แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - phokha

หน้า: [1] 2 3
1
คือรถเสือภูเขา ผมแทบไม่มีความรู้เลยครับ ผมตามแต่เสือหมอบ

รถผมเองตอนนี้หนัก 6.7 กก. ซึ่งถือว่าเบามาก และเบาเกินไปครับ
งานแข่งอย่าเป็นทางการจะกำหนดน้ำหนักรถแข่ง ไม่ให้ต่ำกว่า 6.8 กก.ครับ
ถือเป็นการเอาเปรียบผู้แข่งขันรายอื่น
เหมือนกับไม้กอล์ฟบางรุ่นแหละครับที่ห้ามใช้แข่ง ด้วยเหตุผล มันดีเกินไป

2
เพิ่งไปรับกลับมาเมื่อวานนี้เองครับพี่

ฟิตติ้งมาแล้วทั้งสองคัน ทั้งของผม ทั้งของแฟน
เดี๋ยวคงได้ลองปั่นเร็วๆนี้ครับ

3
สักพัก ผมคงมีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์อีกรอบ
แฟนผมได้ cipollini มือสองมาคันนึง ชุดขับเป็น sram red
แต่แฟนผมถนัดการเปลี่ยนเกียร์ของตระกูลชิมาโน่ไปแล้วไม่อยากปรับตัวอีก
ผมก็คงจะย้ายชุดขับชิมาโน่ของผมไปใส่แทน สลับกัน อิอิ หวานหมู แฮ่...

4
หล่อเลยครับพี่  Huh

ร่างกายแต่ละคนคงไม่เหมือนกันมั้งครับ

5
ไอ้เรื่องที่พี่พีว่า การวิ่งเหมือนเอาขาตำโลกนี่ จริงแท้แน่นอนเลยครับ
ทุกก้าวที่ผมวิ่ง ผมก็คิดยังงั้นอยู่
แต่การวิ่ง มันลดน้ำหนักได้ชัดเจนกว่าปั่นจักรยานจริงๆครับ
สิ่งที่เราต้องประเมินเอาเองคือน้ำหนักตัวเรามากเกินไปแค่ไหน ตัวผมเองเชื่อว่าคนที่หนัก 90โลร้อยโลขึ้นไป ไม่ควรวิ่ง
เข่าจะรับภาระหนักเกินไป มันจะได้ไม่คุ้มเสีย แต่บางคนที่ตัวหนักมากก็ยังวิ่งได้ นั่นก็วิจารณญาณของเค้า เข่าของเค้าเอง แล้วแต่เค้าเถอะครับ

แต่ยืนยันว่า วิ่งน้ำหนักลงได้เยอะกว่าปั่นจริงๆครับ ผมถึงพยายามมาวิ่งเสริมด้วย  แฮ่...

นี่ดูที่เค้าปั่นแล้ว แทบจะไม่ค่อยได้ออกแรงกันเลย
เพ่เล่น จานเล็กสุด เกียร์บนสุด ยิ๊กๆ แต่รถไม่ค่อยไป
เมื่อก่อนผมก็คิดแบบพี่เลยครับ
ว่าอะไรของมัน รถชั้นยังแซงแกได้สบายมาก

พอมาสนใจศึกษาจริงๆ มันเป็นการฝึกรอบขาครับ
ที่ผมเคยบอกว่าคนเราจะมีรอบขาธรรมชาติของตัวเองอยู่ จะปั่นได้นานที่สุดโดยที่ยังทนเมื่อยไหว
มันเหมือนกับวงสวิงของกอล์ฟ
วงเดียวกันตลอด เปลี่ยนเหล็ก ก็คือได้ระยะมากน้อยตามเบอร์เหล็ก
ปั่น ก็รอบขาเดียวกัน ความช้า-เร็วขึ้นอยู่กับเกียร์ที่ใช้ครับ
ยกเว้นขึ้นเขาชันๆ อันนั้นอีกเทคนิคไปเลย

