ผู้เขียน หัวข้อ: เฟื้อ ทองอยู่  (อ่าน 13237 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
เฟื้อ ทองอยู่
« เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2017, 07:20:44 PM »

วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า
https://www.silpa-mag.com/old-photos-tell-the-historical-story/article_17157

ปีแรกที่ผมเรียนช่างศิลป์ ซึ่งยังใช่ชื่อว่า "โรงเรียนช่างศิลป์" อยู่นั้น
ในวันปฐมนิเทศน์ในพระอุโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข อาจารย์ใหญ่เป็นผู้กล่าว

ท่านพูดยาว เสียงเบา และอยู่ไกล ทำให้สมาธิในการฟังไม่ค่อยมี
ผมจำได้เรื่องเดียว ท่านพูดถึงอาจารย์เฟื้อไว้สั้นๆ

สิ้นอาจารย์ศิลป์ พีระศรีไปแล้ว ครูที่เราควรจะเคารพเป็นที่ยึดเหนี่ยวต่อไปก็คือ อาจารย์เฟื้อ
เวลานั้นอาจารย์เฟื้อ เกษียณอายุราชการออกจากคณะจิตรกรรมไปแล้ว
แต่ยังไม่หยุดการอนุรักษ์หอไตรวัดระฆัง แม้ต้องใช้เงินส่วนตัว

นานๆ พวกเราจะเห็นท่านเดินแถวท่าพระ/ท่าพระจันทน์
ท่านเดินเร็วมาก รูปร่างสันทัดออกเจ้าเนื้อเล็กน้อย
ผมขาวโพลน ไม่หวี ต้องแสงแดดแลเห็นโดดเด่น
ใส่เสื้อหนาสีอ่อน สะพายกระเป๋าหนังใบใหญ่ไว้ข้างตัว
กางเกงสีกากี รองเท้าหนังสีดำ

ถ้าหากศิลปินโด่งดังจะต้องมีเครื่องแบบกัน อาจารย์ก็เป็นผู้นำเพราะท่านแต่งกายอย่างนี้
ไม่เคยเปลี่ยนตลอดหลายสิบปีที่ผมได้เห็น




ผมถ่ายรูปชุดนี้ด้วยกล้องนิกอน F3 เวลาบ่ายแก่ ที่วัดช่องนนทรี
อาจารย์สน สีมาตรัง พาท่านไปชมวัด และจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลายอันโด่งดัง
เวลานั้น ทีมงานมูลนิธิแมกไซไซ เข้ามาเก็บข้อมูลชีวิตของท่านเพื่อประกอบการพิจารณารางวัล
และท่านก็ได้รับเกียรติในที่สุด

ส่วนรูปหน้าชั้นหนังสือ คุณศิลป์ชัย ชิ้นประเสริฐ เป็นคนถ่าย
เป็นรูปชุดที่ถูกใช้บ่อย แต่ไม่ได้ลงชื่อผู้เป็นเจ้าของ ขอถือโอกาสนี้แสดงสักหน่อย





pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2017, 02:07:05 AM »
เวลานั้นอาจารยฺเฟื้อ เกษียณอายุราชการออกจากคณะจิตรกรรมไปแล้ว
แต่ยังไม่หยุดการอนุรักษณ์หอไตรวัดระฆัง แม้ต้องใช้เงินส่วนตัว

ท่านได้เงินจากใหน

ครั้งหนึ่งอาจารย์เสนอ ส่งผมไปทาบทามรูปถ่ายจากอาจารย์อวบ สาณะเสน เพื่อมาลงหนังสือ
ไปพบท่านที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนหนึ่งได้พูดถึงอาจารย์เฟื้อเล็กน้อย

อาจารย์อวบเล่าว่า เวลาที่อาจารย์เฟื้อต้องการเงิน ก็จะให้อาจารย์อวบหาทางขายงานให้สักชิ้น
ดูเหมือนท่านจะไว้ใจให้เก็บผลงานไว้ด้วย

งานที่ขาย ส่วนมากก็ไปอยู่ในการสะสมของนักเล่นศิลปะ มีมากสุดคงเป็นคุณมีเซียม ยิบอินซอย
ตอนมาทำมูลนิธิศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9 ได้ฟังที่มาของการเสนอขาย ก็รู้สึกสงสารศิลปินเหลือเกิน

