EstheticThai.com
Forum => ชีวิตและสุขภาพ => : K. PJ 11 June 2023, 08:42:50 AM
-
วันนี้วันอาทิตย์ มีหมอและ อสม มาตรวจความดีนเบาหวานที่หอประชุมหน้าร้านกาแฟผม
ผมได้คุยกับหัวหน้าสาธารณะสุข... ได้ไอเดียดีๆ ที่ผมก็ไม่ได้เคยคิดมาก่อน ของง่ายๆ บางอย่างเราก็คิดไม่ถึงจริงๆ เรื่องนี้อาจมีประโยชน์กับพ่อแม่บางท่านในนี้ เลยเอามาเขียนให้พิจารณาอ่านกันดูครับ
หมอคนนี้มีแฟนเป็นพยาบาล ฉะนั้นเวลาดูแลลูกจึงน้อยมากๆ ผมคิดว่าหลายคนในนี้ก็คงเป็นเช่นกัน
วันนี้ผมคุยกันเรื่องลูกคุณหมอที่เรียนจุฬาภรณ์ทั้งสองคน... และคุยถึงเหตุผลที่คุณหมอต้องการแบบนี้... โดยส่งลูกเรียนพิเศษตั้งแต่อนุบาลกับเด็กทั้งสองคน ผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่น่าฟังครับ
1. เพราะคุณหมอและภรรยาไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก ภรรยาต้องเข้าเวร... การให้เด็กอยู่บ้านดูแลกันเอง สู้ให้ไปเรียนพิเศษไม่ได้ เพราะว่าเด็กอยู่บ้านก็จะเล่นเกมกันทั้งวัน การส่งเด็กไปเรียนย่อมได้ประโยชน์มากกว่า...เรื่องนี้มันเรื่องจริงเลยทีเดียว แล้วเด็กยังได้สังคมกับเด็กเก่งๆ อีกด้วย
2. คุณหมอลงทุนเต็มที่ที่จะหาติวเตอร์ดีๆ เพื่อให้เด็กเข้าจุฬาภรณ์ให้ได้...เรื่องนี้ผมคิดไม่ถึงจริงๆ ครับ คือถ้าคิดถึงเงินที่จ่ายให้ติวเตอร์ ยังถูกกว่าค่าใช้จ่ายในโรงเรียนดีๆ ระดับนี้ เพราะว่าถ้าสอบเข้าที่นี่ได้ ม. 1- ม. 6 แทบจะไม่ต้องจ่ายอะไรเลย นอกจากค่าน้ำมันไปรับเด็กกลับบ้านเท่านั้น... และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เด็กเรียนที่มีอนาคตเข้ามหาลัยดีๆ และอาจได้ทุนไปจนจบปริญญาตรีเลยก็เป็นได้ หรือได้ทุนไปเรียนต่างประเทศอีกด้วย
แต่สำหรับผมมีเวลาว่าง ให้ลูกเลยไม่เคยคิดแยกลูกจากอกแบบนี้ ผมคิดถึงกระทั่งว่า ถ้าลูกเรียนมหาลัย จะไปเช่าบ้านอยู่กับลูกกันเลยด้วยซ้ำ ผมกับแฟนมีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้... ผมคิดถึงอดีตที่ครอบครัวอบอุ่นมากๆ วันหยุดเราจะไปนอนบ้านตายายกันเสมอๆ (ยายมีลูกหลายคน ย่าผมมีลูกคนเดียว จึงต้องไปรวมกันที่บ้านยาย) ก็จะไปเจอลุงป้าน้าอา มานอนกันที่นี่ ตอนเด็กๆ (บ้านหลังใหญ่มาก) จึงสนุกสนานเวลาเจอลูกของพวกเขาเหล่านั้น มันเป็นความทรงจำที่ยอดเยี่ยม แต่ต่อไปนี้ประเทศไทย คงไม่มีสังคมแบบนี้อีกแน่นอน
(https://sv1.picz.in.th/images/2023/06/11/Iwtbwy.jpg)
สาธารณะสุขพื้นฐานประเทศไทยไม่เป็นรองใคร... เจอใครเป็นดูแลกันไปตลอดชีวิต
-
ถ้าใช้หลักการของคุณหมอ
ผมก็เลี้ยงลูกผิด
แต่ลูกได้อยู่กับผม 24 ชั่วโมง 20 ปี
(หักที่ไปนอนที่อื่น สัก 1 ปี)
ได้ 3 ภาษา โดยไม่เสียเงินเรียนสักบาท
รุ็จักเลนิน และนิโกลา เทสล่า ตั้งแต่ 10 ขวบ ด้วยตัวเอง
ผิดก็ผิดวะ
-
เลี้ยงแบบเขาเหมาะไปเป็นลูกจ้างเขาครับ...
แต่เลี้ยงแบบเรา มันจะเป็นนายตัวเองตั้งแต่แรกเลย...