6

ถึงบ้านเลยรีบใส่รองเท้า วิ่ง (กำลังมีไฟ) แค่4-500 ม. แรก ก้ออกท้อแล้ว แต่ก็ฝืน ให้ครบ 1.2 โล ...เหนื่อยสุดๆ
เพื่อนผมที่วิ่งเป็นประจำ บอกผมว่า แนวต้านของการวิ่งอยู่ที่ 2 กม. ครับ
ถ้าวิ่งไปเกิน 2 กม.แล้วขาจะวิ่งไปเองได้เรื่อยๆ
แต่ตอนยังไม่ถึง 2 โลนี่แหละ ช่วงเวลาแห่งความท้อแท้ เลยครับ

ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยก็เปลี่ยนเป็นเดินสลับเอาครับ
วิ่งๆเดินๆ ไปหลายๆวันเข้า เมื่อร่างกายปรับตัวได้ เดี๋ยวก็จะวิ่งได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องสลับเดินครับ

ตัวผมเองถ้าวิ่ง ตอนนี้ก็ยังต้องสลับเดินอยู่ครับ
อีกอย่างผมจะไม่วิ่งติดกันทุกวัน จะเว้นวันนึง
ถ้าวิ่งติดกันสองวันทีไร ผมจะปวดเมื่อยอย่างมากเลยครับ

7
ผมเอาไฟล์ pdf มาเสริมให้ครับ
มีสารพัดรถเลย ท่าขี่ก็ต่างๆกันไปครับ
แต่ไม่ละเอียด มีองศา เท่าของพี่ kpj นะ
http://www.hr.ubc.ca/ergonomics/files/Bike-Ergonomics-reduced-size.pdf

8
ลองดูครับผม

9
ถ้าหลานยังพัฒนาการปั่นต่อได้ พี่น่าจะส่งเค้าให้สูงที่สุดนะครับ
เขายังเด็ก กำลังแข็งแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน
พี่พาเขาไปพบประสบการณ์ ยิ่งมากยิ่งดีครับ

10
ตอนผมเด็กๆ อยู่ที่อ.เขมราฐ จ.อุบลฯ มีสามล้อหน้าตาปกติคือคล้ายตุ๊กๆ แต่ใช้แรงคนปั่น
เค้าเอาถุงพลาสติคใหญ่ๆมาตัดมุมตัดก้น แล้วใส่เป็นเสื้อกันฝน ผมชอบมากเลย

แต่พอเรียนป.5 พ่อผมย้ายมาสงขลา
เจอสามล้อแบบทางใต้ คือผู้โดยสารมานั่งอยู่หน้าคนปั่น แบบรถซาเล้งขนของ
เวลาเรานั่ง มันเร้าใจมากเลยครับพี่
แต่พอผมโตขึ้น สามล้อที่หาดใหญ่ ผู้โดยสารจะมาอยู่ข้างคนปั่น เหมือนรถมอไซค์ไซด์คาร์
ป่านนี้ไม่รู้ยังเหลืออีกมั้ย

11
ผมเคยซื้อจักรยานแม่บ้านของ LA bicycle รุ่น Urban Retro ใหม่เอี่ยมออกร้านมาในราคาหมื่นถ้วน
มันสวยมาก ปั่นสบาย อารมณ์เหมือนจักรยานราเลย์ เมื่อก่อนเลยครับ
มีเกียร์ดุม 3 เกียร์ด้วย
รถใหม่ๆ มันนุ่ม มันลื่น ปั่นชิลแล้วอารมณ์ดี มากเลยครับ
เสียดายที่ตอนนั้นในบ้านมีหลายคัน แฟนผมพูดว่าจะขาย เย็นวันนั้นญาติก็มาเอาคันนี้ไปเลย เสียดายครับ

12
โถๆๆๆ ไม่ขนาดนั้นครับพี่
ผมก็เดาไว้ก่อนว่า หลักอานคงต่ำเกินไป ตอนปั่นเลยเข่างอมากเกินไป
ก็เลยปวด
เอาง่ายๆ ถ้าตอนจอดอยู่แล้วนั่งบนเบาะ เอาขาสองข้างค้ำพื้นได้สบาย แสดงว่าเบาะเตี้ยไปครับ
มันต้องเขย่งๆขาหน่อยๆ

