EstheticThai.com

Forum => ศิลปะและสถาปัตยกรรม => : pee 07 October 2018, 09:26:05 PM

: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 07 October 2018, 09:26:05 PM
http://www.youtube.com/watch?v=pUu4-_NATvg

ชัย ซารังเฮโย
Published on Jul 24, 2013
อ.สุรสิทธิ์  ได้ฟังมา แล้วบันทึกไว้  แล้ว เอามาให้ข้าพเจ้า..เผยแผ่เป็นธรรมทาน


ในคลิบนี้ ท่านศิลปินดูเหมือนจะอบรมให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน
ในตอนท้าย มีเอ่ยนามศิลปินท่านหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์
จึงน่าจะเป็นการมาทัศนะศึกษาของนักเรียนของท่านผู้นั้น
ผมชมดูด้วยความทึ่งว่า อะไรกันนี่ คลิบแค่ 9 นาที
ทำไมพี่ศิลปินแห่งชาติ ถึงได้พูดจามั่วซั่วกระโหลกกระลาถึงเพียงนี้

พี่เขาเสนอไว้ 3 ประเด็น
1 รูปสุบินนิมิตร มีนิโกรเป็นพระนางสิริมหามายา
2 ปิกัสโซ่ก็ทำงานพุทธศิลป์ และ 3
3 รูปเขียนทังก้า (พระบฏธิเบต) นั้น
ลิงหรือช้างก็เขียนได้ เพราะไม่มีปรัชญา ไม่เป็นงานศิลปะ

ทั้งหมด เป็นคำอธิบายที่กลับตาละปัตร ผิดไปจากข้อเท็จจริง
สะท้อนถึง "อวิชชา"
แม้แต่เพียงแค่หลักเบื้องต้นทางศิลปะ ก็ผิดพลาดแทบจะทุกประโยค
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 07 October 2018, 09:37:21 PM
มาพิจารณากันดูหน่อย
เริ่มที่ประเด็นง่ายสุดก่อน งานของ Picasso
ผมละทึ่งพี่เขาอย่าง แกดูหนังสือกลับหัวได้อ่ะ...ฮา (นาที 1.41)

คำอธิบายเริ่มด้วยการบอกว่า งานชุดนี้ปิกัสโซ่ใช้เวลาสร้างถึง 6 ปี
อันนี้ผิดแหลกเลย ที่จริงใช้เวลาสร้าง 37 วันครับ (5 ธค 1945 - 17 มค 1946)
เป็นงานทดลองทำภาพพิมพ์หิน ที่ Mourlot print workshop
โรงพิมพ์งานศิลปะใหญ่สุดของ Paris
สดๆ ร้อนๆ 6 เดือนหลังสงครามสงบ (เยอรมันยอมแพ้ 7 พฤษภาคม 1945)

(http://www.artyfactory.com/art_appreciation/animals_in_art/pablo_picasso/picasso_bulls.jpg)
การเรียงลำดับคือแนวตั้ง จากบนลงล่าง

จากนั้น พี่เขาก็พรรณาต่อว่า
ปิกัสโสเริ่มรูปแรกด้วยการเขียนวัวกระทิงแบบเหมือนจริงก่อน
สองปีต่อมาก็พัฒนาเป็นรูปทรงดำเข้ม
(ไม่รู้ไปเอาสองปีมาจากใหน 11 ชิ้นในชุดนี้ มีวันเดือนปีกำกับชัดเจน
'Bull - plate 1', December 5, 1945
'Bull - plate 2', December 12, 1945 ห่างกัน 7 วันครับ)


แล้วก็พัฒนาเป็นมีเหลี่ยมมีสันแบบคิวบิสม์
ค่อยๆ ลดรูป ลดเบญจขันธ์ เหลือแต่แก่นเดิมแท้ของมัน
"จนในที่สุด สุดท้ายเหลือแค่นี้"

(http://www.artyfactory.com/art_appreciation/animals_in_art/pablo_picasso/picasso_bull_plate_11.jpg)

แกสรุปเอามันว่า จุดที่ยังคงความเป็นวัวไว้ในทุกรูป ก็คือ "ลูกอัณฑะ"
คือปฎิจจะสมุปบาท คืออวิชชา ที่ทำให้เกิดนามรูป
(แกคงลืมดูเขาสองข้างที่มีในทุกรูปน่ะ...อิอิ)

ปิดท้ายด้วยการถามว่า แล้วอย่างนี้เป็นพุทธศิลป์ใหม
คนฟังเงียบ ไม่มีใครตอบ

ถ้างั้นผมตอบแทนละกัน
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 07 October 2018, 09:57:54 PM
ไอ้การลดรูป ลดอะไรที่แกยกมาน่ะ มันไม่ใช่พุทธ มันเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะปฎิบัติเท่านั้น
คือการแสวงหารูปทรงใหม่ออกมาจากรูปทรงเดิม เป็นกระบวนการในทางสุนทรียะ
ทำกันมาตั้งแต่ Paul Cezanne (1839-1906) ผู้บุกเบิกเมื่อเจ็ดสิบปีก่อน
ไม่เกี่ยวอะไรกับคำอธิบายเพ้อฝันของพี่ศิลปินแห่งชาติแม้สักนิดหนึ่ง

แต่อย่างว่าละครับ ลิ้นเป็นแค่อวัยวะไม่มีกระดูก จะพลิกพริ้วอย่างไร ก็สรรหามาแถได้
แถแบบนี้ อาจทำได้กระทั้งบอกว่ารูปพระไครสต์เป็นรูปพระพุทธ ถ้าด้านจริง
Minimalism เป็นพุทธศิลป์ก็ได้ ถ้าโง่จริง

ที่จริงรูปชุดนี้ อธิบายด้วยวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะเบื้องต้น ก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
มันเริ่มต้นที่เซซาน ผู้ที่ต้องการสร้างงานที่ดูเป็นปึกแผ่นในรูปทรง
ไม่ใช่พริบพราวแบบโมเนต์-เรอนัวร์ ดุเดือดเลือดพล่านแบบฟานเฮาะ
หรือดิบง่าย ไร้จริตมายาแบบโกแกง

ตัวอย่างงานของเซซาน ตั้งแต่ 1870-1906
https://www.google.com/search?q=Paul+Cezanne&sxsrf=ALeKk03yntBqe0M-ptlaezOwovMaF-nmQg:1590038396830&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=2ahUKEwim3cnOmsTpAhUIXSsKHf2FBGoQ_AUoAXoECCgQAw&biw=1243&bih=594
(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/aa/Paul_C%C3%A9zanne_052.jpg/1200px-Paul_C%C3%A9zanne_052.jpg)

The Black Marble Clock 1869–1871
(https://www.paulcezanne.org/images/paintings/the-black-marble-clock.jpg)

La Maison du docteur Gachet 1873
(https://imgc.artprintimages.com/img/print/la-maison-du-docteur-gachet-a-auvers-doctor-gachet-s-house-auvers-france-c-1873_u-l-phymmg0.jpg?h=550&p=0&w=550&background=fbfbfb)
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 07 October 2018, 10:02:41 PM
(http://www.sightswithin.com/Paul.Cezanne/Mont_Sainte-Victoire_(1885-1887).jpg)
Mont Sainte-Victoire 1885-1887

(https://www.akg-images.com/Docs/AKG/Media/TR3_WATERMARKED/a/6/2/6/AKG45618.jpg)
The Grounds of the Château Noir 1900-1904

จะเห็นว่า เซซานมองโลกแบบนักวิเคราะห์ ทุกสรรพสิ่งสำคัญเท่ากันหมด
ท้องฟ้า ภูเขา ต้นไม้ ดิน ต่างถูกพิจารณาแล้วแต่งแต้มสีสรรลงไปในรูปทรง
เหมือนแบ่งเขตของแต่ละส่วน แล้วประกอบสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง

รูปจึงไม่มีความลึก ไม่มีระยะห่าง ไม่มีอากาศมาแยกสรรพสิ่งออกจากกัน
เป็นโลกใหม่ที่ช่างเชียนเท่านั้น สามารถสร้างขึ้นมา
ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะสมัยใหม่

หนีห่างการจำลองภาพตามตาเห็น ที่ตะวันตกเคยทำกันมาเป็นพันปี
เป็นการดิ่งลึกเข้าไปในสมองของศิลปิน
เพื่อจำแนกสำนึกทางความงามของแต่ละคนให้ปรากฏ
เปิดมิติใหม่ ให้รุ่นหลังๆ อย่างปิกัสโส เดินตามในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพุทธปรัชญาที่เล่นลิ้น ชี้นำให้ไขว้เขวเลยแม้แต่น้อย
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 07 October 2018, 11:08:42 PM
ศิลปินหลังจากนั้น จึงพบเส้นทางใหม่ในการศึกษา
แล้วสร้างรูปทรงที่แตกต่างออกมาจากโลกทางสายตา
ปิกัสโสคือเด็กหนุ่มกลุ่มแรกที่เดินตามหลักการนี้

นี่คืองานในปี 1907 หนึ่งปีหลังเซซานตาย

(https://thumbs.dreamstime.com/b/visitante-que-toma-foto-do-da-obra-prima-as-jovens-senhoras-do-de-avignon-por-pablo-picasso-95682160.jpg)

งานชิ้นนี้แม้ว่าทำในวัยหนุ่ม แต่ก็เป็นต้นทางแห่งสายธารการสร้างสรรค์ทั้งชีวิตของปิกัสโส
ไม่มีงานชิ้นใหนของเขาหลุดออกไปจากจักรวาลความงามของมัน
แม้กระทั่งงานพิมพ์หิน กระทิงสิบเอ็ดชิ้นที่พี่ศิลปินแห่งชาติเอามาอ้าง
จึงหมายความว่า มันไม่ใช่พุทธศิลป์

ไม่ใช่เพราะว่าปิกัสโสไม่เคยทำงานเกี่ยวกับพุทธ
แต่เป็นเพราะว่า มันมีรากเง่าจากศิลปะที่ไม่ใช่พุทธแม้สักกระผีกริ้น
มันมาจากรูปคนในวัฒนธรรมตะวันตก มาจากการวิเคราะห์รูปทรงของเซซาน
มาจากพัฒนาการเรื่องสีและรูปทรงจากยุคหลังอิมเพรสชั่นนิสต์
ความไร้ระเบียบของศิลปะดาดาของยุคสงครามยุโรป และความป่าเถื่อนของศิลปะแอฟริกัน
และมันไม่ได้นำไปสู่การหลุดพ้นแบบพุทธอีกต่างหาก

การตีความว่า กระทิงสิบเอ็ดตัวเป็นพุทธศิลป์
จึงเท่ากับดูถูกประวัติศาสตร์ศิลป์ของโลกใบนี้
หรือสรุปง่ายๆ ว่า ดูถูกตัวเอง


เอวัง

ปล
ดูงานพิมพ์หินทั้ง 11 ชิ้นพร้อมรายละเอียดที่นี่ครับ
http://www.artyfactory.com/art_appreciation/animals_in_art/pablo_picasso.htm
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 07 October 2018, 11:56:03 PM
ขอปิดท้ายรายการด้วยหลักฐานสำคัญว่า
คนอย่างปิกัสโสนั้น ไม่มีวันจะสร้างพุทธศิลปะได้ในชีวิตเป็นอันขาด
เนื่องเพราะเจ้าตัวเป็นคนใจบาปหยาบช้า รักการรังแกสัตว์ในระดับคลั่งไคล้
ดูรูปครับ

(http://elisaganivet.com/assets/exhibitions/picasso/picasso1.jpg)

สมัยที่ยังใช้บริการห้องสมุดศิลปากร ผมงงกับหนังสือระยำเล่มนี้มาก
ความงามของการฆ่าวัวกระทิง

(https://d32dm0rphc51dk.cloudfront.net/9wvtoZ1sqszf5jBCUI8QtA/larger.jpg)