ที่ยกเคสคุณหมอมา ก็จะมีหลายๆ ครอบครัวที่เป็นแบบนี้ครับ ผมคิดว่าน่าจะเกิน 50% แน่ๆ
เคสโฮมสคูลผมว่า 5% จะถึงหรือเปล่า
นอกนั้นก็ตามยถากรรม และพวกคนรวยส่งเข้า รร. อินเตอร์... ตอนนี้โรงเรียนอินเตอร์แถวบ้านผมเพียบครับ
-
สังคมไทยเข้าสู่ระบบสำเร็จรูปเกือบจะร้อยส่วนแล้ว
แล้วยังไม่กล้าเสี่ยง ซื้อความสำเร็จล่วงหน้า
เอาลูกเข้าอินเตอร์เพราะอยากยกระดับ ได้เพื่อนได้สังคมได้เครือข่าย
เลี้ยงชีพด้วยการคดโกง เอาเปรียบ ทางลัด ไม่มีสาระ มีแต่ผลประโยชน์
บุคคลากรที่ผลิตออกมา จะไม่ผูกพันกับใคร เห็นแก่ตัวและพวกพ้องเท่านั้น
ลองดูพวกที่เล่นเงินคริบโตเป็นตัวอย่าง พวกนี้ไม่มีผลิตภาพ
สังคมจะไม่ได้อะไร ประเทศชาติก็ไม่ได้ มีแต่พวกเขาได้เท่านั้น
พวกที่อวดรถซุปเปอร์คาร์ น่าจะ 90% ที่ทำกิจการมืด
ในอนาคต จะไม่มีประเทศไทยแบบที่เรารู้จัก
จะเป็นชุมชนแยกย่อยไปตามภาวะปัจจัย สังคมแตกเป็นเสี่ยง
ประวัติศาสตร์สูญสิ้น
พอดี ผมตายไปแล้ว ดีใจจัง
-
ดูท่าแล้วยากจะคืนสู่ปรกติสุขแบบเดิมๆ จริงๆ เช้านี้ตื่นขึ่นมา เจอม้งแม้วมาแอบขอเป็นเพื่ิอนเมื่อไหร่ไม่รู้ โพสต์ลงมาให้เห็น หัวใจให้ก้าวไกลเต็มร้อย... ก็บล็อกกันไป... พวกนี้ระยำที่สุด ได้บัตรประชาชน น่าจะรู้คุณ เสือกคิดเนรคุณ คนเหนือเท่าที่รู้จัก ผมคิดว่าเขาอยากแยกประเทศมั้ง 99% ไม่ก้าวไกล ก็เพื่อไทย คงมีสายเลือดล้านนาไม่ยอมเป็นไทย ต้องขออภัย 1% นะที่ยังรักพระเจ้าอยู่หัวไทย
ขอพระสยามเทวาธิราชเท่านั้นแล้วที่จะช่วยดลบันดาลความคิดคนไทยกลับไปเหมือนเก่า
ไอ้กันมันเสี้ยมคนไทยซะไม่มีชิ้นดีแล้ว (จริงๆ น่าจะเป็นไอ้ยิว) นึกถึงพวกไอ้ปินฯ ก็คงโดนแบบนี้มาก่อนเช่นกัน
-
เย็นนี้ฟังเพื่อนที่เป็นนายพลตรีทหาร น้ำแทบไหล เศร้าใจมากๆ นานๆ ได้เจอกัน คุยเรื่องทุกข์สุข ปิดท้ายเรื่องเศร้า
นายทหารไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยงลูก ส่งลูกเรียนหอตั้งแต่ ม. ยันปริญญาตรี ... รร ระดับจ่ายค่าเทอมปีละแสนกว่าๆ ตั้งแต่ ม.1 ลูกชายแต่เรียนพยาบาล... จบมาเขาเริ่มขายของใต้ ถุนหอที่ มหาวิทยาลัยพะเยาที่เขาเรียน ช่วงแรกรายได้ดีมากๆ พอโควิดมา จบเลยกับเงินพ่อลงทุนไปให้สามแสน ขนโต๊ะกลับบ้าน....ลูกเข้าทำงานใน กทม เป็นเหมือนเด็กสามกีบ ไม่มีเยื่อใยกับพ่อแม่ซะแล้ว พ่อแม่ต้องอยู่อย่างอ้างว้าง คิดถึงลูก
เขาบอกผมว่า จบ ม. 3 ควรพอสำหรับชีวิตในหอของลูก เพราะว่าถ้าปล่อยต่อไป ใจเขาจะมีแต่เพื่อุนชาวไฮโซ แต่ไม่มีพ่อแม่อยู่ในใจจริงๆ
ผมคิดว่าชีวิตก้มหน้าจากมือถือนี่มันเลวร้ายพอๆ กับส่งลูกเรียนหอครับ
ผมว่าเจนเราเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกให้ดี ยากมากกว่ารุ่นพ่อแม่เราครับ... มันเป็นฝรั่งมากขึ้น
-
ผมไม่คาดหวังอะไรจากลูก
ขอแค่เขามีความสุขและไม่ทำความเดือดร้อนก็พอ
เลี้ยงเขาจนเขาโต ก็ถือว่าเก็บเกี่ยวความสุขได้สมใจแล้ว
ที่สุดแล้ว ทุกคนต้องมีชีวิตของตัวเอง
-
เขาบอกผมว่า จบ ม. 3 ควรพอสำหรับชีวิตในหอของลูก เพราะว่าถ้าปล่อยต่อไป ใจเขาจะมีแต่เพื่อุนชาวไฮโซ แต่ไม่มีพ่อแม่อยู่ในใจจริงๆ
ผมคิดว่าชีวิตก้มหน้าจากมือถือนี่มันเลวร้ายพอๆ กับส่งลูกเรียนหอครับ
เรียนหอไม่ได้แย่เสมอไป ผมว่าขึ้นอยู่กับเด็กเองมากกว่า
น้องผมเรียนที่อัสสัมศรีราชา แล้วมาต่อที่บดินทร์เดชา เข้ามหาวิทยาลัย จบมารับราชการ เกษียรณ์ที่ผู้ว่า
ลูกพี่ลูกน้องเรียน อัสสัมศรีราชา เหมือนกัน จบมาเป็นหมอ จะ 60 เร้วๆนี้ ก็มีความสุขดี
ข้อแตกต่างคือ น้องผมบอกว่าอัสสัมสนุกดี แต่ลูกพี่ลูกน้องบอกว่ามันคือคุก ไม่ใช่โรงเรียน และสาบานว่าจะไม่ยอมให้ลูกตัวเองเรียนที่นี่
แม้ทัศนะคติต่อการเรียนหอของ2คนต่างกัน แต่ทั้ง2ก้ยังทำงานและมีความสุขกับครอบครัวของตัว้เองได้
คุรพินิจอย่ากังวลมากจนเกินไปครับ
-
ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัวคือผมยังอยากให้ลูกมาเยี่ยมบ่อยๆ เหมือนผมอยู่ระยองยังกลับอยุธยาทุกอาทิตย์ เพราะรู้ว่า "รักรออยู๋" เตรียมทำอาหารที่เราชอบรออยู๋ คุณย่าผมแปดสิบ เดินขึ่นบันไดบ้านชั้นสองเพื่อขึ้นไปเอาผ้าเช็ดตัวมาให้ผมอาบน้ำ ความรักที่สุดๆ แบบนี้ มันทำให้ซึ้งมากๆ... ความรักความผูกพันมันจจึงสุดๆ
ผมก็ให้ลูกเหมือนคุณย่าให้ผมแก่ลูกทุกคน ไม่ว่าชัดแรกชุดหลัง อยากสร้างความผูกพันแบบนี้ส่งต่อไปเรื่อยๆ แต่ดูท่ามันจะสิ้นสุดลงตอนเจนผมนี่ละ
-
ตอนวับรุ่น ผมค่อนข้างเกเร
มีโอกาสเสียคนสูง
ที่รอดมาได้เพราะรักพ่อ
ความรักที่ให้ไป ไม่เสียเปล่าแน่นอน แต่อาจขาดทุนเท่านั้น
ถ้าคิดว่า ขาดทุนแน่ๆ หากได้คืนนิดหน่อย ก็ถือว่าน่าพอใจแล้วละครับ
ลูกไม่จำเป็นต้องรักพ่อแม่
ให้มันรักตัวเองก็พอ
-
ลูกไม่จำเป็นต้องรักพ่อแม่
ให้มันรักตัวเองก็พอ
ไม่ได้ครับ อันนี้ผมไม่เห็นด้วย
ลูกควรรักพ่อแม่ แบบผมและพี่รักครับ
เราต้องคงความเป็นไทยเดิมๆ ให้มากที่สุด เท่าที่เราจะทำได้... จะได้แค่ไหน อันนี้ค่อยมาว่ากันอีกทีครับ
ไม่งั้นมันก็จะเป็นฝรั่งกันไปหมด...
