EstheticThai.com
Forum => ศิลปะและสถาปัตยกรรม => : pee 04 September 2018, 02:49:55 PM
-
ย้ายมาตั้งกระทู้ใหม่ดีกว่า
ขออภัยที่ทำให้สับสน แล้วก็ขอบคุณคุณพินิจที่เปิดประเด็นครับ
----------------------
เมื่อครั้งที่ผมร่างหลักสูตรศิลปะภาพถ่ายให้วิทยาลัยรังสิต
มีสองวิชาที่กรรมการวิทยาลัย สงสัย
(สถาบันอุดมศึกษาเอกชน จะต้องเริ่มต้นเป็นด้วยการเป็นวิทยาลัย
จนกว่าจะมีคนจบ จึงเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัย)
หนึงคือวิชา "ความคิดเกี่ยวกับภาพถ่าย"
อีกหนึ่งคือวิชา "วัฒนธรรมสมัยใหม่"
คำอธิบายของผม คงทำให้กรรมการยอมรับ จึงอนุมัติให้เปิด
เสียดายที่ผมบันจุไว้สำหรับเรียนในปีสาม แต่ผมลาออกก่อนจะได้สอน
เอามาฝากคุยไว้ตรงนี้ละกัน
ทำให้เข้าใจเรื่องเพลงในยุคที่คุณพินิจกำลังฟังอยู่พอดี
ในช่วงที่ผมกำลังทำหลัดสูตรนั้น วิชาว่าด้วยวัฒนธรรมนั้นล้าหลังมาก
ตำราหลักเป็นผลงานของพระยาอนุมานราชธนกับสานุศิษย์
ผมอ่านแล้วก็คิดว่า นี่มันแนวคิดที่หมดยุคไปเป็นชั่วคนแล้ว
เรื่องที่ว่า วัฒนธรรมคิอสิ่งดีงามจากอดีต
คือเครื่องวัดความเจริญ ความสูงส่งทางจิตวิญญานอะไรทำนองนี้
มันก็ไม่ผิดดอกที่จะยึดถืออย่างนั้น แต่มันคับแคบเกินไป
และทำให้หลายสิ่งหลายอย่างถูกมองข้ามไป หรือมองผิดไปเป็นคนละมุม
ทางที่ดีคือ เราน่าจะมองกระบวนการทางวัฒนธรรมผ่านมุมมองใหม่
คือไม่มองบวกอย่างเดียว และไม่มองย้อนหลังอีกด้วย
วัฒนธรรมคือกระบวนการทางสังคมที่เกิดและเปลี่ยนไปในเวลาปัจจุบัน
อันมีผลให้การมีชีวิตทางสังคน เป็นอย่างที่เป็น
ไม่ใช่เป็นอย่างที่บอกให้เป็น หรืออยากให้เป็น
-
ที่บอกว่า "เป็นอย่างที่บอกให้เป็น หรืออยากให้เป็น"
มีที่มาอันคาใจผมนานานว่า เราสั่งให้วัฒนธรรมเป็นอะไรก็ได้หรือ
(https://f.ptcdn.info/681/021/000/1406426287-2010118252-o.jpg)
เราไม่ใช่หมานะครับ
http://www.youtube.com/watch?v=8Dp5FCEMEVk
-
กระทู้เยี่ยมครับ ปูเสื่อรอครับ
-
ที่บอกว่า "เป็นอย่างที่บอกให้เป็น หรืออยากให้เป็น"
มีที่มาอันคาใจผมนานานว่า เราสั่งให้วัฒนธรรมเป็นอะไรก็ได้หรือ
(https://f.ptcdn.info/681/021/000/1406426287-2010118252-o.jpg)
ประกาศนี่ของจริงหรือครับ ไม่อยากเชื่อ รัฐบาลไหนครับ แย่มากๆเลย
-
ประกาศของจอมพลป. เรื่องรัฐนิยม 12 ประการ พ.ศ. 2485
https://th.wikipedia.org/wiki/รัฐนิยม
รัฐนิยม ฉบับที่ 1
เรื่องการใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 โดยในวันที่ 28 กันยายน ปีเดียวกัน ให้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ตามที่เรียกขานประชาชนว่าคนไทย ชื่อประเทศก็ควรเรียกว่า ประเทศไทย
รัฐนิยม ฉบับที่ 2
ประกาศไม่ให้คนไทยประพฤติตนเป็นตัวแทนของต่างชาติ และไม่ให้ขายที่ดินให้ต่างชาติโดยเด็ดขาด
รัฐนิยม ฉบับที่ 3