ทิสโก เป็นบริษัทแรกๆ ที่เริ่มสะสมงานศิลปะ ปกติก็จะมีการเชิญศิลปินให้ส่งผลงานมาอวด
มีการจัดนิทรรศการภายในประกอบงานเลี้ยงรับรอง และเป็นการตกแต่งสำนักงานเป็นครั้งคราว
ลูกค้าของบริษัทมาเห็น ก็สามารถซื้อสะสม จากนั้นผู้บริหารจะซื้อหลังสุด
ถือเป็นการสนับสนุนศิลปินโดยตรง โดยทิสโกไม่เคยคิดค่าดำเนินการ

ทำให้เกิดเป็นกระแสแพร่ออกไปในวงแคบๆ ว่า
การเสนองานให้กับผู้บริหารที่นี่ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

วันหนึ่งมีคนนำงานของอาจารย์เฟื้อมาให้คุณศิวะพร ทรรทรานนท์พิจารณา
ท่านเห็นก็สนใจ ให้ทิสโกซื้อไว้ทันที เหตุผลเรียบง่ายว่า
เป็นรูปหิมะตกที่กรงโรม เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
และบังเอิญคุณศิวะพรอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย ก็เลยซื้อไว้

จากนั้นก็ขอให้อาจารย์เฟื้อเซ็นต์ชื่อ
คนส่วนมาก คงไม่ทราบว่าอาจารย์เฟื้อไม่เคยลงชื่อในผลงาน เว้นแต่จะขอ
ผมเข้าใจว่าท่านคงคิดว่า งานของท่านยังไม่สมบูรณ์

อาจารย์เฟื้อสร้างงานโดยไม่มีกำหนดเสร็จ ค่อยทำค่อยเก็บรายละเอียด
จะถือว่าเสร็จก็เมื่อท่านอยู่หน้าผลงาน แล้วพบว่า ไม่มีอะไรจะทำต่อได้
งานแล้วเสร็จ จึงมีน้อยมาก



pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 26 ตุลาคม 2017, 11:50:04 AM »
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=XMWuIb4VDFA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=XMWuIb4VDFA</a>
https://www.youtube.com/watch?v=XMWuIb4VDFA&t=270

สยามศิลปิน - เฟื้อ หริพิทักษ์ ครูใหญ่ในวงการศิลปะ
รายการ สยามศิลปิน ปีที่ ๒
สารคดีโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของศิลป­ิน ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในด้านต่างๆเพื่อส­่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นหลัง

อำนวยการสร้าง
มูลนิธิศิลปินแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

ผลิตรายการโดย
บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน)

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=QHsNUUoWHYw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=QHsNUUoWHYw</a>
https://www.youtube.com/watch?v=QHsNUUoWHYw
ป๋วยเสวนาคารสัญจร คิดถึงอาจารย์เฟื้อ
ป๋วยเสวนาคารสัญจร เรื่อง "คิดถึง...อาจารย์เฟื้อ"
องค์ปาฐก อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อาจารย์เทพศิริ สุขโสภา
หอไตร วัดระฆัง ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖
(พิชชาณัฐ ตู้จินดา: บันทึก/ ศิลป์)

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 14 มีนาคม 2018, 07:14:49 PM »
ไปเจอรูปนี้เข้า ขอนำมาเสริมในประวัติอาจารย์เฟื้อครับ




ที่มา https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=haiku&month=01-08-2010&group=20&gblog=4

รูปบน อาจารย์สน สีมาตรังพบในคลังรูปของหอจดหมายเหตุ
กรุณาทำสำเนามาให้ ขณะนั้นผมกำลังค้นคว้าเรื่อง "รูปเหมือนในประเทศไทย"
เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาตรี ท่านคงเห็นว่าน่าจะเป็นประโยขน์

ฝรั่งที่เห็น คือนาย Cesare Ferro (1880 - 1934)
เป็นช่างศิลปะรุ่นแรกๆ ที่ราชสำนักจ้างเข้ามาทำงานประจำ ระหว่าง 2447-2450
คนสำคัญ คือช่างไทยที่อยู่ต่อลงมา ท่านคือพระสรลักษณ์ลิขิต (มุ่ย จันทรลักษณ์)
ในรูป ยังเป็นขุน

ได้ตามเสด็จคราวประพาสไกลบ้าน 2450 อยู่ในสำรับส่วนพระองค์
เพราะเป็นมหาดเล็กถวายงานด้านวาดเขียน ทรงชมว่า
"ตามุ่ย ช่างเขียน ฝีมือพอจะเป็นโปรเฟสเสอร์ได้..."
โปรดให้ตามเสด็จเพื่อฝึกงานในสตูดิโอยุโรป เมื่อกลับมาได้รับราชการในกรมช่าง
แล้วพอเปลี่ยนรัชกาล มีการตั้งกรมศิลปากร ก็ได้เป็นพระยาช่างเขียน นับว่ามีศักดิ์ใหญ่อยู่