ถ้าผมคิดแบบพี่ ผมคงปล่อยลูกเรียน ม.6 ที่จุฬาภรณ์ หรือเรียนหอต่อไปจนจบปริญญาตรี ซึ่งอนาคตเขาอาจดีกว่ากลับมาเรียนที่บ้านในช่วง ม. 3-6 เพื่อสร้างความผูกพันกัน... อันหลังคงใช้เงินเยอะกว่า เรียนหอต่ออาจได้ทุนจนจบปริญญาตรี แต่ผมไม่เลือกแน่นอน...
-
ความรักมันบังคับกันไม่ได้ครับ มันงอกออกมาเอง
พ่อแม่ มีเวลาช่วงดีที่สุดที่ทำให้ลูกรัก ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องรับกรรม
เด็กสามกีบ ที่ไม่รักครอบครัวเป็นตัวอย่าง
เวลาเจอคดี พ่อแม่หายหัวมีแต่เพื่อนที่อยู่เคียงข้าง
แบบนี้ จะให้เด็กรักได้ยังงัย
ความเลวของลูก พ่อแม่ต้องรับด้วยครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย
อย่ารักแต่ลูกดี ลูกเลวก็ต้องรักเหมือนกันครับ
อันนี้ความเห็นส่วนตัว ไม่ได้บังคับให้คล้อยตามครับ
-
ถ้าลูกดื้อโดยไร้เหตุผล ยังไงคงไม่รัก... แต่ความห่วงใยยังคงมีอยู่...
-
(https://i.ytimg.com/vi/mPdWAKdWz6A/maxresdefault.jpg)
โดยไม่รู้ตัว เราเองนี่แหละ ที่ทำลูกเราเสียคน
เวลานี้ ในหมู่วัยรุ่นสร้างตัว การกินของแพงเป็นเรื่อง "ต้องทำ"
แล้วไต่ระดับไปที่ของแพงอื่นๆ แบรนด์เนมหรูๆ ซุปเปอร์คาร์หลักยี่สิบล้าน
หรือบ้านราคาสามร้อยล้าน.....
หวนดูตัวเอง ที่เราเล่นเครื่องเสียง
มีอะไรต่างออกไปบ้าง ก็ทำเหมือนกัน หรือยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
ขนาดผมยากจนค่นแค้น ยังตะเกียกตะกายเล่นลำโพงราคาแสน (แม้จะซื้อมาถูกกว่านั้น)
แล้วมาอวดกันในเว็บ ทำมาตั้งแต่ Y2K ก่อนเด็กบางคนเกิดเสียอีก
เคยเล่าแล้วว่า ที่ศูนย์เครื่องเสียงตรงตึกโรบินสันเก่า ราชดำริ ที่เคยมีโชว์รูมฮอร์นนั่นแหละ
เด็กสองคน น่าจะ 18 ไม่ถึง 20 คุยกันว่า "เซียนบอก สายสัญญาน ราคาต้องเท่ากับเครื่อง ถึงจะดี"
ผ่านกาลเวลามา เราได้เจอแอมป์ราคาล้าน สายราคาล้าน ซีดีแผ่นละหลายหมื่น
ลำโพงหลายๆ ล้าน
เอาเป็นว่า ภ้าไม่ได้ทุจริต ความฟุ้งเฟ้อ วัตถุนิยม หรือการเห็นแก่ตัว
ล้วนเป็นสิทธิส่วนบุคคล
ชีวิตเขา เราไม่เกี่ยว
อย่างมากก็ออกความเห็น ซึ่งอาจจะถูกหรือผิด ก็แล้วแต่ฐานสติปัญญาของแต่ละคนจะตัดสิน
http://www.youtube.com/watch?v=i7IY56d4sNo
https://www.youtube.com/watch?v=i7IY56d4sNo&ab_channel=Cloud9
-
อันนี้ไม่น่าเกี่ยวกับความดีความชั่วของเด็กนะครับ กรืออาจจะมีแต่น้อย ใช่ความฟุ้งเฟ้อมีส่วนให้เด็กต้องหาเงินแบบผิดวิธีการ... แต่ความกตัญญูของเด็กนั้นไม่น่าเกี่ยวกัน
เรื่องของเว่อร์ๆ ผมโทษไอ้กันมากกว่า มันสร้างของแพงมาหลอกพวกโง่ชาวเอเชีย แต่พวกมันไม่ได้ใช้กันเลย ผมไปมาหลายประเทศในยุโรปและเมกา ไม่เคยเจอคนที่ผมไปสำผัภ มีการใช้ของแบนด์แพงๆ แม้แต่คนเดียว... ผิดกันเวลาไปดูงานในเอเชีย ของแพงๆ เห็นเกลื่อนกลาดบนท้องถนนกันเลยละ
-
วัตถุนิยมคือค่านิยมที่มาจากทุนนิยม เป็นของคู่กัน
ทุนนิยมคือปฎิปักษ์กับวิถีชนบท เพราะมันพาสังคมไปสู่เมือง ทิ้งบ้านนอก
บ้านนอกจะล่มสลายหรือเสื่อมลงในที่สุด ถ้าไม่กลายเป็นเมือง
ที่เราต่างจากลูก เพราะเราโตมาในวิถีชนบท แต่ลูกเราไม่รุ้จักเลย
เราเรียนปลูกผัก สวดมนต์หน้าเสาธง กินข้าวจากกระทง ดื่นโอเลี้ยงจากกระป๋อง
เล่นทอยกอง วิ่งเปี้ยว เล่นซ่อนหา....
