ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องน่ารู้  (อ่าน 9565 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
เรื่องน่ารู้
« เมื่อ: 04 ตุลาคม 2017, 11:26:25 AM »
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=uaE_3EavPv8" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=uaE_3EavPv8</a>

ฝรั่งจากวงการ f1 มาปรับแต่งเรือแข่งชาวบ้านไทย

สารคดีนี้ เรียกเรือท้องแบนวิ่งเร็วว่า "เรือหางยาว"
สมัยผมเป็นวัยรุ่น เรือนี้เพิ่งมี เราเรียกว่า "เรือเต๊บ"
ส่วนเรือหางยาวเป็นอีกแบบ คือที่วิ่งในคลองแสนแสบสมัยแรกๆ

ใครคิดก็ไม่รู้ ผมเห็นครั้งแรก ราวๆ 2518 ที่ตลาดบางแค จอดกันเป็นร้อยๆ ลำ
เรือเต๊บมีลักษณะพิเศษหลายอย่าง
ท้องแบน ทำเป็นสองลอน นั่งได้มากสุดแค่ 4 คน ไม่นับคนขับ
เสียงดังมาก คลื่นน้อย ที่สำคัญ วิ่งมาเร็วแค่ใหน ยกหางขึ้น หยุดทันที
นานๆ ผมจะใช้บริการสักที เพราะแพง จะใช้เมื่อเรือหางยาวหมด (2 ทุ่มเป็นต้นไป)
เหมาทีละ 20 บาท เด็กนักเรียนสู้ไม่ไหว

ในคลิบ เขาพยายามใช้หลักวิชามาปรับปรุงเรือ เริ่มด้วย
กรุท้องเรือด้วยวัสดุใหม่ ลดแรงเสียดทานเพราะมีผิวแบบลูกกอล์ฟ
ใส่สกูฟดูดอากาศไปปล่อยที่ท้องเรือ ให้ออกตัวเร็วขึ้น
สุดท้าย ออกแบบท่อไอเสียใหม่

ทำให้เพิ่มความเร็วจาก 95 มาเป็น 110 กม/ชม.
ดูเผินๆ ฝรั่งคนนี้น่าจะเจ๋ง

ช้าก่อน
เรือแข่งปกติ ทำได้ 120 กม/ชม. อยู่แล้ว ไม่ต้องให้ฝรั่งมาช่วยด้วยซ้ำ
ที่ว่าออกตัวได้เร็ว ปรากฏว่า ไม่เร็วจริง ช้ากว่าคู่แข่งเห็นๆ
สุดท้าย จอดแค่รอบสอง เครื่องร้อน น๊อคครับ

นึกถึงม้อตโต้เจ้าป๊อก

"ฝรั่งไม่ได้ฉลาด...."

แต่สารคดีนี้ทำดีครับ ยาวไปหน่อย ตั้ง 45 นาที
ที่จริงตัดเหลือ 8 นาทีจะสนุกกว่านี้
ที่ยาวเพราะเป็นสไตล์ฝรั่ง เพ้อเจ้อ อัดความรู้มากไป

vichien

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 198
  • Like: 2
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2017, 09:05:11 AM »
เรือสองตอน (คนดำเนินบ้านผม เค้าเรียกกัน) สมัยเด็ก นั่งบ่อยครับ ยิ่งเรือหางยาวนี่ประจำ เรือสองตอนนี่ตอนวิ่งกระแทก เสียว กว่าที่คิดเยอะ
คนขับ นี่ก็ต้องมือเก๋าด้วยนะครับ ไม่งั้นเอาเรือไม่อยู่ ครั้นจะขับแบบ เนิบๆ มันก็เสียศักดิ์ศรีหมด

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2017, 09:51:32 AM »
บางทีเรือพวกนี้จะเริ่มต้นแถวราชบุรี ดำเนิน บ้านโป่ง ก็เป็นได้
สมัยเด็กผมเคยอยู่บ้านโป่ง ช่างเครื่องแยะมาก เรือเครื่องก็แยะมาก

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2017, 09:59:52 AM »
http://news.siamzaa.net/6431/
โคตรเจ๋ง !! สองพี่น้อง ลำพูน ผลิตรถยนต์ และ รถจักรยานยนต์ไม่ใช้น้ำมันใช้ไฟฟ้า ราคาบอกเลยถูกสุดๆ !??

นายณัฐพงษ์ ผู้น้อง เรียนจบด้านสาขาช่างยนต์มา ส่วนพี่ชายชื่อวีระศักดิ์ แป้นพ่วง อายุ 29 ปี โดยแนวคิดเริ่มจากพี่ชาย ที่เรียนจบสาขาช่างไฟฟ้ากำลัง ได้เริ่มออกแบบและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช้น้ำมันเลย ผลิตเมื่อ 2 เดือนก่อน ตนก็มีส่วนร่วมทำกับพี่ชาย

นายณัฐพงษ์ได้เล่าต่อไปว่า ตนก็ได้แนวคิดนี้มาจากพี่ชายจึงลองผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดูบ้างโดยไปซื้อรถจักรยานยนต์มาคันหนึ่งแล้วก็ออกแบบผลิตโครงสร้างขึ้นมาโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กฝังไว้บริเวณล้อหลัง รื้อระบบทั้งหมดทั้งไฟกล่องคอนโทรลเลอร์ ไฟหน้า ไฟระบบเบรก ไฟเลี้ยวไฟเรือนไมล์และอีกหลายอย่าง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 วัน ความเร็วขณะนี้สามารถวิ่งได้ประมาณ 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เสียงเงียบ และวิ่งได้ประมาณ 100-120 กิโลเมตร ต่อการชาร์ตไฟ 6 ชั่วโมง ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาให้ดีดีกว่าเดิมส่วนราคาการผลิตทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทเศษ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขณะนี้ผลิตทดลองใช้เองยังไม่มีออเดอร์ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าของพี่ชายมีออเดอร์รออยู่ ก็กำลังช่วยกันเร่งผลิต




http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9600000044194
เจ๋ง! จนต้องแชร์ “วีระศักดิ์ แป้นพ่วง” ผู้จุดประกายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ไทย

 รถไฟฟ้าที่จะสร้างได้หัวใจหลักๆ อุปกรณ์หลักๆ จะมีมอเตอร์ก่อนเลยครับ แล้วก็กล่องคอนโทรลเลอร์เพื่อควบคุมมอเตอร์ แบตเตอรี่ BMS เพื่อควบคุมแบตเตอรี่ ตัวชาร์จ หลักๆ มีแค่นี้ หลังจากนี้ก็จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างตัวถังรถแล้วก็บอดี้ รวมถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ซึ่งคันนี้อยู่ในขั้นตอนกำลังจะทดสอบ กำลังจะแพ็กแบตเตอรี่ รอรวบรวมเงินสั่งซื้อแบตเตอรี่และก็ถอดโมบอดี้ จุดยึด จุดรับ หลักๆ มีเท่านี้และก็จะมีเพิ่มเติมเป็นระบบแอร์ ก็เสร็จทดสอบจบงาน
       
       รถคันนี้ถ้าเทียบกับคันเก่าที่เคยทำแล้วเป็นสามล้อทำความเร็วเดิม 110 คันนี้ วิ่งได้ระยะทาง 100 กิโลเมตร คันนี้ความเร็วก็จะอยู่ที่ 170 กิโลเมตร วิ่งได้ระยะทางถึง 240 กิโลเมตรต่อครั้ง ราคาก็ต่างกันเยอะ คันแรกสามล้อต้นทุนหยาบๆ ไม่ลงรายละเอียดเดิมอยู่ที่ 3 แสน 9 หมื่น บาท คันนี้ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 1 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น 1 ล้านบาท เป็นทำแล้วทิ้ง ทำเสีย ทำแบบทดลองผิดถูก ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าทำเป๊ะๆ ทำโดยที่เรารู้หมดทุกอย่างแล้ว อาจจะอยู่ที่ประมาณสัก 7-8 แสนบาท ราคาก็ถูกกว่าที่จะนำเข้าแน่นอน แล้วถูกกว่ารถยนต์ธรรมดาปกติที่ใช้ ก็ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นให้ได้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2017, 07:39:16 PM »
สำหรับคนชอบตึกและสิ่งก่อสร้าง แชนแนลนี้ทำดีมากครับ
สั้น สวย กระชับ ข้อมูลดี ประเด็นเท่ ทันสมัย

https://www.youtube.com/channel/UCl1A3DVhQV-AXtIgGwbpoug/videos

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=c7wfbvC71-g" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=c7wfbvC71-g</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=mmqMvxb9Vic" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=mmqMvxb9Vic</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=aVJcPWgCDHQ" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=aVJcPWgCDHQ</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=JmiKWTRoiMk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=JmiKWTRoiMk</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=DIFvYHBGtmE" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=DIFvYHBGtmE</a>