เรื่องการเรียกคนในประเทศว่า “คนไทย” แม้มีเชื้อสายอื่นก็ให้ถือว่ามีสัญชาติไทย มิให้แบ่งแยก เป็นความต่อเนื่องจากรัฐนิยมแบบแรก นั่นคือการเรียกชื่อว่า “ไทยเหนือ ไทยอีสาน ไทยใต้ ไทยอิสลาม” ให้เรียกว่า “ไทย” โดยรวมเพื่อขจัดความแตกต่าง ซึ่งกำหนดให้เลิกเรียกชื่อชาวไทยโดยใช้ชื่อไม่ต้องตามเชื้อชาติ และนิยมของผู้เรียก แต่ให้ใช้คำว่า “ไทย” แก่ชาวไทยทั้งมวลโดยไม่แบ่งแยก ทั้งนี้รัฐบาลมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นดินมั่นคงของประเทศและความกลมเกลียวสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติไทยทั่วทุกภาคของประเทศ กล่าวได้นับว่านับเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า “ชาวไทยมุสลิม” เป็นคนไทยเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไปชนผืนแผ่นดินไทย มีข้อความว่าด้วยรัฐบาลเห็นว่า “การเรียกว่าไทย” บางส่วนไม่ต้องตามชื่อเชื้อชาติ และความนิยมของผู้ถูกเรียกก็ได้ การเรียกชื่อแบ่งแยกคนไทยออกเป็นหลายพวก หลายเหล่า เช่น ไทยเหนือ ไทยอีสาน ไทยใต้ และไทยอิสลาม ก็ดีไม่สมควรแก่สถานของประทศไทย ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้จึงประกาศไว้ในรัฐนิยมไว้ ดังนี้ 1 ให้เลิกการเรียกชาวไทยโดยใช้ชื่อที่ไม่ต้องตามเชื้อชาติและความนิยมของผู้เรียก 2 ให้ใช้คำว่า ไทย แก่ชาวไทยทั้งมวลโดยไม่แบ่งแยกรัฐนิยมฉบับนี้ ซึ่งกำหนดให้เลิกการเรียกชาวไทยโดยใช้ ชื่อที่ไม่ต้องตามเชื้อชาติและความนิยมของผู้ถูกเรียก แต่ให้ใช้คำว่า “ไทย” แก่ชาวไทยทั้งมวล โดยไม่แบ่งแยก ทั้งนี้โดยรัฐบาลมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของประเทศและ ความกลมเกลียวสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชาติไทยทั่วทุกภาคของประเทศ
รัฐนิยม ฉบับที่ 4
เรื่องการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี
รัฐนิยม ฉบับที่ 5
เรื่องให้ชาวไทยพยายามใช้เครื่องอุปโภค บริโภคที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย
รัฐนิยม ฉบับที่ 6
เรื่องทำนอง และเนื้อร้องเพลงชาติของไทย
รัฐนิยม ฉบับที่ 7
เรื่องชักชวนให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ
รัฐนิยม ฉบับที่ 8
เรื่องเพลงสรรเสริญพระบารมี
รัฐนิยม ฉบับที่ 9
เรื่องภาษาและหนังสือไทยกับหน้าที่พลเมืองดี ซึ่งกำหนดให้ชนชาติไทย ถือเป็นพลเมืองดีที่จะต้องศึกษาให้รู้หนังสือไทยอันเป็นภาษาของชาติอย่างน้อยต้องให้อ่านออก เขียนได้ และถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญในการช่วยเหลือสนับสนุนแนะนำชักจูงให้พลเมืองที่ยังไม่รู้ ภาษาไทยหรือยังไม่รู้หนังสือไทยให้รู้ภาษาไทยหรือหนังสือไทยจนอ่านออกเขียนได้ ทั้งนี้เพื่อ ไม่ให้เกิดความแตกแยกและความแตกต่างของท้องที่ถิ่นกำเนิด
รัฐนิยม ฉบับที่ 10
เรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทย : กำหนดให้คนไทยต้องแต่งกายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ว่าเป็นสุภาพชน เช่น ผู้ชายสวมหมวกใส่เสื้อชั้นนอกคอเปิดหรือปิด สวมกางเกงขายาวแบบสากล สวมรองเท้าหุ้มส้นและหรือหุ้มข้อ และถุงเท้า ส่วนผู้หญิงก็ต้อง สวมหมวก ใส่เสื้อนอกคลุมไหล่ สวมผ้าถุง ใส่รองเท้าหรือหุ้มส้นและถุงเท้า เป็นต้น
รัฐนิยม ฉบับที่ 11