ลูกเรากินจากภาชนะพลาสติก กินร้านฝรั่ง ซื้อของออนไลน์
ภูมิต้านทานจึงต่างกัน
เราใช้ของทีละหลายๆ ปี ถึงหลายสิบปี เสียก็ซ่อม
ลูกเราใช้แล้วทิ้ง เปลี่ยนทุกปี แทบไม่เคยซ่อม ยิ่งกว่านั้นใช้ของที่่ซ่อมไม่ได้
สิ่งที่สำคัญที่สุด
ลูกเราโตมาในระบบการศึกษาที่มีฝรั่งเป็นแม่แบบ
ตั้งแต่พวกที่รับทุนโคลอมโบแล้วกลับมารับราชการ สมัยสฤษดิ์โน่น
ความเสื่อมมันมาจากวันนั้น
มาซ้ำเติมหนักเมื่อนายชวนเป็นรมต. ศึกษา
แล้วอนุมัติให้เรียนครูภาคค่ำได้ปริญญา เพื่อกลบตัวเลขคนว่างงาน
ผลิตครูด้อยคุณภาพออกมาหลายหมื่นคน
ฉิบหายสิครับ
-
เมื่อก่อนมีคนบอกว่าฮ่องกงมีรถ RR มากที่สุดในโลก แต่ตอนนี้น่าจะเป็นอินเดียมีมากที่สุดในโลก คงไม่ใช่เพราะทั้งคู่เป็นเมืองขึ้นอังกฤษเลยถูกบังคับให้ซื้อนะ 555 ผมถึงบอกคนเอเชียถูกฝรั่งหลอกให้หลงค่านิยมของแพง เพื่อพวกมันจะได้หลอกขายได้กำไรเยอะๆ
ค่านิยม ชอบอวดกัน
-
จะมองความเป็นไปของแต่ละประเทศ บางทีเหมารวมเกินไปก็พลาดครับ
สองประเทศที่ยกมา เคยเป็นขึ้ข้าอังกฤษมาเป็นร้อยๆ ปี
ประวัติศาสตร์ของเขา จึงเดินมาในทางสยบยอม
แล้วการปลดแอก ก็มาจากวิธีสงบ คืออหิงสาของคานธี
และการหมดสัญญาเช่าในสมัยแธทเช่อร์
สรุปว่า หมดจากการเป็นขี้ข้าไปแล้ว ความเคารพนบนอบก็ยังคงอยู่
อินเดียยังใช้ภาษากลางเป็นอังกฤษ ส่วนเจ๊กรวยฮ่องกงก็หนีไปแคนาดาซึ่งเป็นเครือจักรภพ
จะบ้า RR อีกสักอย่าง ก็คงไม่แปลก
-
ถ้าพูดถึงคำว่า "เลี้ยงดู" มันกินความหมายไปถึง "การปลูกฝัง" ชีวิตให้กับทายาทด้วย
ทีนี้ การปลูกฝัง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเพียงฝ่ายเดียว มันเกี่ยวกับสังคมด้วย
เราอาจเลี้ยงลูกได้ตามใจเรา เช่นให้อาหารแบบของเรา ให้ตื่น-นอนตามเวลาที่กำหนด
ส่งเรียนเท่าที่เรามีศักยภาพ และให้เงินเท่าที่เราเห็นสมควร
แต่ลูกไม่ได้อยู่กับเราตลอด 24 ชั่วโมง แม้แตลูกผม อยู่ตัวคิดกัน 20 ปี เขาก็ยังมีโลกส่วนตัวของเขา
ลูกคนอื่น 8 โมงก็ออกจากบ้าน 5 โมงกลับมา คิดเป็น 9 ชั่วโมงที่เขาหลุดจากเรา
บวกกับ 8 ชั่วโมงนอน นี่ก็ 16 จาก 24 ชั่วโมง ที่เราไม่สามารถควบคุมเขาได้
ยังไม่รวมตอนอาบน้ำ กินข้าว ดูทีวี ซึ่งแม้นั่งอยู่กับเรา ใจเขาก็เตลิดไปใหนไม่รู้
ผมจึงคิดว่า เลี้ยงลูกให้เขาเป็นตัวเขาเอง ไม่โง่ ไม่ชั่ว และไม่คดโกง
ก็น่าจะพอแล้ว
ผมมีความรู้ทางมนุษย์ศาสตร์ แต่ลูกไปทางเทคโนโลยี่ จะไปมีปัญญาดูแลเขาได้อย่างไร
ก็ต้องปล่อยให้เขาดูแลตัวเอง
จากต้นทุน 20 ปีที่เราดูแลเขามาก่อน
ถ้าเขาพลาด คนผิดคนแรก คือเรา
-
จริงครับ น่ากลัวที่สุดคือที่โรงเรียนที่ครูเต็มไปด้วยสีส้มแทบทั้งโรงเรียน... ไม่รู้ในชั้นเรียนเขาจะใส่อะไรลงไปในสมองเด็กเรา... การอยู่เมืองเหนือมันแย่ตรงนี้แหละ การมีเพื่อนรอบๆ ตัวเป็นสีส้ม 99% มันอยู่อย่างรู้สึกไม่ค่อยดีเลย เพื่อนก็รู้ว่าเราไม่ใช่แบบเขา บางครั้งเขาก็หลุดออกมา แล้วพอนึกว่ามีเราก็เปลี่ยนเรื่องคุย... เลยไม่อยากไปสังคมกับคนไทยที่นี่มากนัก คบแต่พวกฝรั่งคุยกันสนุกกว่า
-
พวกที่เป็นสีส้ม ก็เคยเป็นสีแดงมาก่อน
อุดมการณ์ไม่คงที่ เทไปตามอคติ
แต่ก็น่าเห็นใจ
เพราะไม่มีพรรคการเมืองที่แท้จริงในประเทศนี้ มีแต่กลุ่มผลประโยชน์
ประชาธิปัตย์อาจจะเป็นพรรคเดียว ที่ไกล้เคียง