K. PJ

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6027
  • Like: 8
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2017, 08:03:44 PM »
เก่งมากครับ.... อยู่ลำพูนด้วย... ถ้าผมยังอยู่​ที่นั่นคงไปลองขี่ดูแน่ๆ​ ครับ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2017, 08:40:48 PM »
เสียดายที่มาอยู่เมืองไทย

ประเทศนี้ คน 90 เปอร์เซ็นต์มีคุณภาพปานกลางถึงดี
อีก 10 เปอร์เซ็นต์ที่คุมประเทศกลับปัญญาอ่อน
คิดและทำแต่เรื่องโง่ๆ โลกแคบ เห็นแก่ตัว เป็นคนล้าหลังถึง 20 ปี
แต่ดันเป็นชนชั้นออกนโยบาย

เรื่องรถไฟฟ้านี่ น้องสองคนคิดเท่ากับโลกภายนอก
แต่เชื่อเหอะ จะโดนฆ่าตัดตอนในไม่ช้า เพราะมันกระทบอุตสาหกรรมหลัก

เฮ้อ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 04 พฤศจิกายน 2017, 04:27:45 PM »


เรื่องไม่ฉลาดในสังคมที่ไม่ฉลาดยิ่งกว่า

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9600000111454


เฟซบุ๊ก Sornsak Ott Ekkarattana ของนายศรศักดิ์ เอกรัตน์ เจ้าของร้านอาหาร เดอะ วิเวอร์ไซด์ บาร์ แอยด์ เรสโทรองต์ ถนนเจริญราษฎร์ ริมแม่น้ำปิง ต.วัดเกต อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ ได้เปิดเผยความในใจถึงการละเล่นโคมลอย ที่ถูกโยงไปถึงประเพณียี่เป็ง หรือ ประเพณีลอยกระทงแบบล้านนา ระบุว่า เรื่องที่ตนเสียใจมากที่สุด คือ เรื่องโคมลอย

นายศรศักดิ์ อธิบายว่า ประเพณียี่เป็งที่แท้จริง มีแต่แห่ขบวนประกวดกระทงและมีนางนพมาศนั่ง แล้วริมน้ำทุกแห่งโดยเฉพาะริมแม่น้ำปิงจะมีคนมาลอยกระทงกันเนืองแน่นเช่นเชิงสะพานนวรัฐและหน้าที่ทำการเทศบาล ท่าน้ำหลังวัดต่างๆ ในน้ำจะเต็มไปด้วยกระทงจุดเทียนไขไหลรวมกัน ส่องสว่างมองดูเหมือนแม่น้ำไฟ สวยงามติดตา ขณะที่บนท้องฟ้ามีเพียงพระจันทร์เต็มดวง

กระทั่งมาถึงปี 2541 ในยุคนั้นถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพยังปล่อยให้คนขับรถขึ้นไปชมวิวแสงไฟของตัวเมืองยามราตรี ก่อนที่ภายหลังจะห้ามขึ้นดอยตอนกลางคืน เพราะมีกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุม คืนนั้นตนเหลือบมองบนท้องฟ้าด้านวัดพระธาตุดอยสุเทพเห็นดวงไฟประหลาดลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นระลอก สวยงามมากมีฉากหลังเป็นพระจันทร์เต็มดวง ด้วยความอยากรู้จึงขับรถขึ้นไป แล้วเดินขึ้นบันไดนาค


พบผู้สูงอายุ 2-3 คน กำลังกำลังจุดไฟปล่อยโคมดังกล่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า ถามว่าคืออะไร ได้รับคำตอบว่า มันคือ "ว่าวไฟ" ด้วยความที่ไม่เคยพบเห็นว่า ถามว่าจุดทำไม ได้รับคำตอบว่า จุดไปไหว้พระจุฬามณีอะไรสักอย่าง ซึ่งตนไม่สนใจ แต่สนใจที่ว่า ตนทำร้านอาหารริมน้ำปิง และมองว่าน่าจะเป็นจุดขายไว้ให้ลูกค้าตื่นตาคืนลอยกระทงที่กำลังจะมาถึง สอบถามแหล่งผลิตระบุว่า ที่บ้านบ่อสร้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มีสะหล่า (ช่าง) ทำว่าวและทำดอกไม้ไฟโคมไฟต่างๆ เขารับทำ

รุ่งขึ้น ตนจึงรีบไปหาแล้วสั่งทำจำนวน 50 ลูก สะหล่าคนดังกล่าวไม่เชื่อว่าจะสั่งเยอะขนาดนั้น ต้องชำระเงินล่วงหน้า เมื่อได้มาแล้วคืนลอยกระทงของปีนั้นก็มาจุดโคมลอยปล่อยขึ้นฟ้าที่ท่าน้ำหลังร้านทุกครึ่งชั่วโมง ผลก็คือได้รับความสนใจจากคนทั้งในร้านและรอบคุ้งน้ำ มาขอช่วยปล่อยโคมลอยและถ่ายรูปกัน ขณะที่นักพูดชื่อดัง โน้ส อุดม แต้พานิช มาแวะเที่ยวและช่วยปล่อยขึ้นฟ้า ถามว่าเขาเรียกอะไร ตนก็มั่วไปว่า "ปล่อยลอยทุกข์ลอยเคราะห์" แล้วก็ทำแบบนี้ในคืนลอยกระทงปีต่อมา

2-3 ปีผ่านไป ตามแผงขายกระทงริมถนนจะมีโคมลอยวางขายกันทุกแผง ท้องฟ้าเริ่มเต็มไปด้วยโคมลอย เกิดไฟไหม้ร้านค้าในกาดหลวง (ตลาดหลวง) และบ้านเรือนเพราะโคมลอยหล่นใส่ ซ้ำธุดงค์สถานธรรมกายใน อ.แม่โจ้ ปล่อยโคมลอยสู่ฟ้าเป็นหมึ่นลูกอีก ไฟก็ไหม้บ้านชาวบ้านมากขึ้น ในร้านของตนก็มีโคมลอยมาติดยอดต้นฉำฉาริมร้าน กิ่งก้านติดติดไฟอยู่สูงกว่าจะดับได้ก็โกลาหล จึงห้ามนำมาจุดในร้านและไม่ส่งเสริมอีกเลย

ผลที่ตามมาในด้านธุรกิจนั้นแย่มาก เพราะก่อนจะมีโคมลอย จุดศูนย์กลางของเทศกาลลอยกระทงเคยอยู่ที่ริมแม่น้ำกลับคลายความสำคัญลง โต๊ะริมน้ำของร้านที่เคยมีคนมานั่งจับจองตั้งแต่แดดยังไม่ลับฟ้า กลับไม่เป็นเช่นนั้น แม้โต๊ะริมน้ำจะยังเต็ม แต่ความกระตือรือร้นของลูกค้าที่จะมาลอยและชมกระทงริมน้ำนั้นลดลงไปพร้อมกับกระทงในน้ำที่บางตาไปเรื่อยๆ ทุกปี หากเทียบกับบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยโคมไฟ เพราะลอยขึ้นใด้จากทุกที่ของเมือง มันไม่ต้องการแม่น้ำ

"ที่แย่อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมได้ยินวิทยุเขาสัมภาษณ์ท่านผู้รู้ชาวล้านนาคนหนึ่ง แกบอกว่านี่เป็นประเพณีลอยกระทงดั้งเดิมของเชียงใหม่ แล้วทุกภาคส่วนล้วนช่วยกันประชาสัมพันธ์เผยแพร่กันไปทั่วเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ผมยืนยันได้เลยว่ามันไม่เคยมีโคมไฟบ้านี้บนท้องฟ้าเหนือลำน้ำปิง (ที่อื่นไม่ทราบ) ในคืนลอยกระทงก่อนปี พ.ศ. 2541 เลย ที่เล่ามานี้เพียงอยากจะบอกเพื่อนๆ ว่าโคมลอยนี้มันมีอยู่แล้วจริง แต่เพื่อใช้ในการอื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับงานยี่เป็งหรือลอยกระทงเลย อย่ามั่ว ผมและคนเชียงใหม่ทั่วไปก็ไม่เคยรู้จักมันมาก่อน" นายศรศักดิ์ กล่าว


pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2017, 10:24:48 AM »
กูสนุก มึงตาย




รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า หลังจากที่ช่วงการจัดงานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2560 มีการอนุญาตให้ปล่อยโคมลอยได้ ในช่วงเวลา 19.00 -01.00 น.ของคืนวันที่ 3 พ.ย.60 และคืนวันที่ 4 พ.ย.60 วันนี้(5 พ.ย.60) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ แจ้งว่า จากการจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.60 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้สามารถเก็บซากโคมลอยที่ตกลงมาในเขตการบินของท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้จำนวนทั้งสิ้นแล้ว 107 ลูก โดยส่วนใหญ่เป็นโคมลอยที่มีขนาด 0.5- 1 เมตร และมีบางส่วนที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเร่งเก็บซากโคมออกเพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการขึ้นลงของเครื่องบิน

ทั้งนี้ในช่วงการจัดงานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2560 นั้น ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ได้เพิ่มรอบความถี่ในการตรวจทางวิ่ง ทางขับ จากเดิมวันละ 4 ครั้ง เป็น 10 ครั้ง ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ย.60 เพื่อตรวจเก็บซากโคม ที่อาจถูกกระแสลมพัดมาตกในพื้นที่เขตการบินพร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการเก็บโคมลอยและโคมควัน โดยพร้อมออกไปเก็บซาก โคมลอยได้ทันที หากได้รับแจ้งจากหอบังคับการบินหรือจากนักบิน ขณะที่ในช่วงการจัดงานวันที่ 3-4 พ.ย.60 มีเที่ยวบินที่ยกเลิกและเปลี่ยนแปลงเวลาการบิน รวมทั้งสิ้น 187 เที่ยวบิน คิดเป็นร้อยละ 29 ของเที่ยวบินที่ทำการบินทั้งหมด โดยเป็นเที่ยวบินที่ยกเลิก จำนวน 90 เที่ยวบิน กับเที่ยวบินที่เปลี่ยนแปลงเวลาทำการบินจำนวนทั้งสิ้น 97 เที่ยวบิน




pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2018, 02:50:11 PM »
ในเว็บรถไฟไทย มีคนค้นเจอเรื่องรถเมล์ชุดแรก
http://www.portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=3793&start=240

ขอแปะไว้เพราะน่าอ่านครับ

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 72 ตอน 22 ง อาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2498, หน้า 693-706
รถเมล์อีก 14สาย (สาย 36-49)
สาย 36 ท่าน้ำบางกระบือ - วงเวียน 22 กรกฎา
สาย 37 วงเวียนใหญ่ - มหานาค
สาย 38 ซอย วัฒนา (สุขุมวิท 19) - วงเวียน 22 กรกฎา
สาย 39 ดอนเมือง - สนามหลวง
สาย 40 สะพานพระราม 6 - วงเวียนใหญ่
สาย 41 สะพานพระราม 6 - ท่าพรานนก
สาย 42 ท่าพรานนก - วงเวียนท่าพระ
สาย 43 วัดนางนอง - ปากคลองสาน
สาย 44 สามแยกประดิพัทธิ์ - สนามหลวง
สาย 45 สามแยกเกษตร - สะพานขาว
สาย 46 พระโขนง - ถนนวิทยุ
สาย 47 ถนนวิทยุ - ท่าช้างวังหลวง
สาย 48 ซอยสามมิตร (สุขุมวิท 16)- กระทรวงเกษตรฯ
สาย 49 ท่าช้างวังหลวง - สนามบินน้ำปากเกร็ด

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 72 ตอน 94ง D อาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2498, หน้า 2912-2916
ปี 2499 เพิ่มสาย 50 วงเวียนใหญ่ - ป้อมพระจุลจอมเกล้า
และ แก้ทาง สาย 48 ให้ยืดจาก ซอยสามมิตร (สุขุมวิท 16) ไปสุดซอยเกษม (สุขุมวิท 24)

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 73 ตอน 68 ง อาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2499, หน้า 2385-2386
แก้ปลายทางสาย 21 (วงเวียนใหญ่ - วงเวียน 22 กรกฎา) เป็นที่หน้าโรงพยาบาลทหารเรือ ที่สำเหร่ => เปลี่ยนชื่อเป็น สำเหร่ - วงเวียน 22 กรกฎา)

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 74 ตอน 14 ง อาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2500, หน้า 309
แก้เส้นทางฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ยก 1
สาย 3 ตลาดหมอชิต - วงเวียนใหญ่
สาย 5 สถานีรถไฟบางซื่อ - จักรวรรดิ
สาย 6 บุคคโล - ท่าเกษม (ตอนนี้เป็นเชิงสะพานพระราม 8)
สาย 9 Talad Ploo - Samsen Pier
สาย 10 วัดนางนอง - เวทีมวยราชดำเนิน
สาย 15 โรงงานยาสูบบ้านใหม่ (ยานนาวา) - บางลำภู
สาย 16 บางกระบือ - สุรวงศ์ (รถเมล์พีระ)
สาย 17 วัดราชสิงขร - ท่าช้างวังหน้า (ปากคลองคูเมืองเดิมด้านเหนือ)
สาย 19 ธนบุรี - เทเวศน์
สาย 21 สำเหร่ - จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
สาย 27 บางกะปิ - ถนนวิทยุ
สาย 36 สะพานพระราม 6 - วัดปทุมคงคา
สาย 38 หมู่บ้านพิบูลย์เวศม์ (คลองตัน) - วงเวียน 22 กรกฎา
สาย 42 ท่าน้ำพรานนก - หลังวังบูรพา
สาย 43 บางขุนเทียน - สะพานมอญ
สาย 46 สามแยกเกษตร - สะพานขาว
สาย 47 สะพานดำ - กรมที่ดิน

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 74 ตอน 36 ง อาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2500, หน้า 883-890
แก้เส้นทางฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ยก 2
สาย 2 พระโขนง - ปากคลองตลาด
สาย 7 บางแค - นพวงศ์
สาย 8 สาดพร้าว - สะพานพุทธยอดฟ้า
สาย 11 มักกะสัน - วัดโพธิ์
สาย 12 ดินแดง - พลับพลาไชย
สาย 13 คลองเตย - ดินแดง
สาย 14 ศรีย่าน - คลองเตย
สาย 18 บางกระบือ - วัดสระเกศ
สาย 22 ท่าน้ำเกียกกาย - จักรวรรดิ
สาย 23 วงกลมเทเวศน์
สาย 29 ท่าช้างวังหลวง - ดอนเมือง
สาย 33 ปทุมธานี (ท่าน้ำบางพูน) - สนามหลวง
สาย 35 ถนนวิทยุ - ช่องนนทรี
สาย 41 คลองบางกอกน้อย - บางลำภู
สาย 44 ตลาดหมอชิต - สนามหลวง
สาย 46 พระโขนง - สามย่าน
สาย 48 พระโขนง - วัดโพธิ์
สาย 50 วงเวียนใหญ่ - พระประแดง (ท่าหิน) - ป้อมพระจุลจอมเกล้า
สาย 51 ท่าช้างวังหลวง - ปากน้ำ
สาย 52 สามแยก - ปากน้ำ

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 74 ตอน 56 ง อาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2500, หน้า 1438-1445
แก้ไขการเดินรถ:
เลิกสาย 25 วงเวียนเจริญผล
ขยายสาย 7 จากบ้านบางแค ไปที่คลองขวาง => เปลี่ยนชื่อจาก บางแค - นพวงศ์ เป็น คลองขวาง - นพวงศ์
สาย 12 ตัดระยะ จากพลับพลาไชยไปที่กระทรวงพาณิชย์ (ซอยเศรษฐการ) => เปลี่ยนชื่อจาก ดินแดง - พลับพลาไชย เป็น ดินแดง - เศรษฐการ
สาย 18 โดนตัดระยะ โดยเปลี่ยนจากหัวถนนอำนวยสงครามที่บางกระบือ เป็นที่ หัวถนนราชวิถี และ จาก วัดสระเกศ โดนตัดระยะ ที่ สุรวงศ์ หน้า บริษัทไทยเดินทะเล => เปลี่ยนชื่อจากบางกระบือ- วัดสระเกศ เป็น ราชวิถี - สุรวงศ์
สาย 22 โดนตัดระยะ จาก ท่าน้ำเกียกกาย ไป อู่ทองนอก ใกล้ท่าวาสุกรี => เปลี่ยนชื่อจากเกียกกาย- จักรวรรดิ เป็น ท่าวาสุกรี - จักรวรรดิ

