ผู้เขียน หัวข้อ: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่  (อ่าน 5653 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 07 มกราคม 2023, 11:20:09 PM »
เมื่อเอ่ยถึงราชทินนาม "สุนทรโวหาร" แล้ว ก็มีประเด็นชวนคิดหลายประการ

ตามทำเนียบนามนั้น มีตำแหน่งพระสุนทรโวหารเป็นเจ้ากรมอาลักษณ์วังหน้า ศักดินา ๒๕๐๐
แล้วก็มีหลวงสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรมราชบัณฑิต ศักดินา ๔๐๐ อีกนามหนึ่ง
https://www.finearts.go.th/storage/contents/2020/09/file/TYKsV4Wa2As09OOMZTKkiAA3qxCf0BHFlXhxea9X.pdf
(หน้า26/80)


ส่วนวังหลวง เจ้ากรมอาลักษณ์ จะเป็นที่พระยา หรือ พระ "ศรีภูริปรีชา"
ซึ่งมีภาระงานแตกต่างกันตามยุคสมัย

ในเอกสารสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พงศาวดารเมืองพัทลุง ฉบับหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจน์วงศ์)) พระศรีภูริปรีชาธิราชมหาเสนาบดีศรีสาลักษณ์ สังกัดกรมพระกลาโหม มีอำนาจเคลื่อนย้ายกำลัง

สมัยกรุงธนบุรี พระศรีภูริปรีชาราชเสนาบดีศรีสาลักษณ์ ทำหน้าที่สืบหาพระเถระเข้ามาในกรุง

ถึงรัชกาลที่หนึ่ง พศ. ๒๓๒๘ มีชื่อนี้เป็นผู้ร่วมแปลและเรียบเรียงเรื่อง ราชาธิราช ที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ผู้รับผิดชอบ(ประกอบด้วย พระยาอินทรอัคคราช พระภิรมรัศมี และพระศรีภูริปรีชา)

ถึงรัชกาลที่สาม ก็มีพระศรีภูริปรีชา แต่งจดหมายเหตุปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:168892

จะเห็นว่า ตำแหน่งนี้ มาทำงานเอกสารในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง

ถึงรัชกาลที่สี่ ทรงตั้งศิษย์ธรรมยุตินิกายรุ่นแรก ๒ ท่าน เป็นเจ้ากรมพระอาลักษณ์ คือ
พระธรรมรักขิตเถระ (ทัต) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระศรีภูมิปรีชา วังหลวง
พระศรีวิสุทธิวงศ์ (ฟัก) วัดบวรนิเวศวิหารเป็น พระยาศรีสุนทรโวหาร ไม่ทราบสังกัด
ท่านผู้นี้ในพระราชนิพนธ์รัชกาลที่สี่ ออกนามว่า "ตาฟัก" ทรงล้อเล่นอยู่เนืองๆ
ส่วนพระศรีภูริปรีชา ไม่พบบทบาทหารงานแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดีในรัชกาลนี้ ยังปรากฏชื่อขุนสุนทรโวหาร ในปี ๒๓๙๘ เป็นผู้กำกับการแปลพระราชพงศาวดารเขมร ครั้งหนึ่ง และกำกับการแปลพงศาวดารพม่ารามัญ ปี ๒๔๐๐ อีกครั้งหนึ่ง

ตอนปลายรัชกาล ก็พบชื่อพระสุนทรโวหารอยู่ในจดหมายเหตุฯเสด็จสวรรคตซึ่งอาจจะเป็น "ตาฟัก" หรือผู้อื่นก็เป็นได้

ประเด็นสำคัญจากหลักฐานนี้ก็คือ น่าจะมีผู้ดำรงตำแหน่ง "สุนทรโวหาร" หลายคน
สูงสุดคือ พระยา แต่ก็มีทั้ง พระ หลวง และขุน ในรัชกาลเดียวกัน

นี่เป็นอุปสรรคสำคัญในการวินิจฉัยตัวตนของขุนนางตำแหน่งนี้
แต่สมเด็จฯ หรือท่านที่ศึกษาต่อมมา ไม่มีใครเคยเอ่ยถึงเลย

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 10 มกราคม 2023, 05:44:17 AM »
สันนิษฐานว่า "ตาฟัก" เกิดราว ๒๓๕๕ จึงอายุราว ๔๐ เมื่อเริ่มรัชกาลที่สี่ เป็นพระยาศรีสุนทรโวหารได้
เพราะถึงพร้อมทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ
(รายชื่อภิกษุใน "สีมากถา" พระราชนิพนธ์พระภิกษุวชิรญาณ เรียงตามอายุ ท่านมีนามนำหน้าผู้ที่เกิด ๒๓๕๕ )

ส่วนขุนสุนทรโวหารในการแปลปี ๒๓๙๘ และ ๒๔๐๐ น่าจะเป็นท่านอื่น
และน่าจะไม่ใช่ท่านภู่ ที่ควรจะมีวัยไกล้เคียงท่านฟัก
(ประเมินจากการเป็นพระอาจารย์เจ้าฟ้าถึง ๓ พระองค์ ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่สองลงมา)

ด้วยข้อมูลดังลำดับมานี้ ทำให้สงสัยว่ามีกี่ท่านที่ใช้ราชทินนาม "ศรีสุนทรโวหาร" ตลอดรัชกาลที่สี่

อนึ่ง ท่านฟัก เสียชีวิตในปี ๒๔๑๘ ท่านน้อย อาจารยางกูร ได้สืบราชทินนามต่อ
นั่นคงเพราะ กมล ลูกท่านได้เป็นที่ศรีภูริปรีชาอยู่แล้ว ต่อมาจึงได้รับพระราชทานนามสกุล "สาลักษณ์"
เพราะเป็นพ่อลูกที่สืบตำแหน่งอาลักษณ์ต่อกัน นับเป็นเกียรติประวัติ
แม้แต่ ผัน ลูกท่านกมล ก็ยังได้รับตำแหน่งสุนทรโวหารอีกด้วย
จึงเป็นตระกูลอาลักษณ์ 3 ชั่วคนอันยิ้งใหญ่ ดังนี้
พระยาศรีสุนทรโวหาร ฟัก (๒๓๕๕-๒๔๑๘)
พระยาศรีภูริปรีชา กมล (๒๔๐๔ -๒๔๖๐)
พระยาศรีสุนทรโวหาร ผัน (๒๔๒๔-๒๔๖๖)
 
"ตำแหน่งพระยาศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์นี้เป็นตำแหน่งที่พระยาศรีภูริปรีชา (กมล สาลักษณ) ได้สืบมาแต่ ผู้บิดา และพระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ) สืบจากพระยาศรีภูริปรีชา อีกชั้น ๑ การที่บุตรจะรับตำแหน่งหน้าที่ราชการของบิดาได้ถึง ๓ ชั้นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์
หาได้โดยยากนักหนา ย่อมเป็นที่ภาคภูมิใจแก่บุตรหลานและผู้สืบตระกูลไม่น้อยเลย"(คำนำอิลราชคำฉันท์ กรมศิลปากร ๒๕๔๓)

https://vajirayana.org/อิลราชคำฉันท์/คำนำ

เมื่อมีศรีสุนทรโวหารมากท่านเช่นนี้
เราควรตั้งหลักพิจารณาถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้ประพันธ์ให้รัดกุมขึ้นหรือไม่
ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่บอก ผู้น้อยก็เชื่อง เอ้ย เชื่อไปอย่างซึมทราบ

