกิดความอะไรอีกต้องทิ้งวัดเทพธิดาไปเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๗๘ เพลงยาวรำพันพิลาปแต่งพรรณนาตอนที่มาอยู่วัดเทพธิดานี้ เล่าส่อให้เห็นเหตุที่สุนทรภู่อยู่วัดไหนไม่ได้นาน

นอกจากที่กล่าวกันมาว่าเรื่องที่อดสุราไม่ได้ในเวลาแต่งกลอน ยังปรากฏในเพลงยาวบทนี้ว่าไปอยู่ไหนพวกเจ้าชู้ “นักเลงเพลงยาว” มักไปมาหาสู่ทั้งผู้ชายผู้หญิง และบ่นในเพลงยาวว่าถูกพวกผู้หญิง​ชาววังหลอก

แกคงประพฤติเกี่ยวข้องกับการประโลมโลกทั้งเป็นพระจึงถูกไล่ทั้ง ๒ คราวจนลงปลายได้พึ่งพระองค์ลักษณา จึงอยู่ประจำที่แล้วสึกออกเป็นคฤหัสถ์

ในเพลงยาวแกใช้นามแฝงหลายแห่งแต่พอทายได้
พระสิงหไตรภพ คือ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระอภัยมณี เจ้าฟ้ากลาง ศรีสุวรรณ เจ้าฟ้าปิ๋ว นางเทพธิดาจะหมายว่ากรมหมื่นอัปสรหรือใครอื่นสงสัยอยู่
: Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
: pee 01 June 2023, 10:48:31 PM
สรุป
แก้คำผิดและความผิด สรุปจากการตีความล่าสุดที่อิงถ้อยคำของสุนทรภู่เป็นหลัก

"พอพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสวยราชย์ก็ถอดสุนทรภู่ในปีวอก"
น่าจะบวชก่อนเสวยราชย์ ด้วยคำว่า "ออกขาดราชกิจ" ที่ทำตั้งแต่รัชกาลที่สอง

"พอถูกถอดสุนทรภู่ก็บวช (คงเป็นด้วยกลัวจะติดคุก)"
บวชเพราะพิศวาสพระศาสนา ไม่เกี่ยวกับความกลัว

"บวชแล้วหนีไปเที่ยวเตร็ดเตร่ซ่อนตัวอยู่ทางเมืองเพชรบุรี"
ท่านไม่เคยซ่อนตัว สนิทกับคนในราชสำนัก มีลูกศิษย์มาก และชื่อเสียงระบือ ๓ ประเทศ
อนึ่ง นิราศเมืองเพชร แต่งโดยผู้อื่น

"ขึ้นไปเมืองพิษณุโลกเที่ยวหาแร่แปรธาตุอยู่กว่า ๕ ปี"
ไม่มีตัวเลข ๕ ปีในเพลงยาวนี้

"(ครั้นเห็นถ้อยความสงบเงียบ) จึงกลับลงมาอยู่วัดราชบุรณะ"
บวชถึง ๑๘ ปี เห็นจะไม่ได้บวชหนีคดีแล้วละ

"อยู่ได้ไม่ช้าก็ต้องถูกกำจัดจากวัดราชบุรณะ ครั้งนี้ขึ้นไปกรุงศรีอยุธยา (คราวแต่งนิราศภูเขาทอง)"
ไม่มีการเดินทางมาแทรกเลย จากวัดราชบุรณะก็มาอยู่วัดเทพธิดาราม

"แล้วกลับลงมาอยู่วัดอรุณหน่อยหนึ่ง ผู้หญิงมีบรรดาศักดิ์คน ๑ ชวนให้ไปอยู่วัดเทพธิดา"
ไม่มีวัดอรุณและผู้หญิงมีบรรดาศักดิ์ในตัวบท ถ้าย้อนความแล้วที่ไกล้เคียงสุดที่จะมีบารมี ก็คือ "แต่ละองค์ทรงพรตพระยศยิ่ง"

"ก็เกิดความอะไรอีก"
ความที่ว่าคือ "ทั้งบ้านทั้งวังวัดเป็นศัตรู" คำนี้จะอธิบายแยกเป็นหัวข้อใหม่

"ต้องทิ้งวัดเทพธิดาไปเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๗๘"
ทรงตกประวัติศาสตร์ วัดเทพธิดารามเริ่มสร้าง ๒๓๗๙ เสร็จเมื่อ ๒๓๘๒

"รำพันพิลาป..เล่าส่อให้เห็นเหตุที่สุนทรภู่อยู่วัดไหนไม่ได้นาน"
ตีความเกินตัวบท ท่านเล่าถึง ๒ วัด วัดแรกน่าจะมีปัญหากับเจ้าถิ่น วัดที่สองเกิดจากปลวกขึ้นห้องนอน จึงใช้ความฝันทำนายเคราะห์
เหตุที่ ๒ นั้น เป็นเรื่องสุดวิสัย ใช้อ้างครอบคลุมไม่ได้

"แกคงประพฤติเกี่ยวข้องกับการประโลมโลกทั้งเป็นพระจึงถูกไล่ทั้ง ๒ คราว"
กล่าวหาอย่างไม่มีมูล

"จนลงปลายได้พึ่งพระองค์ลักษณา จึงอยู่ประจำที่แล้วสึกออกเป็นคฤหัสถ์"
ทรงตกประวัติศาสตร์ (อีกแล้ว) พระองค์เจ้าลักขณานุคุณสิ้นพระชนม์ ๒๓๗๘
ดังนี้แล้ว พระวินิจฉัยทั้งหลายจะยังน่าเชื่อถือหรือไม่

คงต้องตรองกันเอาเอง

พูดอย่างไม่เกรงใจ ก็ต้องบอกว่า
ทรงเลอะเทอะในการอ่านเอกสารอย่างไม่น่าให้อภัย