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 75 ตอน 19 ง อาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2501, หน้า 605-606
เลิกการเดินรถสายต่อไปนี้ เพราะ คนน้อย ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย หรือ มีสายอื่นที่แทนกันได้
สาย 22 ท่าวาสุกรี - จักรวรรดิ
สาย 28 หัวลำโพง - ปากน้ำ
สาย 38 หมู่บ้านพิบูลย์เวศม์ (คลองตัน) - วงเวียน 22 กรกฎา
สาย 40 สะพานพระราม 6 - วงเวียนใหญ่
สาย 45 สามแยกเกษตร - สะพานขาว
สาย 49 ท่าช้างวังหลวง - สนามบินน้ำปากเกร็ด
แก้สาย 12 ดินแดง - เศรษฐการ ให้ ย้ายปลายทางจากหน้าโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา ไป วัดห้วยขวางแต่ยังใช้ชื่อเดิม
สาย 18 ราชวิถี - สุรวงศ์ ให้ย้ายปลายทางจาก หัวถนนราชวิถี เป็น ตลาดบางพลัด เนื่องจากการเปิดสะพานกรุงธนบุรี => เปลี่ยนชื่อเป็น ตลาดบางพลัด - สุรวงศ์
สาย 43 บางขุนเทียน - สะพานมอญ ให้ย้ายปลายทางจากสะพานมอญ ไปที่สนามหลวงเพื่อ ต่อกับรถประจำทางสายอื่นได้โดยสะดวก => เปลี่ยนชื่อเป็น บางขุนเทียน - สนามหลวง

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 75 ตอน 50 ง อาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2501, หน้า 1844
รถประจำทางต่อไปนี้ ให้ขยายเส้นทาง
สาย 9 ตลาดพลู - ท่าน้ำสามเสน ให้ย้ายปลายทาง ตลาดพลูหน้าวัดขุนจันทร์ ไป คลองภาษีเจริญ => เปลี่ยนชื่อเป็น คลองภาษีเจริญ - ท่าน้ำสามเสน
สาย 41 บางขุนนนท์ - บางลำภู ให้ย้นยปลายทาง จาก บางขุนนนท์ (ย้ายจากเชิงสะพานบางขุนนนท์ ระหว่างปี 2500-2501) ไป ที่เชิงสะพานกรุงธนบุรี ฝั่งธนบุรี เพ่อสะดวกกับการต่อรถสาย 18 => เปลี่ยนชื่อเป็น สะพานกรุงธนบุรี - บางลำภู

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 75 ตอน 50 ง อาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2501, หน้า 3387-3388
ขยายเส้นทางเดินรถต่อไปนี้
สาย 26 มีนบุรี - สะพานขาว => ให้ไปถึงหนองจอก เปลี่ยนชื่อเป็น หนองจอก - สะพานขาว - นี่แสดงว่าถนน สุวินทวงศ์ สร้างพอใช้การได้ถึงหนองจอก ทำให้ เรือขาวนายเลิศซบเซา เลยขยายเส้นทางเดินรถดีกว่า
สาย 36 - สะพานพระราม 6 - วัดปทุมคงคา ให้ขยายทางจากสะพานพระราม 6 มายัง แยกวงศ์สว่าง แสดงว่าถนน วงศ์วสว่างใช้การได้ดีพอ จึงเปิดเดินรถ

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 76 ตอน 73 ง อาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2502, 1707-1708
การแก้ไขเส้นทางเดินรถขนานใหญ่ 48 สาย มีนาคม 2504
สาย 1. ท่าเตียน - ถนนตก
สาย 2. บางนา - ปากคลองตลาด
สาย 3. สถานีขนส่งสายเหนือ - ลาดหญ้า (สถานีขนส่งสายเหนือที่ตลาดหมอชิตเปิดใช้งาน 1 มกราคม 2503 หลังจากการเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้ายแล้วจัดการถมดิน เทคอนกรีต สร้างสถานีให้เสร็จในเวลา ไม่กี่เดือน)
สาย 4. ตลาดพลู - คลองเตย ของ รสพ.
สาย 5. บางซื่อ - จักรวรรดิ์
สาย 6. บุคคโล - บางลำภู
สาย 7. คลองขวาง - นพวงศ์
สาย 8. ลาดพร้าว - สะพานพุทธยอดฟ้า
สาย 9. ภาษีเจริญ - ท่าน้ำสามเสน
สาย 10. วัดนางนอง - สนามมวย (เวทีราชดำเนิน)
สาย 11. มักกะสัน - สะพานพุทธยอดฟ้า
สาย 12. ห้วยขวาง (อาคารสงเคราะห์ห้วยขวาง) - เศรษฐการ
สาย 13. คลองเตย - โรงเรียนพร้อมพรรณ
สาย 14. ศรีย่าน - ศุลกากร
สาย 15. สะพานกรุงเทพ (ฝั่งพระนคร) - บางลำภู
สาย 16. ท่าน้ำบางกระบือ - สุรวงศ์
สาย 17. สะพานกรุงเทพ (ฝั่งพระนคร) - ท่าช้างวังหน้า
สาย 18. สะพานพระรามหก (ฝั่งพระนคร) - สี่พระยา
สาย 19. สถานีรถไฟธนบุรี - เทเวศน์
สาย 20. ป้อมพระจุลจอมเกล้า - ท่าน้ำท่าดินแดง
สาย 21. สำเหร่ - จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
สาย 22. ถนนตก - อู่ รสพ. (กองพันทหารสื่อสาร)
สาย 23. รอบเมืองเทเวศน์ (วนขวา)
สาย 24. รอบเมืองเทเวศน์ (วนซ้าย)
สาย 25. ท่าช้างวังหลวง - ปากน้ำ
สาย 26. หนองจอก - สะพานขาว
สาย 27. บางกะปิ -ท่าเรือคลองเตย
สาย 28. สถานีขนส่งสายเหนือ (ตลาดหมอชิต) - สถานีขนส่งสายใต้ (สามแยกไฟฉาย) ของ บขส.
สาย 29. ท่าช้างวังหลวง - ดอนเมือง (ตลาดใหม่ดอนเมือง)
สาย 30. ท่าช้างวังหลวง - นนทบุรี
สาย 31. ท่าช้างวังหลวง - ปทุมธานี (ข้ามสะพานนนทบุรี - สะพานนวลฉวี)
สาย 32. ปากเกร็ด - สนามหลวง
สาย 33. ปทุมธานี - สนามหลวง (ข้ามสะพานนนทบุรี - สะพานนวลฉวี)
สาย 34. รังสิต - หัวลำโพง
สาย 35. ช่องนนทรีย์ (หน้าประตูโรงกลั่นน้ำมันช่องนนทรีย์) - ถนนวิทยุ
สาย 36. บางซ่อน - วัดปทุมคงคา
สาย 37. สำเหร่ - มหานาค
สาย 38. สถานีขนส่งสายเหนือ (ตลาดหมอชิต) - สถานีขนส่งสายตะวันออกเลียบทะเล (เอกมัย) ของ บขส.
สาย 39. ดอนเมือง - สนามหลวง
สาย 40. สถานีขนส่งสายตะวันออกเลียบทะเล (เอกมัย) - สถานีขนส่งสายใต้ (สามแยกไฟฉาย) ของ บขส.
สาย 41. สะพานกรุงธน - บางลำภู
สาย 42. ท่าพรานนก - เสาชิงช้า
สาย 43. บางขุนเทียน - สนามหลวง
สาย 44. สถานีขนส่งสายเหนือ (ตลาดหมอชิต) - สนามหลวง
สาย 45. ปากน้ำ - สามแยก
สาย 46. พระโขนง - สามย่าน
สาย 47. ท่าเรือคลองเตย - กรมที่ดิน
สาย 48. พระโขนง - วัดโพธิ์

ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 78 ตอน 25 ง อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2508, หน้า 713-733
การแก้ไขเส้นทางเดินรถขนานใหญ่ 108 สาย ตุลาคม 2508 - ขอแยกรายการต่างหาก
ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 82 ตอน 83 ง อาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2508, หน้า 9-55
อธิบายเส้นทางเดินรถสาย 1 (ท่าเตียน - ถนนตก) และ สาย 75 (ดาวคะนอง - ท่าเตียน) เพื้อแก้ความเข้าใจผิด สืบเนื่องจากการแก้ไขเส้นทาง เมื่อ ตุลาคม 2508
ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 84 ตอน 23 ง อาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2510, หน้า 854-855
แก้เส้นทางเดินรถสาย 32 (ปากเกร็ด - บางปะกอก)
- ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 89 ตอน 48 ง อาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2515, หน้า 751-752
แก้เส้นทางเดินรถสาย 58 (หัวหมาก - ท่าช้าง)
- ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 89 ตอน 106 ง อาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2515, หน้า 1792-93
แก้เส้นทางเดินรถสาย 17 (สะพานกรุงเทพ - ท่าช้างวังหน้า)
- ราชกิจจานุเบกษา - เล่ม 89 ตอน 135 ง อาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2515, หน้า 2292-93


pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2019, 12:42:02 PM »