ยกตัวอย่างเช่น "เสภาพระราชพงศาวดาร" ที่อ้างว่า โปรดให้พระศรีสุนทรโวหารแต่งถวาย
ผู้แต่งเป็นศรีสุนทรโวหารท่านใด

ข้อนี้ เราไม่มีข้อมูลประกอบช่วยบ่งชี้เลย
แม้แต่คารมสำนวน ยังถูกดูแคลนว่า ไม่โดดเด่นเช่นงานชิ้นอื่นด้วยซ้ำ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 26 มกราคม 2023, 03:26:29 AM »
๖ ความรู้อันขาดความรอบรู้

ความรู้ เมื่อขาดความรอบคอบ ไม่ลึกซึ้ง ไม่รอบด้าน เป็นอันตรายกับประวัติศาสตร์นิพนธ์
พระนิพนธ์นี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สร้างความผิดพลาดเอาไว้เพียงใด

ประเทศไทยได้อนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่หาดทรายแก้ว เมืองแกลง จากนิราศที่ไม่ใช่ของสุนทรภู่
ได้วันที่ ๒๖ มิถุนายน เป็นวันสุนทรภู่ ที่จริงวันเกิดใครก็ไม่ทราบ
ได้กวีเอกเป็นขี้เมา ขี้คุก เจ้าชู้
ได้งานของใครไม่รู้ เป็นของสุนทรภู่
และสุนทรภู่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานหลายชิ้นที่อ้างกัน
ลำดับเวลาที่เกี่ยวข้อง ผิดเกือบทั้งหมด


ฯลฯ
 
เริ่มต้นผิด ต่อเนื่องย่อมผิดตามมา ทั้งจากพระนิพนธ์เองและผู้ที่เชื่อโดยไม่วิเคราะห์

ทรงใช้ประวัติศาสตร์วิธีอันขัดกับหลักฐานในยุคเดียวกัน หรือที่พบในภายหลัง
การตีความผิดพลาด ในหลายประเด็นที่เป็นหญ้าปากคอกเสียด้วยซ้ำ
การที่ทรงเป็นเจ้านายชั้นสูง ความเข้าใจหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับชนชั้นต่ำกว่า อาจจะไม่ทรงสันทัด
ทว่า บางเรื่องเกี่ยวกับราชประเพณี ก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งมหาฉ่ำเคยออกความเห็นแย้ง ทรงกริ้วเสียงแข็ง
"นี่มหาไม่เชื่อกรมดำรงหรืออย่างไร"
เมื่อทรงยึดมั่นเช่นนี้ จึงมีแต่ปราชญ์ระดับสมเด็จฯ นริศ หรือจอร์ช เซแดสเท่านั้น จะทรงยอมฟัง

ไม่น่าเชื่อว่าจากนิราศเหล่านี้ มีความบกพร่องมากมาย แทบจะเขียนเป็นตำราแก้ได้อีกเล่มเขื่องๆ
จะขอยกบางประเด็นมาแสดง โดยเน้นเรื่องความไม่รอบด้านเป็นสำคัญ ดังนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 26 มกราคม 2023, 06:05:33 PM »
๑ "ภุมริน..ถ้อยสุนทร.."
กลอนเปิด "นิราศเมืองแกลง" มีข้อความว่า
"ไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหา จะพลัดพรากจากกันไม่ทันลา ใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทรวอน"
คงเพราะมีคำว่า "ภุมริน" หมายถึงภู่ และ "สุนทร" คือราชทินนาม รวมเป็น "สุนทรภู่"
จึงทรงวินิจฉัยว่านิราศนี้แต่งโดยสุนทรภู่ เมื่อบวกกับเศษประวัติที่รำลือกันว่าบิดาอยู่เมืองแกลง
นิราศนี้ก็กลายเป็นงานชิ้นแรกของกวี เมื่ออายุ ๒๑

ไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า ถ้าสมัญญาสุนทรนั้น มาจาก "สุนทรโวหาร" ก็ต้องเกิดในรัชกาลที่สองเท่านั้น
ต้องรอจนได้ต่อกลอนพระราชนิพนธ์ แล้วจึงได้เป็นกวีที่ปรึกษา แล้วค่อยเป็น "ขุนสุนทรโวหาร"
ทั้งหมดเกิดหลังรัชกาลที่หนึ่ง นิราศเมืองแกลงจึงกำหนดอายุผิดรัชกาล

๒ ประวัติกวี ของสกุลดำรงราชานุภาพ
สมเด็จฯ แต่งประวัติกวีว่า ในช่วงปลายรัชกาลที่หนึ่งได้ลอบรักกับนางจันข้าในกรมพระราชวังหลัง
ต้องโทษจำคุก พ้นโทษเพราะวังหลังทิวงคตก็ไปเมืองแกลง
กลับมาได้เป็นมหาดเล็กพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ แล้วได้อยู่กินกัน
พอจะตามเสด็จไปพระบาทก็มาหมางเมินกัน กินเวลาราวปีเศษ

เรื่องราวเช่นนี้ ผ่านการขัดเกลาให้ต่อเนื่องน่าเชื่อถือ ทว่า
การสอบวันเวลาและปัจจัยเกี่ยวข้อง กลับพบข้อสงสัย

กว่าทั้งคู่จะได้รับอภัยโทษ น่าจะรอหลังงานพระเมรุในเดือน ๖ (วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๓๕๐)
แต่กวีเดินทางไปเมืองแกลงในเดือน ๗ ถ้าเป็นดังนี้ เวลาก็กระชั้นมากแค่เดือนเดียว
หรือแม้แต่ได้รับอภัยโทษหลังสวรรคตไม่นาน
กวีที่แต่งนิราศเมืองแกลงก็ไม่น่าเพิ่งเป็นนักโทษเมื่อครึ่งปีก่อน
เพราะมีบอกไว้ตอนหนึ่งว่า "มาราชการหลวง"
คงไม่มีใครจ่ายงานให้คนเพิ่งออกจากคุกไปหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกอันห่างไกลกระมัง

ยิ่งกว่านั้น ยังมี "ศิษย์น้องสองนาย" ติดตามอีก เพิ่งพ้นคุกแท้ๆ เอาเวลาที่ใหนไปรับศิษย์
และเมื่ออยู่กรุงนั้น "อยู่บุรินกินสำราญทั้งหวานเปรี้ยว" (เปรียบเปรยหลังได้พบบิดา)
ดูราวกับว่า ไม่ได้ตกระกำลำบากมาก่อนเลย