เรื่องกิจประจำวันของคนไทย (ประกาศเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2484) โดยชนชาติไทยพึงบริโภคอาหารให้ตรงเวลา ไม่เกินวันละ 4 มื้อ และนอนประมาณ 6-8 ชั่วโมงต้องมุ่งมั่นทำงาน พักกลางวันไม่เกิน 1 ชั่วโมง มีเวลาทำสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้ ทั้งชำระร่างกายแล้วจึงรับประทานอาหารว่าง ในเวลากลางคืนก็ควรใช้ในการพบปะสนทนาในครอบครัว มิตรสหาย ทั้งใช้ศึกษาหาความรู้ หรือในการมหรสพ ส่วนวันหยุดก็ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อร่างกายและจิตใจ เล่นกีฬา พักผ่อน ทำบุญ ฟังเทศน์ เป็นต้น
รัฐนิยม ฉบับที่ 12
เรื่องการช่วยเหลือคุ้มครองเด็ก คนชรา หรือคนทุพพลภาพ ประกาศเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2485
-
มาถึงเมื่อเร็วๆ นี้ แปลงร่างเป็น
ค่านิยมของคนไทย ๑๒ ประการ:
1. ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม
3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม
5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี
11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา
12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง
(https://www.matichon.co.th/online/2014/09/14110275451411027561l.jpg)
-
อ่านแล้ว รัฐนิยมจอมพล ป. ก็ดีทุกข้อ ยกเว้นรูปโฆษณาการแต่งกายนั่นล่ะ ดูแล้วทำให้เข้าใจเจตนาผิดไปเลย
-
ก่อนคุยต่อ มีข้อสังเกตให้พิจารณาเล็กน้อยว่า
ความแปลกใหม่ของหัวข้อนี้เมื่อวันนั้น กลายเป็นเรื่องปกติของวันนี้ไปเสียแล้ว
ลองเสิร์ชคำว่า "วัฒนธรรมสมัยใหม่" ในกูเกิล พบว่าขึ้นมาเพรียบ
นี่คือตัวอย่างจากญี่ปุ่น
https://livejapan.com/th/article-a0000248/
วัฒนธรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่นแม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังรู้จัก ขอแนะนำกระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่มีแฟนคลับทั่วโลก
คอสเพลย์ (Cosplay)
คาเฟ่สาวใช้ (Maid Café)
ข้าวกล่องตัวการ์ตูน
คาเฟ่แมว
คาราโอเกะ (Karaoke)
ไอดอลใต้ดิน
ที่จริง ยกเหตุการณ์ห่างกันหลายสิบปีมาเทียบ ย่อมจะมีความแตกต่างให้เห็นเป็นธรรมดา
ในวันนั้น คอมพิวเตอร์ยังเป็น DOS อินเตอร์เนตก็ยังไม่มี
มือถือเครื่องละ 4 กิโล ตัวละสองแสน ใครมีต้องจ้างคนใช้หิ้วตาม
(https://i.redd.it/32l6085p5c611.jpg)
เทียบกับปัจจุบันแล้ว เด็กๆ คงนึกสภาพไม่ออกเอาเลยทีเดียว
เช่นเดียวกัน
เอาสังคมสิ่งแวดล้อมยุคกึ่งพุทธกาล มาเทียบกับยุค NICs ของนายกชาติชาย
ผลต่างย่อมมากมายมหาศาลอย่างไม่อาจคิดคำนวณ
-
ความแตกต่างเช่นนี้ ส่งผลกับวัฒนธรรม
ในวันที่ร่างหลักสูตร ผมถือว่าการถ่ายรูป เป็นกระบวนการทางวัฒนธรรม
ดังนั้น นักเรียนของผม ต้องรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง
จึงไม่อาจยอมรับให้ตำราที่ตายสนิทของคนรุ่นก่อน มากำหนดโครงสร้างความคิดของคนทำงาน
โจทย์ของผม จึงเป็นความจริงแบบเหรียญสองด้าน
ด้านหนึ่ง คือการถ่ายรูป เป็นวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง วัฒนธรรมที่เขาใช้ ย่อมกำหนดกรอบความคิดของเขาและเธอ