เพราะสมาชิกเป็นคนส่งตัวแทนขึ้นไป มีการแบ่งแยกระดับชัดเจน
แต่พอได้เสธฯ หนั่นเข้ามา พรรคก็เจ๊ง
เพราะไปยึดติดกับความสำเร็จจอมปลอม คือเอาพวกมาลากเข้าเป็นรัฐบาล
ช่วงเวลาที่พรรคนี้น่านับถือที่สุด ก็ตอนรวมกับเกษตรสังคม 2 พรรคตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย
แล้วโดนคึกริดใช้ความชั่วสยบความชอบธรรม
มี 18 เสียงได้เป็นนายก
กลายเป็นต้นแบบของการเล่นการเมืองมาถึงทุกวันนี้
คือไม่มีพรรค มีแต่กลุ่ม
-
รุ่นเรายังขนาดนี้ รุ่นลูกสงสัยจะเป็นเมืองขึ้นไอ้กัน
-
วันนี้อยากคุยเรื่องความคิดผมกับลูก เมื่อเทียบกับคุณย่าผมคิดกับผม
คุณย่าทำทุกอย่างเพื่อผมด้วยความสุขที่ได้ให้ผม ตั้งเรื่องตอนท่านอายุแปดสิบยังขึ้นบันไดบ้านไปชั้นสองเพื่อเอาผ้าเช็ดตัวมาให้ผมอาบน้้ำำ (ซึ่งผมไม่อย่กให้ท่านทำเลย) ท่านเก็บทุกบาททุกสตางค์ไว้ให้้ผม โดยท่านตะหนี่ถี่เหนียว ทุกอย่างเพื่อหลานจริงๆ
ตอนแรกก็อยากจะเจริญรอยตามคุณย่า... แต่มาเจอความคิดคนสมัยใหม่ ที่มีผลต่อจิตใจผมและลูกๆๆ แล้ว ผมมาประเมินว่า มันคงจะไม่คุ้มค่าการลงทุนซะมากกว่า คือคิดว่าถ้าลูกทำงานเชียงใหม่ เท่ากับอยุธยาระยองที่ผมขับรถกลับบ้านทุกอาทิตย์เพื่อมาอยู่่กับคุณย่าพาท่านขับรถเที่ยวเที่ยวชมวัดตามที้ท่านชอบ...ลผมคิดว่าสมัยนี้คงไม่มีใครทำแบบผมแน่นอน
เรื่องการสร้างให้ลูก ผมอาจทำแค่ 60-70% ของคุณย่าผม เก็บแค่ทรัพย์สินเก่าไว้ให้และของผมบางส่วนเล็กๆ น้อเท่านั้น
เงินที่ผมหาได้คงใช้จ่ายเพื่อบั้นปลายชีวิตผมให้คุ้มที่มีโอกาสเกิดมาบนโลกใบนี้.... และคงไม่หวังอะไรจากลูกแม้แต่บาทเดียว... ขอแค่ให้เขามีความสุขคงพอ
ผมคงเห็นแก่ตัวในการใช้จ่ายช่วงหลังในสิ่งที่ผมอย่ากได้ จริงๆ ก็เพื่อลูกในอนาคตด้วย... แต่ต่อไปคงจะเที่ยวเยอะขึ้น ใช้เงินมอบความสุขแก่ตัวเองมากขึ้น... เลี้ยงลูกใกล้ฝรั่งมากขึ้น...อิทธิพลฝรั่งมันรุนแรงจริงๆ
ผมเจอฝรั่งทำงานเมืองมันสามสี่เดือน แล้วมาเช่าบ้านถูกๆ อยู่เมืองไทยมากกว่าบ้านมัน มันคิดแค่นี้เอง ลูกเต้่าไม่เคยสนใจ ผมเจอฝรั่แบบนี้เยอะ
ปลายเดือนนี้คงจะเริ่มเที่ยวจริงจังละครับ
-
(https://sv1.picz.in.th/images/2023/09/23/dWmq2c1.jpeg)
ดีใจแทนคุณแม่จริงๆ
-
วันนี้อยากคุยเรื่องความคิดผมกับลูก เมื่อเทียบกับคุณย่าผมคิดกับผม
มีความแตกต่างอย่างสำคัญที่คุณพินิจไม่ได้เอ่ยถึง
คือคุณย่าเป็นผู้หญง และคุณพินิจเป็นผู้ชาย
ในสังคมรุ่นคุณย่า ผู้หญิงไม่ต้องรับผิดชอบการเงิน
แต่ถ้าคุณย่าเป็นแม่ค้า เชื่อว่าจะเลี้ยงหลานอีกแบบ
ส่วนคณพินิจ โตมาในอีกรุ่น
ในรุ่นนี้ การเที่ยว การหาความสุข เป็นต้นทุนชีวิตอย่างหนึ่ง
ถ้าทำงานแล้วต้อก็เ็บตัวอยู่กับบ้านแบบคุณย่า พลังทำงานจะเหือดแห้ง
เพราะขาดแรงกระตุ้นที่สำคัญ คือสังคมและประสบการณ์
โลกสองใบ ต่างกันมากครับ เทียบลำบาก
-
คุณย่าผมเป็นแม่ค้าที่เก่งสุดๆ นะครับ ท่านค้าข้าวเปลือกมาตั่งแต่ยังสาว เมื่อก่อนคนแถวบ้านต้องหาบข้างเปลือกม่ขายที่บ้านผมเจ้าเดียวที่ทียุ้งใหญ่ที่สุด แล้วภึงเวลาจะมีเรือเข้ามารับข้าวที่บ้านเจ้าเดียว กำไร 100% ครับ เลยทำให้มีรายได้มากที่สุดในตำบน คุณพ่อผมเสียอายุยังน้อยไไม่ได้ทำเงินอะไรเลย... คุณย่าเลยรักหลายชายคนเดียวสุดๆ ทำให้เราทราบซึ้งมากๆ กับท่านครับ