ยังมีประเด็นที่ทรงละเลยแล้วผู้ศึกษาต่อมาก็มองช้ามก็คือ คำที่กวีกล่าวถึงสาวคนรัก
ถ้าเคยติดคุกด้วยกันแล้วต้องจากกันโดยพลัน เหตุใดไม่มีการคร่ำครวญในประเด็นนี้
ตรงกันข้าม กวีกลับกล่าวถึงนางว่า "ถึงชาตินี้มิได้สมอารมณ์คิด ด้วยองค์อิศรารักษ์จะหักหาญ"
เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หากปราถนานางข้าหลวง ทำไมจึงส่งไปเป็นนักโทษ แทนที่จะจับเป็นนางในเสียแต่เนิ่นๆ
ออกจากคุกมา ก็คงทรุดโทรม แล้วยังจะอยาก"หักหาญ" แย่งกับคนคุกอายุ ๒๑ อีกละหรือ

นี่คือการศึกษาที่วิบัติและมีพิรุธร้ายแรงอย่างเหลือเชื่อ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 26 มกราคม 2023, 06:08:55 PM »
๓ "ยิ่งหวาดจิตรคิดคุณพระชินสีห์"
เมื่อเตรียมเดินทางจากจอมเทียน ชาวบ้านแจ้งว่าหนทางอันตรายมาก กวีจึงอธิฐานขอพรพระชินสีห์
พระพุทธรูปนี้ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เห็นทรุดโทรม
จึงเชิญมาประดิษฐานวัดบวรนิเวศน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลที่สาม

กลอนตรงนี้ นอกจากใช้ระบุอายุแล้ว ยังช่วยยืนยันว่า กวีเป็นศรัทธาวัดบวรฯ อีกด้วย

๔ "ต่างเพลิดเพลินเดินว่าเสภาพลาง ถูกขุนช้างเข้าหอหัวร่อเฮ" (ตะพานยายเหม)
สมเด็จฯ สันนิษฐานว่าเสภาตอนขุนช้างเข้าหอ
เป็นพระราชนิพนธ์กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ แต่งต่อพระราชนิพนธ์รัชกาลที่สอง
ดังนั้น จะมาปรากฏในนิราศปี ๒๓๕๐ ครั้งรัชกาลที่หนึ่ง ไม่ได้

๕ "แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"
สมเด็จฯ สันนิษฐานว่า กวีมาหาพ่อเพราะอยากมาบวช นัยว่าล้างเคราะห์และได้อายุพอดี

ตลอดนิราศ ไม่พบเงื่อนงำเหล่านี้เลย มีแต่ข้อมูลว่า
ต้องออกเดินทางมาราชการกระทันหัน ไม่ทันร่ำลาคนรัก
ทั้งคำบ่นว่า หากเจ้านายไม่สั่งให้มา ก็ไม่อยากมาลำบากอย่างนี้
หลายตอนบอกเล่าว่า คุ้นเคยกับกิจการหัวเมืองแถบนี้ เช่น
"มีมิตรชายท้ายย่านเปนบ้านไทย สำนักในเคหาขุนจ่าเมือง ใครพบภักตร์เขาก็ทักว่าทรงซูบ"
"พบขุนรามเรียกหาเข้าอาไศรย...เขาแต่งให้หลับนอนผ่อนกำลัง" (จอมเทียน)
"พอพลบค่ำสำนักที่เรือนเพื่อน" (บ้านสานเสื่อ)
"จะใคร่หาต้นไม้เข้าไปถวาย" (ที่ทุ่งพัทยา)

ดูเหมือนว่า ภาระงานของกวี จะปรากฏชัดเมื่อพบบิดา เพราะมีชาวบ้านมาร้อง
"บรรดาเหล่าชาวบ้านประมาณมาก ต่างมาฝากรักใคร่เหมือนใจหมาย
พูดถึงที่ตีโบยคะโมยควาย กล่าวขวัญนายเบียดเบียนแล้วเฆี่ยนตี
ถามราคาพร้าขวานจะวานซื้อ ล้วนอออือเองกูกะหนูกะหนี"


น่าจะเป็นการมาตรวจราชการหัวเมือง มากกว่าจะมาบวชสะเดาะเคราะห์
และกวีคงไม่ใช่หนุ่มวัยยี่สิบ ยังไม่ได้บวชเรียนทั้งเพิ่งพ้นโทษมาหมาดๆ

เป็นการตีความที่วินาศอย่างแท้จริง

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 05 กุมภาพันธ์ 2023, 05:06:43 AM »
๗ นิราศพระบาท การตีความอย่างวินาศ
แม้ผ่านตาผู้รู้มา ๑๐๐ ปี นิราศเรื่องนี้ ยังรักษาความอ่อนแอของระบบสติปัญญาไทยไว้อย่างเปิดเผย
มีการตีความและใช้หลักฐานผิดพลาด ทั้งๆ ที่สังเกตพบได้โดยง่าย นับจำนวนไม่ถ้วน

๑ “อย่าฟังเปล่าเอาแต่กลอนสุนทรเพราะ”
"ผลจันทน์ให้หวั่นใจ แมงภู่เชยเหมือนพี่เคยประคองชิด"
หากมีคำว่า "สุนทร" และ "ภู่" แล้ว ต้องเป็นงานของสุนทรภู่
ก็ต้องยกความเห็นเดิมมาแสดงว่า นามสุนทรนั้นมาในรัชกาลที่สอง นิราศนี้จึงไม่สามารถแต่งในรัชกาลที่หนึ่ง
อนึ่ง นางจันที่เชื่อว่าเป็นเมียแรก ก็คงจะมาจากนิราศนี้ เราจะพิสูจน์ข้างหน้าว่า สุนทรภู่ไม่ได้แต่งนิราศนี้
เรื่องเมียชื่อจันจะได้ไม่มาปนเปื้อนประวัติกวีอีกต่อไป

๒ "นิราศนี้ปีเถาะ เป็นเคราะห์ร้าย"
เมื่อไม่อาจแต่งในปีเถาะท้ายรัชกาลหนึ่ง ก็เหลือปีเถาะอื่นซึ่งในรอบ ๑๐๐ ปี มีให้เลือก ๘ ครั้ง
จึงไม่ยากที่จะสืบหา

๓ คลองขวางบางจาก
๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น
ว่าชื่อจากแล้วไม่รักรู้จักกัน พิเคราะห์ครันหรือมาพ้องกับคลองบาง

นาม "คลองขวางบางจาก" ในนิราศนี้ เป็นกุญแจสำคัญยืนยันอายุสมัยของนิราศ แต่ถูกละเลยอย่างไม่น่าเชื่อ
"คลองขวาง" เป็นชื่อทั่วไปพบทั้งประเทศ มีลักษณะสำคัญคือเป็นคลองขุด เป็นทางลัดเชื่อมคลองใหญ่เพื่อย่นระยะทาง
ส่วน "บางจาก" เป็นชื่อเฉพาะมีน้อยแห่ง เมื่อรวมกับคลองขวาง จึงกำหนดได้ว่าอยู่ทางฝั่งธนบุรี ห่างออกไปทางทิศตะวันตก
ปัจจุบันคือเขตปกครองของกรุงเทพมหานคร แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ มีคลองราชมนตรีเป็นศูนย์กลาง