นี่เป็นความคิดที่ยังเป็นเงาลางๆ ในวันที่ผมกำหนดให้มีการสอนเรื่องนี้ แก่นักเรียนถ่ายรูป
แม้จะเป็นเพียงความคิดลางๆ มันก็ยังชี้ชัดว่า ข้อเสนอของคนรุ่นรัชกาลที่ห้า หก และเจ็ด
ใช้รองรับหรือเป็นเข็มมุ่งของการถ่ายรูปในยุคใหม่ไม่ได้
อันที่จริง โลกของการถ่ายรูป ก็ไม่ใช่โลกใบเดียวกับที่มันถือกำเนิดออกมา
ในปี 1839 ที่ดาร์แกร์และฟ๊อกส์ ทัลบอต นำเสนอเทคโนโลยี่ในการบันทึกความทรงจำออกมา
(http://www.photohistory-sussex.co.uk/DAGapparatus.jpg)
โลกในวันนั้น ล้าหลังกว่าโลกที่การถ่ายรูปจะสร้างขึ้นในอีกไม่กี่ปีมากมายหลายระดับ
การถ่ายรูปจึงเป็นวัฒนธรรมใหม่ในตัวของมันเอง
แน่นอน ของใหม่จะไปทำซ้ำของเก่านั้น เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
ผมจึงยืนยันกับกรรมการวิทยาลัย ที่ยังยึดถือแนวคิดแบบพระยาอนุมานฯ ว่า
วิชา "วัฒนธรรมสมัยใหม่" มีความสำคัญกับการสร้างศิลปบัณฑิตของสาขาวิชาอย่างยิ่งยวด
-
เข้าใจ ชัดเจน มากขึ้นเลยครับ ตอนที่ยกตัวอย่าง วัฒนธรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่น
ดังนั้น
1. ผู้แก่ในสังคมอนุรักษ์ของญี่ปุ่นเอง จะต่อต้านไม่ยอมรับ วัฒนธรรมสมัยใหม่ ของเด็กรุ่นหลัง ก็เป็นได้ไหมครับ
2. ศิลปะสมัยใหม่ อาจใช้หลักคิด แบบเดียวกัน ก็ได้ซิครับพี่
แต่อย่างน้อย ผมมีหลักการ ในการตอบพวกเต่าไดโนเสา บ้างแระ ฮิๆ ขอบคุณคร้าบบ
-
การไม่ยอมรับในแต่ละวัฒนธรรม เป็นของปกติในวงจรชีวิตมนุษย์
ว่าไปแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่น่าสงสาร
มีขีดจำกัดในการยอมรับที่ต่ำมาก ต่ำกว่าหมาที่เยี่ยวแสดงความเป็นเจ้าของเสียอีก
อย่างเช่นสงครามศาสนา ฆ่ากันยิ่งกว่าสัตว์
ทั้งๆ ที่ศาสนาทั้งหลาย สอนให้คนอยู่ในสันติ
ในประเทศที่ล้าหลัง วัฒนธรรมยิ่งยึดติด ปราศจากความหลากหลาย
แทบจะสะกดคำว่า "ยอมรับ" ไม่เป็น แต่กับสยบยอมกับบัญชาของผู้นำ
วัฒนธรรมสมัยใหม่คือปฎิภาคกับสภาพการณ์นี้
มีความแตกแยก แตกต่างสูง แต่มีแรงต้านหรือแรงถีบต่ำ
ถ้าจะมี ก็เกิดเป็นหน่วยย่อย และไม่จีรัง
แม้แต่ไอ้กระบวนการทางสังคมที่เห่อกันเมื่อสักไม่นานมานี้
ตั้งแต่อาหรับสปริง อ๊คคิวพาย(-เอ่อ อ๊อคคิวพายน่ะ) ถนนกำแพง
แม้กระทั้งมีทู แป๊ปเดียวก็จบ
เราที่อยู่ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ จึงต้องตื่นเตลิดกว่าปกติ
และยอมรับความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นอานิจ คือสลดในการพลัดพรากอยู่เป็นประจำ
แล้วในที่สุดแล้ว ความลุ่มลึกทางวัฒนธรรม ความรื่นรมย์ที่ได้มา
จะน้อยลง น้อยลง เพื่อให้พอเหมาะกับที่เราจะเลือกเข้าไปอยู่ในนั้น
มีข้อน่ายินดีก็คือ เราสามารถ "เลือก" ได้
ไม่ใช่หมดทางเลือกเหมือนรุ่นพ่อแม่ หรือปู่ย่าตาทวด
ที่สังกัดในวัฒนธรรมแบบหมดทางเลือก
เป็นส่วนดีในความเลวร้ายของสมัยใหม่อย่างน่าประหลาดใจ
-
เอาละ เมื่อรู้รอบในประเด็นพอสมควรแล้ว
เราควรทำตัวอย่างไร
สมมติว่า มีกล้องถ่ายรูปอยู่ในมือ
(คนอื่นอาจมีปากกา พูกัน เมาส์-คีย์บอร์ด หรือแม้แต่ไมค์....)