ตอนที่อาจารย์เฟื้อมาขอเป็นลูกศิษย์อาจารย์ฝรั่ง เกิดปัญหาเพราะท่านอยากเรียนช่างเขียน
แต่อาจารย์ฝรั่งเป็นช่างปั้น คนละสายงานกัน

ท่านจึงฝากให้ไปเรียนที่สำนักพระสรลักษณ์ ซึ่งมีนักเรียนช่างเขียนอยู่แล้วหนึ่งท่าน
คือหม่อมราชวงศ์ถนอมศักดิ์ กฤดากร (อ่านว่า กะ-รึ-ดา-กร) แล้วได้กลายเป็นรักต่างฐานันดรอันเป็นตำนาน
อาจารย์เฟื้อเรียนด้วยความอึดอัดได้ไม่นานก็มาแจ้งอาจารย์ฝรั่ง ขอลาออก
บอกว่าอึดอัด ทนเรียนไม่ไหว เพราะคุณพระท่านให้เขียนรูปเหมือนอย่างเดียว
อาจารย์เฟื้อเล่าว่า "เขียนเงาะ ก็จะให้เก็บขนทีละเส้น...เรามันไปไกลกว่านั้นมากแล้ว"

ตรงนี้จะเห็นความมองไกลของอาจารย์ฝรั่ง ท่านบอกว่าให้มาเรียนกับท่าน
อาจารย์เฟื้อก็นั่งในห้องทำงานอาจารย์ฝรั่ง



ในนั้นมีอุปกรณ์ทางสีครบครัน อาจารย์เฟื้อเหมือนปลาได้น้ำ เพราะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องมือตามใจชอบ
นี่เป็นงานเมื่อเป็นอิสระจากสำนักพระสรลักษณ์ลิขิต



pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 14 มีนาคม 2018, 09:59:38 PM »
เหตุที่อาจารย์เฟื้ออึดอัด เป็นเพราะเมื่อเรียนเพาะช่าง
ท่านศรัทธาในการเขียนสีแบบขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต (เปล่ง ไตรปิ่น 2428-2485)
ท่านขุนผู้นี้เป็นศิลปินที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกมาโดยตลอด แนวทางทำงานจึงล้ำสมัย
ไม่ได้ลงสีแล้วค่อยเกลี่ยแบบสำนักโบราณ แต่เล่นฝีแปรง ใช้สีสดสะอาด
นัยว่าเป็นแนวทางอิมเพรสั่นนิสต์ หรืออาจจะเป็นเอ็กเปรสชั่นนิสต์เลยก็ได้
ท่านเคยสอนที่เพาะช่างด้วย (น่าจะเป็นระยะสั้นๆ) อาจารย์เฟื้อจึงขอฝากตัวเป็นศิษย์

เสียดายที่ไม่มีผลงานหลงเหลือมาให้ชื่นชม



อ่านเนื้อหาเกี่ยวกับขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต ได้ ที่นี่
https://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9520000127650

ในบทความดังกล่าว คุณนรายกความเห็นของวาณิช จรุงกิจอนันต์ มาประกอบว่า
"อาจารย์เฟื้อเป็นอิมเพรสชั่นนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย"

นี่น่าจะเข้าใจผิด "อิมเพรสชั่นนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย" คืออาจารย์จิตร บัวบุศย์
ซึ่งเรียนเทคนิคนี้โดยตรงจากญี่ปุ่น





ดูตัวอย่างงานอิมเพรสชั่นนิสต์ของญี่ปุ่น
https://eclecticlight.co/2015/07/07/beyond-the-french-impressionists-25-japan-asai-kuroda-kume/





pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 14 มีนาคม 2018, 10:31:39 PM »
การเรียนของอาจารย์เฟื้อ เป็นเรื่องแปลกประหลาด
อันที่จริง ท่านจบแค่มัธยมเท่านั้น
เมื่อเข้าเรียนประโยคครูที่เพาะช่าง อีกปีเดียวก็จบ
ท่านก็ลาออก

มาอยู่กับอาจารย์ฝรั่ง ก็เรียนนอกระบบ
เรียกแบบสมัยใหม่ ก็ต้องบอกว่า ไม่ได้เทคคอร์สอะไรเลย
อาจารย์ฝรั่งให้อิสระทุกอย่าง อยากเรียนก็มาเรียน ไม่อยากเรียนก็ไม่เป็นไร
ขอให้ทำงานต่อเนื่องเป็นพอ

