การเรียนของอาจารย์เฟื้อ เป็นเรื่องแปลกประหลาด
อันที่จริง ท่านจบแค่มัธยมเท่านั้น
เมื่อเข้าเรียนประโยคครูที่เพาะช่าง อีกปีเดียวก็จบ
ท่านก็ลาออก
มาอยู่กับอาจารย์ฝรั่ง ก็เรียนนอกระบบ
เรียกแบบสมัยใหม่ ก็ต้องบอกว่า ไม่ได้เทคคอร์สอะไรเลย
อาจารย์ฝรั่งให้อิสระทุกอย่าง อยากเรียนก็มาเรียน ไม่อยากเรียนก็ไม่เป็นไร
ขอให้ทำงานต่อเนื่องเป็นพอ
ยิ่งออกจากสำนักครูช่างเขียน มาอยู่สำนักครูช่างปั้น ก็ยิ่งแปลกแยก
อาจารย์เฟื้อจึงไม่มีชื่อในกลุ่มศิษย์ที่สร้างอนุสาวรีย์ และที่จริงก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มครูรุ่นแรกด้วย
คือเป็นนักเรียนอิสระ ที่อยู่กับอาจารย์ฝรั่งโดยกำหนดหัวข้อเรียนเอาเอง
แม้แต่ไปเรียนที่อินเดียก็ไม่จบ เพราะโดนจับเป็นชาติศัตรูเสียก่อน
โดนจับขังในคุกเสียหลายปี ปล่อยตัวก็เดินสติแตกมาตามทาง ท้อถอยหมดสิ้นหนทาง
ที่เมืองไทย คุณยายก็เสีย ภรรยาก็เลิกกันแถมพิการอีก
ในเวลาสิ้นหวังนั้นเอง ท่านบอกว่า เห็นหมู่เมฆแยกตัวออก ฟ้าคลึ้มพลันสว่าง
มีแสงงดงามลอดลงมา
ท่านจึงเชื่อแต่นั้นว่า ชีวิตมนุษย์ มีสิ่งสูงส่งคอยหนุนนำ
หลังจากนั้น นามสกุล "ทองอยู่" ก็เปลี่ยนเป็น "หริพิทักษ์"
ผลงานชนะประกวดในค่ายกักกันเชลยศึก
“ค่ายกักกันชาวญี่ปุ่น” 2488

เมื่อไทยประกาศร่วมวงไพบูลย์บูรพาร่วมกับจักรวรรดิญี่ปุ่น
ก็เท่ากับประกาศสงครามกับอังกฤษ ผู้ปกครองอินเดีย คนไทยทั้งหมดจึงถูกจับ
ถูกส่งเข้าค่ายกักกันเชลยสงคราม อยู่ร่วมกับคนเอเซียด้วยกัน
ระหว่างถูกกักกัน เนื่องจากเป็นพลเรือน จึงมีอิสระพอที่จะจัดการงานในทางบันเทิงได้บ้าง
หนึ่งในนั้นคือการประกวดศิลปกรรม
รูปบนคืองานชนะเลิศ อาจารย์เฟื้อนำติดตัวกลับประเทศ
ต่อมาขายให้กับคุณเทพ จุลดุลย์ อาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยศิลปากร
คุณเทพย้ายรกรากไปอเมริกา ก็นำไปด้วยพร้อมงานสะสมอันมีค่ามากมาย
เมื่อเสียชีวิต ได้แสดงเจตน์จำนงส่งกลับคืนประเทสไทย โดยการบริจาค
และบางส่วนรัฐบาลขอซื้อเพิ่ม
https://www.thairath.co.th/content/531527