คุณย่าทำบุญทุกวันพระนอนวัดทุกวันพระช่วงเข้าพรรษาจนถึงวันลอยกระทง ผมก็ไปกับท่านืุกวันตอนเด็กๆ ชีวิตท่านเรียบง่ายประสาชาวพุทธ เลยมีความสุขมีความสุขแบบชาวพุทธ
แต่ผมมันไม่ใช่น่ะสิ... เจอโลกกว้าง... เลยติดทุนนิยมชอบของหรู แต่ก็รักลูกมากๆ แต่ก็อยากใช้เงินเพื้อตัวเองมากกว่าที่คุณย่าทำกับผม... บางทีก็รู้สึกผิดเมื่่อคิดถึงคุณย่าที่ทำให้กับผม...ผมคงจะครึ่งฝรั่งครึ่งคนไทย... ในการใช้ชีวิต เพราะต่อไปข้างหน้าผมคงจะใช้เงินฟุ่มเฟือยมากขึ้นตามรายได้ ไม่เก็บไว้ให้ลูกหลานเหมือนคุณย่าผม...ชีวิตคนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน ผมอยากเล่าความคิดผมต่อลูกๆ ให้ฟังแค่นั้นเอง
-
คุณย่าผมเป็นแม่ค้าที่เก่งสุดๆ นะครับ
เข้าใจละ เหมือนต้นตระกูลสายภรรยาผม เป็นแม่ค้าล่องเรือขายข้าวสมัยรัชกาลที่ห้า
คนรุ่นนี้ มีโลกทัศน์จำเพาะ น่าศึกษาครับ
-
ไม่รู้คนอื่นรักลูกรักพ่อแม่กันแบบไหน ส่วนมากบอกรักเท่าๆ กัน (แต่คำ่ารักกับห่วงของผม คนละเรื่องนะ)
ผมรักแบบมีเหตุมีผล... ผมรักคุณพ่อกับคุณย่าเท่าๆ กัน... รักคุณแม่รองลงมา...แต่ก็รักและห่วงนะ
ลูกคนที่ไปหลงเดินตามเพื่อนรักเสื้อส้ม ผมไม่คุยด้วยเลย แต่ห่วงเขามากอยู่ หาวิธีผลักดันให้เขากลับใจ... ห้ทั้งพี่ส่าวและแม่เขามั่นคุยให้เขาเปลี่ยน
ลูกชุดหลังสองคน ตอนแรกห่วงคนพี่เพราะเรียนสู้น้องไม่ได้ (แต่มันก็ยังเก่งระดับท็อบสิบของห้อง) เลยห่วงชีวิตขข้างหน้าขของเขามากๆ แต่ตอนหลังเขาช่วยผมซ่อมรถและเขาพึ่งพาเรื่องการงานได้ดีมาก เลยคิดว่าเขาคงตะไม่อดตายเพราะแน่นอน
ส่วนคนน้องเรียนเก่งเหมือนคุณพ่อผม คือเรียนเก่งกว่าผมมาก แต่เก่งแค่เรียนหนังสือครับ การงานไม่เอาเรื่องเลย เลยกลับมาห่วงคนเล็กมากกว่าคนพี่ไปแล้ว
ขอคุยเรื่องคุณย่าต่อ เรื่องการหาเงินคุณย่าผม เก่งกว่าผู้ชายเยอะ ท่านเลิกกับคุณปู่ผมตั้งแต่คุณพ่อผมยังเด็กๆ แต่สามารถค้าขายจนมีที่นาและมีเงินเป็นที่หนึ่งของตำบล ทำเงินได้มากกว่าคนจีนแถวๆ บ้านด้วยซ้ำ เป็นคนเจ้าระเบียบสุดๆ และเป็นผู้ดีจนยายที่สะพานควายยังยอมรับนับถือ เวลาไปบ้านสะพานควายยายจะบอกชมคุณย่าผมทุกครั้ง... ท่านเก่งจนผู้ชายแถวนั้นยังกลัวเกรง
-
“คุกชีวิต ”
อายุมากแล้ว
ยังติดคุกชีวิต
น่าเวทนานัก
ขอมอบให้ผู้สูงวัย
(รวมทั้งตัวเอง)
ซึ่งอาจ “ติด”บางอย่างใน ๑๐ นี่แหละ
เป็น สว. ติดคุก ไม่สุขศานต์
หนึ่ง “ติดบ้าน”
ไม่ยอมทัวร์กลัวบ้านหาย
สอง “ติดหลาน”
เลี้ยงแย่จนแก่ตาย
สาม “ติดนาย”
น่าอนาถทาสหมาแมว
สี่คือ “ติดไม้กระถาง”
วางรอบบ้าน
ห้า “ติดงาน”
จนวันนี้ไม่มีแผ่ว
หก “ติดหมอ”
นัดทุกวันอยู่นั่นแหล่ว
เจ็ด “ติดแกร่ว”
กับคนป่วยช่วยดูแล
แปด “ติดบ่วง”
ลูกห่วงใยไม่ให้เที่ยว
เก้า “ติดเหนียว”
กลัวเงินหมดจะอดแย่
สิบ “ติดเตียง”
ตอนสุดท้ายเสียดายแล
(ส่วนคนแก่ “ติดวัด” ไม่ขัดใจ)
ทิ้งคุกเถิดเปิดประตู
สู่โลกกว้าง
พบเพื่อนบ้าง
ย้อนวันอันสดใส
ทั้งกินเล่นเต้นร้อง
ท่องเที่ยวไป
เช้าวันใหม่ไลน์หากันให้บันเทิง
Adjust from Cr.นภาลัย สุวรรณธาดา
คำเตือนคนรุ่นใหม่ครับ... สิ่งพวกนี้ทำให้คนแก่หลายๆ คนเปลี่ยนไป... ผมคนหนึ่งละที่คล้อยตามเห็นด้วย... เมื่อทำงานมาทั้งชีวิต...จะทำต่อไปทั้งชีวิตจนวันตายเลยหรือ... คงไม่ใช่ผมแน่นอนครับ
-
“คุกชีวิต ”
Adjust from Cr.นภาลัย สุวรรณธาดา
