EstheticThai.com
Forum => ดนตรีและเรื่องเกี่ยวเนื่อง => : pee 14 August 2018, 12:09:57 PM
-
ในแวดวงคลาสสิค มีเรื่องเล่าที่เชื่อกันมา จนยึดถือกันว่าเป็นเรื่องจริง
เกี่ยวกับอาถรรพ์ซิมโฟนี่หมายเลข 9
มาฟังเรื่อง the 9th Phoebia ที่เลนนี่เล่า ...แบบมั่วๆ ในคลิบนี้กันก่อน
https://www.youtube.com/watch?v=FVfz5YymsXI
http://www.youtube.com/watch?v=FVfz5YymsXI
Bernstein Discusses Shostakovich's 9th
เป็นการเสียสติในการตีความประวัติศาสตร์ดนตรีโดยแท้
เลนนี่สร้างเรื่องว่า หลังปรากฏซิมโฟนี่หมายเลข 9 ของเบโธเฟ่นแล้ว
โลกของดนตรีคลาสสิคก็เหมือนถูกสาป
ไม่มีใครข้ามพ้นไปสร้างหมายเลข 10 ได้เลย
ชูเบิร์ต จบแค่ 9
ชูมานน์และบราหมส์ ทำได้แค่ 4
มาถึงบรุคเนอร์ ก็ข้ามไปไม่ถึง 10
ทำให้มาห์เลอร์เกรงอาถรรพ์นี้
ไม่ยอมใส่หมายเลขให้ซิมโฟนี่ที่แต่งหลังจากหมายเลข 8
กลับตั้งชื่อใหม่ว่า เพลงร้อง
เพื่อหลีกหนีชะตากรรมที่ตัวเองเชื่อว่าจะเกิด
ขอยกคำอธิบายในเพลงนี้ ของผู้นิยมมาห์เลอร์มาวางให้อ่านกันก่อน
Das Lied von der Erde (The Song of the Earth)
ตามลำดับจริงๆแล้วเพลงนี้คือซิมโฟนีหมายเลขเก้า Mahler เขียนกำกับไว้ว่า “a symphony for
alto (or baritone), tenor solos and large orchestra” เนื่องจาก Mahler
เชื่อใน “อาถรรพ์หมายเลขเก้า” นั่นคือคีตกวีในอดีตไม่ว่าจะเป็น Beethoven หรือ Bruckner
ก็ต่างเสียชีวิตหลังจากแต่งซิมโฟนีหมายเลขเก้าทั้งนั้น Mahler ก็เลยแก้เคล็ดโดยการเลี่ยงที่จะใช้ชื่อว่า
เลขเก้าแต่เรียกเป็นชื่ออื่นแทน Song of the Earth นี้ประกอบไปด้วยเพลงร้องหกบทด้วยกัน โดย
ที่เพลงเแรกและเพลงที่สองนั้นเปรียบเสมือนท่อนแรกและท่อนช้าของซิมโฟนีตามลำดับ ส่วนเพลงที่
3-5 นั้นเป็นเพลงสั้นที่เป็นเสมือน Scherzo ก่อนที่จะปิดด้วยเพลงที่หกซึ่งมีความยาวมากกว่าห้า
เพลงแรกรวมกันเสียอีก อีกจุดเด่นของเพลงร้องชุดนี้คือทางด้านเนื้อร้องนั้น Mahler นำมาบทกวี
ของจีนทีถูกนำมาแปลเป็นภาษาเยอรมัน (แปลจากภาษาฝรั่งเศสอีกที) ในชื่อชุด Die Chinesische
Flöte ("The Chinese Flute") โดยที่บทกวีที่ Mahler เลือกนำมาใช้นั้นแต่งโดย หลี่ไป๋,
หวังเหวย, เมิ่งเฮ่าหราน และจางจวี้ ซึ่งเป็นล้วนแล้วแต่เป็นกวีเอกจากสมัยราชวงศ์ถัง เนื้อหาโดยรวมๆ
นั้นเป็นการพรรณาถึงความสวยงามของพื้นพิภพและการร่ำลาประมาณ “ร่ำสุราก่อนลาจาก” ซึ่งตรง
กับสิ่งที่ Mahler กำลังจะสื่อนั่นคือชีวิตคนเรานั้นสั้นนักแต่ความงามของโลกและธรรมชาตินั้นคงอยู่
ตราบชั่วฟ้าดินสลาย คงไม่มีอะไรที่สามารถสรุปบทเพลงแห่งพื้นพิภพชุดนี้ชัดเจนไปกว่าบทร้องช่วง
สุดท้ายที่ Mahler แต่งเองเติมลงไปปิดท้ายที่ว่า:
“Die liebe Erde allüberall
Blüht auf im Lenz und grünt
Aufs neu! Allüberall und ewig
Blauen licht die Fernen!