ยิ่งออกจากสำนักครูช่างเขียน มาอยู่สำนักครูช่างปั้น ก็ยิ่งแปลกแยก
อาจารย์เฟื้อจึงไม่มีชื่อในกลุ่มศิษย์ที่สร้างอนุสาวรีย์ และที่จริงก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มครูรุ่นแรกด้วย
คือเป็นนักเรียนอิสระ ที่อยู่กับอาจารย์ฝรั่งโดยกำหนดหัวข้อเรียนเอาเอง

แม้แต่ไปเรียนที่อินเดียก็ไม่จบ เพราะโดนจับเป็นชาติศัตรูเสียก่อน
โดนจับขังในคุกเสียหลายปี ปล่อยตัวก็เดินสติแตกมาตามทาง ท้อถอยหมดสิ้นหนทาง
ที่เมืองไทย คุณยายก็เสีย ภรรยาก็เลิกกันแถมพิการอีก

ในเวลาสิ้นหวังนั้นเอง ท่านบอกว่า เห็นหมู่เมฆแยกตัวออก ฟ้าคลึ้มพลันสว่าง
มีแสงงดงามลอดลงมา

ท่านจึงเชื่อแต่นั้นว่า ชีวิตมนุษย์ มีสิ่งสูงส่งคอยหนุนนำ
หลังจากนั้น นามสกุล "ทองอยู่" ก็เปลี่ยนเป็น "หริพิทักษ์"

ผลงานชนะประกวดในค่ายกักกันเชลยศึก “ค่ายกักกันชาวญี่ปุ่น” 2488


เมื่อไทยประกาศร่วมวงไพบูลย์บูรพาร่วมกับจักรวรรดิญี่ปุ่น
ก็เท่ากับประกาศสงครามกับอังกฤษ ผู้ปกครองอินเดีย คนไทยทั้งหมดจึงถูกจับ
ถูกส่งเข้าค่ายกักกันเชลยสงคราม อยู่ร่วมกับคนเอเซียด้วยกัน

ระหว่างถูกกักกัน เนื่องจากเป็นพลเรือน จึงมีอิสระพอที่จะจัดการงานในทางบันเทิงได้บ้าง
หนึ่งในนั้นคือการประกวดศิลปกรรม

รูปบนคืองานชนะเลิศ อาจารย์เฟื้อนำติดตัวกลับประเทศ
ต่อมาขายให้กับคุณเทพ จุลดุลย์ อาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยศิลปากร
คุณเทพย้ายรกรากไปอเมริกา ก็นำไปด้วยพร้อมงานสะสมอันมีค่ามากมาย
เมื่อเสียชีวิต ได้แสดงเจตน์จำนงส่งกลับคืนประเทสไทย โดยการบริจาค
และบางส่วนรัฐบาลขอซื้อเพิ่ม

https://www.thairath.co.th/content/531527

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 14 มีนาคม 2018, 10:42:12 PM »
การไปเรียนอินเดีย ก็เป็นไปโดยนอกระบบ
ที่จริงท่านอยากไปอิตาลี่ บังเอิญเกิดสงคราม ก็เลยไปแค่อินเดีย
เพราะทราบว่า รพินทรนาถ ฐากูร เปิดวิศวะภารติ ณ สันตินิเกตันสอนศิลปะ
เงินค่าเดินทางได้จากภรรยา ซึ่งตกลงแยกทางกันโดยยังเป็นมิตรสนิทไม่เปลี่ยนแปร

อาจารย์ฝรั่งสนับสนุนโดยการพิมพ์ดีดเอกสารภาษาอังกฤษหนึ่งแผ่น
มีข้อความว่า นายเฟื้อ ทองอยู่ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางศิลปะ
เพียงพอที่จะเข้าศึกษาในสถาบันชั้นสูง
ลงนาม ซี. เฟโรจี คณะบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรม

อาจารย์เฟื้อ พูดเหมือนออตโต เคลมเปอเรอร์พูดถึงนามบัตรของมาห์เลอร์
ที่เขียนข้อความสองบันทัดว่า แฮร์เคลมเปอเรอร์ มีความสามารถทางดนตรีอย่างดีเยี่ยม ว่า

"กระดาษใบนี้ เปิดโลกให้ผม"

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 14 มีนาคม 2018, 11:04:18 PM »
ที่อินเดีย การเรียนยิ่งอิสระกว่าที่ศิลปากร
อาจารย์เฟื้อบอกว่า แรกๆ ครูอินเดียก็ยังไม่เชื่อฝีมือ
ก็จัดห้องทำงานให้มุมหนึ่ง ปล่อยให้ทำงานไปโดยไม่มาเข้มงวด
ท่านก็ศึกษาไปตามแนวทางส่วนตัว อันได้แก่การขึงผ้าใบ ตั้งขาหยั่งแล้วเขียนรูป