หน้าโรงแรมไฮโซ ตรงปากซอยนานา ทำทางเท้าของตัวเอง ปิดทางเท้าของราชการ
คนไทยที่คิดว่าตัวเองฉลาด ชมกันนักหนาว่า ทำดี

อยู่มาวันหนึ่ง กทม. จัดการรื้อทิ้ง ทำใหม่ โดนด่าเละ
บอกว่า เอกชนทำดีอยู่แล้ว รื้อทำไม

ผมคิดว่า เอกชนทำไม่ดีเพราะเป็นการเห็นแก่ตัว
ที่สำคัญ ทางเท้าของเขา ทำผิดหลายอย่าง
อย่างแรก ลื่น ฝนตกเดินลำบาก อันนี้พวกเล่นเนต ใช้แต่ตาเอาแต่สวย
เกิดมีคนแก่ ลื่นหกล้มคอหัก ก็คงร้องว่า โง่ เดี๋ยวทำกระเบื้องเขาแตกหร็อก หมดสวยกันพอดี

ข้อสอง วัสดุนี้ ร้อนเพราะอมแดดได้ ไม่เหมือนอิฐบล๊อกที่รูพรุน ไม่อมแดด
ข้อนี้ไม่มีใครโวยแฮะ

ข้อสาม โรงแรมเอาทางสาธารณะมาสร้างประโยชน์ส่วนตัว เออ พวกเงียบวุ้ย

ข้อสุดท้าย โรงแรมไม่มีจิตสาธารณะ อยากทำดีกลายเป็นเลว
ทางเท้าของเขา ไม่มีลายนำทางคนตาบอด ที่เรียกว่า Braille Block หรือ Tenji Block



ข้อนี้ แสดงชัดเจนว่า สักแต่ทำส่งๆ ไปเท่านั้น เนื้อแท้เห็นแก่ตัวเองเป็นที่ตั้ง

อิฐนำทางนี้ เกิดจากน้ำใจคนญี่ปุ่น Seiichi Meyaki เป็นเรื่องน่ารู้ครับ
https://www.bagindesign.com/braille-block/
          Seiichi Meyaki ครูโรงเรียนตาบอดแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น  ได้คิดค้นทางเท้าที่เรียกว่า  Tenji หรือ ที่รู้จักในชื่อของ Braille Block หรือ Tactile Paving ซึ่งเป็นทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา การคิดค้นครั้งนี้เริ่มในปีคริสต์ศักราช 1965 สองปีถัดมาตัวอักษรเบรลล์ได้นำมาประยุกต์และจัดสร้างเป็นกระเบื้องสำหรับทางเท้าขึ้น และได้มีการนำมาใช้จริงในครั้งแรกคือ วันที่ 18 มีนาคม ปีคริสต์ศักราช 1967 หน้าโรงเรียนสอนคนตาบอดในเมืองโอกายาม่า ได้รับเสียงตอบรับถึงความชื่นชมในการคิดค้น โดยมีหน่วยงานการรถไฟของประเทศญี่ปุ่น Japanese National Railway ให้ความเห็นชอบและสนับสนุนการจัดทำขึ้น โดยจัดให้มีการปู Braille Block ตามสถานีรถไฟในญี่ปุ่นก่อน และถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมา จนกระทั่งทั่วโลกให้ความสำคัญกับการประดิษฐ์คิดค้นและนำมาใช้กันทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน อาทิ เช่น ประเทศจีน ไต้หวัน เกาหลี เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เป็นต้น

สำหรับสัญลักษณ์บนทางเท้าของผู้พิการที่น่าสนใจมี 2แบบ ที่ควรทราบค่ะ ซึ่งเป็น 2 แบบที่ คุณ Seichii Meyaki ได้ต่อยอดโดยการคิดค้นอักษรเบรลล์ขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการใช้ง่าย การจดจำและสะดวกต่อผู้พิการทางสายตา สัญลักษณ์ดังกล่าวคือ

天智天皇-1แบบที่ 1 ลักษณะเป็นปุ่มกลมๆ ซึ่งมีความหมายว่า ให้หยุด หรือ แจ้งให้ทราบว่าทางข้างหน้า เป็นทางม้าลาย หรือ บันได ในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ให้ความใส่ใจต่อผู้พิการทางสายตาเป็นพิเศษยิ่ง โดยแผ่นกระเบื้องบนทางเท้ายังมีเสียงแจ้งเตือนให้ทราบอีกด้วยว่า สัญญาณไฟจราจรขณะนี้เป้นสีเขียว หรือ สีแดง เช่นหากเป็นไฟเขียว สัญญาณเสียง ก็จะส่งเสียงให้ทราบเป็นจังหวะ แต่หากไฟจราจรกำลังจะเปลี่ยนสัญญาณ เสียงสัญญาณก็จะถี่ขึ้น หรือเร็วขึ้นค่ะ

天智天皇-3แบบที่ 2 ลักษณะเป็นเส้นยาวลายตรง ซึ่งมีความหมายตรงตามสัญลักษณ์ นั่นคือ ให้เดินตรงไป

สัญลักษณ์ทั้ง 2 แบบ เมื่อผู้พิการทางสายตาใช้ไม้เท้าอำนวยความสะดวกในการเดิน ก็จะสามารถสัมผัสและเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น และที่สำคัญนอกจากอักษรเบรลล์ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ในการบอกทิศทางและอำนวยความสะดวกในการเดินแล้ว ยังมีเรื่องของสี ซึ่งนิยมใช้สีเหลือง เพื่อความสว่างและมองเห็นง่าย กรณีนี้อำนวยความสะดวกเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้พิการทางสายตา ที่อาจจะมองเห็นได้บ้าง หรือ ผู้มีปัญหาทางการมองเห็น เพราะไม่ว่าจะกลางวัน หรือ กลางคืน ก็สามารถเห็นได้เช่นกันค่ะ

        ไม่ว่าคุณ Seiichi Meyaki จะได้รับรางวัลจากนวัตกรรมที่ทรงคุณค่านี้หรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ควรต้องบอก คือ คำขอบคุณเสียงดังๆ ต่อคุณ Seiichi Meyaki  ที่ท่านได้ตั้งใจและมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาได้มีโอกาสดำรงชีวิตในโลกภายนอกได้สะดวก เฉกเช่นผู้คนปกติทั่วไปบนท้องถนน คุณ Seiichi Meyaki ได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยวัย 57ปี ทิ้งผลงานที่คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ไม่ทราบว่าใคร คือ ผู้คิดค้นรหัสลับบนทางเท้า เป็นรหัสที่บอกถึงความรักและความปรารถนาดีจากคุณ Seiichi Meyaki ต่อเพื่อนร่วมโลก ผลงานของคุณ Seiichi Meyaki คือ นวัตกรรมแห่งความสุขของผู้พิการทางสายตาอย่างแท้จริง

Domo Arigatou Gozaimasu!!

อ้างอิง    https://thelimpingphilosopher.wordpress.com/tag/seiichi-miyake/   http://design-real.com/paving/     Facebook: MyFreedom


ที่จริง ทางเท้า เป็นสาธารณูปโภค มีข้อกำหนดในระดับผังเมือง
ไม่ควรที่คนมีเงิน คิดอยากทำ ก็ทำกับของส่วนรวมราวกับของส่วนตัวเช่นนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 17 มิถุนายน 2019, 12:04:12 PM »
กำนันคนดัง เสียชีวิต
นี่เป็นสกู๊ปเก่า น่ารู้อยู่

จุดจบเจ้าพ่อ ( ตะวันออก )
เผยแพร่: 22 มิ.ย. 2547 18:59   โดย: สำราญ รอดเพชร
- 25 มิ.ย. 2524 นายจุมพล สุขภารังษี หรือ “เสี่ยจิว” “เจ้าพ่อตะวันออก” ในขณะนั้นถูกถล่มด้วยอาวุธสงคราม ดับคาเบนซ์..
- 5 เม.ย.2532 “เสี่ยฮวด” นายพิพัฒน์ โรจน์วณิชชากร ถูกทีมสังหารชุดใหญ่ยิงถล่มดับขณะเดินทางไปร่วมงานวันเช็งเม้งของตระกูลเตชะไพบูลย์
- 9 มี.ค.2546 นายประยูร สิทธิโชติ “กำนันยูร” ถูกยิงกลางงานเลี้ยงมงคลสมรสกลางวันแสกๆ
- 11 พ.ค. 2547 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุกนายสมชาย คุณปลื้ม หรือ “กำนันเป๊าะ” 5 ปี 4 เดือน ฐานความผิดให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน (กรณีขายที่ดินต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง ชลบุรี)
- 22 มิ.ย. 2547 นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ “กำนันเป๊าะ” และนายภาสกร หอมหวน หรือส.ท.เหี่ยว ถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 25 ปี ในข้อหาใช้จ้างวานผู้อื่นฆ่า “กำนันยูร” โดยไตร่ตรองไว้ก่อน...