"คลองขวางบางจาก" จึงหมายถึงคลองนี้ ขุดโดยพระยาราชมนตรี ในรัชกาลที่สาม (ภู่ ต้นตระกูลภมรมนตรี เสียชีวิต ๒๓๘๕)
ยาวราว ๑๕ กิโลเมตร เชื่อมคลองบางเชือกหนังกับคลองสนามไชย บางขุนเทียน ช่วยให้ออกสู่เจ้าพระยาหรือท่าจีนได้สะดวก
กวีคงจะใช้คลองนี้ขึ้นเหนือ น่าเสียดายที่ไม่ได้พรรณาสถานที่ต่อเนื่องเอาไว้ จับบทเดินทาง ก็ระบุสามเสนเลยทีเดียว



อันว่าคลองขุดในท้องที่ฝั่งธนบุรี เริ่มขุดครั้งแรกก็ในรัชกาลที่สาม เพราะระบบเศรษฐกิจเริ่มขยายออกมา
นิราศที่เอ่ยถึงคลองนี้ จึงแต่งในรัชกาลที่หนึ่งไม่ได้อย่างแน่นอน

๔ อยู่วังหรืออยู่อาราม
สมเด็จฯ มั่นใจว่า เมื่อไปพระบาท สุนทรภู่เป็นมหาดเล็กรับใช้พระภิกษุพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ วัดมหาธาตุ
หากเป็นเช่นนั้น กวีก็ควรอยู่วัด จึงควรเริ่มนิราศจากท่าน้ำวัดมหาธาตุ แต่เมื่อเริ่มเดินทาง กวีกลับกล่าวว่า
"๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต"
วัดมหาธาตุนั้นอยู่กลางพระนคร ไม่มีคลองขวางไม่มีบางจาก ผู้แต่งจึงไม่ได้เริ่มเดินทางจากวัดนี้
เมื่อไม่ได้อยู่วัดก็ต้องอยู่วัง เพราะท่านกล่าวต่อว่า "เห็นเวียงวังก็ยิ่งเสียวถึงเคยสม...น้อมบังคมเทวารักษาวัง"
เป็นถิ่นที่อยู่อันห่างจากศูนย์กลางพระนครออกมามาก (ห่างจากวัดมหาธาตุ ร่วม ๑๗ กม.)

โดยทางสันนิษฐานก็ต้องวางเรื่องว่า กวีออกจากที่หนึ่ง พระหน่อสุริยวงศ์เสด็จจากที่หนึ่ง มาพบกันระหว่างทาง
และในเมื่อกวีเป็นคนครั้งรัชกาลที่สาม พระหน่อสุริยวงศ์จึงไม่ใช่พระองค์เจ้าปฐมวงศ์
และเณรน้อยในนิราศข้างหน้า ก็ไม่ใช่กรมพระปรมานุชิตฯ อย่างเด็ดขาด

คราวนี้ ก็เหลือเพียงพิสูจน์ทราบให้ได้ว่า นิราศนี้จะพาเราไปพบเงื่อนงำอะไรต่อไป

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 06 กุมภาพันธ์ 2023, 08:18:01 PM »


ปัจจุบันนี้ ชื่อคลองขวางย้ายไปผูกอยู่กับคลองทวีวัฒนา


(มุมขวาบน)

คลองนี้ ขุดในรัชกาลที่ห้า
ยิ่งห่างไกลไปจากสมมติฐานเดิมมากกว่าเดิม

อ่านพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของภาษีเจริญได้ที่นี่
https://lek-prapai.org/home/view.php?id=739
บทความเน้นคลองภาษีเจริญ ซึ่งขุดในรัชกาลที่สี่



pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 08 กุมภาพันธ์ 2023, 08:52:54 AM »
เรียบเรียงเรื่องคลองขวางบางจากเอาไว้
อยากเอาไปลงเฟส แต่ลงไม่เป็น

ฝากไว้ที่นี่ก่อน
------------
ตามหาคลองขวางบางจาก ในนิราศพระบาท

๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น.....
"นิราศพระพุทธบาท สุนทรภู่แต่งในรัชกาลที่ ๑ เมื่อเปนมหาดเล็กอยู่ในพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสกรมพระราชวังหลัง"(ดำรงราชานุภาพ : ๒๔๖๕ ประวัติสุนทรภู่)

ปี ๒๕๖๕ นี้ ครบ ๑ ศตวรรษของข้อยึดถือว่า "นิราศพระบาท" เป็นนิราศเรื่องที่สองของสุนทรภู่ต่อจากนิราศเมืองแกลง
กรมศิลปากรอธิบายว่า "ในปลายปี พ.ศ. ๒๓๕๐ นั้น สุนทรภู่ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสในกรมพระราชวังหลัง
ซึ่งทรงผนวชอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม ขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาทในเดือน ๓ ประจวบกับเป็นเวลาที่สุนทรภู่กับนางจันทร์อยู่ในระยะโกรธเคือง
แยกกันอยู่มาแต่เดือน ๒ สุนทรภู่ตามเสด็จคราวนี้ ได้แต่งนิราศพระบาทขึ้นไว้เรื่องหนึ่ง ครวญครํ่ารำพันถึงนางจันทร์อยู่มาก
นอกจากจะได้อ่านรู้เรื่องชีวิตรัก ระหว่างสุนทรภู่กับนางจันทน์แล้ว นิราศพระบาทของสุนทรภู่ยังช่วยให้เรารู้เรื่องการเดินทางไปพระพุทธบาท
และสภาพของพระพุทธบาทในสมัยนั้นดีไม่น้อย"
(ธนิต อยู่โพธิ์ : ๒๕๐๓ วรรณคดีสัญจรสู่พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี)

ข้อมูลนี้ถูกอ้างอิงสืบต่อกันมา ทั้งที่มีความผิดเพี้ยนอันเนื่องจากขาดการตรวจสอบอย่างถ้วนถี่ มีมาตรฐาน
ไม่มีผู้ใดสังเกตว่า มีการกล่าวถึง "คลองขวางบางจาก" เอาใว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง และมีความสำคัญในระดับชี้ขาด
เป็นกุญแจ ไขบอกวันเวลา บอกผู้แต่ง และประเด็นเกี่ยวข้องไว้อย่างพิศดาร เพียงแต่มีการเฉลียวใจสืบค้นขึ้นมาสักครั้ง
เรื่องก็คงกระจ่างไปนานแล้ว