Ewig... ewig...”
“The dear earth everywhere
Blossoms in spring and grow green again!
Everywhere and forever the distance shines bright and blue!
Forever..forever…”
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=iya
-
ตามด้วยเพลงนี้ จากคนที่ไกล้ชิด
http://www.youtube.com/watch?v=rVCuUNhV8k4
http://www.youtube.com/watch?v=DQ7FW4fly9Y
แถมด้วยเลนนี่ ในฐานะกระบอกเสียงเรื่องนี้....อิอิ
http://www.youtube.com/watch?v=idRevTkIPts
สำหรับตัวผมเองนั้น ไม่เคยฟังเพลงนี้จนจบ เพราะเข้าไม่ถึงครับ
Oi
-
ที่จริงแล้ว คำบอกเล่าของเลนนี่ อาจจะสรุปไปได้อีกแบบ ซึ่งถูกต้องกว่า คือ
ไอ้ความเชื่อเรื่องใครแต่งถึงเบอร์ 9 แล้ว จะไม่รอดไปแต่งเบอร์ 10 น่ะ
มันเป็นความเชื่อส่วนตัวของมาห์เลอร์คนเดียว คนอื่นไม่ได้เชื่ออย่างนั้น
แต่เลนนี่กลับขยายความครอบลงไปให้กับประวัติศาสตร์ดนตรีโลกว่า
ใครๆ ก็ไม่กล้าแต่งซิมโฟนี่ถึงเบอร์ 9
นี่คือการบิดเบือน แล้วเอาชื่อเสียงตัวเองกระจายมันออกไป
เป็นนิยายโง่ๆ เพื่อจะมาเล่นกับประเด็นซิมโฟนี่ที่ 9 ของมิตย่า
แล้ววงการก็รับมาไว้เหนือเกล้า ร่ำลือกันต่อๆ มา อย่างสิ้นคิด
สมแล้วที่ป๊อกบอกว่า ฝรั่งไม่ได้ฉลาดเสมอไป.....อยู่โหนว
ไอเดียของเลนนี่ ก็กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาซะงั้น
คนที่ไม่มีฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์ ก็จะร่ำลือกันต่อๆ ไป
-
เรื่องนี้เริ่มกันยังงัย
ต้องเริ่มที่ชูเบิร์ตก่อน เพราะเป็นต้นเรื่องให้เลนนี่เอามาขยายความ
ทฤษฎีของเลนนี่ก็คือ ชูเบิร์ตเป็นคนแรกหลังเบโธเฟ่น ที่แต่งซิมโฟนี่ถึงเบอร์ 9 แล้วก็ตาย
ลองฟังกันก่อน เล่นในปี 1940 ทั้งคู่
http://www.youtube.com/watch?v=TH0_JSwHoXA
http://www.youtube.com/watch?v=N3ccV79xubA
เอ...แต่ในคำอธิบายจากหลายๆ แหล่ง บอกว่า มันคือหมายเลข 7 แฮะ
The Symphony No. 9 in C major, D. 944, known as the Great (published in 1840 as "Symphony No. 7 in C Major",[1] listed as No. 8 in the Neue Schubert-Ausgabe) คำอธิบายจากวิกิ
(https://cps-static.rovicorp.com/3/JPG_500/MI0001/053/MI0001053852.jpg?partner=allrovi.com)
แล้วก็มีบางคนบอกว่า เป็นหมายเลข 8
(https://cps-static.rovicorp.com/3/JPG_500/MI0001/166/MI0001166066.jpg?partner=allrovi.com)
(https://d24jnm9llkb1ub.cloudfront.net/icpn/4260313960095/4260313960095-cover-zoom.jpg)
เอางัยดีล่ะ
-
เรื่องนี้ ที่จริงมันสามารถอธิบายได้ด้วยตัวมันเอง
ง่ายๆ ไม่ต้องใช้สมองเลยด้วยซ้ำ
เอาละ สมมติเราเชื่อเลนนี่ ซิมโฟนี่ที่ชูเบิร์ตแต่งไว้ชิ้นสุดท้าย คือหมายเลข 9 จริงๆ
แปลว่า เบอร์ก่อนหน้า ก็คือหมายเลข 8 ซึ่งมีนามสมมติว่า "ยังไม่เสร็จ"
http://www.youtube.com/watch?v=JqJCLw9s_d4
Charles Adams Prince 1910
น่าจะเป็นการบันทึกเสียงเบอร์นี้ เป็นครั้งแรก
http://www.youtube.com/watch?v=FsYLoFswuvA