ปิกัสโสกระสันในการฆ่าสัตว์ชนิดนี้ถึงระดับที่เก็บจำทุกลีลาของการฆ่า
เอามาสร้างภาพพิมพ์ ลายเส้น และจิตรกรรมไว้ นับจำนวนไม่ถ้วน
ผมคิดว่า เขามีจิตใจต่ำทรามในระดับของนักตุ๋ยเด็ก
และเชื่อว่า เขามองวัวกระทิงจากมุมมองของนักล่า ไม่ใช่แบบมนุษย์นิยม
การฆ่าวัว คงจะเหมือนการสำเร็จความไคร่เพื่อยืนยันพลังอำนาจของตน

ดังนั้น วัว 11 ตัวของพี่ศิลปินแห่งชาติ
ก็คงเป็นการชัณสูตรศพเหยื่อประกอบวัฒนธรรมการล่า
ไม่ใช่การลดละไปสู่แก่นแท้ห่าเหวอันใดไม่

(https://www.pablopicasso.org/images/paintings/bullfight-3.jpg)
(https://cdn.dotcom.sothebys.psdops.com/dims4/default/2d5819e/2147483647/strip/true/crop/636x360+2+0/resize/1156x654!/quality/90/?url=http%3A%2F%2Fsothebys-brightspot-migration.s3.amazonaws.com%2F72%2F1b%2F18%2F35aa81bfa998800e229a16758bbe0f8e1c4a180e1baaf7eab58a2a2588%2Fpicasso-bullfight-recirc.jpg)
(http://wcdf-france.com/wp-content/uploads/bullfighting-scene-the-torero-is-raised-1955-pablo-picasso-picasso-bullfight-paintings-728x290.jpg)
(https://uploads2.wikiart.org/images/pablo-picasso/bullfight.jpg)

รูปนี้ถ่ายอารมณ์กำลังเสี้ยนสุดขีดในสนามฆ่าวัว
(https://s3.amazonaws.com/icptmsdata/b/l/a/k/blake_brian_1210_2005_446472_displaysize.jpg)
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 08 October 2018, 12:06:09 PM
สรุปแล้ว คำสอนเรื่องปิกัสโสนี้ มีข้อผิดพลาดหลักอยู่สามประการคือ
ผิดในเบื้องต้น ผิดในท่ามกลาง และผิดในเบื้องปลาย

เบื้องต้น ผิดในเรื่องง่ายๆ คือวันเดือนปีของข้อมูล
นี่แสดงว่า พี่เขาไม่อ่านหนังสือ หรืออ่าน แต่อ่านไม่ออก หรืออ่านออก แต่ไม่เข้าใจ
ที่จริงแล้ว ในฐานะเป็นช่างเขียน น่าจะมองออกว่า งานทั้ง 11 ชิ้นนี้
มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันอย่างไกล้ชิด แปลว่าต้องทำต่อเนื่อง ในระยะเวลาไม่ห่างกัน

เอิ่ม บางทีพี่เขาอาจจะใช้ตัวเองเป็นที่ตั้ง
ทำงานห่างกัน 6 ปี แต่ไม่หนีห่างจากกัน เรียกว่าทำซ้ำงานตัวเองเป็นอาจินต์
เลยคิดว่าคนอื่นคงเป็นเหมือนกัน.....55555

ผิดในท่ามกลาง คือ ไม่มีความถ่องแท้ในสิ่งที่ตัวเองอธิบาย
ไม่เข้าใจว่า การแปรรูปของปิกัสโสนั้น มาจากหลักคิดอันใด
แล้วยังเอาหลักคิดที่ตนเองยึดถือ ไปยัดใส่ชีวิตของผู้อื่น

หลักคิดที่ว่า คงมาจากการยึดถือของตัวเอง
คิดว่าแค่ป้ายฝีแปรงไม่กี่ที คือบันลุถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง
ไม่นึกถึงความจริงที่ว่า ปิกัสโสนั้น เป็นเจ้าแห่งการแปรเปลี่ยน
เรียกเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Theme and Variation
เป็นการศึกษาให้รอบด่านในประเด็นที่สนใจ ดังที่ MoMa เคยทำนิทรรศการไว้
https://www.moma.org/calendar/exhibitions/965
Picasso: Themes and Variations March 28–August 30, 2010

แนวคิดเช่นนี้ เป็นฝรั่งแท้ๆ ไม่มีแขกเจือปน
ดูตัวอย่างได้ ตามนี้ (ว่าด้วยกีตาร์ของปิกัสโสเป็นหลัก)
https://www.pinterest.com/pin/60094976255817980/?lp=true

ส่วนการลดทอนรูปทรงนั้น ก็เป็นอีกแนวคิดมาตรฐานที่เกิดเมื่อปิกัสโสมาแสวงโชคที่ปารีส
ส่วนหนึ่งมาจากเซซาน แต่ก็มีอีกส่วนมาจากอัฟริกา คือศิลปะของบุชแมน
ทั้งสองส่วนนั้นเกี่ยวเนื่องกัน เนื่องจากการชี้แนะของสองนักคิด
Roger Fry และ Virginia Woolf ว่า ศิลปะชนเผ่าป่าเถื่อนนั้น
มีค่าความงามไม่ด้อยกว่าชนเผ่าเลอเลิศของยุโรปวันนั้น

ความงามที่เรียบง่าย น้อยนิดของศิลปะถ่ำเหล่านี้
เป็นที่มาทางความงามของปิกัสโส
มิใช่ปฎิจสมุปบาท ขันธ์ห้า อะไรต่างๆ ซึ่งไม่รู้ว่าแกจะรู้จักหรือเปล่า

(http://www.bradshawfoundation.com/bushman/photographs/8b.gif)
(https://dreamflesh.com/wp-content/uploads/san-eland.png)
(https://cdn.globalauctionplatform.com/ed4e930e-9847-4226-83bf-a4f400ef633b/c47c694b-1292-4d27-cf08-66a0c987f965/540x360.jpg)

: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 08 October 2018, 12:07:39 PM
สุดท้าย ผิดบรรลัยวายวอด
คือเอาแนวคิดของคนนอกศาสนามายัดใส่พุทธปรัชญา
นี่เข้าขั้นเดียรถีย์ทีเดียวนะ

อย่างที่บอกแล้วว่าปิกัสโสเป็นคนใจทมิฬ หยาบช้า สนุกกับการทรมานสัตว์
http://www.youtube.com/watch?v=Fo3nLcfZ_j0

มีบันทึกว่า
https://www.tate.org.uk/art/artworks/picasso-bullfight-scene-t06803
Picasso’s friend and biographer Roland Penrose has written that, apart from his
enjoyment of the action, ‘the main involvement for Picasso was not so much with the parade and the skill of the participants but with the ancient ceremony of the precarious triumph of man over beast ... The man, his obedient ally the horse, and the bull were all victims of an inextricable cycle of life and death.’
(Roland Penrose, ‘Beauty and the Monster’, in Penrose and Golding 1973, p.170.)

คนที่หยาบช้าถึงเพียงนี้ ควรหรือจะเอาผลงานมาแปะป้ายว่าเป็นพุทธศิลป์
แล้วยังยกย่องโดยเปรียบเทียบเป็นหลักธรรมขั้นสูง

ช่างน่าอนาถเสียจริง
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: trens 09 October 2018, 02:31:20 PM
(https://secure.img1-fg.wfcdn.com/im/04471288/resize-h600-p1-w600%5Ecompr-r85/3694/36946461/%2527Annunciation-Santana+Abraxas+Cover%2527+Framed+Painting+Print.jpg)

หน้าปกแผ่นดำ Santana Abraxas ปี1970 มั้ง
ตามคำบรรยายเลย
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: vichien 09 October 2018, 02:40:08 PM
กดยูทู้ปเข้าไปดู มีแต่คนชื่นชมกันนะครับ ระดับคนเหนือโลกหาไม่ได้แล้วในโลกานี้
แต่เท่าที่อ่านจากพีพี มันคนละเรื่องกันเลยครับ

รูปวัว 11 นี่สวยจริง กดตามเข้าไปดู ยากจะเลียนแบบได้จริงๆ ลายเส้น
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: trens 09 October 2018, 02:57:23 PM
และนี่ เป็นข้อมูลผู้วาด จากวิกิ เจ้าเดิม
Cover art

The album cover features the 1961 painting Annunciation by German-French painter Mati Klarwein.[1] According to the artist, it was one of the first paintings he did after relocating to New York City. Carlos Santana reportedly noticed it in a magazine and asked that it be on the cover of the band's upcoming album.[2] The cover is now considered a classic of rock album covers.[1][3][4]
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: wang 09 October 2018, 03:41:33 PM
ฟังลุงถวัลย์พูดแล้วงงเป็นไก่ตาแตกเลย  Oi 
hah พระนางสิริมหามายาเป็นนิโกร 555
ในหนังสือเล่มนั้นเขาเขียนว่าอย่างนั้นเหรอ

ผมก็ไม่รู้หรอกว่าพุทธศิลปคืออะไร แต่คิดว่ารูปปกแผ่นซานตาน่า กับรูปวัวของปิกัสโซ่ ไม่ใช่พุทธศิลปแน่ๆ

รูปวัว 11 ตัวนั้นสวยจริงครับ ไม่อยากเชื่อว่าปิกัสโซ่จะมีจิตใจหยาบถึงขนาดคลั่งไคล้การทรมานสัตว์ คนจิตใจหยาบไม่น่าจะสร้างสรรค์งานศิลประดับนี้ได้  รูปฆ่าวัวนั้นน่าจะมีที่มาที่ไปมากกว่ามาจากความคลั่งไคล้การทรมานสัตว์ หรือว่าจะเป็นการเขียนเพื่อรณรงค์ต่อต้านการทรมานสัตว์ อันนี้ไม่รู้ครับ อยากจะมองในทางที่ดี เพราะผมชอบงานปิกัสโซ่

คลิปที่ไปดูนักสู้กระทิง ก็ไม่ได้ดูโหดร้ายอะไร เหมือนไปดูกีฬาประจำชาติมากกว่า





: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 09 October 2018, 05:20:20 PM
ปกแผ่นเสียงจะมำเสนอปิดท้ายครับ
รายละเอียดมากมาย

ส่วนกีฬาฆ่าวัวนั้น เป็นความหฤโหดใจสัตว์แท้ๆ
วัวไม่มีทางสู้เลย มันให้มาทาดอร์หลายคนล่อหลอกให้วัวตื่น
ไล่ขวิดเพื่อโชว์การหลบหลีก บางคนก็พลาด ถึงตายก็มี
แต่วัวน่ะ ตายทุกตัว

ในภาษาอังกฤษข้างบน บอกว่า ปิกัสโสมาดูเพราะชอบ
ที่มนุษย์มีชัยเหนือสัตว์ร้าย
ไม่ยักบอกว่า สัตวร้ายมีแค่สองเขา โดนต้อนจนเหนื่อย
แล้วมาทาดอร์ผู้ช่วยก็หาจังหวะปักหอกใส่โหนกที่ต้นคอ
พอวัววิ่ง เลือดก็ทะลัก ทั้งเจ็บทั้งเหนื่อยทั้งกลัว
พอถึงวินาทีประหาร มาทาดอร์ตัวพ่อจะออกโรงเล่นลีลา
สุดท้ายพอวัวช้าลง ก็ปักดาบลงไปจากต้นคอ ปลิดชีวิต
สนามทรายจะชุ่ม แดงโชกไปด้วยเลือดวัว
คนดูก็เฮอย่างบ้าคลั่ง ลุ้นให้วัวตายสมใจ
แล้วก็ไปแดกเหล้าฉลองซ่นตีนห่าเหวกันต่อ

ดูรูปครับ

https://www.straitstimes.com/sites/default/files/styles/article_pictrure_780x520_/public/articles/2018/02/23/nz_bull_230218_.jpg?itok=HCTSyKti&timestamp=1519364532
https://ep01.epimg.net/elpais/imagenes/2017/09/05/inenglish/1504608258_960531_1504608938_sumario_normal_recorte1.jpg
https://www.caracaschronicles.com/wp-content/uploads/2017/12/2-Toro-asesinado-mud-alcalde-elecciones-caracas-chronicles.png
https://assets.change.org/photos/0/ai/ni/XfAinIuHtJzcTmm-800x450-noPad.jpg?1524966643
https://i2-prod.mirror.co.uk/incoming/article11503183.ece/ALTERNATES/s615b/BULLFIGHTING-FRA-FERIA-NIMES.jpg
https://www.petalatino.com/wp-content/uploads/robertogomez_1-e1521060575678.jpg

: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 09 October 2018, 05:25:57 PM
สำหรับนิสัยปิกัสโส มันไม่ได้งดงามเหมือนผลงานครับ

Marina is the daughter of Picasso’s son, Paulo, who was born of the painter’s first marriage to the Russian ballet dancer Olga Khokhlova. Both Marina’s parents struggled with alcoholism, and they split up when she was five months old, leaving her and her older brother, Pablito, to be cared for by their mother.