เราจะบุกเข้าไปในวัฒนธรรมสมัยใหม่ แล้วรอดออกมาพร้อมผลงานได้อย่างไร
ผมคิดว่า มีสิ่งเดียว ที่เราต้องมี
"การรู้จริง"....ไม่ต้องถึงขั้นรู้แจ้งก็พอไหว
หมายความว่า เราต้องทำงานหนักกว่าบรรพบุรุษหลายเท่า
ท่านเหล่านั้น ใช้การสยบยอมเป็นใบเบิกทาง
ซึ่งใช้ไม่ได้ในวัฒนธรรมสมัยใหม่
เพราะวัฒนธรรมสมัยใหม่ เป็นปัจเจกภาวะมากกว่าที่โบราณจะคิดไปถึง
เหนื่อยนะครับ จะเป็น "คน" ในยุคปัจจุบันน่ะ
-
แล้วช่างภาพในวัฒนธรรมสมัยใหม่ ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้รอบรู้
หรือพูดใหม่ว่า ความรอบรู้ จำเป็นแค่ใหนกับช่างภาพสมัยใหม่
ตอบสั้นๆ ก็คือ เพราะมันทำให้ช่างภาพ เป็น "อิสระ" จากการครอบงำทางวัฒนธรรมงัย
การถูกครอบงำ หมายความว่า ปีศาจจากอดีต ข้ามกาลเวลามาควบคุมเรา
ปีศาจนี้ เรียกให้เข้าใจง่ายก็คือ สัมฤทธิผลทางการสร้างสรรค์งัย
ปีศาจนี้ครอบงำให้เราอยากเป็นเบรสซอง อยากเป็นแอนเซล อดัมส์ อยากเป็นระบิล บุนนาค ฯลฯ
ทำให้เราไม่อยากเป็นตัวเราเอง
ถ้าเรารอบรู้ขึ้นอีกหน่อย เราควรจะรู้ว่า ปีศาจช่างภาพเหล่านั้น ไม่ได้ดื่มกินน้ำปะปาก๊อกเดียวกับเรา
ไม่ได้สูดอากาศเฮือกเดียวกับเรา อาจจะไม่รู้จักข้าวหมูแดงสีลม หรือก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายพัฒน์
เขาไม่รู้จักเซ็นทรัล ไม่รู้จักสนามศุภ ไม่รู้จักตลาดเจเจ.....ฯลฯ
แล้วทำไมเราต้องยอมให้เขาครอบงำเล่า
เราต้องรู้ต่อไปว่า ฉากชีวิตที่เราจะพากล้องเดินเข้าไปนั้น ในวินาทีนั้น มีแต่เราคนเดียวโดดเดี่ยว
ถ้าเราไม่มีเพื่อนร่วมทางที่ชื่อว่า "รอบรู้" เราคงจะหลงทาง และกลับออกมาด้วยงานที่เป็นเศษสวะ
ทั้งๆ ที่ มีเราคนเดียวเท่านั้น ที่เข้าไปเจอประสบการณ์นั้น
-
อูยๆ ยาวมากๆ เดี๋ยวค่อยวกกลับมาอ่านอีกที ช่วงนี้ บ.เพิ่งได้งานใหม่ทีเดียว 2 งาน จากที่นั่งว่างมาเป็นเดือนๆ
...555 บิ๊กโบนัส มาแล่ะ Ummm
-
แต่ละกท แต่ละข้อความ ของพี่พี นี่มันโคดตะระ เข้มข้น
เพิ่มรอยหยักได้ดีจริงๆ
พูดแล้ว หิวเกาเหลาเนื้อวัดฉิม จริงๆๆ
-
แล้วช่างภาพในวัฒนธรรมสมัยใหม่ ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้รอบรู้
หรือพูดใหม่ว่า ความรอบรู้ จำเป็นแค่ใหนกับช่างภาพสมัยใหม่
อีนี่ฉานม่ายรู้..... ฉานรู้อย่างเดียว จาปายซื้อ.. หน้าชัด หลังละลาย .... Huh
-
แล้วช่างภาพในวัฒนธรรมสมัยใหม่ ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้รอบรู้
หรือพูดใหม่ว่า ความรอบรู้ จำเป็นแค่ใหนกับช่างภาพสมัยใหม่
อีนี่ฉานม่ายรู้..... ฉานรู้อย่างเดียว จาปายซื้อ.. หน้าชัด หลังละลาย .... Huh
ชอบความเห็นนี้จังเลย