บทความนี้ จะพยายามไขปัญหาร้อยปีให้ลุล่วง

๑ นามและทำเลที่ตั้ง
กวีระบุเส้นทางไว้ โดยเริ่มต้นจากสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ระบุตำแหน่งชัดเจน (มักเข้าใจกันโดยซึมทราบว่า คือวัดระฆัง)

๏ โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วง ดังศรสักปักซ้ำระกำทรวง เสียดายดวงจันทราพะงางาม
เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่ แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม จนพระหน่อสุริย์วงศ์ทรงพระนาม จากอารามแรมร้างทางกันดาร
ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท จำนิราศร้างนุชสุดสงสาร ตามเสด็จเสร็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดา ฯ
๏ วันจะจรจากน้องสิบสองค่ำ พอจวนย่ำรุ่งเร่งออกจากท่า รำลึกถึงดวงจันทร์ครรไลลา พี่ตั้งตาแลแลตามแพราย
ที่ประเทศเขตเคยได้เห็นเจ้า ก็แลเปล่าเปลี่ยวไปน่าใจหาย แสนสลดให้ระทดระทวยกาย ไม่เหือดหายห่วงหวงเป็นห่วงครัน ฯ

๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น.....


คำว่า "คลองขวาง" และ "บางจาก" เป็นชื่อเฉพาะของภูมิสถานบ้านเมือง พบแพร่หลายในสังคมไทย
โชคดีที่นิราศควงชื่อทั้งสองนี้ไว้ด้วยกันว่า "คลองขวางบางจาก" จึงกำหนดตำแหน่งแห่งที่ได้แน่ชัดยิ่งขึ้น

จะเห็นว่า ก่อนมาถึงบางขวาง กวีไม่ได้เอ่ยชื่อสถานที่อื่นใดเลย กล่าวเพียงว่า รีบออกจากท่า ซึ่งมีบอกต่อมาว่า
"ตั้งตาแลตามแพราย" จึงเหมือนจะออกจากที่อาศัยของนางดวงจันทรา มากกว่าจะเป็นอารามของพระหน่อสุริย์วงศ์ฯ
เมื่อรวมเข้ากับคำพรรณาเส้นทาง ที่ระบุในนิราศ ดังนี้ ตอนย่ำรุ่ง ออกจากท่าน้ำแห่งหนึ่ง
ผ่าน คลองขวางบางจาก - สามเสน - บางพลัด - บางซื่อ - บางซ่อน - ท้ายย่าน มาถึงตลาดแแก้วเมื่อยามสาย
รวมใช้เวลาเดินทางราว ๓ ชั่วโมง (๖-๙ โมงเช้า)

ชวนให้เชื่อว่า น่าจะใช้เครือข่ายคลองในท้องที่ธนบุรี หรือฝั่งซ้ายเจ้าพระยา มากกว่าท้องที่อื่น

๒ ตามหาคลองขวาง
ไม่พบว่า มีผู้ใดสนใจค้นหาคลองขวางบางจาก ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายนิราศรุ่นใด

กรมศิลปากรสรุปเส้นทางว่า "เดินทางจากกรุงเทพฯ โดยทางเรือ ออกจากท่าวัดระฆังโฆสิตาราม
ไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านคลองบางจาก พระบรมมหาราชวัง สามเสน"
(ประชุมวรรณคดีเรื่อง พระพุทธบาท : ๒๕๕๖)
โดยไม่ตั้งข้อสงสัยว่า ที่จริง กวีมิได้เอ่ยถึงอารามและพระบรมมหาราชวังเลย อีกทั้งหากออกจากท่าน้ำวัดระฆังจริง
จะไปเจอคลองบางจากได้อย่างไร ในเมื่ออยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกมากกว่า ๑๐ กิโลเมตร
เป็นการย้อนเส้นทางเสียเปล่าๆ

ส่วนคณะนักเรียนจากโรงเรียนไผทอุดมศึกษา (Digital Library for SchoolNet, nectec : 2456) วางตำแหน่งคลองขวางไว้ที่ คลองทวีวัฒนา
ข้อเสนอนี้ เป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ
๑ คลองทวีวัฒนา อยู่ลึกไปจากแม่น้ำเจ้าพระยามากกว่า ๑๕ กิโลเมตร ยากจะมาถึงตลาดขวัญได้ใน ๓ ชั่วโมง
๒ คลองนี้ เริ่มขุดเมื่อ พศ. ๒๔๒๑ สมัยรัชกาลที่ห้า เชื่อมคลองมหาสวัสดิ์กับคลองภาษีเจริญ ห่างช่วงเวลาในนิราศมากเกินไป

เราจึงต้องมองหาคลองขวางเส้นใหม่

หากเปลี่ยนมาสนใจตำบลบางจากคู่กับคลองขวาง การสำรวจน่าจะง่ายขึ้น
ปัจจุบัน ในท้องที่ธนบุรี เราพบชื่อบางจากและคลองขวางอยู่ในอาณาบริเวณต่อเชื่อมกัน คือแขวงบางจากและแขวงคลองขวาง
ต่างก็อยู่ติดกันในเขตภาษีเจริญ (ในแผนที่ หมายเลข ๖ คือเขตบางจาก และ ๒ คือเขตคลองขวาง)


ประเด็นสำคัญคือ เขตแขวงคลองขวางนั้น กำหนดจากคลองขุดเส้นหนึ่งเป็นหลัก
คลองนี้น่าจะเป็นที่มาของคำว่าคลองขวาง ตั้งแต่สมัยที่ขุดสำเร็จ แล้วเรียกติดต่อกันมาถึงสมัยแบ่งการปกครองรูปแบบใหม่
ปัจจุบันเรียกว่าคลองราชมนตรี ตามชื่อผู้ขุด คือ พระยาราชมนตรี ภู่ ต้นตระกูลภมรมนตรี

๓ "คลองขวางนั้นเป็นอย่างไร"
ในปริมณฑลกรุงเทพ มีคลองขวางหลายแห่ง เช่น
คลองขวาง ภาษีเจริญ
คลองขวาง บางโพ
คลองขวาง บางคอแหลม
คลองขวาง ไทรน้อย
คลองนครเนื่องเขต (คลองขวาง) ฉะเชิงเทรา

มีลักษณะร่วมคือ เป็นคลองขุด และเป็นคลองเชื่อมต่อระหว่างคลองใหญ่
ในฝั่งตะวันตกของพระนคร ไม่เคยมีการขุดคลองเช่นนี้เลย คลองแรกก็คือคลองราชมนตรีในรัชกาลที่สาม
หมายความว่า ไม่มีคลองขวางในรัชกาลที่หนึ่งหรือ สอง