Sir Henry Wood, London Symphony Orchestra, 1930s
Schubert Symphony No. 8 in B minor, D.759
คำถามก็คือ ในเมื่อยังไม่เสร็จ ทำไมใส่หมายเลขได้ล่ะ
งานไม่เสร็จก็ต้องหมายความว่า ยังทำค้างอยู่ จะเสร็จปีใหนก็ยังไม่รู้
อาจจะเสร็จหลังเบอร์ 9 ก็ได้
นี่คือข้อบกพร่องทางปัญญาของการเรื่องแต่งชิ้นนี้
-
ปัญหาว่าซิมโฟนี่ของชูเบิร์ต ทำไมมีหมายเลขสับสนอย่างนี้
เป็นเพราะชูเบิร์ตตายกระทันหัน แล้วตอนตาย ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ไม่เหมือนมทสาร์ต ที่ตายเร็วก็จริง แต่ดังมานาน งานเป็นที่ต้องการ
แต่ละชิ้นก็เลยมีการเรียงลำดับชัดเจน
ผิดกับชูเบิร์ต มีแวดวงเพื่อนสนิทไม่กี่คน งานก็ทำค้างไว้หลายชิ้น
โดยเฉพาะซิมโฟนี่ หลายชิ้นยังไม่มีการระบุหมายเลขไว้
ลำบากคนรุ่นหลังต้องมาจัดระเบียบกันเอง
ดังนั้น ที่เลนนี่บอกว่า ชูเบิร์ตแต่งซิมโฟนี่ได้แค่ 9 เบอร์ จึงเป็นการมั่ว
ที่จริง ชูเบิร์ตแต่งกี่เบอร์ เจ้าตัวเองยังไม่รู้ เพราะงานยังค้างอยู่ ใครอื่นจะไปรู้รายละเอียดได้
ชูมานน์เป็นคนค้นพบผลงานของชูเบิร์ต รู้ว่าเป็นอัจฉริยะ ก็เอาต้นฉบับผลงานไปให้เมนเดลโซห์น
ผู้ซึ่งรำ่รวยขนาดหนัก มีวงออเคสตราส่วนตัว พอนำเสนอออกไป ก็เป็นที่ยกย่อง
ชื่อเสียงของชูเบิร์ต จึงไม่สลายหายไปตามชีวิต
คนในยุโรปก็รับรู้ว่า ยังมีอัจฉริยะระดับนี้ให้ชื่นชม
ต่อมา สำนักพิมพ์ Breitkopf & Härtel ผู้จัดพิมพ์โน๊ตดนตรีรายใหญ่
เห็นโอกาสที่จะพิมพ์สกอร์ขาย แต่มันยุ่งตรงไม่มีลำดับผลงาน
ก็เลยขอให้บราหมส์มาเป็นหัวเรือใหญ่ edited ผลงานให้เป็นระบบ
จึงมีการตรวจสอบผลงานทั้งหมด แบ่งเป็นกลุ่มให้ชัดเจน
(https://www.breitkopf.com/assets/files/_thumb600/PB_5208_U1.jpg)
โน้ตของสำนักพิมพ์นี้ ฉบับปัจจุบัน
กำหนดให้ ซิมโฟนี่ ซีใหญ่ เป็นหมายเลข 8
ในเวลานั้น บราหมส์ยอมรับว่ามีซิมโฟนี่ที่ครบถ้วนสมบูรณ์เพียง 8 ชิ้น
โดยถือว่า งานที่ยังเป็นแบบร่างหรือยังไม่เสร็จ ไม่นับเข้าในกลุ่ม
ซิมโฟนี่ ซีใหญ่ชิ้นนี้ ถูกนับเป็นหมายเลข 8 คือชิ้นสุดท้ายของซิมโฟนี่เท่าที่มีเหลืออยู่
ส่วนที่แต่งไม่เสร็จ ไม่จัดเข้าในกลุ่มที่มีหมายเลข
ผมคิดว่า นี่เป็นการกำหนดที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
ใครจะไปรู้ว่า เจ้าตัวอาจจะฉีกงานชิ้นใหนทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้
ในเมื่อยังไม่ได้นำไปเผยแพร่ในช่วงที่ยังมีชีวิต
หมายความว่า เราต้องยก Unfinished Symphony ออกไปอยู่กลุ่มงานที่ยังไม่สมบูรณ์
การกำหนดหมายเลขผลงานจึงยึดตามนี้มาจนถึง ปี 1951
-
Yeh Huh Yeh
-
(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/ee/Deutschverzeichnis_1951.jpeg)
ในปี 1951 Otto Erich Deutsch (1883-1967)
นักประวัติศาสตร์ดนตรีชาวเวียนนา ทุ่มชีวิตค้นคว้าประวัติขูเบิร์ต
จนสามารถสร้างบัญชีผลงานที่สมบูรณ์ที่สุดขึ้นมา (หนังสือฉบับแปลอังกฤษ หนาพันกว่าหน้า)
ในการนี้ เขาใช้อักษร D (หมายถึงตัวเขาเอง) ในการลำดับผลงาน ตามปีที่ (เชื่อว่า) แต่งขึ้นมา