She has written about how she and her brother grew up in misery and her father had to beg for money from the artist. They rarely saw Picasso and would have to wait for hours at the gate of his house to be received.
https://www.theguardian.com/artanddesign/2015/may/24/marina-picasso-selling-pablo-picasso-art-help-heal-miserable-childhood

 aa
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: emt930 09 October 2018, 11:45:56 PM
อ่านสนุกเลยครับ ชอบๆ
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: wang 10 October 2018, 10:45:51 AM

ส่วนกีฬาฆ่าวัวนั้น เป็นความหฤโหดใจสัตว์แท้ๆ
วัวไม่มีทางสู้เลย มันให้มาทาดอร์หลายคนล่อหลอกให้วัวตื่น
ไล่ขวิดเพื่อโชว์การหลบหลีก บางคนก็พลาด ถึงตายก็มี
แต่วัวน่ะ ตายทุกตัว

ในภาษาอังกฤษข้างบน บอกว่า ปิกัสโสมาดูเพราะชอบ
ที่มนุษย์มีชัยเหนือสัตว์ร้าย
ไม่ยักบอกว่า สัตวร้ายมีแค่สองเขา โดนต้อนจนเหนื่อย
แล้วมาทาดอร์ผู้ช่วยก็หาจังหวะปักหอกใส่โหนกที่ต้นคอ
พอวัววิ่ง เลือดก็ทะลัก ทั้งเจ็บทั้งเหนื่อยทั้งกลัว
พอถึงวินาทีประหาร มาทาดอร์ตัวพ่อจะออกโรงเล่นลีลา
สุดท้ายพอวัวช้าลง ก็ปักดาบลงไปจากต้นคอ ปลิดชีวิต
สนามทรายจะชุ่ม แดงโชกไปด้วยเลือดวัว
คนดูก็เฮอย่างบ้าคลั่ง ลุ้นให้วัวตายสมใจ
แล้วก็ไปแดกเหล้าฉลองซ่นตีนห่าเหวกันต่อ

มีคนเข้าไปดูมากมาย หน้าตาก็ดูสนุกสนานกันทุกคน เหมือนกับดูกีฬาทั่วๆไป
มันเหมือนกับเป็นประเพณีของชาวสเปน
คือการแสดงฆ่าวัวนี่น่าจะเป็นเรื่องปกติของคนสเปนละมังครับ


อ่านสนุกเลยครับ ชอบๆ
แวะมาบ่อยๆนะคุณหมอemt
เครื่องมือแพทย์ยังอยู่บ้านผมหลายชิ้นเลย
ไม่ได้ยึดนะครับ เก็บไว้ให้  Eee
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 10 October 2018, 11:11:34 AM
ดีใจ ได้โพสต์จากคุณหมอ  krb

วัวตายไม่เคยเป็นข่าว คนตายเป็นข่าวดัง

http://www.youtube.com/watch?v=tRkZcnNe9EU
มาทาดอร์หนุ่มชาวสเปน วัย 29 ปี ถูกกระทิงขวิดเข้าที่หน้าอกจนเสียชีวิต ขณะโชว์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ นับเป็นมาทาดอร์ชาวสเปนคนแรกที่เสียชีวิตในสังเวียนในรอบกว่า 30 ปี
http://www.nationtv.tv/main/content/378508626/
ปัจจุบันสเปนมีมาทาดอร์อยู่ราว 2 พันคน โดยในรอบ 100 ปีที่ผ่านมามีมาทาดอร์ทั่วโลกเสียชีวิตในสังเวียน 134 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตที่สเปน 33 คน ขณะที่เมื่อวานนี้ยังมีผู้เสียชีวิตเพราะกระทิงในสเปนอีก 1 คน เป็นชายอายุ 28 ปี เสียชีวิตเพราะถูกขวิดเข้าที่คอและท้องระหว่างประเพณีวิ่งวัวกระทิงในเมืองเปเดรกูเอร์ของแคว้นบาเลนเซีย
วัวตายไปกี่ล้านตัวแล้ว เทียบกับมาทาดอร์สเปน 33 คน
ข้อมูลของ Humane Society International ในสหรัฐ ทุกๆ ปี วัวกระทิงประมาณ 250,000 ตัวถูกฆ่าในสังเวียนทั่วโลก
ปัจจุบัน วัฒนธรรมสู้วัวกระทิงยังมีอยู่ในแปดประเทศ ส่วนใหญ่มีความเข้มงวดไม่ให้ผู้ชมเห็นฉากสุดท้ายที่มาธาดอร์ต้องปลิดชีวิตวัว และยังมีหลายประเทศห้ามจัดการสู้วัว เช่น ปานามา, รัฐโซโนรา (Sonora) ในเม็กซิโก ฝรั่งเศสถอดกีฬาสู้วัวออกจากรายการมรดกของชาติ ขณะที่เอกวาดอร์ต้องทำประชามติเรื่องนี้

เจ้าตำรับอย่างสเปน การสู้วัวกระทิงเป็นมรดกของชาติอย่างถูกกฎหมาย แม้ทางการของแคว้นคาตาลันจะออกกฎห้าม แต่ศาลรัฐธรรมนูญของสเปนตีเรื่องนี้ตกไป ทำให้ผู้จัดบางรายกำลังจะจัดการสู้วัวขึ้นอีกในบาร์เซโลนา
https://waymagazine.org/bullfighting_bogota/
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: Karin Preeda 10 October 2018, 11:21:41 AM
อาจจะนอกเรื่องหน่อยนะครับ ผมคิดว่า สู้วัว ตีไก่ กัดปลา กัดสุนัข อะไรพวกนี้เป็นการทรมาณสัตว์เพื่อตอบสนองความเพลิดเพลินของคนล้วนๆ ไม่ควรจะเรียกว่ากีฬาเลย
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 10 October 2018, 12:01:15 PM
หลักสำคัญของกีฬาคือ ความเท่าเทียม
ผมชอบคำพูดแม่ชีศันสนีย์ตอนที่ยังเปิดค่ายมวยว่า
"เป็นการพิสูจน์ตนเองแบบหนึ่ง บนกติกาที่ยุติธรรม"

ส่วนพิธีกรรมฆ่าวัวนั้น มันคือลานประหารที่มาทาดอร์อวดโอ่ตัวเอง
คนดูก็พากันสำเร็จความไคร่ ไม่มีความยุติธรรมทางกีฬาเลยแม้แต่น้อย

ส่วนปิกัสโส ต้องขอยืมคำพูดของทอสกานีนี่ที่กล่าวถึงริชาร์ด สเตร้าท์ ว่า
I Take My Hat Off To You as a Composer; I Put Back Ten Hats as a Man

ปล
คำพูดนี้มีหลายเวอร์ชั่น อยากทราบรายละเอียด เชิญอ่านครับ
https://quoteinvestigator.com/2017/06/29/hat-off/
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: K. PJ 10 October 2018, 03:00:09 PM
อ่านกระทู้​นี้​แล้ว​หมดความนับถือปีกัสโซ่ไปเลยอีกคน... จะกี่คนที่จะค้นเบื้องหลังอันน่ารังเกียจ​ด้านมืดของบุคคล​สำคัญๆ​

ต้องขอ​ขอบพระคุณ​พี่พีที่ทำให่ตาผมสว่างขึ้นหลายๆ​ เรื่อง
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 10 October 2018, 05:09:06 PM
ลืมบอกไปว่า ทอสกานีนี่กับสเตร้าท์อยู่กันคนละฝั่งในสงครามโลก
ฝ่ายหนึ่งเป็นนาซีแต่งเพลงให้ อีกฝ่ายตรงข้าม

http://www.youtube.com/watch?v=14VllN5h9xw
Olympische Hymne (Olympic Hymn) was the anthem of the 1936 Summer Olympics held in Berlin, Germany. Music by Richard Strauss. Text by Robert Lubahn.


(https://images-na.ssl-images-amazon.com/images/I/81g%2BgrEHRlL._SL500_.jpg)
V Disc - A Musical Contribution By America's Best for Our Armed
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 11 October 2018, 08:40:56 AM
ประเด็นที่สอง ช้างวาดพระบฎ

พี่เขาดูถูกงานพุทธศิลป์สายตันตระของชาวต่างชาติคนหนึ่ง 
เปรียบเปรยจนเสียสุนัขว่า เอาลิงมาฝึกก็วาดได้
ขนาดพี่เขาสามขวบ ยังวาดแบบนี้ได้แล้วเลย

"อันนี้สำหรับผมนะฮะ ผมเขียนอย่างนี้ได้ตั้งแต่เมื่อผมอายุได้ซักสามขวบเนี่ยฮะผมเขียนอย่างเนี๊ยะ
ผมไม่เคยเขียนเหมือนเด็กเลยฮะ เกิดมาผมก็เขียนรูปโตเหมือนผู้ใหญ่เขียน
อันนี้ ผมคิดว่า รูปอย่างนี้เนี่ยะ อย่าว่าแต่คนเลยฮะ เอาลิงมามัดไว้ข้างรั้วเนี่ยแล้วก็ฝึกให้มันทุกวัน
เอาช้างมา มันก็เขียนได้ เพราะนี้เป็นงานช่างฝีมือฮะ ไม่ใช่ปรัชญาไม่ใช่พุทธศิลป์
เป็นแค่เปลือกเป็นแค่หนังกำพร้าเป็นแค่กระพี้ ......."

อ้าว.....เฮ้ย พี่
พี่เปรียบตัวเองตอนสามขวบ เก่งเท่าช้างกับลิงเองเหรอ

หึหึ ล้อเล่ง....
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 11 October 2018, 08:51:46 AM
หนังสือดังกล่าวชื่อว่า Goddesses of the Celestial Gallery
เขียนรูปโดย Romio Shrestha
พิมพ์เมื่อ 2011 64 หน้า
ขนาด 419 x 610 x 20 mm น้ำหนัก 3,676 g
หรือสูงสองฟุต เป็นไซส์พิเศษ เรียกว่า coffee table book

(https://images-na.ssl-images-amazon.com/images/I/918CT1ZpvoL.jpg)

มีคำอธิบายว่า
In the tradition of Celestial Gallery, this unique collection of striking Tibetan-style thangka paintings of the Goddesses of the Celestial Gallery are presented together for the first time, in this book-shelf sized format. Reproduced from the master painter Romio Shrestha and his team of artisan monks, who render postmodern interpretations of an age-old Tibetan artistic tradition. Made from malachite, lapis and marigolds and painted at times with just three hairs of a cat's tail, these paintings are produced in hauntingly powerful detail. Goddesses depicted include: "the goddesses of the arts" Saraswati; "the Divine Mother" White Tara a protector and preserver; "the Protectress " Green Tara: "the Dark Goddesses" Palden Lhamo, guardian of the lineage of the Dalai Lamas; and Kali, a wild and uncontrollable consort of Shiva, a devotee of time and keeper of the shadows within ourselves.
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 11 October 2018, 08:54:08 AM
ต่อไปนี้เป็นการถอดเทป

เนื้อความอยู่ต่อเนื่องปิดท้ายการสรรเสริญปิกัสโส
"แล้วอย่างนี้เป็นพุทธรรมมั้ย อย่างนี้เป็นพุทธศิลป์มั้ย นี่อะ
เป็น เป็นยิ่งกว่าอะไรอย่างอื่นอีก"