มันชี้ชัดว่า เราจำเป็นแค่ใหนที่จะต้องรู้จักวัฒนธรรมสมัยใหม่
หรือเรียกว่า การรู้ทันโลกในแง่วัฒนธรรม
เวลาเราซื้อคอม หรือมือถือ เรายังพอเป็นตัวเองอยู่บ้าง
พอซื้ออุปกรณ์ทางวัฒนธรรมอย่างกล้องถ่ายรูป
อ้าว เรากลายเป็น "ทาส" ของมันเอาดื้อๆ
กลายเป็นเราเอง ปรับตัวให้เข้ากับการถูกกล้องใช้งาน
คือมีค่าเพียงเป็นมนุษย์นิ้วชี้ไว้กดชัตเตอร์แทนกล้อง .... ตกต่ำอิ๊อ๋ายเลย
Oi
-
ประเด็นเรื่องเครื่องมือที่ก้าวหน้านี่เอง ที่ทำให้ผมต้องตั้งรายวิชาเรื่อง "วัฒนธรรมสมัยใหม่" ขึ้นมา
แม้ว่า ในวันนั้น กล้องถ่ายรูปจะยังไม่เทพเท่าวันนี้ แนวโน้มก็เห็นว่าหลีกไม่พ้น
ในปีนั้น ไลก้ากำลังสร้างเลนส์ที่เป็นความฝันของวงการ เลนส์ที่ "เร็ว" ที่สุดทางทฤษฎี f1
เพื่อเอาชนะเลนส์ f1.2 ที่ถือว่าเร็วที่สุดและแพงสุดกู่ในท้องตลาด
ขณะเดียวกัน นิกอนก็ทุ่มเทไปกับโปรแกรมวัดแสงเฉลี่ย เพื่อช่วยให้เปิดรูรับแสงสัมพันธ์กับสปีดชัตเตอร์
ช่วยให้ช่างภาพสามารถถ่ายรูปได้ดีขึ้น ในเวลาจำกัด
นี่เป็นตัวอย่างที่ เครื่องมือกำลังจะละเอียดกว่าสมรรถนะของมนุษย์
ภายใต้แนวโน้มที่จะเจริญก้าวหน้าในอัตราทวีคูณ หรือตรีคูณ หรือเร็วกว่านั้น
ซึ่งจะนำมาสู่ปฎิภาคผกผันของฝีมือกับเครื่องมือ
มันจะมาถึงจุดที่ ยิ่งเครื่องมือดีเท่าไร มนุษย์ยิ่งเลวลงเท่านั้น
ทั้งๆ ที่ในยุคเครื่องมือเลว เมื่อพันปีก่อน มนุษย์เป็น "นายช่าง" ผู้แสนประเสริฐ
(https://media.gettyimages.com/photos/norway-urnes-stave-church-a-door-panel-on-the-outside-wall-depicting-picture-id125222383)
(https://thornews.files.wordpress.com/2017/08/urnes-stave-church-wooden-carving.jpg?w=700&h=928)
The Urnes Stave Church 1020AD
-
น่าเสียดายที่วิชานี้ ถูกกำหนดให้สอนเด็กปีสาม ผมดันลาออกมาตอนปีสอง ก็เลยไม่ได้สอน
แม้กระนั้น ผมก็แอบใส่เนื้อหาลงไปในวิชาอื่น ซึ่งได้ผลน่าสนใจ
สำหรับนักเรียนภาพถ่ายโดยตรง ผมให้เด็กปีสองทำโครงการภาพถ่ายบันทึกสังคม
เด็กคนหนึ่ง ทำเรื่องเด็กดมกาวในชุมชนไกล้วิทยาลัย
อีกคนทำเรื่องเด็กเก็บขยะที่อ่อนนุช
อีกคนทำเรื่องโรงพยาบาลศรีธัญญาแผนกคนป่วยสูงอายุ
ส่วนเด็กนอกสาขา จ่ายให้ทำงานกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งถ่ายรูปตึกริมถนนสี่พระยา เอามาต่อกันเป็นถนนเกือบทั้งเส้น
(คล้าย street view ของ google ในปัจจุบัน)
เพื่อรักษาสภาพเดิมของเมืองเอาไว้ในรูปถ่าย ก่อนที่จะถูกทำลายจากความเจริญ
(https://i.pinimg.com/originals/d9/63/c2/d963c215337584639b2731af1f5f556c.jpg)