14
ส่วนจักรยานพี่หวัง ที่ปั่นแล้วปวดเข่า
เราคงต้องยอมรับก่อน จักรยานแม่บ้านมีไว้ปั่นใกล้ๆ แป๊บๆ
คนปกติเค้าไม่เอาจักรยานแม่บ้านมาปั่น 4-5 ชั่วโมงต่อเนื่อง
คือคนที่กล้าใช้จักรยานแม่บ้านมาปั่นเป็นร้อยกิโล เขาต้องมั่นใจในแรงน่องเค้าอย่างแรงเลยล่ะ
เข้าเรื่องนะครับ
ท่าทางการขี่จักรยานแม่บ้าน สะดวกสบายที่สุด นั่งตัวเกือบตรงบนอานนุ่มๆ เหมือนนั่งเก้าอี้ในบ้านเลย

อ้าวแล้วทำไมปวดเข่า ผมเดาว่า อานมันเตี้ยไปครับ เข่ามันงอ การถ่ายแรงสูญเสียเยอะ ต้องออกแรงกดมากกว่าปกติ แล้วหัวเข่าที่อยู่ตรงนั้นก็ต้องรับสภาพไป

วิธิตั้งความยาวหลักอานให้พอดีกับช่วงขาเรา
ก็คือ 1.ไปนั่งท่าปั่นบนอานนั่นแหละ
2.ที่ตำแหน่งบันไดต่ำสุด พี่หวังเหยียดขาตรง เอาให้ส้นเท้าเราแตะบันไดดู
พอดีมั้ย หรือถ้าส้นท้าแตะบันได แต่หัวเข่ายังงออยู่ พี่ก็ปรับยกเบาะขึ้นจนเหยียดขา (เอาพอสบายนะ) ได้ส้นเท้าแตะบันไดพอดี

ถ้ายืดขาสุดแล้วส้นเท้าไม่ถึงบันได ถึงแต่ปลายเท้า
แสดงว่าหลักอานของรถพี่สูงเกินไปครับ

15
ที่พี่ฆฤณ ให้แบ่ง 3 ส่วน
ผมให้แรง 50 เทคนิค 20 รถ 30 ครับ

เรื่องแรง เรื่องอึด คงไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว ถ้าอึดก็ไปได้หมด ไปได้ทุกที่

ครั้งแรกที่ผมไปขึ้นเนินซึมๆแถวเมืองกาญจน์ ผมตะคริวขึ้น ทั้งๆที่ปั่นมาพอสมควรมีกำลังขาดีอยู่
เพราะผมปั่นแบบเหมือนทางราบ เนินซึมมันไม่ชันแต่มันค่อยๆเอียงขึ้นแต่มันยาวหลายกิโล
เติมแรงไปก็หายไปหายไป เมื่อยขามาก จนเป็นตะคริว
กลับมาหาเทคนิค ก็พบว่า เพียงแค่เราออกแรงขาเหมือนใช้ส้นเท้ายันออกไป มันเมื่อยข้อเท้าและหน้าแข้งน้อยลงกว่าใช้กลางฝ่าเท้ากดลงเหมือนอย่างปั่นทางราบ เยอะเลยครับ เดี่ยวนี้เจอเนิน หรือลมพัดสวน ผมออกแรงให้ผ่านทางส้นเท้า เลยครับ เบาแรงลง

ส่วนรถ ถ้ามันเบา แรงเสียดทานน้อย ยางหน้าเล็ก มันก็จะกินแรงเราน้อยลง เมื่อเราเสียแรงน้อย เราก็จะไปได้ไกลขึ้น ในเวลาที่เท่ากันครับ
ตอนผมปั่นให้ระยะทางเกิน 100 กม.ครั้งแรก ผมเกาะกลุ่มนำไปได้สัก 70 กว่ากิโล แล้วผมก็หมดแรงหลุดกลุ่ม
คราวนี้มาเจอ ลมพัดสวนปั่นอย่างเดียวดาย แรงก็หมดไปแล้ว 30 กม.สุดท้าย ผมใช้เวลาพอๆกับ 70กม.ตอนแรงไม่หมดเลย
ความรู้สึกของผมตอนนั้น คือรถหนักมาก อยากจะถอดๆชิ้นส่วนทิ้งไป ให้เบาลงสักครึ่งกิโล ให้จ่ายเท่าไหร่ก็เอาทั้งนั้นเลยล่ะครับ 55555

หน้า: [1] 2 3