คำเตือนคนรุ่นใหม่ครับ... สิ่งพวกนี้ทำให้คนแก่หลายๆ คนเปลี่ยนไป... ผมคนหนึ่งละที่คล้อยตามเห็นด้วย... เมื่อทำงานมาทั้งชีวิต...จะทำต่อไปทั้งชีวิตจนวันตายเลยหรือ... คงไม่ใช่ผมแน่นอนครับ
อ่านแล้ว งง
ทั้ง 10 อย่าง เป็นความสุขทั้งนั้น
จะเป็น "คุก" ได้อย่างไร
-
“คุกชีวิต ”
Adjust from Cr.นภาลัย สุวรรณธาดา
คำเตือนคนรุ่นใหม่ครับ... สิ่งพวกนี้ทำให้คนแก่หลายๆ คนเปลี่ยนไป... ผมคนหนึ่งละที่คล้อยตามเห็นด้วย... เมื่อทำงานมาทั้งชีวิต...จะทำต่อไปทั้งชีวิตจนวันตายเลยหรือ... คงไม่ใช่ผมแน่นอนครับ
อ่านแล้ว งง
ทั้ง 10 อย่าง เป็นความสุขทั้งนั้น
จะเป็น "คุก" ได้อย่างไร
เคยคิดแบบพี่เหมือนกันก่อนหน้านี้ครับ ❤️💕💞💯💖 แต่ตอนนี้มันอย่กออกไปชมโลกกว้างที่เปลี่ยนแปลง ในบางช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนที้ออกไปไม่ไหว... ทุกอย่างอยู่ที่ใจแต่ละคนล้วนๆ ครับ
-
ผมคงมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างออกไป
เรื่องเที่ยว ผมไม่ชอบเที่ยวแบบคนแยะๆ เลยเที่ยวโบราณสถานซะมากกว่า
สมัยหนุ่ม ไปมาแทบทั้งประเทศ ใต้สุดยะรัง เหนือสุดเชียงแสน
ตะวันออก อุบล ตะวันตก ไทรโยค ขาดแค่ทะเลตะวันออก อยากไปจันทบุรี
ศรีเทพที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ เคยเดินขึ้นเขาถมอรัตน์
คลังนอก คลังใน ปรางค์สองพี่น้อง เดินรังวัดมาหมด
วันนี้ แค่นึก ก็เหนื่อยแล้ว
จะเข้าห้องน้ำยังต้องรวบรวมพลัง
555555
-
รักษาสุขภาพด้วยครับพี่
-
ศรีเทพที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ เคยเดินขึ้นเขาถมอรัตน์
คลังนอก คลังใน ปรางค์สองพี่น้อง เดินรังวัดมาหมด
ผมก็ไปเดินดู ศรีเทพ ตั้งแต่ พศ.2540 คลังนอกยังเป็นภูเขาดินอยู่เลยครับ
แต่ไม่เคยขึ้นเขาถมอรัตน์ ไม่อยากไปเห็นภาพบาดตาจากคำสั่งนายจิม
ขอเข้าเรื่องว่า ผมยังอยากเที่ยวเหมือนคุณพินิจ แต่เว้นบิีกไบค์ (มอไซด์ต้องออโต้เท่านั้น)
จึงพยายามพาตัวออกจาก คุก ทั้งปวง555
ส่วนการเลี้ยงลูก ผมว่าผมเลี้ยงแบบเดิม(ที่บ้านผมสอน)น่ะ คือสอนไม่ให้เขาชั่ว ส่งเรียนให้จบตรี ที่เหลือเขาต้องช่วยตัวเอง
เราก็แค่คอยดูห่างๆ และพยายามระงับความ "ห่วง" ของเรา555
-
ที่จริง ลูกต่างหากที่สอนผม
ปี 1999 หนังมัมมี่เข้าฉาย พาเขาไปดู
เขาสรุปเองว่า พวกพระเอกคือ "ผู้ร้าย"
เพราะไปขโมยของคนอื่น
เวลานั้น เขาเพิ่ง 4 ขวบ แต่เข้าใจหลักการมากกว่าผม
ที่หลงตัวเองว่ามีความรู้ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ทำโครงการใหญ่
บล่าๆๆๆๆๆๆ
แต่คิดว่ามัมมี่เป็นผู้ร้ายมาทั้งชีวิต
สมเป็นทาสปัญญาฝรั่งจริงๆ
เพราะงั้น ลูกอยากทำอะไร
ก็ต้องสนับสนุนครับ
-
ทีนี้ ถ้าย้อนกลับไปถามว่า ผมถูกเลี้ยงมาอย่างไร ำตอบคงตลก
เพราะไม่มีใครเลี้ยงครับ
อย่างมากที่สุด ก็เป็นคำสั่งหรือความต้องการเล็กๆ น้อยๆ จากพ่อ
ที่เหลือ ต้องลอกแบบพี่ๆ และคิดเอาเองว่า เป็นสิ่งที่พ่ออยากให้ทำหรือไม่
ความต้องการอย่างเด็ดขาดจากพ่อ มีไม่มาก
1 อ่านหนังสือนอกจากตำราได้ เฉพาะปิดเทอม
2 ห้ามใช้เงินเกินกว่าที่ให้ ตอนป.1 ได้ 50 สตางค์ ตอนมศ.1 ได้อาทิตย์ละ 200
3 งดของฟุ่มเฟือยทุกอย่าง แม้แต่ดาบพลาสติดในงานวัด ก็ได้แต่ดูและฝันเอา
4 ที่เหลือ ทำตามที่พวกพี่ๆ ทำ
ความจำแรกเกี่ยวกับการถูกเลี้ยง เป็นเรื่องใช้ส้วม