วางหนังสือปิกัสโสลง หยิบหาอีกเล่ม เจอแล้วยกตั้ง หนังสือขนาดใหญ่มาก
"อะไรที่ไม่เป็นพุทธศิลป์ล่ะ อย่างนี้อ่ะครับ นี้อ่ะเป็นเพื่อนผมเหมือนกัน
อยู่ที่ มาจาก เอ่อ สก๊อตแลนด์ แล้วมาบวชเป็นพระในนิกายตันตระอยู่ที่ธิเบต
แล้วเค้าก็เขียนหนังสือ เขียนรูปนี้มา เขียนหนังสือนี้ขึ้นมา มีฝีมือจัดจ้านน่ะ มีฝีมือดี
แต่ว่าภาษาศิลปะเขาเรียกว่า ไม่มีสปิริต มีแต่ฝีมืออย่างเดียว มีแต่ความพากเพียร
ในนี้ถ้าเป็นในอริยะมรรค อันนี้ก็ต้องถือว่า อันนี้เป็นแค่ศีลนะ เป็นแค่สมาธิ
เป็นแค่งานฝีมือที่เรียกว่า ดำริห์ชอบ การงานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ
แต่ไม่มีความเห็นชอบ ไม่มีดำริห์ชอบ
(ตรงนี้อาจเมาน้ำลาย เพราะค้านตัวเองเมื่อประโยคก่อนหยกๆ)
เพราะฉะนั้นเนี่ยะ รูปเขียนเขาจึงตื้นเขิน เป็นแค่ เป็นแค่งานฝีมือเชิงช่าง
อันนี้สำหรับผมนะฮะ ผมเขียนอย่างนี้ได้ตั้งแต่เมื่อผมอายุได้ซักสามขวบเนี่ยฮะผมเขียนอย่างเนี๊ยะ
ผมไม่เคยเขียนเหมือนเด็กเลยฮะ เกิดมาผมก็เขียนรูปโตเหมือนผู้ใหญ่เขียน
อันนี้ ผมคิดว่า รูปอย่างนี้เนี่ยะ อย่าว่าแต่คนเลยฮะ เอาลิงมามัดไว้ช้างรั้วเนี่ยแล้วก็ฝึกให้มันทุกวัน
เอาช้างมา มันก็เขียนได้ เพราะนี้เป็นงานช่างฝีมือฮะ ไม่ใช่ปรัชญาไม่ใช่พุทธศิลป์
เป็นแค่เปลือกเป็นแค่หนังกำพร้าเป็นแค่กระพี้ .......


พี่เขาใช้ถ้อยคำสระสรวย เริศหรูบันจงสร้าง ด่าเพื่อนศิลปินด้วยกันยกใหญ่ กดฟังต่อเอาเองละกัน
สรุปว่า ท่านศิลปินแห่งชาติของไทย มีความเห็นว่า งานเขียนสีบนผืนผ้าในนิกายวัชรยานนั้น
ไม่ใช่งานพุทธศิลป์ ไม่ใช่งานศิลปะ

เอาละ มาแก้คำผิดก่อน
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 11 October 2018, 09:08:36 AM
ที่บอกว่า ช่างเขียนมาจากสก๊อตแลนด์ ไม่ใช่ครับ มาจากไอร์แลนด์
บอกว่า บวชเป็นพระ อันนี้ไม่ใช่ เขาเป็นฆราวาส สัมมาอาชีวะช่างเขียน
บอกว่าอยู่ธิเบตก็ไม่ใช่ เขาเป็นคนเนปาล อยู่กาฐมาณฑุ เปิดสำนักช่างเขียนที่นั่น
บอกว่าจบดอกเตอร์หรืออะไรสักอย่าง
เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เคยเรียน(เขียนรูป) เป็นเอง ไม่มีใครสอน

ส่วนที่บอกว่าเป็นเพื่อน อันนี้น่าสงสัย เพื่อนกัน ดูถูกกันขนาดนี้เชียวหรือ
ยิ่งพี่เขาเข้าใจว่านายคนนี้เป็นพระ แต่เหยียดหยามว่า ที่เขาวาด ไม่ใช่พุทธศิลป์
ส่วนปิกัสโส คนไม่มีศาสนา ดันบอกว่าเป็น


คนเป็นเพื่อนกัน แทงข้างหลังกันอย่างนี้ได้ด้วยหรือ
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: wang 11 October 2018, 09:21:45 AM
 shme ได้ความรู้ที่หาอ่านที่ไหนไม่ได้จริงๆครับ

: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 11 October 2018, 09:35:27 AM
การจะตัดสินว่า ใช่หรือไม่ใช่ศิลปะ
อันนี้ก็แล้วแต่มุมมอง ความรู้และอีโก้ของแต่ละคน

เสี่ยมือถือ สร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะเป็นพันล้าน
อุทิศห้องหนึ่งให้พี่ศิลปินแห่งชาติโดยเฉพาะ

(https://buddhistartnews.files.wordpress.com/2012/04/30179120-01_big.jpg)

แต่คนอื่นอาจจะมองว่า
งานของพี่หวัล เหมาะเอามาประดับอยู่ในโรงรถก็ได้
เป็นเพียงหนึ่งในของสะสม
จำพวกตัวฟิกเกอร์ซุปเปอร์ฮีโร่ ป้ายยี่ห้อ โปสเตอร์ ฯลฯ

(https://i.pinimg.com/564x/fb/e9/54/fbe9549bed23e2dc76eb053da04f666b.jpg)
(http://tierraeste.com/wp-content/uploads/car-bed-ferrari-bedroom-theme-boys-room-enter_103267-840x450.jpg)

"ผมรู้สึกว่ามันเข้ากับบ้านที่ผมอยู่
เพราะว่าบ้านนี้เราแต่งเป็นธีมเฟอรารี่หมดเลย
แล้วก็เฟอรารี่มันเป็นม้าอยู่แล้ว แล้วมันเป็นสีแดงดำ
ผมเห็นมันเข้ากัน คิดว่าเอาไว้ตรงนี้ เหมาะสมที่สุด"

(ดอยธิเบศร์ ลูกชายศิลปิน อธิบายเหตุผลที่แขวนงานพ่อในโรงรถ นาที 9.40)

http://www.youtube.com/watch?v=hMa9Xbd8FjA

ส่วนงานที่โดนดูถูกว่าเป็นงานช่างฝีมือนั้น
มีคนอวดว่า สถาบันระดับโลกหลายแห่งซื้อเข้าคลังสะสม
The British Museum
The Victoria Albert Museum
The Buchheim Museum
American Museum of Natural History New York
National Museum Moscow
The Chester Beatty Library Dublin
The Voelkerkunde Museum Zurich

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นศิลปินที่ยังมีชีวิตเพียงคนเดียว ที่ British Museum สะสมงาน

ในขณะที่ถวัลย์ ดัชนีนั้น นอกจากรูปประดับปราสาท Crottorf Castle ที่เยอรมัน
ซึ่งมีแต่คำบอกเล่าแล้ว ก็ยังไม่เคยทราบว่า มีงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกที่ใหนบ้าง
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: wang 11 October 2018, 01:14:40 PM
อ่านกระทู้นี้แล้วทำให้เกิดความตระหนักถึงคำสอนโบราณที่ว่า เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ  gru


เคยอ่านหนังสือสัมภาษณ์เสี่ยบุญชัย เจ้าตัวเขาเล่าเองว่าช่วงต้มยำกุ้ง การเงินย่ำแย่มากๆ โดนธนาคารทวงหนี้ทุกวัน ที่พ้นวิกฤตมาได้เพราะเพื่อนถวัลย์ช่วยโดยการส่งรูปวาดจำนวนหนึ่งมาให้ ผมว่าน่าจะเป็นรูปชุดนี้แหละ
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 12 October 2018, 12:48:38 PM
เคยอ่านหนังสือสัมภาษณ์เสี่ยบุญชัย เจ้าตัวเขาเล่าเองว่าช่วงต้มยำกุ้ง การเงินย่ำแย่มากๆ โดนธนาคารทวงหนี้ทุกวัน ที่พ้นวิกฤตมาได้เพราะเพื่อนถวัลย์ช่วยโดยการส่งรูปวาดจำนวนหนึ่งมาให้ ผมว่าน่าจะเป็นรูปชุดนี้แหละ

นี่คือเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทำให้เกิดประเด็นตามต้องการ

ระหว่างวิกฤติต้มยำกุ้ง ราว 2540 ผมคุยกับประธานชินคอร์ป
(แกเป็นรุ่นพี่ช่างศิลป์ สนิทกับอาจารย์เปรื่อง ให้เงินส่วนหนึ่งมาช่วยพิมพ์หนังสือ "วิถีชนบท"
แล้วแบ่งไปพันเล่ม แจกในงานแซยิด คุณหญิงน้องสาวบุญธรรม)

ได้ความว่า ท่านบุญชัยไม่ได้ยากจนอะไรดอก เอาเงินนับไม่ถ้วนไปซื้องานศิลปะ
เห็นว่าได้งานพระบฎของท่านขรัวอินโข่งมาด้วย (อาจจะโดนหลอก)
ส่วนบริษัท ก็ปล่อยให้ตายไป เวลานั้น คาดว่าบริษัทโทรคมนาคมจะเหลือแค่ 2
คือชิน และกศท. เท่านั้น (จาก 6-7 เจ้า)

ไอ้ที่ว่า เอารูปมาใช้หนี้หรืออะไรทำนองนั้น เป็นการเล่าให้มันคลุมเครือ
สำนวนที่ผมได้ฟังมาคือ พี่หวัลสงสารที่เจ้าสัวเครียด เลยให้เด็กยกรูปม้ามาให้
บอกว่าตีราคาสามร้อยล้าน แล้วให้บอกว่าพี่ศิลปินสนับสนุนเจ้าสัว

ผมฟังแล้วขำ หนี้เป็นพันๆ ล้าน เกี่ยวรัยกับงานศิลปะ
แล้วศิลปินตัวคนเดียว จะมีผลกับหนี้ก้อนนี้หรือ
ตอนนั้น ต่างชาติจ้องอยากให้เจ๊ง จะได้เข้าซื้อถูกๆ เสียด้วยซ้ำ

สำหรับหนี้กิจการนั้น บริษัทเป็นคนละกระเป๋ากับเจ้าของ
หลักทรัพย์ค้ำประกันก็เป็นของบริษัท นี่คือกระบวนการปกติของการ
"ล้มบนฟูก"

คนรวยย่อมฉลาดในการก่อหนี้ครับ  clap
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: wang 12 October 2018, 01:17:24 PM
ใช่ครับ ทำธุรกิจใหญ่ หลักสำคัญประการแรกคือ ธุรกิจเจ๊งได้ แต่เจ้าของต้องไม่เจ๊ง บางทีธุรกิจเจ๊งแต่เจ้าของกลับรวยขึ้นอีก

พี่พีพอจะรู้เรื่องของบริษัท Gibson มั้ยครับ ที่ว่าประกาศล้มละลาย มันเป็นยังไงครับ ผมเดาว่าเจ้าของคงคำนวณแล้วว่าถ้าขายบริษัทได้ คงกำไรมหาศาล
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: Karin Preeda 12 October 2018, 01:45:54 PM
Gibson เท่าที่อ่านข่าวคือเดินแผนธุรกิจผิดครับ ไปซื้อกิจการที่ตัวเองไม่ได้มีความชำนาญโดยตรง รวมถึงกีตาร์ที่ปะยี่ห้อ Gibson ก็แพงเกินกว่านักดนตรีธรรมดา หรือคนหาเช้ากินค่ำจะซื้อได้ เลยเจ๊ง
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 12 October 2018, 02:27:16 PM
CEO คนนี้ เคยกอบกู้บริษัทมาเมื่อ 30 ปีก่อน จนใหญ่โต
แกมองว่า การขายกีตาร์กำลังจะอิ่มตัว ก็เลยมองหาอนาคตใหม่
ตัดสินใจจะผลัก Gibson ไปในทางอิเลคโทรนิคส์แบบ lifestyle
เหมือนมาร์แชล ที่ออกลำโพงโดยใช้ยี่ห้อที่เก๋ากึ้ก เป็นตัวดึงดูด