นิราศที่เอ่ยถึงคลองนี้ จึงแต่งก่อนรัชกาลที่สาม มิได้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2023, 09:39:49 PM »
๕ พระกลดหักทองขวาง และ ปีเถาะ
เมื่อรู้แน่ชัดว่านิราศนี้แต่งในรัชกาลที่สาม พระวินิจฉัยของสมเด็จฯ เป็นอันใช้ไม่ได้
"จัน" จากนิราศนี้ ยังจะเกี่ยวข้องกับสุนทรภู่อีกหรือไม่ หรือสุนทรภู่จะยังเป็นเจ้าของผลงานหรือเปล่า
"เจ้าเณรน้อย" ก็มิใช่พระองค์เจ้าวาสุกรี กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส (๒๓๓๓-๒๓๙๖) อีกต่อไป
ข้อเท็จจริงนี้ จะพาเราไปสู่พรมแดนความรู้ใหม่ๆ อันใดบ้าง

"พระกลดหักทองขวาง" และ "ปีเถาะ" จะเป็นสิ่งนำทาง

"เจ้าเณรน้อยเสด็จมาดูน่ารัก พระกลดหักทองขวางกางถวาย
พี่เหลียวพบหลบตกลงเจียนตาย กรตะกายกลิ้งก้อนศิลาตาม"

ข้อความนี้มีประเด็นสำคัญ ๒ ประการคือ
สามเณรนี้ยังเป็นเด็กน้อย และสูงศักดิ์ระดับพระเจ้าแผ่นดินหรือต่ำกว่าเพียงเล็กน้อย
ถ้าเชื่อว่า นิราศแต่งในปี ๒๓๕๐ ปีนั้นสามเณรพระองค์เจ้าวาสุกรีก็พระชนม์ ๑๗ เป็นหนุ่มแล้ว
ไม่สมคำว่า "เณรน้อยน่ารัก"
(เจ้าฟ้าฉิมหรือกรมหลวงอิศรสุนทร พระชนม์ ๑๘ มีพระโอรส เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์พระชนม์ ๑๔ มีพระธิดา)
การที่เชื่อว่าเจ้าเณรน้อยคือพระองค์เจ้าวาสุกรี จึงไม่สมเหตุผลมา ๑๐๐ ปีแล้ว โดยปราศจากผู้ใดนึกเฉลียวใจ


สามเณรน้อย เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ๒๔๐๙

อีกประเด็นคือ "พระกลดหักทองขวาง" ไม่ใช่เครื่องราชูปโภคสามัญ
ที่จริงใช้ได้กับพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น ชั้นพระองค์เจ้าไม่มีสิทธิ
ในขบวนตามเสด็จพระบรมศพที่เพิ่งผ่านมา แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวและเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า
ยังใช้เพียงกลดผ้าขาวเท่านั้น



ในขบวนเสด็จเลียบพระนคร ใช้พระกลดหักทองขวางเต็มตามพระราชอิสริยยศ





ข้อนี้เจ้านายชั้นสูงระดับนักปราชญ์อย่างสมเด็จฯ ดำรง ทรงละเลยไปได้อย่างน่าพิศวง
ผู้ศึกษาต่อมาก็มองข้ามไปเช่นกัน

สำหรับปีเถาะในรัชกาลที่สาม มีได้ ๒ ครั้งคือ พศ. ๒๓๗๔ และ พศ. ๒๓๘๖
ล้วนมีข้อมูลว่าสุนทรภู่ไม่อาจเกี่ยวข้องกับนิราศนี้ได้เลย
ในพ.ศ. ๒๓๘๕ นั้น ท่านเป็นกวีสูงวัยมากแล้ว บอกไว้ในรำพันพิลาปว่ามีลูก
ถูกปอบกินที่ด่านกาญจน์บุรี แล้วมาถูกลักเมื่อกลับจากพิศีโลกอีก
ลูกคงไม่เล็ก จึงพาออกตระเวณไพรได้หลายเพลา หลายหัวเมือง ประเด็นสำคัญคือท่านบวชเป็นภิกษุ
ย่อมไม่ใช่หนุ่มกำยำที่เพิ่งจะลานางมาเข้าขบวนเสด็จ เป็นฝีพายนอนแผ่หราริมฝั่งน้ำกับเพื่อนๆ

ส่วนปี ๒๓๗๔ ยิ่งไปไม่ได้ เรื่องนี้ ท่านเล่าไว้อีกเช่นกัน ว่าเวลานั้นกำลังบวชอยู่
เจ้าฟ้ากุณฑลนำพระโอรส ๒ องค์มามอบเป็นศิษย์"เสด็จมาปราศรัยถึงในกุฎี"
"ในวันนั้นวันอังคารพยานอยู่ ปีฉลูเอกศกแรมหกค่ำ"
ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๗๒
สองพระองค์คือ เจ้าฟ้ากลาง (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์) พระชันษาราว ๑๐ ปี
และเจ้าฟ้าปิ๋ว พระชันษา ๗ ปี
สอนได้สัก ๑ หรือ ๒ ปี ก็ต้องหยุด อ้างว่าจะออกตระเวณป่า
"จะนิราศแรมไปไพรพฤกษา ต่อถึงพระวะษาอื่นจักคืนมา พระยอดฟ้าสององค์จงเจริญ"
แต่เมื่อเทียบอายุ ก็อาจจะเป็นเพราะเจ้าฟ้ากลาง ถึงเกณฑ์โสกันต์แล้วต่อด้วยต้องบรรพชาสามเณร ก็เป็นได้

ช่วงอายุของเจ้าฟ้ากลางนี้เอง
ทำให้ "เจ้าเณรน้อย" และ "พระกลดหักทองขวาง" มาประกอบกับ "พระหน่อสุริย์วงศ์"
กลายเป็นหลักฐานชี้ขาดในการชำระประวัติวรรณคดีครั้งนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2023, 10:43:23 PM »
๖ พระหน่อสุริย์วงศ์ทรงพระนาม
กวีเอ่ยถึง "พระหน่อสุริย์วงศ์" ไว้ ๒ องค์ คือ พระหน่อสุริย์วงศ์ทรงพระนาม และ พระหน่อสุริย์วงศ์พระวังหลัง
"ถึงวัดธารมาใหม่ใจระย่อ ของพระหน่อสุริยวงศ์พระวังหลัง อุตส่าห์ทรงศรัทธามาประทัง อารามรั้งหรือมางามอร่ามทอง"
พระหน่อองค์นี้ ระบุชัดว่าคือกรมพระราชวังหลัง ถ้าสุนทรภู่แต่งนิราศนี้จริง
ก็น่าประหลาดใจว่า มาถึงวัดของเจ้านายทั้งที ไม่แสดงความอาลัยหรือผูกพันธ์เลยทั้งที่เพิ่งสวรรคต
และมีงานพระเมรุไปเพียง ๑๐ กว่าเดือน ทั้งเป็นเหตุให้ได้รับอภัยโทษ
ต่างกับที่พรรณาถึงพระคุณเจ้านายอีกพระองค์อย่างซาบซึ้งในนิราศวัดเจ้าฟ้า