ตอนนั้น น่าจะ 3-4 ขวบ ส้วมที่บ้านสูงมาก คงเพราะอยากให้พ้นจากข้างล่าง
ผมต้องขอให้พี่สาว พาขึ้นไปนั่ง เป็นส้วมซึม ต้องนั่งยอง พี่ก็ต้องคอยจนกว่าจะถ่ายเสร็จ
ันหนึ่ง พี่ยุงกับอะไรสักอย่าง ผมก็ร้องจะเข้าส้วม โดนตวาดเสียงดังลั่น
ผมก็บังเกิดมานะ ปีนขึ้นเองเลย แล้วจากนั้นก็ไม่เคยขอให้ใครช่วยอีก
นี่คงเป็นวิธีเลี้ยงดูลูกจีนรุ่นผม
-
ชอบพระเอกคือผู้ร้ายมากๆ เลยครับ ❤️ ❤️ ❤️ ❤️ รู้จักคิด
พี่นรินทร์ ถ้าเลิกทำงานแล้ว พี่มาซ้อนท้ายบิ๊กไบค์ผม ตะเวนถ่ายรูปกุนดีกว่าครับ... เมียไท่ยอมซ้อน หาคนซ้อนไม่ได้ วันที่ 5-8 ชวนลูกลูกก็ไม่ไป... ทำไมไม่เหมือนเรากะพ่อ... ไปไหนไปกัน ถึงำหนถึงกัน...เด็กรุ่นหลังดูทุกสิรงอย่างจากมือถืออย่างเดียว
-
หัวข้อกระทู้ขของผมที่ว่า คนสมัยเก่าอย่างผม น่าจะไม่ใช่ซะแล้วนะครับ... เมื่อก่อนอาจใช่ แต่เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปเป็น คนกลางเก่ากลางใหม่ครับ
จากพบปะเจอเพื่อนๆ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่มีลูก...ทุกคนไม่มีใครเหมือนคุณย่าผมเลย ท่านทำทุกอย่างเพื่อลูกหลานอย่างแท้จริง... ท่านยอมเหนื่อยอมอดเพื่อสร้างทุกอย่างไว้ให้โดยไม่คิดถึงความสุขที่จะให้ตัวเองเลยย....มือถือคือส่วนหนึ่งที่สร้างความเลวร้ายนี้
ประเทศเรากำลังตามรอยไอ้กัน จากสิ่งแวดล้อมทางสังคม ทำให้พ่อแม่เริ่มเปลี่ยนไป คือทำเพื่อตัวเองมากขึ้น เนื่องจากลูกๆ ไม่เป็นเหมือนเราสมัยเด็กๆ ผมอยากโทษความเจริญทางวัตถุครับ... มือถือคือส่วนหนึ่งที่สร้างความเลวร้ายนี้... แต่คิดว่าจะยังคงมีพ่อแม่ที่ฉลาด ยังรักษาสิ่งดีๆ ของสังคมไทยเราไว้ได้อยู่นะครับ
-
https://www.facebook.com/100001217881923/posts/pfbid0NUU11jUjEHNyj9b2fMR4daG2yHAGZw1nag4a2U8hpBz4mKCvxG1inAYh52QyPDe2l/?app=fbl
เขาเขียนได้ขัดใจผมมาก จนต้องแชร์แก้ความเข้าใจกันใหม่
-
https://www.facebook.com/100001217881923/posts/pfbid0NUU11jUjEHNyj9b2fMR4daG2yHAGZw1nag4a2U8hpBz4mKCvxG1inAYh52QyPDe2l/?app=fbl
เขาเขียนได้ขัดใจผมมาก จนต้องแชร์แก้ความเข้าใจกันใหม่
เขาลบไปแล้ว ขอลยในเฟสแต่เอาที่ผมเขียนมาลงในนี้
::::----
ไม่รู้เขาทำงานอะไร... แต่งานวิศวกรรม
การไม่รู้จริง อ่านแค่สารบัญ... เวลามีปัญหาไม่มีทางสามารถ เข้าไปค้นตรงจุดที่ต้องการได้... และเวลามีปัญหาก็จะไม่รู้จะใช้เรื่องไหน เรื่องอะไร ใช้ตำราเล่มไหนได้ถูกต้อง... (การตัด Possible Cause เราต้องใช้ความรู้ที่มีอย่างลึกซึ้งเท่านั้น) ... เพื่อเอาแก้ปัญหาที่เกิด... นอกจากเรียนและศึกษาให้เข้าใจลึกซึ้งในวิชานั้นๆ... เขาผู้นั้นถึงจะไปเปิดสารบัญเพื่อค้นหาสูตรที่เรียนมาซึ่งอาจลืมไปแล้ว...แล้วจึงนำไปแก้ปัญหาหน้างานได้...และผมเชื่อว่าทุกสาขาอาชีพ... ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน... งานเขียนนี้ผมขอค้าน... ใครคิดอย่างอื่นเข้ามาค้านผมได้
ถ้าเด็กมาเจอและเชื่อเขา แล้วทำตามนั้น ประเทศไทยเราจะแย่ครับ... ผมเลยต้องเอามาคุยกัน... ถ้าเขาบอกว่า... ตอนเรียนต้องตั้งใจเรียนทุกเรื่องอย่างถ่องแท้... ไม่ต้องเก็บตำราก็ยังได้ (เพราะมันแพงมาก)... เพราะเราจะสามารถค้นหาสูตรที่ต้องการใช้ได้ในกูเกิ้ล... ถ้าเขียนมาแบบนี้... ผมเห็นด้วยนะ