แต่ดูเหมือนจะใจใหญ่ไปหน่อย
พวกเล่นกวาดซื้อ Phillips Onkyo TEAC โดยกู้เงินจากแบ้งค์
เท่ากับต้นทุนขยายกิจการงอกออกมาเป็นร้อยๆ ล้าน โดยยังไม่มีรายได้สักเหรียญ

ดูลักษณะสินค้าแล้ว โดนจีนตีตายตั้งแต่ยังไม่เกิด
เดิมเคยขายกีตาร์ราคาระดับมอไซค์หนึ่งคัน
เปลี่ยนมาขายลำโพงระดับราคาครึ่งคันมอไซค์ จะรอดหรือ

http://www.youtube.com/watch?v=70D1ekyBadQ

https://www.google.co.th/search?biw=1128&bih=578&tbm=isch&sa=1&ei=S0rAW7WGMIfwvASKgIrADg&q=gibson+speaker&oq=gibson+speaker&gs_l=img.3..0j0i7i30k1.36054.36054.0.36788.1.1.0.0.0.0.78.78.1.1.0....0...1c.1.64.img..0.1.76....0.rkU32TjUZiY

อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

https://www.tennessean.com/story/entertainment/music/2018/05/01/gibson-files-chapter-11-bankruptcy-nashville-guitar-maker-news/567946002/
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: wang 12 October 2018, 03:27:11 PM
Expert: Expansion to lifestyle brand was a mistake

เห็นด้วยครับ เป็นแบรนด์นักดนตรีอยู่ครึ่งศตวรรษ อยู่ดีๆก็ไปแปลงขายของ lifestyle
นักดนตรีก็ไม่ซื้อ คนทั่วไปก็ไม่รู้จัก แถมทุ่มสุดตัวกู้แบ้งค์มาทำ ใจกล้าจริงๆ


แต่ Gibson ยุคหลังๆ งานฝีมือแย่ลงจริงๆครับ แพงมากด้วย ของปลอมเนี๊ยบกว่าอีก
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 12 October 2018, 11:53:32 PM
มาพิจารณาประเด็นศิลปะและสุนทรียศาสตร์บ้าง
ประเด็นแรก เด็กสามขวบ กับลิงหรือช้าง เขียนรูปอย่างนี้ได้ใหม
คนปัญญาอ่อนก็คงบอกว่า โน่.... เป็นไปไม่ได้
เอาเป็นว่า ประเด็นนี้ เป็นเรื่องตลกบริโภค พูดเอามันก็แล้วกัน
หาไม่แล้ว เราอาจจะต้องพิสูจน์ว่า ท่านศิลปินแห่งชาติของเรานั้น
ก่อนสิบขวบ มีคุณสมบัติพอไปออกรายการซุปเปอร์เท็นของเวิร์คพ้อยท์
หรือเก่งเท่าน้องภูผา ที่เขียนลายไทยได้ตั้งแต่ 2 ขวบ หรือเปล่า

(https://blog.eduzones.com/images/blog/Globalacademycenter/20150328-1427532482.6611-2.jpg)
(https://blog.eduzones.com/images/blog/Globalacademycenter/20150328-1427532539.89-2.jpg)
สุดทึ่ง!! เด็กอัจฉริยะ 8 ขวบ วาดภาพลายเส้นฝีมือขั้นเทพ จากจินตนาการโดยไม่ต้องดูต้นแบบ
https://blog.eduzones.com/Globalacademycenter/142077
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 12 October 2018, 11:57:04 PM
ในแง่ช่างฝีมือ ถ้าดูงานถังขะในรายละเอียดแล้ว
เราอาจจะต้องทบทวนความหมายของคำว่าศิลปะเสียใหม่
เพราะงานเหล่านี้ เป็นงานสลายอัตตา
เป็นการทำให้ตัวเองหลอมรวมเข้าไปในคำสอนโดยสิ้นเชิง

เป็นด้านตรงข้ามกับความเชื่อของศิลปินแบบพี่หวัล ชนิดไม่มีทางมาบันจบกันได้
เพราะความเชื่อในแบบของศิลปินไทยส่วนใหญ่ คือด้านตรงข้าม
คือการขยายอัตตา การพองตัวเองให้โดดเด่น สร้างชื่อโดยไม่เลือกวิธีการ
ความสำเร็จ วัดที่ชื่อเสียง หาได้วัดที่คุณภาพงานสร้างสรร

วิธีคิดเช่นนี้ทำงานพุทธศิลป์แบบวัชรยานหาได้ไม่ ดูคลิบนี้ครับ
นี่คือวิธีที่ศิลปินถังขะชนิดเข้าเส้น ถือปฎิบัติ (นาที 1.04)

http://www.youtube.com/watch?v=0Alj1_yy7J0

มีพิธีกรรมที่ต้องกระทำ ก่อนลงมือทำงาน สวดมนตร์ อ่านพระคัมภีร์และภาวนา
เพื่อโน้มนำไปสู่พระพุทธองค์ กลับไปสู่จุดกำเนิดครั้งทรงดำรงพระชนม์
ถังขะจึงเป็นรูปแบบของการสักการะ ไม่ใช่การสำแดงออก

มาดูกันที่วัสดุ ยิ่งแตกต่าง
ศิลปินที่พี่เขาดูหมิ่นนั้น บดสีมาใช้เองนะครับ ผ้าใบก็ทำเอง ขึงเอง
พู่กันนั้น เป็นแบบพิเศษ เรียกว่าหนวดแมวสามเส้น ทุกอย่างคัดสรรด้วยมือล้วนๆ
ไม่ใช่กระดาษก็ซื้อ สีก็ซื้อ พู่กันก็ซื้อ...
หึหึ ขอโทษนะครับ พู่กันแบบเดียวกับช่างก่อสร้างใช้เลย

http://www.youtube.com/watch?v=hb56cxmbSGg

สรุปให้ชัดเจนก็คือ
สำหรับศิลปินทางโลกๆ ทั้งหลาย ทุกคนคือเจ้าลัทธิหลงความงามสาขาหนึ่ง
สร้างความงาม(ตามที่ตัวเองยึดถือ) เพื่อเชิดชูตนเอง
ส่วนศิลปินถังขะ สร้างสิ่งเชื่อมโยงไปสู่พระศาสดา
ความงาม(ถ้ามี) เป็นผลพลอยได้

เปรียบอย่างนี้แล้ว ก็คงชัดเจนว่า การกล่าวตู่ผู้อื่นที่ทำงานในจุดมุ่งหมายต่างกับตน
ว่าเป็นช่างฝีมือดาษๆ ลิงๆ ช้างๆ นั้น
ก็เหมือนหมาน้อยเยี่ยวรดภูเขาทอง


เจ็บจู๋เปล่าๆ
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: wang 14 October 2018, 08:01:28 AM
 shme shme shme
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 14 October 2018, 10:09:33 AM
ยืมคำของพี่เขามาใช้หน่อย
ถ้าสมมติว่า ฝึกช้างให้วาดรูปได้จริง

เดินตามรอยพี่ศิลปินแห่งชาติ
น่าจะเวิร์คกว่า

ท่วงทีฝีแปรง พลัง การตัดสินใจ แม้กระทั่งลีลา
ควาญฝีมือดีน่าจะฝึกช้างเขียนรูปสไตล์พี่หวัลย์ได้ ในเวลามิช้า

 cool

(https://i.ytimg.com/vi/yh24WLBEhjE/maxresdefault.jpg)
(http://www.queengallery.org/media/44679/picture.jpg)
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 17 October 2018, 09:17:33 PM
Romio Bahadur Shrestha ช่างเขียนที่โดนดูหมิ่นนั้น
ว่าไปแล้วก็เหมือนจะเป็นเงาสะท้อนของพี่หวัลย์
พี่เขาบอกว่า อาจารย์ศิลป์เรียกตัวเองว่า นายคนภูเขา
โรมิโอก็คนภูเขาเหมือนกัน เพียงแต่ใหญ่กว่าหน่อย เพราะเป็นภูเขาหิมาลัย

(https://sukiiefav.files.wordpress.com/2017/01/cover-e0b89ce0b8b2e0b895e0b8b1e0b989e0b887-1-e1499492369842.jpg)
(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/d/d1/Mount_Everest_as_seen_from_Drukair2_PLW_edit.jpg/1024px-Mount_Everest_as_seen_from_Drukair2_PLW_edit.jpg)

พี่เขามีเครื่องแบบ โรมิโอก็มีเหมือนกัน
พี่เขาพูดจาลึกซึ้ง อันนี้ก็ลึกเหมือนกัน
พี่มีหนังสือ เน้นพุทธศิลป์ เขาก็มีเน้นเรื่องเดียวกัน
พี่เล่นแฟชั่น โรมิโอก็เล่นด้วย

จะต่างกันหน่อยก็คือ โรมิโอจะเล่นเว่อร์กว่า
หนังสือของพี่หวัลย์ เคลาส์ เว้งค์เป็นคนเขียนเรื่อง จัดว่าเป็นคนดัง
ของโรมิโอ คนเขียนให้ น่าจะอาจจดังกว่าสักแปดร้อยเท่า ...ฮา
Deepak Chopra, Caroline Myss, Andrew Harvey  สามชื่อนี้
ที่มาเขียนให้ดังกว่าเว้งค์มาก แถมหน้าเฟสของโรมิโอ ยังอวดหน้าริชาร์ด เกียร์อีกต่างหาก
ชื่อเหล่านี้ มีราคาค่างวดในโลก มากกว่า Duchanee แนนอน

ทีพัก โชประ คนเขียนคำนำนั้น เป็นหมายเลขหนึ่งของเมกาในเรื่องฝึกจิต
มีหนังสือขายดีของ New York Times ถึง 21 เล่ม
คลิบนี้ทำให้ทีปัก มีชื่อเสียง 1993 ไปออกรายการโอปราห์
http://www.youtube.com/watch?v=bAbQUO9x_8g
ทำให้เกิด JIYO โครงการทำสมาธิระดับหลายล้านคนขึ้นมา
เมื่อออกรายการสนทนาสุดดังของเมกา บอกว่าจะดัดนิสัยทรั้มป์....ฮา
http://www.youtube.com/watch?v=fwqEyYMrnTs

เทียบเรื่องแฟชั่น พี่ศิลปินแห่งชาติ อาจจะแพ้เปรียบหนักเข้าไปอีก
โรมิโอนั้น ตีซี้กับ Sue Wong ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์อินเตอร์
ส่วนพี่หวัลย์ของเรา ยังไม่พ้นจากโลคัลไทยนิยม ก็เลยเสียเปรียบโขอยู่
(http://www2.pictures.zimbio.com/gi/SUE+WONG+Fall+2014+Runway+Show+Edwardian+Romance+DTZMPCpBhCex.jpg)
(http://thaicatwalk.com/wp-content/uploads/2012/12/tawal10.jpg)
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 23 October 2018, 10:46:49 PM
พระนางสิริมหามายาเป็นนิโกร