สมเด็จฯ ไม่ทรงแสดงหลักฐานที่ระบุพระหน่ออีกองค์เป็นพระองค์เจ้าปฐมวงศ์
และสามเณรน้อยเป็นพระองค์เจ้าวาสุกรี นอกจากคำว่า "พิเคราะห์ตามศักราช"
"เมื่อสุนทรภู่ตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปพระพุทธบาทคราวที่แต่งนิราศ ...ครั้นขึ้นเดินบก จะเปนด้วยสุนทรภู่ไปเมาเหล้าหรืออย่างไร ถูกเขาแกล้งให้ขึ้นขี่คอช้างตัวบ่มมันที่ต้องให้นำไปข้างหน้า....กล่าวในนิราศว่า ไปเที่ยวทางเขาขาด พบ (พระองค์) เจ้าสามเณพระองค์ ๑ กั้นพระกลดหักทองขวางเสด็จมาทางนั้น พิเคราะห์ตามศักราช เห็นว่า จะเปนสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เพราะเวลานั้น ทรงผนวชเปนสามเณรอยู่แล้ว"

ตามกฏมณเฑียรบาลแล้ว
ศัพท์ "พระหน่อ" ไม่สามารถใช้กับเจ้านายระดับพระองค์เจ้าที่พระมารดาเป็นสามัญชน
เช่นพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ หรือมารดาเป็นบุตรีพระราชาเศรษฐีจีน ผู้นำชุมชนเจ้าของที่ดินแปลงที่ถูก
"ไล่ที่ทำวัง" อย่างพระองค์เจ้าวาสุกรี

คำนี้ แผลงมาจาก "หน่อพุทธางกูร" หรือ “สมเด็จหน่อพุทธเจ้า” หมายถึง
"สมเด็จพระบรมราชโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จอัครมเหสี"(กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ๒๔๖๗ มาตรา ๔ (๔)) ในรัชกาลที่หก ก่อนสวรรคตทรงพระราชนิพนธ์กลอน "ลำปลาทอง" สำหรับพระราชพิธีสมโภชเดือนพระโอรสที่จะประสูติ เริ่มต้นว่า
"พระเอยพระหน่อนาถ งามพิลาสดังดวงมณีใส..."
แม้จะประสูติเป็นพระธิดา ข้าราชบริพารก็ยังขนานพระนามเจ้าฟ้าเพชรัตน์ฯ ว่า "พระหน่อนาถ"

เจ้าครอกทองอยู่พระมารดาพระองค์เจ้าปฐมวงศ์นั้น เป็นเพียงนางข้าหลวงของเจ้าฟ้าพระราชธิดาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  เป็นสามัญชนที่สมรสกับสามัญชน คือหลวงฤทธินายเวร (พระยาสุริยอภัย)
หลานชายเจ้าพระยาจักรี สมัยธนบุรี แม้หลังเปลี่ยนแผ่นดินแล้วสามีได้เป็นกรมพระราชวังหลัง
ท่านก็มิได้รับสถาปนาขึ้นเป็นเจ้า บุตรที่กำเนิดจึงเป็นได้เพียงหม่อมเจ้า ถึงโปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้า
ก็ยังมีศักดิ์โดยกำเนิดไม่ถึงเป็น "พระหน่อ"

อย่างไรก็ดี แม้กรมพระราชวังหลังเองซึ่งไม่ควรใช้พระสมัญญานี้ เพราะเป็นเจ้าฟ้าชั้นตรี
(โปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้น)(ดูพระบรมราชาธิบายเรื่องโสกันต์ของรัชกาลที่สี่ ประกอบ)
กวีกลับเรียกขานว่า "พระหน่อสุริย์วงศ์พระวังหลัง" ซึ่งเกินฐานะไปมาก
ส่อว่า จะไม่ใช่ผู้ที่เคร่งครัดในราชประเพณี ไม่สมกับเป็นสุนทรภู่ที่เป็นครูสอนเจ้าฟ้าถึง ๓ พระองค์
ยิ่งกว่านั้น ยังยกย่องพระองค์เจ้าตั้ง ในลำดับเดียวกับเจ้าฟ้าพระราชบิดา
ผิดอย่างธรรมเนียมอย่างไม่น่าเป็นไปได้

พระหน่อองค์แรกจึงไม่น่าใช่โอรสพระหน่อองค์ที่สอง
แต่เป็นเจ้านายทรงผนวชที่มีลำดับศักดิ์สูงส่งอยู่ในวันที่แต่งนิราศ
เราจึงอาจตามหา "พระหน่อ" ในรัชกาลที่สามตามคุณสมบัตินี้ได้ไม่ยาก
เพราะมีความเป็นไปได้เพียง ๕ พระองค์ คือ
เจ้าฟ้ามงกุฎ (๒๓๔๗-๒๔๑๑) เจ้าฟ้าชั้นเอก
เจ้าฟ้าจุฑามณี (๒๓๕๑-๒๔๐๘) เจ้าฟ้าชั้นเอก
เจ้าฟ้าอาภรณ์ (๒๓๕๙-๒๓๙๑) เจ้าฟ้าชั้นโท
เจ้าฟ้ากลาง มหามาลา (๒๓๖๒-๒๔๒๙) เจ้าฟ้าชั้นโท
เจ้าฟ้าปิ๋ว (๒๓๖๕-๒๓๘๓) เจ้าฟ้าชั้นโท

พิจารณาอย่างเข้มงวด แม้แต่ ๓ พระองค์หลังก็ต้องตัดออก
เพราะพระมารดามิได้เป็นอัครมเหสี เป็นพระหน่อมิได้
หรือแม้แต่ถูกยกขึ้นมา พระชนม์ก็ไม่ตรงกับที่จะผนวชพระได้ในปีเถาะ ๒๓๗๔
ส่วนเจ้าฟ้าจุฑามณี ก็ทรงผนวชและลาสิกขาตั้งแต่ปีฉลู ๒๓๗๒ ก่อนปีเถาะถึง ๒ ปี
เหลือเพียงพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ที่ทรงผนวชมาตั้งแต่ปีวอก ๒๓๖๗ ถึงปีกุน ๒๓๙๔ ผ่านปีเถาะทั้ง ๒ ครั้ง
อีกทั้งทรงมีศักดิฐานะเป็น "พระหน่อสุริยวงศ์" ตามเงื่อนไขกฏมณเฑียรบาลโดยสมบูรณ์

จึงสรุปได้ว่านิราศพระบาท แต่งโดยกวีที่ตามเสด็จกระบวนนมัสการพระพุทธบาทของพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ
เมื่อสิบสองค่ำเดือนสาม ปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔ เรื่องราวที่ต่อเนื่องก็เชื่อมสัมพันธ์กันได้ทั้งหมด

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 13 มีนาคม 2023, 03:33:07 PM »
๗ ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท
มุลิกา มาจาก มูลิกากร หมายถึง ข้าทูลละอองธุลีพระบาท
https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31920