ผมเดาว่า นอกจากเขียนหุ่นนิ่ง ก็คงเขียนงานองค์ประกอบศิลป์จากจินตนาการส่วนตัวไปด้วย
นานไป ครูก็มั่นใจก็ยิ่งไม่มายุ่ง ปล่อยให้คิดค้น สร้างสรรค์ไป จนโดนจับ

ครูใหญ่ที่ดูแลส่วนของการทำงานศิลปะ คือท่านนันทะลาล โพส
Nandalal Bose 1882-1966




ลักษณะการสอนของที่นั่นเน้นอิสระภาพและการสืบสานคุณค่า
ดังนั้น จึงมีการจำลองงานชั้นเยี่ยมของอินเดียในอดีต นำมาเป็นตัวอย่างศึกษา




นี่เอง สร้างแรงบันดาลใจให้เฟื้อหนุ่ม จะต้องศึกษาลึกซึ้งในงานครูของชาติตน
แทนที่จะเอาต่างบ้านเป็นครู

การย้อนลงลึกหาอดีต เป็นบันไดขั้นแรกให้ท่านกลายเป็นนักอนุรักษ์แห่งนักอนุรักษ์

ปล
นามสกุลของท่านนันทะลาล เป็นนามเดียวกับ BOSE แห่งโลกเครื่องเสียง
นามสกุลนี้ มีคนใช้มากมายในอินเดีย

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1368
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 15 มีนาคม 2018, 03:54:48 PM »
มาปูเสื่อรอ ... เมื่อพี่เมตตา ข้าน้อย รอเก็บความรู้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 15 มีนาคม 2018, 08:18:44 PM »
ลองพิจารณางานของท่านโพสหน่อย
อาจจะงงว่า ทำไมไม่ใช้ โบส แบบที่เราเรียกยี่ห้อเครื่องเสียง
เรื่องนี้อาจารย์กรุณา กุศลาศัย เพื่อนเรียนที่ศานตินิเกตันและเป็นผู้เชี่ยวชาญภารตะวิทยาอธิบายว่า
ตัว B ในภาษาแขก ออกเสียง พ. พาน ไม่ใช่ บ. ใบไม้ 

ท่านนันทะลาล เกิดพศ. 2425 โตมาในช่วงเวลาแห่งชาตินิยมฮินดูกำลังเฟื่องฟู
หลงไหลในศิลปะอินเดียโบราณ จึงเป็นคนแรกๆ ที่พัฒนาศิลปะอินเดียจากโบราณมาเป็นสากล
งานเด่นๆ ก็เป็นแนวทางเช่นนี้
http://www.artnet.com/artists/nandalal-bose/2
ยกเว้นลายเส้นคานธีเดินถือไม้เท้า ที่ออกแบบเพื่อใช้แสดงการต่อต้านอังกฤษ



จิตรกรรมในถ้ำคูหาอาชันตา
เป็นงานศิลปะที่เลอเลิศสุดเท่าที่มนุษย์จักสร้างสรรค์ได้ เท่าเทียมกับงานดีที่สุดของกรีกและจีนในยุคเดียวกัน


Bodhisattva Padmapani, Ajanta, India. ประมาณพศ.350 ลงมา

ท่านโพส นำมาต่อยอดเป็นงานสมัยใหม่ กึ่งกราฟิก กึ่งจิตรกรรม
เปิดทางให้ศิลปะอินเดียต่อจากนี้ มีที่มาและที่ไปอันผูกกับความเป็นตัวของตัวเอง

ไม่ใช่ศิลปะจากอาณานิคมอีกต่อไป


Krishna and Subal First Meeting Radha. Tempera on wooden panel, 1945


Arjuna Tempera on paper 1946


Sati, 1943

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 15 มีนาคม 2018, 08:40:22 PM »
ตัวอย่างจากอินเดีย ทำให้เฟื้อหนุ่มเกิดแรงบันดาลใจ
ตั้งปณิธานอันหาญกล้าว่า กลับเมืองไทยแล้ว จะตามดูงานชิ้นเยี่ยมของโบราณในไทยให้ถึงที่สุด
เพื่อบ่มเพาะประสบการณ์ความงามอันจำเพาะเจาะจงจากบรรพบุรุษตัวเอง

เมื่อสงครามสงบ จึงเดินเท้ามาถึงชายทะเลตะวันออก ระยอง ถ้าจำไม่ผิด
แล้วหารถเข้ากรุงต่อไป