ประเด็นสุดท้าย มีรายละเอียดมาก ก็จะยาวๆ หน่อย
ขอถอดคำพูดมาตรงๆ ก่อน ดังนี้

"เขาเขียนสุบินนิมิต ตอนที่พระพุทธเจ้าจะมาเกิดในครรภ์มารดา
ที่อื่นที่เขาเขียนมานี่ ก็เป็นรูปธรรมดาๆ (พลิกหนังสืออย่างดุเดือดไปด้วย)
ที่เราเคยเห็นกันทั่ว ๆไป แต่รูปของคนนี้น่ะ เขาเอาโลกเอาจักรวาลมาใส่หมดเลย
ตัวนางสิริมหามายานี่เป็นนิโกร นั่งอยู่นี่ แล้วมีช้าง ช้างเผือก (ชี้ไปที่มุมขวาบน)
ออกมาเป็นสุบินนิมิต แล้วมีตัวเทวฑูต เทวดาออกมาว่า เนี่ยะ
จะมาเกิดในครรภ์มารดาของนิโกรนี้ แล้วก็พระพุทธเจ้าก็จะออกมา
แล้วในนี้ก็จะเห็นเป็นพวกอัฟริกัน เป็นพวกเผ่าพันธ์ต่างๆ ที่อยู่ในโลกนี้
มีทั้งคนผิวขาว คนผิวเหลือง คนผิวดำ หมายความว่ามีทั้งมงโกลล..ชาวมองโกล
มีทั้งชาวนิโกร และชาวคอเคเซี่ยนอยู่ในนี้หมดเลย
นี้เป็นการนำเสนอเรื่องสุบินนิมิตที่กว้างและก็ออกมา ซึ่งไม่เหมือนกับที่สุบินนิมิตอะไรในทั่วๆ
ที่นางสิริมหามายานอนอยู่แล้วก็ฝันเห็นช้างเผือกอะไรอย่างนี้
นี่เค้าฝันเห็นช้างเผือก(ชี้กลับไปที่มุมขวาบนอีกครั้ง)อีกอย่าง
อันนี้ผมคิดว่าเป็นวิถีของการนำเสนอ อยากจะให้รู้ว่า เนี่ย อะ เป็นพุทธศิลป์
แต่เป็นพุทธศิลป์ร่วมสมัยซึ่งเปิดกว้างออกไป (ปิดและวางหนังสือ)"


เรามาเริ่มที่สุบินนิมิตของพระนางสิริมหามายาตามขนบดั้งเดิมกันก่อน
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 23 October 2018, 10:50:43 PM
เนื้อหาตอนนี้ รุ่นผมเรียนกันตั้งแต่มัธยม ไม่รู้รุ่นใหม่จะเรียนกันหรือเปล่า
ขอทบทวนด้วยการคัดลอกเนื้อหามาลงไว้ก็แล้วกัน

ตอนที่พระโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งต่อมาคือเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้า กำลังเสด็จจากสวรรค์ชั้นดุสิตเพื่อเสด็จเข้าสู่พระครรภ์พระมารดา วันที่เสด็จลงมาบังเกิดนั้น ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งเป็นเวลาที่พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดา กับพระนางสิริมหามายา พระราชมารดา ได้อภิเษกสมรสไม่นาน

คืนวันเดียวกันนั้น พระนางสิริมหามายา กำลังบรรทมหลับสนิทในพระแท่นที่บรรทมแล้ว ทรงสุบินนิมิตว่า พระนางไปอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้มีช้างเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูง เข้ามาหาพระนาง

ปฐมสมโพธิพรรณนาเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า
“มีเศวตหัตถีช้างหนึ่ง...ชูงวงอันจับ บุณฑริกปทุมชาติสีขาวเพิ่งบานใหม่ มีเสาวคนธ์หอมฟุ้งตรลบแล้วร้องโกญจนาทเข้ามาในกนกวิมาน แล้วกระทำประทักษิณพระองค์อันบรรทมถ้วนสามรอบ แล้วเหมือนดุจเข้าไปในอุทรประเทศ ฝ่ายทักษิณปรัศว์แห่งพระราชเทวี...”

ภายหลังโหราจารย์ประจำราชสำนักทำนายว่า เป็นสุบินนิมิตที่ดี จะมีพระราชโอรสผู้ประเสริฐอุบัติบังเกิด และเมื่อพระราชมารดาทรงครรภ์แล้ว ปฐมสมโพธิได้พรรณนาตอนที่พระโพธิสัตว์เสด็จอยู่ในพระครรภ์พระราชมารดาว่า
“...เหมือนดุจด้ายเหลือง อันร้อยเข้าไปในแก้วมณีอันผ่องใส เมื่อปรารถนาจะทอดพระเนตรในขณะใด ก็เห็นพระโอรสนั่งเป็นบัลลังก์สมาธิ (นั่งขัดสมาธิ) ผันพระพักตร์มาข้างพื้นพระอุทรแห่งพระราชมารดา ดุจสุวรรณปฏิมาอันสถิตอยู่บนฝักอ่อนในห้องแห่งกลีบปทุมชาติ แต่พระโพธิสัตว์มิได้เห็นองค์ชนนี...”

วันที่พระโพธสัตว์เจ้าเสด็จลงสู่พระครรภ์นั้น กวีผู้แต่งเรื่องเฉลิมพระเกียรติได้พรรณนาว่า มีเหตุมหัศจรรย์เกิดขึ้นเหมือนกับตอนประสูติ ตรัสรู้ และตรัสปฐมเทศนา จะต่างกันบ้างก็แต่ในรายละเอียดเท่านั้น เช่นว่า กลองทิพย์บันลือลั่นทั่วท้องเวหา คนตาบอดกลับมองเห็น คนหูหนวกกลับได้ยิน

ตอนนั้นถ้าจะถ่ายทอดพระพุทธเจ้าออกจากวรรณคดี มาเป็นพระพุทธเจ้าในพุทธประวัติก็ว่า กลองทิพย์บันลือลั่นนั้นคือ “นิมิต” หมายถึง พระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้าที่จะแผ่ไปทั่วโลก คนตาบอด หูหนวก คือ คนที่มีกิเลส ได้สดับรสธรรมแล้ว จะหายตาบอด หูหนวก หรือมีปัญญารู้แจ้ง มองเห็นทางพ้นทุกข์นั้นเอง...
https://www.dek-d.com/board/view/2760540/
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 24 October 2018, 12:01:41 AM
เรื่องราวที่ยกมา เป็นหลักฐานสมัยหลังมากๆ ปฐมสมโพธิเอง ก็เชื่อว่าแต่งที่ลังกา ในราวพุทธศตวรรษที่ 10 หรือเก่ากว่านั้นไม่มาก
ดังนั้น เราจึงต้องพึ่งหลักฐานทางศิลปะแทน

รูปจำหลักจากภารหุต (นูนต่ำประดับเสารั้วรอบองค์สถูป ราว พ.ศ. 300)
แสดงพญาช้าง(เป็นงานจำหลักหิน จึงแสดงสีไม่ได้)เชิญดอกบัวมาถวาย จากนั้นก็เข้าสู่พระนาภีทางพระปรัศว์เบื้องซ้าย

(http://www.columbia.edu/itc/mealac/pritchett/00routesdata/bce_499_400/thebuddha/conception/conception.jpg)
"Conception of the Buddha-- Queen Maya's Dream. Medallion on stupa gate railing, red sandstone, Bharhut, Shunga period, 100-50 BCE."

รูปจำหลักจากคันธาระ ราว พศ. 400 The Avery Brundage Collection
(http://asianart.emuseum.com/internal/media/dispatcher/22069/resize:format=full)
http://searchcollection.asianart.org/view/objects/asitem/nid/11222

ประเด็นสำคัญทางประติมานวิทยาคือ
ทรงพระสุบิน บนเตียง
ช้างเผือกถวายบัว
ช้างเผือกเข้าสู่พระนาภี

ซึ่งมีหลายอย่าง ตรงกับรูปที่ท่านพี่ศิลปินยกมา
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 24 October 2018, 12:14:13 AM
งานที่อ้างว่าเป็นมหาสุบินนิมิต
(http://www.matiklarweinart.com/images/gallery/annunciation-1961.jpg)

ดูงานโดยรวมของศิลปินท่านนี้ (แบบชัดแจ๋ว 1080p)
http://www.youtube.com/watch?v=pdPn1iLos9U

ซึ่งจะนำมาสู่คำถามว่า
เขาสนใจพุทธศิลป์
























(ด้วยหรือ)
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: vichien 24 October 2018, 01:37:24 PM
ตามอ่านมา ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่า ยังกะแกอยากจะตั้งลัทธิ หรืออะไรๆเป็นของตัวเอง แล้วมันมีไรเกี่ยวกันกับ วัด ทำ กาย หรือเปล่าหนอ

ปล. ยังรอพี่พี เขียน เกี่ยวกับ AKB48 อยู่นะครับ
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 24 October 2018, 02:38:06 PM
ตามความคิดส่วนตัว ผมว่าแกไม่มีศาสนาครับ
แต่เป็นนักธุรกิจด้านพุทธพานิชย์

ยิ่งถ้าเราประเมินจากอุตสาหกรรมเหรียญที่แกทิ้งไว้ก่อนตายนี่
เป็นงานยำเละทางศาสนคติที่หาความชอบธรรมอันใดก็หามีไม่
เริ่มต้นด้วยงานรับจ้างฝรั่ง เขียนรูปแบบนึกเอาเอง เอาเทพเจ้าตาน้ำเข้าตั้ง
เอางานส่วนตัวมารับรองแล้วก็แปลงสภาพอะไรต่างๆ ไปตามที่มีปัญญาคิด
อ้างภูมิปัญญาที่ไม่ได้เฉลียวฉลาดเท่าใดนัก เพียงแต่กล้าอวด
เหมือนเซลส์แมนทำ ยังงัยยังงั้น

ปิดท้ายก็เอาเทพฮินดูผสมลงไป โอย คุณพระคุณเจ้าเอ๋ย
เละยิ่งกว่าถังส้วมโรงงานต่างด้าว

ผมอาจจะพูดถึงเหรียญวิกลจริตนี้อีกทีในภายภาคหน้าครับ

ส่วน AKB48 นี่ กำลังทำการบ้านอยู่ครับ
เรื่องมันไม่ง่ายเหมือนศิลละเปรอะของพี่ศิลปินไทย
ที่ใช้แค่เศษความรู้ ก็เอาอยู่

ตระกูล 48 นั้น ถ้าไม่เปิดทู้ใหม่
ก็อาจจะไปเขียนไว้ในกระทู้ "วัฒนธรรมสมัยใหม่" ครับ
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: trens 25 October 2018, 02:44:22 PM
ขอเพิ่มข้อมูลนิดนึง
ยูทูปที่พี่ส่งมาให้ดู มีงานของ Mati Klarwein แบบชัดๆหลายงาน
แต่นาทีที่ 6.03 อีตา Mati Klarwein นุ่งซิ่น ไทดำ ในงานปาร์ตี้มีฮิปปี้เต็มร้าน 555
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 25 October 2018, 03:12:00 PM
ช่วงรุ่งเรืองของขบวนการฮิปปี้ส์
สินค้า Ethnics ก็นิยมตามกัน
อะไรก็ได้ ขอให้มีลายแยะๆ ก็หาใช้กันครับ

อย่างเสื้อคอกว้างที่นิโกรใส่ ขายเกลื่อนสนามหลวง
(ยุคที่ยังมีตลาดนัด)
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 25 October 2018, 03:42:19 PM
มาตี้เป็นยิว เป็นฮิปปี้ส์ด้วย และเป็นศิลปินฝีมือดี
เจอกับซัลวาดอร์ ดาลี่ จนนับถือเป็นบิดาทางจิตวิญญานของเขา
และอาจจะเพราะเชื้อฮิปปี้ส์แรง จึงรักสันติภาพด้วย

เขาเติมคำว่า "อับดุล" ใส่ชื่อตัวเอง
บอกว่า ยิวควรมีชื่อมุสลิมและอิสลามควรมีชื่อยิว เพื่อสมานความขัดแย้ง
อับดุล แปลว่า ผู้รับใช้
มิน่า พวกเล่นกลสนามหลวง จึงมักจะมีเด็กชื่ออับดุลมาตคอยรับมุก

รูปที่ซันตาน่าขอเอาไปทำปกนั้น มาตี้วาดในปี 1961 ยังอยุ๋ในวัยหนุ่มเพียง 29
แต่เดินทางรอบโลกมาแล้วกับผู้อุปถัมภ์สาวรวยเมียเศรษฐี กิ๊กของดาลี

ดูงานของมาตี้ได้ ที่นี่ครับ
https://www.settemuse.it/arte_bio_K/klarwein_matias.htm