อีกกลุ่มน่าสนใจที่สุด ทำเรื่องไหว้ครูสักยันตร์ของสำนักหนึ่ง เห็นว่าชุมนุมกันหลายร้อย
ของขึ้นแสดงอิทธืฤทธิ์กันมากมาย
งานออกมาไม่เยี่ยมเท่าที่ควร ยกเว้นบางคน
แม้กระนั้น ผมคิดว่า น่าจะทำให้เด็กได้ตระหนักว่า ศิลปะของพวกเขา เป็นของปัจจุบันและอนาคต
ไม่ใช่ย้อนกลับไปทำอย่างเดียวกับคนเมื่อร้อย-สองร้อยปีก่อน
แถมยังเป็นสังคมที่พวกเขาไม่ได้เป็นสมาชิกอีกด้วย
-
ในห้วงเวลานั้น
การถ่ายรูปจมปลักอยู่กับผู้อาวุโสที่เป็นมือสมัครเล่นทั้งสิ้น
ท่านเหล่านั้น พัฒนาตัวเองมาจากการเล่นเป็นงานอดิเรก
แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นทำมาหากินในระยะต่อมา
(http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/177/785/original_ps3.jpg?1352586722)
(http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/177/787/original_pps4.jpg?1352586727)
(http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/177/789/original_pps5.jpg?1352586721)
(http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/178/528/original_pdp1.jpg?1352587138)
รูปชนะประกวดของสมาคมถ่ายภาพ จาก
https://www.gotoknow.org/posts/182803
งานพวกนี้ ยังใช้วัฒนธรรมและแนวคิดของสมัยบุกเบิกถ่ายรูป
ราว 1900 อยู่เลย
(https://s3.amazonaws.com/files.collageplatform.com.prod/image_cache/500x500_fit/551971df07a72c625f603e56/e3747aab06e09cac45593eb8e15419ac.jpeg)
Alfred Stieglitz (1864-1946) The Steerage, 1907
ถือว่าผิดยุคสมัยไปราวๆ ครึ่งค่อนศตวรรษทีเดียว
-
love ชอบครับ
-
การยึดถือของท่านเหล่านี้ ทำให้การถ่ายรูปเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างงานศิลปะ
ทว่า ท่านเหล่านี้ ไม่เคยเรียนศิลปะ แล้วจะทำอะอไรที่กลายเป็นศิลปะได้ละหรือ
จากรูปตัวอย่าง ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นงานที่สร้างขึ้นภายใต้กฏเกณฑ์ของศิลปะปฎิบัติ
เช่น การจัดวางองค์ประกอบ การเน้นจุดสนใจ การเล่นกับน้ำหนัก เส้น หรือ พื้นผิว
เหล่านี้ล้วนเป็น "แบบฝึกหัด" ในโรงเรียนศิลปะเท่านั้น
อาจนับเป็นสิ่งเทียมศิลปะ หรือเป็นผลผลิตทางเทคนิค
ยังห่างไกลจากการเป็นศิลปะ หรือการเป็นแบบอย่างในทางสร้างสรรค์
พูดง่ายๆ คือเอาไปขายเป็นรูปประกอบได้ราคาดี
ยังไม่พอจะแขวนในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ
การจะสร้างช่างภาพให้กลายเป็นศิลปินขึ้นมานั้น
จะเดินตามตัวอย่างในขณะนั้นไม่ได้ เราต้องป้อนความคิดที่มีพลังให้เด็กๆ
พยายามกันไม่ให้เขาทำตามคนอื่น
เราต้องให้เขาใช้ชีวิตในยุคสมัยของเขาเอง