อาจารย์เฟื้อกลับเข้ามาในเวลาพอเหมาะ โรงเรียนปราณีตศิลป์ที่พัฒนาเป็นคณะจิตรกรรม ประติมากรรม กำลังเติบโต
ท่านได้รับมอบหมายให้ดูแลแผนกจิตรกรรม ก็เริ่มทำตามความตั้งใจทันที ด้วยการตระเวณศึกษางานชิ้นเอก
และเริ่มการจำลองงานมาเก็บเป็นครูสอนนักเรียน เพื่อไม่ต้องเหนื่อยยากไปดูของจริง
(ในห้วงเวลานั้น การเดินทางยากลำบาก ถ่ายรูปก็ยังเป็นขาวดำ ทั้งยังแพงมาก)

วัดสุทัศน์เป็นแหล่งคัดลอกที่ไกล้ที่สุด ท่านจึงเริ่มงานจำลองชิ้นครูที่นี่


https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=addsiripun&month=16-02-2012&group=12&gblog=99
ด้วยรูปมุมนี้



pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 15 มีนาคม 2018, 09:21:01 PM »
เรื่องไม่น่าเชื่อก็บังเกิดขึ้น

อาจารย์ฝรั่งไม่เห็นด้วยกับการทุ่มเทอย่างนี้
ท่านมองว่า ลูกศิษย์คนนี้มีอนาคตเรืองรองรออยู่
ไม่ควรมาเสียเวลาเที่ยวลอกงานโบราณ เบียดบังการสร้างสรรค์ส่วนตัว

อาจารย์เฟื้อผู้อุดมด้วยความดื้อ สำแดงเดชด้วยการไม่ฟังคำครู
ยังดันทุรังคัดลอกงานโบราณต่อไป

สมัยที่ผมเรียนช่างศิลป์ เกือบสามสิบปีให้หลัง ยังได้รับผลบุญจากความดื้อครั้งนี้
เพราะในวิชาลายไทยปีสอง งานใหญ่เก็บคะแนนครั้งสุดท้าย เรียกว่า "รีเสิร์ช"
เราต้องเขียนจำลองจิตรกรรมไทยชิ้นครู ขนาดราว 1 ตารางเมตรให้สำเร็จ
นี่คือมรดกที่อาจารย์เฟื้อทิ้งให้ศิลปะศึกษาของไทย

หมายความว่า เฟื้อหนุ่ม ดึงดันทำตามเป้าประสงค์
จนแม้แต่อาจารย์ฝรั่งซึ่งเลื่องลือว่าหัวแข็งสุดยอด ก็ยังยอมแพ้
บันจุการคัดลอกศิลปะไทยโบราณลงในหลักสูตร และยังให้เริ่มตั้งแต่ชั้นมูลก่อนเรียนมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ยังมีความสำคัญกว่านั้นอีก
ก่อนความดื้อของอาจารย์เฟื้อ อาจารย์ฝรั่งนั้นมองจิตรกรรมไทยโบราณเป็นเพียงงานชั้นรอง
ในหนังสือ ศิลปสงเคราะห์ : พจนานุกรมศัพท์ศิลปะตะวันตก
ท่านอธิบายว่า เป็น minor art เป็นเพียงการตกแต่ง ไม่มีคุณค่าเสมอด้วยสถาปัตยกรรม และประติมากรรม
(ซึ่งท่านเขียนตำราเฉพาะเอาไว้ต่างหาก)

แต่แล้ว อีกไม่กี่ปีต่อมา 2491 เมื่อท่านพาศิลปะไทยไปแสดงที่ลอนดอน
ท่านก็นำรูปจำลองที่อาจารย์เฟื้อทำขึ้นไปแสดงด้วย
จากนั้น การศึกษาคุณค่าของจิตรกรรมไทยก็ตั้งมั่น และสืบทอดมาไม่ขาดสาย

กลับกลายเป็นว่า อาจารย์ฝรั่งทุ่มเทให้กับจิตรกรรมไทยมากยิ่งกว่าประติมากรรมอันเป็นศิลปะสาขาที่ท่านรัก
ประโยค "พรุ่งนี้ก็ช้าเสียแล้ว" อันถูกทำให้เพี้ยนเป็น พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว
เป็นชื่อบทความเล็กๆ ให้กรมศิลปากรพิมพ์แจกพระภิกษุสามเณรที่มาชมพิพิธภัณฑ์ในวันเข้าพรรษา
เพื่อกระตุ้นเจ้ากูเหล่านั้นโปรดรักษาจิตรกรรมฝาผนังในวัดของท่าน ให้ถาวรตลอดไป