จะยกมาให้ดูเฉพาะรูปที่ว่าด้วยศาสนา

(https://www.settemuse.it/pittori_opere_K/klarwein_matias/klarwein_matias_020_crocifissione_1963.jpg)
(https://www.settemuse.it/pittori_opere_K/klarwein_matias/klarwein_matias_014_san_giovanni_1962.jpg)
(https://www.settemuse.it/pittori_opere_K/klarwein_matias/klarwein_matias_012_nativita_1961.jpg)
(https://www.settemuse.it/pittori_opere_K/klarwein_matias/klarwein_matias_013_passeggiando_sull_acqua_1961.jpg)

เห็นได้ชัดว่า เขาสนใจในประวัติพระไครส์เป็นพิเศษ
แต่ ก็มีการเติมองค์ประกอบศิลปะของพุทธมหายานลงไปด้วย (เขาเคยไปทิเบต)
เช่นรูปนี้ Time ใช้องค์ประกอบเลียนแบบพระบฎทิเบต

(http://www.madamepickwickartblog.com/wp-content/uploads/2010/01/klarwein2.jpg)
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 28 October 2018, 09:39:51 PM
ประเด็นสำคัญก็คือ
ไม่ว่าจะใช้ส่วนผสมแตกต่างแปลกแยกเพียงใด
แกนหลักของงานก็คือ ประวัติของจีซัส ไคร้สต์ ไม่เปลี่ยนแปลง

สมัยที่ยังเป็นหนุ่ม ในฐานะที่เป็นคนเยอรมัน หรือพูดให้ขัดว่า ใช้วัฒนธรรมเยอรมัน
แนวคิดและรสนิยมของเขา โน้มเอียงไปทางยุโรปเหนือมากกว่าไปทางใต้

(http://www.matiklarweinart.com/images/gallery/spanish-kitchen-1954.jpg)

รูปนี้ เขียนในปี 1954 เป็นงานรุ่นแรกๆ สะท้อนรสนิยมแบบดัชท์ คือเขียนเรื่องไกล้ตัว
ใช้มุมมองแบบคนธรรมดา นำเสนอชีวิตเรียบง่ายออกมาในแนวทางของเฟเมร์ ศิลปินดัทช์
อย่างไรก็ดี ประสบการณ์อันโชกโชนคงทำให้แนวคิดเรียบง่ายเปลี่ยนไป
แม้กระนั้น อิทธิพลของยุโรปเหนือ ก็ยังคงอยู่ ทั้งยังย้อนกลับลึกไปกว่าเดิม
คือย้อนกลับไปที่ Hieronymus Bosch (1450-1516)

(http://www.matiklarweinart.com/images/gallery/flight-to-egypt-(benares)-1959-1961.jpg)

(https://images.curiator.com/images/t_x/art/ztqf4utghqzp6muh0wfy/hieronymus-bosch-garden-of-earthly-delights.jpg)

รูปที่ยกมานั้น เขียนในช่วงที่เจ้าตัวเรียกว่า New York awakening
เป็นรูปแรกที่จับเรื่องศาสนา
Flight to Egypt เป็นประวัติพระไคร้สต์ตอนเป็นทารก
บิดามารดาพาหนีตายไปอียิปต์ ใช้เวลาเขียนถึง 3 ปี
วางองค์ประกอบอย่างซับซ้อนผิดจากขนบเดิม

เปลี่ยนจากความเงียบเหงาโดดเดี่ยว

(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/d/d4/Flight_into_Egypt_-_Capella_dei_Scrovegni_-_Padua_2016.jpg/800px-Flight_into_Egypt_-_Capella_dei_Scrovegni_-_Padua_2016.jpg)

มาเป็นโลกอันชุลมุนวุ่นวาย ซึ่งทำให้เขาสามารถเติมชิ้นส่วนตามใจชอบลงไปได้
เป็นการนำโลกขณะนั้น มารองรับชีวิตของศาสดา เป็นแนวทางที่เขาจะใช้ต่อไปในอนาคต
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 29 October 2018, 10:12:41 AM
ช่วงที่อยู่นิวยอร์คนี้ มาตี้ใช้ชีวิตอยู่กับสังคมศิลปะที่สุดโต่ง
เขาสนิทกับคนดังที่นั่น เช่นแอนดี้ วาร์ฮอล์ และจีมี่ เฮ็นดริกส์
ไม่ต้องสงสัยว่า โลกแวดล้อมของเขานั้น เป็นโลกียะอย่างหนักหน่วง
งานที่พี่หวัลของเราเอามาอ้างว่าเป็นพุทธศิลป์นี้เอง ที่เปิดเผยว่าศิลปินคนนี้หมกมุ่นกับอะไร

เขาบอกว่า
Annunciation is the first painting I painted after my initial New York awakening.  I was 28 years old and at the peak of my molecular bio-energy.  You can feel the sudden burst of the Big Apple's electric zap in the composition after all the early years of adolescent brooding over potatoes and eggs and the romantic nostalgia of the preceeding Flight to Egypt.

the Big Apple หมายถึงมหานครนิวยอร์ค เมืองแห่งบาปและความสุดโต่งในความหมายทางวัฒนธรรม

ข้อความข้างต้นบอกเราถึงสิ่งที่น่าอดสูใน 9 นาทีของศิลปินแห่งชาติของเรา
เพราะมันบอกชัดว่า นี่ไม่ใช่พุทธ ยิ่งกว่านั้นรูปนางนิโกร ก็ไม่ใช่พระนางมายา
แต่คือพระแม่มารี เพราะเขาตั้งชื่อรูปว่า Annunciation

รูปนี้ ก็เช่นเดียวกับ Flight to Egypt คือเป็นคริสต์ประวัติตอนสำคัญ
Annunciation แปลเป็นไทยว่า พระนางมารีรับสาร หรือเทวทูตแจ้งข่าว
เป็นฉากยอดนิยมในศาสนศิลปะของยุโรปมาตั้งแต่ยุคเรอเนซองค์
มาหมดหมดความสำคัญลง เมื่อศิลปินตะวันตกเลิกสนใจพระเจ้า

การที่มาตี้เล่นเรื่องนี้ จึงเป็นปรากฏการณ์แหวกโลกแวดล้อมของตัวเอง
ยิ่งกว่านั้น เขาเล่นหนักขนาดสร้างเรื่องราวออกมาเป็นชุด
เหมือนศิลปินเคร่งศาสนายุคโบราณทำ

เพียงแต่รูปแบบนั้น เป็นตัวเองสร้างเอง
ไม่เดินตามขนบนิยมเดิม

ดังนี้
http://www.matiklarweinart.com/en/gallery/aleph-sanctuary-1992.htm
(http://www.matiklarweinart.com/images/gallery/aleph-05-cruc-wall.jpg)
(http://www.matiklarweinart.com/images/gallery/aleph-08-above.jpg)
The original Aleph Sanctuary was a portable 3 x 3 x 3 metre cubic temple made out of various metals and wood and panelled with 68 original paintings of various sizes.  It was built between 1963 and 1970.  That chapel was subsequently dismantled to remove the original paintings.
The chapel was rebuilt in 1992 using aluminium diatrans and plexiglass panels lit by rows of fluorescent tubes
.

เปรียบไปแล้ว เขาก็สร้างจิตรกรรมประดับวิหารในฐานะของมิเกลันเจโลแห่งยุคอิเลคโทรนิกนั่นเอง
ไม่ได้เป็นพุทธอย่างที่ศิลปินใหญ่ของไทยกล่าวตู่เอาแม้แต่น้อย
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 29 October 2018, 11:56:49 AM
สรุป
เวลาเพียง 9 นาที ศิลปินไทยสามารถพร่ำเพ้อความไม่รู้ทางศิลปะออกมา
ราวกับตัวเองเป็นศาสดาแห่งการสร้างสรรค์ทางสุนทรียศาสตร์
ทั้งๆ ที่มีแต่ความมืดบอดในสติปัญญา แต่พูดจาราวกับผู้บันลุเจนจบ

เล่ามา 3 เรื่อง strawberry ทั้งสามเรื่อง

อย่างนี้หรือ ควรยกย่อง
นี่ประเทศเรา



กำลังปิดทองก้อนขี้หมากันอยู่หรือเปล่าหนอ
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: vichien 30 October 2018, 08:04:22 AM
รูปที่ยกมานั้น เขียนในช่วงที่เจ้าตัวเรียกว่า New York awakening
เป็นรูปแรกที่จับเรื่องศาสนา
Flight to Egypt เป็นประวัติพระไคร้สต์ตอนเป็นทารก
บิดามารดาพาหนีตายไปอียิปต์ ใช้เวลาเขียนถึง 3 ปี
วางองค์ประกอบอย่างซับซ้อนผิดจากขนบเดิม

อยากถามข้อหนึ่งครับ พวกที่ใช้เวลาวาด หรือทำ(ด้านอื่นๆ) กันหลายๆปี ส่วนใหญ่หยุดแล้ววาดต่อ ทำต่อ
หรือ ลบทิ้ง เริ่มใหม่ ปั้นใหม่ กันครับพี่
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 30 October 2018, 10:24:29 AM
เรื่องนี้แล้วแต่กรณีครับ
อย่างพี่หวัล รูปนึงๆ แกแค่ตวัดมือไม่กี่ครั้ง ก็บอกว่าสำเร็จ แปะราคาได้เลย
ทั้งๆ ที่การกระทำแบบแกนั้น ศิลปินในจีนหรือญี่ปุ่นที่เคร่งครัด
จะทำทุกวัน วันละสองสามร้อยชิ้น ด้วยจิตใจที่ปลูกฝังสมาธิอย่างแน่วแน่
แล้วก็ทิ้งไปทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นการฝึกมือ ไม่ใช่งานจริง
แล้วก็ไม่ได้ไปโชว์ตามที่ต่างๆ เหมือนลิงวาดรูป
ทำที่ห้องทำงานซึ่งจัดเตรียมอย่างให้ความเคารพในสิ่งที่ทำ

ขอยกตัวอย่างอาจารย์เฟื้อ รูปเหมือนคุณยาย
ท่านรักคุณยายที่เลี้ยงท่านมาแทนแม่ อยู่กันสองคนมาจนเป็นศิลปินหนุ่ม
ท่านจึงขอคุณยายเป็นแบบ ทำงานรูปเหมือนไว้ทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม
ก็นั่งเขียนกันทุกวันไปเรื่อยๆ เพราะอาจารย์เฟื้อเป็นคนละเอียด ไม่เคยเผางาน
ใช้เวลาเป็นปี ค่อยเติมเสริมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าไป เพื่อให้เป็นงานที่ดีที่สุด
แมวที่อุ้มนั่น ไม่ได้อยู่ในแผนมาแต่แรก แต่ว่าทุกครั้งที่คุณยายนั่งเป็นแบบ
อีสีจะกระโดดมาให้อุ้มเสมอ ในที่สุดอาจารย์ก็เลยใส่เข้าไปด้วย

(http://www.sysp.ac.th/files/1403271111003012_14091312125738.jpg)
http://www.sysp.ac.th/external_newsblog.php?links=292
ท่านเขียนรูปนี้เหมือนมันไม่มีวันเสร็จ เพราะทุกครั้งที่จับภู่กันทำงาน
จะเห็นแง่มุมที่ควรใส่ลงไปเสมอ
จนวันหนึ่ง ท่านก็บอกกับตัวเองว่า เสร็จแล้ว
เพราะพอลงนั่งเตรียมทำงาน พบว่าเติมอะไรลงไปไม่ได้อีกแล้ว
แปลว่า งานเสร็จสมบูรณ์

เปรียบเทียบศิลปินสองท่านนี้ จะเห็นกระบวนการความคิดที่ต่างกันเหมือนนรกสวรรค์
ฝ่ายหนึ่ง แม้แต่ทำงานเล็กๆ ก็ใส่ใจในทุกๆ การกระทำ คิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ กว่าจะกระทำการแต่ละครั้ง
อีกฝ่ายทำงานเหมือนผู้รับเหมา เน้นผลงานตอนจบ ไม่มีความไตร่ตรองในระหว่างงาน
เป็นงานที่ทำโดยชำนาญ ในตัวงานนั้น เพิ่มลดเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
เพราะไม่มีโครงสร้างความงามที่แข็งแรงอยู่ในสำนึก เป็นงานเทคนิคล้วนๆ
เขียนสองรูปให้เหมือนกันได้ โดยไม่รู้สึกบัดสี