ในนิราศภูเขาทอง สุนทรภู่เขียนอาลัยถึงพระเจ้าแผ่นดิน ว่า
"จะสร้างพรตอดส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤฒิฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"
ทำไมในนิราศพระบาทจึงใช้ศัพท์ "มุลิกา" กับเจ้านายระดับพระองค์เจ้า
พิจารณาจากการใช้ศัพท์ เห็นชัดว่าตั้งใจใช้อย่างประณีต หาใช่กลอนพาไปอย่างกวีสามาญไม่

ต่อไปนี้ จะลองประมวลศัพท์สูงในนิราศพระบาทให้พิจารณา อาจชี้ชัดได้ว่า เจ้านายของกวีมีสถานะใด
ขบวนเสด็จนี้ มีกองช้าง ๒๐ เชือก มีกองหมอ(ควาญผู้ชำนาญ) มีช้างดั้ง ช้างทรง
มีสี่เวร (มหาดเล็ก เวรศักดิ์ เวรสิทธิ์ เวรฤทธิ์ เวรเดช) มีล้อมวง มีนางชาวใน


ทั้งหมด เป็นขบวนเสด็จพระเจ้าแผ่นดิน แต่ประธานของขบวน เป็นเจ้านายที่ทรงผนวช เอ่ยถึงว่า
พงศ์นารายณ์นรินทร์วงศ์ที่ทรงญาณ ....พระหน่อสุริยวงศ์ทรงสิกขา
ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในช่วงชีวิตของสุนทรภู่ พระภิกษุระดับนี้ มีพระองค์เดียว

คือพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ "วชิรญาณภิกขุ"

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 17 มีนาคม 2023, 11:47:42 PM »
ทั้งหมดที่พรรณามา เป็นเพียงความบกพร่องจากการศึกษานิราศ ๒ เรื่อง
ถ้าครบทุกเรื่อง คงน่าอนาถนัก

จึงขอจบหัวข้อนี้ แต่เพียงเท่านี้
ขอบคุณที่ตามอ่านมาจนจบ

 krb

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1382
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 18 มีนาคม 2023, 10:45:19 AM »
จบสะแล้ว ขอบคุณพี่สำหรับข้อมูลดีๆ เป็นเรื่องที่ต้องชำระประวัติของสุนทรภู่กันต่อไป

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: 23 มีนาคม 2023, 06:34:57 PM »
ส่งท้าย

ที่จริง  ยังมีประเด็นความผิดพลาดในนิราศพระบาทให้พิจารณาอีกมาก เช่นเรื่องผนังและแผ่นเงินปูพื้น
"ผนังในกุฎีทั้งสี่ด้าน โอฬาร์ฬารทองทาฝาผนัง จำเพาะมีสี่ด้านทวารบัง ที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาม"
ตามงานเขียนของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ และนายโหมด คนทำเสื่อเงินด้วยตัวเอง
ล้วนระบุว่าเป็นการตกแต่งครั้งรัชกาลที่สาม

ถ้าเป็นครั้งรัชกาลที่หนึ่ง ผนังเพียงล่องชาดไว้ ยังไม่ได้ปิดทอง เพราะไม่มีเวลา
ส่วนพื้น ปูหินธรรมดา ไม่ใช่แผ่นเงินหรือเสื่อเงิน

แต่ยิ่งขุดลึก ก็จะเป็นการขุดศพมาประจาน จึงขอสรุปเพียงว่า สมเด็จฯ ดำรง เป็นนักประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าเชื่อถือสักเท่าใด
แต่คนที่นำพระนิพนธ์มาใช้ ใช้ไม่ได้เสียยิ่งกว่า อยู่ในยุคสมัยที่สะดวกในการตรวจสอบข้อมูลมากกว่า
กลับทอดธุระ คิดแต่เพียงฉวยผลงานที่มีมาก่อน มาใช้ประโยชน์

ความอุตสาหะสักนิดก็ไม่มี

จบจริงๆ ละครับ ครั้งนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8422
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: ๑๐๐ ปี ประวัติสุนทรภู่
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2023, 01:04:37 AM »
เพิ่มเติม

สุนทรภู่ไม่ได้แต่งนิราศเมืองเพชร

เนื้อเรื่องยืนยันว่าแต่งในรัชกาลที่สาม เพราะตอนผ่านวัดราชโอรส กวีบอกว่า
"ในพระโกษฐ์โปรดปรานประทานนาม โอรสราชอารามงามเจริญ"
วัดนี้รัชกาลที่สองพระราชทานนาม เวลานี้สวรรคตไปแล้ว

ต่อมา มีคำว่า "ปีระกา นิราร้าง"
รัชกาลที่สาม มีปีระกา ๓ ครั้ง ๒๓๖๘ ๒๓๘๐ ๒๓๙๒ จะเป็นปีใด เนื้อเรื่องบอกได้

กวี มีเพื่อนสนิทเป็นขุนรองน้องขุนแพ่ง เคยลำบากมาด้วยกัน จากกันเพราะกวีเข้าบางกอก
ต่อมาขุนแพ่งตายในศึกลาว กวีได้กลับมาร่วมงานศพ ขุนรองสืบตำแหน่งต่อ
เนื้อหาตรงนี้ ช่วยกำหนดปีได้ชัดเจนว่า
๒๓๖๘ เดือนสี่ปีระกา กวีเข้าบางกอก
๒๓๖๙-๒๓๗๐ เกิดศึกลาว ขุนแพ่งตาย กวีมาเยี่ยมศพ


สอบปีที่เกิดเหตุการณ์กับประวัติสุนทรภู่ พบความไม่ลงรอยชัดเจน

ในเพลงยาวถวายโอวาท สุนทรภู่อ้างตัวเองว่าเป็น "อาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว" เคยสอนหนังสือเจ้าฟ้าอาภรณ์
ปี ๒๓๗๒ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี นำเจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋วมาเป็นศิษย์ "ถึงในกุฎี" แสดงว่าบวชอยู่

หมายความว่า ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่สอง สุนทรภู่เป็นอาลักษ์และเป็นครูสอนเจ้าฟ้า เมื่อบวชก็ยังเป็นครูพระสอนเจ้าฟ้าอีก

ส่วนกวีเมืองเพชรนั้นเป็นคนสามัญอยู่ แม้จนวันที่แต่งนิราศ เป็นคนพริบพรีที่มาอยู่บางกอก
เคยตกยากเป็นบ้าต้องหนีไปซ่อนในถ้ำ

ในขณะที่สุนทรภู่ แต่เด็กเรียนหนังสือที่วัดชีปะขาว โตขึ้นได้เป็นอาลักษณ์
รับเขียนเพลงยาวมีชื่อเสียงลือเลื่อง
จะมีเจ้านายเป็น "เสด็จ" มิได้

อาลักษณ์นั้นสังกัดวังหลวงและวังหน้าเท่านั้น

กวีเมืองเพชรจึงไม่มีศักดิฐานะสูงพอจะอวดตัวว่า
"อันหม่อมฉันนั้นที่ดีและชั่ว ถึงลับตัวก็แต่ชื่อเขาลือฉาว เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร"

ท่านจึงมิใช่สุนทรภู่