กลับเพี้ยนความหมาย
กลายเป็นคำสอนหรือมอตโต้ประจำตัวอาจารย์ศิลป์ไปอย่างกลับตาละปัตร


เฮ้อ

ถ้าจำไม่ผิด ต้นฉบับภาษาอังกฤษนั้น พิมพ์ในวารสาร "ความรู้คือประทีป" ของ ESSO
ส่วนบทความแรกสุด ที่นำเสนอคุณค่าจิตรกรรมไทย พิมพใน JSS วารสารของสยามสมาคม
ในนั้น พิมพ์รูปจำลองจิตรกรรมไทยฝีมืออาจารย์เฟื้อไว้หลายขิ้น
เพราะไม่สามารถแบกกล้องเข้าไปในสถานที่มืดๆ แคบๆ ตามวัดต่างๆ เพื่อถ่ายรูปได้

การอุทิศตนของอาจารย์เฟื้อจึงถือเป็นการต่อวิญญานที่กำลังสลายไปของจิตรกรรมไทย
ให้ทอดยาวออกมาได้

นี่ยังไม่ใช่การอนุรักษ์ในความหมายทางวิชาการของ art preservation อย่างแท้จริง
บทบาทนั้น อันทำให้คณะกรรมการรางวัลแมกไซไซยอมมอบรางวัลเชิดชูให้
จะเกิดในราว 2504-5 ระหว่างปีสุดท้ายในชีวิตของอาจารย์ฝรั่ง

ซึ่งจะเสนอต่อไป
หลังพักเหนื่อย หอบแฮ่กๆ ซักแพร๊บ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 16 มีนาคม 2018, 01:01:52 AM »
การคัดลอกงานโบราณของอาจารย์เฟื้อ เป็นกิจกรรมที่ท่านคิดทำเองโดยไม่มีใครแนะนำหรือให้แบบอย่าง
ดังที่บอกแล้วว่าแม้แต่อาจารย์ฝรั่งก็ไม่สนับสนุน

เพื่อที่จะได้มาซึ่งงานคัดลอก เฟื้อหนุ่มต้องทุ่มเทอย่างหนัก
หนักที่สุดน่าจะเป็นการเดินทาง หนักต่อมาคือเข้าของอุปกรณ์ต่างๆ
หนักสุดท้ายคือ ต้องเบียดบังเวลาส่วนตัว แทนที่จะได้พักจากการสอน ก็ต้องเอาเวลาพวกนั้นออกสนาม

ท่านไม่ได้ไปแค่วัดสุทัศน์หรือวัดทอง บางกอกน้อย ท่านไปอยุธยา ไปเพชรบุรี
หนักสุดไปถึงวัดเจดีย์เจ็ดแถว ศรีสัชนาลัย ทั้งหมดนี้ ควักเงินส่วนตัวทั้งสิ้น

สำหรับตัวผลงาน มีข้อน่าสังเกตว่า
เริ่มต้นเป็นงานที่ทำด้วยใจรัก จึงมีคุณค่าทางวิชาการน้อยกว่าการทุ่มเท
ดังนี้

งานคัดลอกรุ่นแรก จากวัดมหาธาตุ อยุธยา




งานชุดนี้ ที่จริงน่าจะเรียกว่าเป็นการวาดทิวทัศน์ที่มีจิตรกรรมโบราณปนอยู่
เพราะท่านเล่นวาดแม้กระทั่งการแตกร้าว รอยถลอก หรือรอยเปื้อนของผนัง
ในขณะที่อีก 30 ปีต่อมา ท่านทราบแล้วว่า
บางส่วนไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาลงมือ





ที่มาของรูป
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=3305.0
https://www2.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000000004
http://www.finearts.go.th/promotion/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C/item/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5-2.html

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 17 มีนาคม 2018, 09:47:10 AM »
ขอแทรกอธิบายเรื่องการเปิดพิพิธภัณฑ์ในวันเข้าพรรษาให้ภิกษุสามเณรชมสักหน่อย
ต้นรัชกาลที่เจ็ด สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกราชบัณฑิตยสภา
เพื่อปรับปรุงกิจการพิพิธภัณฑ์สถานให้สมกับเกียรติของประเทศ รับพระราชทานวังหน้าที่รกร้างมานานเป็นที่ตั้ง