ศิลปินโดยทั่วไป จะยกงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตัวเองแทบจะไม่มีตัวตน
ไม่มีหรอกครับ แต่งตัวด้วยเครื่องแบบประจำกาย ทำเหมือนเด็กอนุบาลจะไปโรงเรียน
แล้วก็ไปที่รก หนวกหู พลุกพล่าน มีแต่คนแปลกหน้า เพื่อไปแสดงอะไรบางอย่างในนามของศิลปะ
พฤติกรรมเหมือนนักมวย นักกายกรรม หรือนักมายากล เอ่อ เหมือนแก้งค์อับดุลสนามหลวงด้วยแหละ

แต่ละคนเมื่อทำงาน ต้องวาดแผนการมาตั้งแต่ตื่น คิดไตร่ตรอง ทดลองโดยการร่างรูป
งานแต่ละชิ้นใช้เวลาเป็นปีทั้งนั้นครับ
ถ้าทำข้ามคืนแล้วบอกว่าเสร็จ นั่นคืองานส่งครูให้ทันชั่วโมงเรียน ก็คืองานเด็ก

งานศิลปะแต่ละชิ้นนั้น เป็นการผนึกรวมเอาความเป็นตัวเองในขณะหนึ่งออกมา ผ่านการกระทำ
มันเป็นกระบวนการผลาญเวลาอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงไม่มีใครทำลายงานตัวเองครับ
เว้นแต่มีเหตุภายนอกมากระทบ อย่างที่เล่าไว้ในกระทู้หนึ่ง

http://estheticthai.com/index.php?topic=142.30
Re: ศิลปะในด้านมืด
#41 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2018, 01:00:00 PM »
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: K. PJ 22 January 2019, 10:43:15 AM
ท่านเขียนรูปนี้เหมือนมันไม่มีวันเสร็จ เพราะทุกครั้งที่จับภู่กันทำงาน
จะเห็นแง่มุมที่ควรใส่ลงไปเสมอ
จนวันหนึ่ง ท่านก็บอกกับตัวเองว่า เสร็จแล้ว
เพราะพอลงนั่งเตรียมทำงาน พบว่าเติมอะไรลงไปไม่ได้อีกแล้ว
แปลว่า งานเสร็จสมบูรณ์

ชอบจังครับ
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 26 April 2021, 07:03:25 PM
แต่คนอื่นอาจจะมองว่า
งานของพี่หวัล เหมาะเอามาประดับอยู่ในโรงรถก็ได้
เป็นเพียงหนึ่งในของสะสม
จำพวกตัวฟิกเกอร์ซุปเปอร์ฮีโร่ ป้ายยี่ห้อ โปสเตอร์ ฯลฯ

(https://i.pinimg.com/564x/fb/e9/54/fbe9549bed23e2dc76eb053da04f666b.jpg)
(http://tierraeste.com/wp-content/uploads/car-bed-ferrari-bedroom-theme-boys-room-enter_103267-840x450.jpg)

"ผมรู้สึกว่ามันเข้ากับบ้านที่ผมอยู่
เพราะว่าบ้านนี้เราแต่งเป็นธีมเฟอรารี่หมดเลย
แล้วก็เฟอรารี่มันเป็นม้าอยู่แล้ว แล้วมันเป็นสีแดงดำ
ผมเห็นมันเข้ากัน คิดว่าเอาไว้ตรงนี้ เหมาะสมที่สุด"

(ดอยธิเบศร์ ลูกชายศิลปิน อธิบายเหตุผลที่แขวนงานพ่อในโรงรถ นาที 9.40)

หาจนเจอ
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B9%8C&rlz=1C1CHBF_enTH912TH932&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=2ahUKEwie6vy77JvwAhU_zTgGHQwJD8MQ_AUoAnoECAEQBA&biw=1217&bih=590

แถวที่ 5
https://praew.com/people/47816.html

ปล.
มีเรื่องแปลกคือ ไม่ว่าใครสัมภาษณ์ทายาทศิลปิน
จะถ่ายแต่รถ ไม่ถ่ายงานพ่อเลย

นาทีที่ 9 ตอนดูก็ลุ้นว่า งานพี่เขาจะมาตอนใหน....เกือบจบครับ
https://www.youtube.com/watch?v=hMa9Xbd8FjA
http://www.youtube.com/watch?v=hMa9Xbd8FjA
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 16 October 2024, 08:13:26 AM
(https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/08/KBNrTcF43WEx3S2Az683.webp?x-image-process=style/lg-webp)
https://www.youtube.com/watch?v=OBeCvo_NsTs

รสนิยมตลาดนัด
จัดงานเหมือนขายเฟอร์นีเจอร์ลดราคา

ขี้หมูขี้หมา อวดว่าหมื่นล้าน ก็อย่าให้แพ้พวกนี้

(https://exhibitionglobe.com/wp-content/uploads/2021/06/Art-Exhibition-Types.jpg)
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 16 October 2024, 10:53:54 AM
(https://www.chinaartlover.com/wp-content/uploads/2020/04/Chinese-Horse-Painting-ChinaArtlover1-612x1024.jpg)

งานครู versus งานนักเรียน

(https://image.invaluable.com/housePhotos/Bangkok/33/776633/H22892-L380263584.jpg)

รูปบน เขียนกลางสมรภูมิฉางชา 1941
รูปล่าง ศิลปินอายุ 2 ขวบ เมื่อม้าข้างบนทำเสร็จ
: Re: 9 นาทีแห่งความอดสู
: pee 27 August 2025, 05:50:20 PM
พี่หวัลย์สร้างเรื่องอีกแล้ว

นาทีที่ 3.47 เป็นต้นไป
https://www.youtube.com/watch?v=-Z_mRJeZ7ek
แต่ผมเจอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ โอ้ย กระจอก เมื่อชั้นยังเป็นเด็กๆ นี่อะนะ ชั้นเนี่ยอะนะ นั่งรถไฟจากกรุงเทพไปที่บัตเตอร์เวิร์ธ 3 วัน 3 คืน แล้วจากบัตเตอร์เวิธฉันต้องนั่งเรือต่อไปที่ปีนัง แล้วชั้นนั่งจากที่ปีนังไปที่ปอร์ตสมิท ปีครึ่ง แล้วชั้นนั่งรถไฟอีกปีครึ่ง จากปอร์ตสมิทนี่ ข้ามทรานส์ไซบีเรียไปเรียนหนังสือที่เลนินกราดกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถที่เป็นพ่อชั้นซึ่งไปเรียนที่รัสเซีย มึงคิดดูเทอะ เติบโตขึ้นมาในรถไฟน่ะ 3 ปี
https://www.youtube.com/watch?v=-Z_mRJeZ7ek

แกเล่าถึงความลำบากสมัยก่อน กว่าที่จะมาเรียนที่กรุงเทพฯ ได้ ช่างแสนลำบาก
แต่โดนนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ คุยข่มว่า ท่านต้องถ่อเรือแม่ปะ ล่องลงมา 19 วัน กว่าจะมาถึงปากน้ำโพ
ทีเด็ดคือ พี่ศิลปินของเรายกเอาเรื่องเจ้านายมาเล่า เจตนาดีก็คือ ต้องการสอนคนให้ทนความยากลำบาก
น่าเสีบดายที่เรื่องเล่าของท่าน เป็นความเท็จ และเท็จอย่างไม่พึงเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นเท็จบริสุทธิ์ white lie จากเจตนาดีเพียงใด

1 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
เจ้านายพระองค์นี้ มีพระบิดาเป็นเจ้าฟ้าที่ถูกส่งไปเรียนที่รัสเซีย ทรงพบรักกับแคทย่า สาวผู้ดีจนได้เสกสมรส ตั้งครรภ์แล้วมาพักที่
ปีนัง คอยโอกาสเข้าสู่สยาม เมื่อข่าวแหม่มรัสเซียตั้งท้องแพร่ออกไป จึงเดินทางมาคลอดในปี 2451

ปี 2451 ตรงกับค.ศ.1907 เป็นปีสิ้นสุดความวุ่นวายของการปฎิวัติที่ล้มเหลว 1905-1907 ซึ่งทำให้รัสเซียเริ่มเสื่อมจากอำนาจ
อีก 10 ปีต่อมา เมื่อพระองค์จุลฯ ต้องเรียนหนังสืออย่างจริงจัง ก็ตรงกับการปฏิวัติของเลนิน ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ คงไม่มีใครอยากไปเรียนต่อที่นั่น

เรื่องที่ศิลปินเล่าว่า "เติบโตขึ้นมาในรถไฟ 3 ปี" จึงเป็นเท็จ

2 บัตเตอร์เวิร์ธ
หนังสือ "100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008" หน้า 55 เล่าว่า
"พระองค์จุลฯ ออกเดินทางศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ โดยเดินทางด้ายรถไฟไปถึงปาดังเบซาร์ ข้ามแดนไปท่าเรือตรงเกาะปีนัง
ข้ามเขตสยามเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2463 แล้วจึงเสด็จโดยเรือ"
ศิลปินจึงโกหก ที่เล่าว่า "จากบัตเตอร์เวิธฉันต้องนั่งเรือต่อไปที่ปีนัง"

3 ปอร์ตสมิท
น่าจะเป็น ปอร์ตสมัท เกาะท่าเรือตอนใต้ของอังกฤษ ศิลปินออกชื่อผิดอย่างมั่นใจ

4 "นั่งจากที่ปีนังไปที่ปอร์ตสมิท ปีครึ่ง"
ถาม AI ว่า เดินทาง ปีนัง-ปอร์ตสมัท ในปี 2463 หรือ 1920 ใช้เวลากี่วัน
AI ตอบว่า "Sailing from Penang to Portsmouth in 1920 would have taken approximately 30 to 50 days, depending on the specific vessel, route, and weather conditions."
หนึ่งเดิอน ไม่เกิน 2 เดือน

5 "นั่งรถไฟอีกปีครึ่ง จากปอร์ตสมิทนี่ ข้ามทรานส์ไซบีเรียไปเรียนหนังสือที่เลนินกราด"
ศิลปินของเรา นอกจากไม่มีความรู้แล้วยังอวดฉลาดอย่างน่าสงสาร

จากปอร์ตสมัทไปเลนินกราด ต้องนั่งเรือไปเท่านั้น AI บอกว่า ใช้เวลา 10-20 วัน
นี่คือโง่แรก

ไปเรียนหนังสือที่เลนินกราด คือโง่ที่สอง
ในปี 1920 ยังไม่มีเมืองนี้ มีแต่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ถูกเปลี่ยนชื่อในปี 1924 เพื่อเป็นเกียรติกับเลนิน
จะมีเจ้านายคนใหน กล้าไปเรียนหนังสือที่เมืองแห่งการล้มเจ้าหรือ

โง่ที่สามคือทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไม่ได้ผ่านเลนินกราด
ต้นทางอยู่ที่มอสโคว์ ปลายทางวลาดิวอสตอก ดังนั้น นั่งไปอีก 10 ปีก็ไม่เจอครู

6 "ไปเรียนหนังสือที่เลนินกราดกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถที่เป็นพ่อชั้นซึ่งไปเรียนที่รัสเซีย"
เจ้าฟ้าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเรียนจบ 2451 ทิวงคตในปี 2463 พระองค์จุลฯ พระชันษาเพียง 12 ปี
ส่วนจึงพระองค์จุลฯ เรียนที่โรงเรียนนายร้อยประถมจนพระชันษาครบ 13 ปี ก็เสด็จเรียนต่อที่อังกฤษ

ประวัติเจ้านายในราชสกุล มีให้อ่านทั่วไป ไม่มีฉบับใหนบอกว่า 2 พ่อลูกไปเรียนที่รัสเซียด้วยกันเลย


ใครที่หลงยกย่องศิลปินเกินเบอร์เช่นนี้ ควรยับยั้งชั่งใจด้วย