เหตุการณ์สำคัญๆ ที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของเหตุการณ์ที่น่าสนใจว่าด้วย...ความตาย กลิ่นคาวเลือดและชะตากรรมของผู้ยิ่งใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี...

ยังไม่มีใครจดบันทึก นับจำนวน “ศพแล้วศพเล่า” ที่สังเวยชีวิตให้กับกระสุนแห่งความขัดแย้งอันเนื่องจากการเผชิญหน้าห้ำหั่นกันของซุ้มผลประโยชน์ ผู้กว้างขวางในดินแดนภาคตะวันออก แต่ถ้ามองกันด้วยสายตา 40 กว่าปีหรือ 4 ทศวรรษเศษก็เห็นจะต้องประมาณการว่า...หลายร้อยศพ...หรือนับพันศพ...

แม้จะได้เป็นนักข่าวทันยุค “เสี่ยจิว” เป็นผู้กว้างขวางภาคตะวันออก แต่ผมก็ไม่เคยมีโอกาสได้กระทบไหล่สัมภาษณ์ “เสี่ยจิว” จะได้สัมผัสพูดคุยก็กับรุ่นลูกของเสี่ยจิว... และอีกครั้งที่ได้ได้เข้าไปคลุกข่าวอยู่บ้างก็กรณีการสังหารโหด “เสี่ยฮวด”...

“เสี่ยฮวด” ผู้พยายามผงาดขึ้นมาเป็นตัวจริงเสียงจริงในนามผู้กว้างขวางแห่งภาคตะวันออก ในขณะที่มีคนชื่อสมชาย คุณปลื้ม เบ่งบานบารมีคับภาคอยู่แล้ว..

ได้พูดคุยเจาะลึกกับผู้ต้องหาทีมฆ่า อย่างพ.ต.ต.ไชยยันต์ วิชัยดิษฐ,ส.ท.โน้ต นกเล็ก ฯลฯ (ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้ถูกคู่อริเด็ดหัว - เผานั่งยางจบชีวิตไปหมดแล้ว) ก็พอจะทำให้ทราบว่า...การฆ่ากันกลางเมือง กลางถนน สำหรับภาคตะวันออกเป็นเรื่องที่ธรรมดาและง่ายมาก...อย่างกรณีการรัวกระสุนถล่ม “เสี่ยฮวด” โจ่งแจ้งโจ๋งครึ่ม...ทีมฆ่าปฏิบัติการด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังเข้าฉากหนังไทย ในขณะที่ “เสี่ยฮวด” นอนร่างพรุน มือปืนบางคนยังเดินทอดน่องไปถอดแหวนเพชรเอาไว้ดูต่างหน้าอีกต่างหาก...

แม้ปัจจุบันอาจจะดูเหมือนว่าความขัดแย้ง การเผชิญหน้าของบรรดา “ขาใหญ่” ในภาคตะวันออกจะลดอุณหภูมิลง สภาพความเป็น”เมืองเถื่อน”ลดดีกรีลงก็จริง แต่กรณีการสังหาร “กำนันยูร”ในงานแต่งงาน ที่มีส.ส.วิทยา คุณปลื้ม ลูกชายผู้กว้างขวางนั่งอยู่ด้วย หรือล่าสุดการสังหาร “กำนันน้อง” นายจารึก เนรัญรัตน์ ที่ว่ากันว่าเป็นมือขวาของเจ้าพ่อ เมื่อ 18 มิ.ย. 47 ....ทำให้คาดหมายได้ว่า “ลูกปืน” ยังจะทำหน้าที่ผู้พิพากษาตัวจริง และ ผู้พิพากษาสมทบไปอีกนาน....!!

หลายปีที่ผ่านมา...เท่าที่เคยได้สัมภาษณ์ผู้กว้างขวางในบางพื้นที่อยู่บ้าง สิ่งที่พวกเขาพูดแล้วเท่ ฟังดูน่าศรัทธาน่าคร้ามเกรงก็คือคำพูดทำนองว่า “ผมไม่กลัวกฎหมาย เพราะหลายครั้งกฎหมายพึ่งไม่ได้ ถูกใช้อย่างไม่เป็นธรรม ...ผมไม่กลัวกฎหมาย แต่ผมกลัวศีลธรรม..”

แต่สำหรับในทางความเป็นจริง...ก็เป็นที่รู้ๆ กันว่าสิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” ของเจ้าพ่อ...ผู้กว้างขวางบ้านเราโดยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อในพื้นที่ เจ้าพ่อทางการเมืองในสภา เจ้าพ่อในวงการธุรกิจ...ล้วนแล้วแต่มี “อาชญากรรม”อยู่เบื้องหลังแทบทั้งสิ้น...เพียงแต่ “อาชญากรรม”ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงการลั่นกระสุนฆ่าคน แต่เป็นอาชญากรรมที่หมายถึงความชั่วร้าย การละเมิดกฎหมาย ละเมิดศีลธรรม ใช้อำนาจบาตรใหญ่..ฯลฯ...

กลับไปที่คุณสมชาย คุณปลื้ม.... แน่นอนเหลือเกินว่านาทีนี้ใครต่อใครก็คงกระหายใคร่รู้อยู่ลึกๆ ว่า สุดท้ายแล้วชะตากรรมของคนดังอย่าง “กำนันเป๊าะ” จะเป็นอย่างไร หลังจากที่ได้รับทราบไปบ้างแล้วกรณีคำตัดสินของศาลอุทธรณ์กรณีที่ดินเขาไม้แก้ว และศาลอาญากรณีคดีจ้างวานฆ่า “กำนันยูร”

พูดก็พูดเถอะ.... เป็นสิทธิ์ส่วนตัว....เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ที่ใครหลายคนอาจจะแอบตั้งคำถามว่า ที่สุดของที่สุด “กำนันเป๊าะ” จะต้องพบจุดจบแบบเดียวกับ “หลงจู๊เกียง” หรือนายเกียง จึงประเสริฐ อดีตเจ้าพ่อตะวันออกยุค 2500, เสี่ยจิว,เสี่ยฮวด หรือแม้แต่ “กำนันยูร” หรือเปล่า...?

หลายคน รวมทั้งผมด้วยเชื่อว่า...ยุคสมัยเปลี่ยนไป “กำนันเป๊าะ” แกคงไม่โง่พอที่จะเดินเส้นทางสายเก่าซ้ำรอย “เสี่ยจิว” หรือ “เสี่ยฮวด” หรอก ดูได้ไม่ยากจากการบริหารจัดการเรื่องครอบครัว – ลูกๆ ที่ได้เป็นถึงส.ส.และรัฐมนตรี และตัวเองก็ได้เป็นนายกเทศมนตรีเท ศบาลตำบลแสนสุข.....

กำนันเป๊าะอาจจะทำอะไรผิดพลาดบ้าง ใช้บารมีทำมาค้าขายระดับร้อยล้านพันล้าน แต่คงไม่ตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรที่ผิดกฎหมาย เลวร้าย เช่นการค้ายาเสพติด...

แต่ก็นั่นแหละ ไม่ว่ากำนันเป๊าะจะเป็น “ผู้กว้างขวาง” ประเภทไหนก็ตาม ใครต่อใครก็ค่อนข้างจะเชื่อมั่นกันว่า.....ภาคตะวันออก /ชลบุรียังไม่สิ้นอาถรรพณ์...ประวัติศาสตร์ยังมีโอกาสซ้ำรอยสูงมาก.....

ผมไม่อาจอยู่ในวิสัยที่จะนั่งทางในทำนายชะตากรรม อนาคตใครได้...เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีใครจะหยั่งรู้ ล่วงรู้ได้...