ปัณหาพิพิธภัณฑ์แต่แรกเริ่มก็คือ ขาดสิ่งของจัดแสดง ทรงวางนโยบายชักจูงหลายประการ
เป็นต้นว่า ขอรับพระราชทานศิลปวัตถุของหลวงมาตั้งแสดง
ให้หัวเมืองส่งศิลปวัตถุชิ้นงามๆ เข้ามา (เพราะทรงเป็นอดีตเสนาบดีมหาดไทยมาก่อน)
ขอรับบริจาคจากผู้ดีมีสกุลโดยติดนามเจ้าของเพื่อเป็นเกียรติ
แต่สิ่งของสำคัญจำนวนมากนั้น อยู่ในวัดทรงดำริว่า หากให้พระภิกษุทั้งหลายได้เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์
เห็นการจัดการและการยกย่องผู้บริจาคหรือให้ยืม ก็อาจได้ของดีๆ มาอยู่ในการดูแลโดยละม่อม

ดังนั้นจึงจัดให้ทุกๆ วันเข้าพรรษา เชิญชวนเจ้ากูทั้งหลายมาเยี่ยมชม ทางพิพิธภัณฑ์มีภัตตาหารและการนำชมให้เป็นพิเศษ
ที่เลือกวันเข้าพรรษาก็เพราะพระภิกษุทั้งหลายมักจะกลับวัดหรือเข้าพำนักถาวรช่วงสามเดือน ก็จะถือโอกาสมาเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ได้สะดวก
กิจกรรมนี้ดำเนินต่อมาจนปัจจุบัน

สมัยที่นายธนิต อยู่โพธิ์เป็นอธิบดี ได้เพิ่มการแจกหนังสือเข้าไปอีก
ส่วนมากท่านเขียนเอง เลือกเรื่องที่จะโน้มน้าวความสนใจให้รู้ถึงคุณค่าทางโบราณคดี
เนื่องจากพิมพ์แจก ก็เลยทำเล่มเล็กเพื่อไม่ต้องลงทุนมาก แต่ก็พิมพ์อย่างปราณีตมีรูปประกอบชวนดู







พรุ่งนี้ก็ช้าเสียแล้ว ก็พิมพ์ในการนี้ มีชื่อเต็มๆ ว่า
พรุ่งนี้ก็ช้าเสียแล้ว และศิลปเก่าอันเป็นมรดกที่ไทยได้รับจากบรรพบุรุษ
น่าจะเป็นเล่มแรกในชุดอีกด้วย ผมเคยมีครบทุกเล่ม เสียดายสูญสลายไปหมดแล้ว


pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เฟื้อ ทองอยู่
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 20 มีนาคม 2018, 09:06:07 PM »
นิวัติ กองเพียรเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในประเด็นหัวข้อเกี่ยวกับ My Most Admired Person ซึ่งได้แก่ อาจารย์เฟื้อ ตอนหนึ่งของคำสัมภาษณ์มีอยู่ว่า
"...จนเมื่อประมาณปี ๒๕๒๕ ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับอาจารย์ในการซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่หอไตร วัดระฆังโฆสิตาราม การได้ร่วมงานกันครั้งนั้นทำให้ผมได้รู้จักตัวตนของอาจารย์มากขึ้น แล้วก็ประทับใจตรงที่ท่านเป็นคนเดียวแต่มีสองหัวใจ คือ หนึ่งหัวใจที่ทุ่มเทให้กับศิลปะภาพเขียนไทยอย่างถ่องแท้ ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ และอีกหัวใจหนึ่งทุ่มเทให้กับงานเขียนแบบ Impressionism ตามที่ท่านได้เคยไปศึกษาที่ประเทศอิตาลี..."


เรื่องน่าเบื่อเกี่ยวกับคนไทยคือ ชอบมั่ว
ดูเหมือนนิวัตน์จะไม่มีความรู้ทางประวีติศาสตร์และศิลปะเลย
ขนาดอ้างว่า ทำงานไกล้ชิดอาจารย์เฟื้อ
อีกหัวใจหนึ่งทุ่มเทให้กับงานเขียนแบบ Impressionism ตามที่ท่านได้เคยไปศึกษาที่ประเทศอิตาลี...
ประโยคนี้ ผิดหลายต่อ ผิดอย่างน่าอนาถ

1 งานของอาจารย์เฟื้อ ไม่ใช่ Impressionism อันนี้ผมบอกไว้ในรีพลายก่อนหน้าแล้ว
2 อาจารย์เฟื้อไม่ได้ไปศึกษาเรื่องนี้ที่อิตาลี่
ในปี 2499 ที่ท่านไปอิตาลี่นั้น เขาเลิกทำงานแบบ Impressionism กันแล้ว
ใครทำถือว่าตกยุค

งานของอาจารย์ในกลุ่มนี้ ก้ำกึ่งระหว่าง cubism และ Expressionism