“พระเจ้า....นรกหรือสวรรค์ “ เท่านั้น..ที่น่าจะรู้ชะตากรรมของกำนันเป๊าะ และพวกเราทุกคน...!!.

เหนืออื่นใดผมเชื่อว่าในส่วนลึกทุกคนก็คงเชื่อใน...กฎแห่งกรรม ตลอดจนคำกล่าวที่ว่า... ผู้ใดมาด้วยดาบก็ไปด้วยดาบ...

แม้ไม่เป็นศพร่างพรุน เลือดท่วม นอนตายข้างถนน แต่มองให้ดีบางคนก็มีชีวิตอยู่แบบตายทั้งเป็น ตกนรกทั้งเป็น...บาปกรรมมันรุกไล่ รุกฆาต กันแบบเห็นๆ


พี่ชายผม สอบเป็นอุตสาหกรรมจังหวัดได้ที่หนึ่ง มีสิทธิเลือกจังหวัดได้
ใครๆ ก็บอกว่า ให้ไปชลบุรี รวยแน่
พี่ผมเลือกลงใต้ไปสงขลา ซึ่งแทบไม่มีโรงงานให้คุม เพราะจะไปจีบพี่สะไภ้

สมัยนั้น ชลบุรีเป็นแหล่งทำเงิน ผมได้ยินชื่อเจ้าพ่อครั้งแรก ก็จากที่นี่
ถ้าจำไม่ผิด ก็สมัยรัฐบาลเกรียงศักดิ์โน่น เป็นยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง
แต่เสี่ยอะไรที่เป็นเจ้าพ่อ รวยเอา รวยเอา

เขาเล่าเรื่องตลกว่า เรือประมงของคนอื่น เจ๊งเป็นแถวเพราะปลาเริ่มน้อย
เรือส่วนใหญ่ย้ายลงไปใต้สุดปลายแหลมทอง เพราะมีปลาชุม (ประมงน้ำลึกยังไม่เกิด)
มีแต่เรือของเสี่ยเจ้าพ่อ ไม่ขาดทุนเพราะลากอวนได้เครื่องไฟฟ้ามาตรึม


ฮา

ของหนีภาษีสมัยนั้นเข้ามาทางเรือ พี่เขาก็เอาเรือตัวเองไปขนเข้ามา
ด่านหรือตำรวจ พี่เขาก็ซื้อกิจการไว้แล้ว
เวลานั้น ทีวี-วิทยุ เครื่องไฟฟ้าราคาถูกแถวคลองเตย ของเถื่อนจากพี่เขาทั้งนั้น

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2020, 09:23:58 PM »
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=okLSMzXCw2g" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=okLSMzXCw2g</a>

รถไทย ที่คนญี่ปุ่นยังต้องเลียนแบบ : ดูให้รู้ [CC] (17 พ.ย. 62)

น่าจะตั้งหัวข้อผิด
เขาไม่ได้เลียนแบบ เราสิเลียน
เขาแค่ชอบ แล้วซื้อไป นำเข้าตามกฏหมาย

ตู๊กๆ เดิมทีเป็นรถนำเข้าจากญี่ปุ่น คันใหญ่กว่าปัจจุบัน
ที่เห็นตอนเด็กๆ เอาไว้บันทุกผัก คล่องตัว จุมากๆ
มาเปลี่ยนเป็นรถโดยสาร เมื่อสามล้อถีบถูกห้ามวิ่งในกรุงเทพ

นายกสมาคมสามล้อเครื่องคนแรกชื่อ ประทีป เสียงหวาน
ผมทันเห็นแกขับหากินที่บางรัก

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 21 กันยายน 2020, 02:16:42 PM »
คิดด้วยซ่นตรีน

ประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย คุณจะมีกองทัพไปทำไม ไม่ใช่เพียงแค่ซื้อเรือดำน้ำ แม้แต่เรื่องเกณฑ์ทหารจะมีไว้ทำไม คุณจะรบกับใคร คนที่เขามีศักยภาพจะใช้กำลังทหารกับคุณ เขาใหญ่เกินกว่าที่คุณจะรบได้ทั้งนั้นเลย
https://www.the101.world/nidhi-eoseewong-covid-disrupt/


นิธิโง่ขนาดไม่รู้ว่า ทหารมีเพื่ออะไร

ทหารคนนี้จะมาสอนให้หายโง่

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=nSjtqs_kCzs" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=nSjtqs_kCzs</a>

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: เรื่องน่ารู้
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 27 พฤศจิกายน 2020, 09:32:45 AM »
โดย: โรม บุนนาค

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๐ หรือเมื่อ ๑๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มีหนังสือภาษาไทยเล่มหนึ่งออกสู่ตลาด ในชื่อ “หนังสือแสดงกิจจานุกิตย์” ซึ่งต่อมามีพิมพ์ออกมาอีกหลายครั้งในชื่อที่เขียนตามยุคสมัยว่า “หนังสือแสดงกิจจานุกิจ” ซึ่งก็เป็นความหมายเดียวกัน คืออธิบายหรือบอกให้รู้ถึงการงานน้อยใหญ่ทั่วไป เขียนโดย เจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) เจ้าพระยาพระคลังในสมัยรัชกาลที่ ๔ และผู้สำเร็จราชการในกิจการต่างประเทศสมัยรัชกาลที่ ๕ ถูกนำไปแปลเป็นภาษาอังกฤษพิมพ์ออกจำหน่ายที่กรุงกรุงลอนดอนในปี พ.ศ.๒๔๑๓ ปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ใน “หนังสือดี ๑๐๐ เล่มที่ตนไทยควรอ่าน”

นายสุกิจ นิมมานเหมินท์ นักการศึกษาคนสำคัญของไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำกลับมาพิมพ์ซ้ำอีกในปี ๒๕๑๘ ได้รับความนิยมจนต้องพิมพ์เพิ่มอีกหลายครั้ง ได้เขียนในคำนำกล่าวถึงเจตนาของเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ฯที่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า

“...ซึ่งท่านได้ไปเลือกสรรเอาแต่สิ่งซึ่งในขณะนั้นยังไม่เป็นที่ทราบกันทั่วๆไป เช่น ทางวิทยาศาสตร์ ทางภูมิศาสตร์ และทางศาสนาเปรียบเทียบ และโดยที่เหตุขณะนั้น พวกนักสอนศาสนาต่างประเทศก็เริ่มแสดงความหักหาญ โจมตีพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาล้าหลัง เหมาะสำหรับชนชาติที่ด้อยพัฒนาเท่านั้น ท่านเจ้าพระยาผู้นี้จึงได้รวบรวมสิ่งซึ่งเป็นแก่นของพุทธศาสนาและเหตุผลมาหักล้างข้อกล่าวหา คารมที่ท่านได้ตอบกับพวกหมอสอนศาสนา ทั้งที่เป็นชาวเยอรมันแลที่เป็นชาวอเมริกัน ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องจำนนต่อคำชี้แจงและเหตุผลของท่านหลายข้อ เมื่อท่านรวบรวมข้อความต่างๆของท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว บรรดาโรงพิมพ์ต่างๆซึ่งส่วนมากเป็นของพวกมิชชันนารี ต่างก็รังเกียจ เห็นว่าหนังสือของท่านนั้นจะขัดขวางต่อวิธีการเผยแพร่ศาสนาและหาคนไทยเข้ารีตของเขา จึงรวมหัวกันไม่ยอมรับพิมพ์ให้ โดยอ้างว่าเป็นหนังสือไม่เหมาะ ขัดต่อหลักการและวัตถุประสงค์ของโรงพิมพ์ของเขา”

ส่วนใน “หนังสือแสดงกิจจานุกิตย์” ของเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ฯ เมื่อพิมพ์ครั้งแรกนั้น ท่านเขียนไว้ว่า

“ข้าพเจ้า เจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี... ผู้แต่งหนังสือนี้ มีความกรุณาต่อเด็กๆทั้งหลาย ที่จะสืบต่อไปภายน่า จะได้ยินได้ฟังการต่างๆหนาหูเข้า จะชักเอาปัญญาแลใจแปรปรวนไปด้วยความไม่รู้อะไร ถึงจะไปเล่าเรียนหนังสืออยู่ที่วัดบ้าง ที่บ้านบ้าง อาจาริย์สั่งสอนให้เล่าเรียนหนังสือภอรู้อ่าน ก็ให้อ่านหนังสือปถม ก กา แล้วก็ให้อ่านหนังสือสวดต่างๆ แล้วก็ให้อ่านหนังสือต่างๆ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูหนังสือที่เด็กอ่าน ก็ไม่เปนประโยชน์แก่เด็กเลย แต่หนังสือ ก กา เปนที่พ่อให้เด็กอ่านง่ายก็ดีอยู่ ถ้าเป็นหนังสือไทๆที่เด็กอ่าน ก็มีแต่หนังสือการประเล้าประโลมโดยมากกว่าหนังสือสุภาสิต เด็กนั้นก็ไม่ใคร่จะได้ปัญญาสิ่งใด ผู้ใหญ่จะสั่งสอนเด็กก็มีแต่คำที่ไม่เปนประโยชน์ เปนต้นว่า จันทร์เจ้าเอ่ย ขอเข้าขอแกง ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า มีแต่คำที่สั่งสอนกันดั่งนี้มีหลายอย่าง ยกขึ้นว่าภอเปนสังเขป เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ความฉลาดมาแต่เล็ก ข้าพเจ้าจึงคิดเรื่องราวกล่าวเหตุผลต่างๆ แก้ในทางโลกยบ้าง ทางสาศนาบ้าง ที่มีพยานก็ชักนำมากล่าวไว้ ที่ไม่มีพยานเปนของที่ไม่เหนจริง ก็คัดต้านเสียบ้าง ว่าไว้ภอปัญญาเด็กรู้ ผู้ที่เรียนหนังสือรู้แล้วจะได้อ่านหนังสือนี้แทนหนังสือสวด แลหนังสือลคอน เหนจะเปนประโยชน์รู้การเล็กๆน้อยๆบ้าง ถ้าเขาถามสิ่งใด เด็กทั้งหลายจะได้แก้ไขตามสำนวนนี้ ว่าไว้เป็นข้อถามข้อแก้ กล่าวแต่ภอจำได้ ให้ชื่อว่าหนังสือแสดงกิจจานุกิตย์ ถ้าท่านผู้ดูหนังสือนี้เหนผิดพลาดประการใด ขอให้ช่วยแก้ไขให้ถูกต้องด้วย แค่ภอสมควรกับปัญญาเด็ก ถ้าเด็กผู้ใดอ่านหนังสือนี้ อยากจะรู้ความให้วิเสศโดยพิศฎาร ก็ให้หาครูเรียนโหราสาตร ธรรมสาตรต่างๆ ก็จะรู้ได้โดยเลอียด”

ในหนังสือเล่มนี้ เนื้อหาได้อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ภูมิศาสตร์ และศาสนา ทำนองเดียวกับสารานุกรมสำหรับเยาวชนในปัจจุบันโดยอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ต่างจากความเข้าใจกันมาแต่เดิม เช่น เหตุที่เกิดสุริยปราคาหรือจันทรุปราคา ก็เนื่องจากพระอาทิตย์ พระจันทร์ และโลกโจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน ไม่ใช่ถูกราหูอม โลกไม่ได้แบนเหมือนใบบัวที่ลอยอยู่ในน้ำ มีปลาอานนท์หนุนอยู่ข้างใต้ตามความเชื่อของไทย หรืออึ่งอ่างหนุนตามความเชื่อของจีน แต่เป็นลูกกลมลอยอยู่ในอากาศ การเกิดแผ่นดินไหวจึงไม่ใช่เพราะปลาอานนท์หรืออึ่งอ่างขยับตัว ถ้าเช่นนั้นก็จะต้องไหวไปทั้งโลก แต่ที่ไหวเฉพาะที่ก็เกิดจากธาตุใต้ดิน เหตุใดจึงเห็นพระอาทิตย์ตอนเช้าและตอนเย็นดวงโตกว่าตอนเที่ยง แม้แต่เรื่องเล็กๆใกล้ตัวก็อธิบายถึงเหตุใดน้ำจึงมีเสียงเมื่อเดือด ส่วนในด้ารศาสนาเปรียบเทียบ ได้กล่าวถึงศาสนาพุทธที่เป็นพุทธแท้ ไม่ใช่พุทธผสมไสยศาสตตร์ ว่าเป็นศาสนาวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิศูจน์ได้ และเกิดมาก่อนยุควิทยาศาสตร์ด้วย เป็นต้น โดยเขียนในรูปแบบปุจฉาวิสัชนา คือคำถามคำตอบ ตัวอย่างเช่น

“ถามว่าดวงเดือนอยู่ห่างไกลพิภพ ทำไมจึ่งมีแรงดูดเอาน้ำในทเลขึ้นได้ลงได้ แก้ว่าพวกชาวยูโรปเขาได้วัดพิสูตดูด้วยเครื่องมือ เขาเหนว่าดวงเดือนกับลูกพิภพนั้น เปนของใกล้กันกว่าดวงอาทิตยแลดวงดาว มีแรงดูดถึงกัน เขาได้วัดห่างกันกับลูกพิภพเจ๊ดพันไมล์ คิดเปนไทเจ๊ดร้อยแปดสิบเจ๊ดโยชน์กับสองร้อยเส้น ใกล้กว่าดวงอาทิตยแลดวงดาวทั้งปวง มีแสงสว่างถ่อถึงกัน ดวงอาทิตยแลดวงดาวทั้งปวงอยู่ไกลเปนอันมากจึ่งไม่ได้มีแรงดูด ดวงดาวจึ่งไม่มีแสงสว่างมาถึงพิภพนี้ได้ มีมาก็น้อยภอเหนราง ๆ”

หนังสือเล่มนี้ท่านเขียนเสร็จในปี ๒๔๐๘ ปลายรัชกาลที่ ๔ ก่อนจะลาออกจากราชการในปี ๒๔๑๐ เนื่องจากป่วยด้วยโรคตา และได้รับโปรดเกล้าฯให้กลับมารับราชการอีกในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่บรรดาโรงพิมพ์ต่าๆซึ่งเป็นของพวกหมอสอนศาสนาชาวต่างประเทศต่างรวมหัวไม่ยอมพิมพ์ให้ เพราะในตอนที่กล่าวถึงศาสนาเปรียบเทียบนั้น ท่านผู้เขียนได้นำคำสนทนากับหมอสอนศาสนาที่ท่านตั้งคำถามเรื่องที่อ้างว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก ซึ่งเป็นคำถามที่ศาสนามีพระเจ้ายากที่จะตอบได้ ทำให้ท่านต้องตั้งโรงพิมพ์ของตัวเองขึ้น เป็นแบบโรงพิมพ์หิน คือใช้หินอ่อนสลักเป็นแม่พิมพ์ ๓๙๐ หน้า พิมพ์ออกมา ๒๐๐ เล่ม ขายในราคาไม่หวังผลกำไร และได้รับความสนใจจากทั้งคนที่นิยมชมชอบและคนที่ไม่พอใจ มีนักเขียนฝรั่งบางคนนำข้อความในหนังสือเล่มนี้ไปอ้างในเรื่องที่เกี่ยวกับพุทศาสนาในประเทศไทยด้วย

ต่อมานายเฮนรี อัลบาสเตอร์ อดีตกงสุลอังกฤษประจำประเทศไทยที่ลาออกมารับราชการไทย และเป็นต้นสกุล “เศวตศิลา” ได้นำข้อความของหนังสือกิจจานุกิตย์ไปอ้างในหนังสือ The Wheel of the Low ทำให้นักอ่านในยุโรปสนใจการเป็นวิทยาศาสตร์ของศาสนาพุทธกันมาก นายอัลบาสเตอร์จึงได้เลือกบางตอนของหนังสือกิจจานุกิตย์ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในชื่อ The Modern Buddhist หรือ ชาวพุทธที่ทันสมัย มอบให้บริษัท Trubner ในกรุงลอนดอน จัดพิมพ์จำหน่ายใน พ.ศ.๒๔๑๗

หนังสือแสดงกิจจานุกิตย์ ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารระดับสูงของไทยในยุคนั้นมีความห่วงใยต่อเยาวชน พยายามให้มีความรู้ตามทันยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ให้ตระหนักถึงสิ่งดีที่เรามีอยู่ คือพุทธศาสนา ที่สอนให้ใช้ความคิดไตร่ตรองก่อนที่จะเชื่อในสิ่งใด จะได้ไม่ถูกลากจูงไปตามแนวคิดของคนชาติอื่น ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างขัดกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเรา ที่อยู่ร่วมกันมาด้วยความรักอย่างพี่อย่างน้อง และสร้างบ้านเมืองให้รุ่งเรืองมาได้จนทำให้คนหลายชาติหลายภาษาอิจฉาในความเป็นไทย

---------------
แปะไว้ก่อนครับ
วันหลังจะมาคุย