งานที่รวบรวมได้มีทั้งหมด 998 ชิ้น หรือ D1 - D998
https://imslp.org/wiki/List_of_works_by_Franz_Schubert
อย่างไรก็ดี ลำดับ D นี้ ไม่ตรงกับเลขโอปุสที่ชูเบิร์ตได้รับ เมื่อยังมีชีวิตอยู่
ในฐานะคีตกวีที่ยังไม่มีชื่อเสียง ก่อนตายงานของเขาได้รับการพิมพ์จำหน่ายเพียงร้อยกว่าโอปุส
เริ่มตั้งแต่โอปุสแรก ปี 1821 จนถึงโอปุส 108 ในปีที่เสียชีวิต 1828
จากนั้น มีการพิมพ์หลังมรณกรรมมาอีกจนถึงโอปุส 173 ในปี 1867
https://en.wikipedia.org/wiki/Schubert_opus/Deutsch_number_concordance
แม้ว่าเลขโอปุส กับเลข D นั้น แทบจะไม่ตรงกันเลย
ปัจจุบัน โลกดนตรีกลับใช้ตัวเลขของ Deutsch เป็นหลัก
ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามการค้นพบใหม่ๆ
เช่นที่ Deutsch เอง เติมงานเข้าไปในชีวิตของชูเบิร์ตอีก 825 ชิ้น
-
(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/ca/Otto_Erich_Deutsch_%281883%E2%80%931967%29.jpg)
ในแง่ประวัติศาสตร์ งานของ Otto Erich Deutsch ถือว่ายอดเยี่ยมเหนือมนุษย์
แต่ในแง่ประวัติศาสตร์ศิลปะ หรือประวัติศาสตร์ดนตรี ผมถือว่านี่เป็นการไม่เคารพกันเลย
เลขโอปุสนั้น สำนักพิมพ์เป็นคนกำหนดให้ ตามความสมัครใจของคีตกวี
หมายความว่า เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของศิลปิน ที่จะกำหนดอาวุโสให้กับงานของตัวเอง
อย่างเช่น Carl Orff เมื่อแต่ง Carmina Burana สำเร็จส่งตีพิมพ์
ได้เขียนจดหมายกำกับว่า ขอให้นับงานชิ้นนี้เป็นโอปุสที่ 1 แทนงานเก่าๆ ที่เคยพิมพ์ไปแล้ว
ยิ่งกว่านั้น การเติมผลงานเข้าไปอีกมากมายนั้น ไม่ใช่ความสมัครใจของเจ้าของงาน
มีงานที่เป็นสเกตช์และเศษผลงาน ถูกรวมเอาไว้มากมาย
งานพวกนี้ อาจจะเป็นคล้ายกับที่บราหมส์ทำลายงานตัวเองไปนับไม่ถ้วน เพราะถือว่ายังใช้ไม่ได้
แถมมีคนอ้างงานอะไรก็ไม่รู้ว่าเป็นงานของเจ้าตัวอีกซะงั้น
http://www.youtube.com/watch?v=EqWG2uqVuHQ
https://www.youtube.com/watch?v=EqWG2uqVuHQ
Brahms: Piano Trio in A major Op. Posth
https://en.wikipedia.org/wiki/Piano_Trio_in_A_major_(attributed_to_Brahms)
ผมฟังมาหลายสิบปี ไม่เห็นว่าจะเป็นบราหมส์ตรงใหนเลย
-
กลับมาที่ประเด็นอาถรรพ์หมายเลข 9 กันต่อ
เป็นอันว่า ในยุคที่มาห์เลอร์ยังมีชีวิตอยู่
โลกของดนตรีคลาสสิครับรู้กันว่า ชูเบิร์ตสร้างซิมโฟนี่ไว้แค่ 8 เบอร์
Unfinished Symphony คือเบอร์นั้น
ในความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ไม่ควรนับงานไม่เสร็จชิ้นนี้ให้มีหมายเลขด้วยซ้ำ
เพราะมันยังไม่เสร็จ สองท่อนอันโด่งดังนั้น ทำไว้ตั้งแต่ 1822 แล้วก็ทิ้งค้างไว้อย่างนั้น
มีสเก็ตช์ของท่อนสาม scherzo เป็นสกอร์เปียนโนที่เกือบเสร็จ กับโน๊ตสำหรับประสมวงอีก 2 แผ่น
https://en.wikipedia.org/wiki/Symphony_No._8_(Schubert)
A scherzo, nearly completed in piano score but with only two pages orchestrated, also survives.
ดังนั้น การที่เลนนี่ เอาชื่อของชูเบิร์ตมาอ้างเรื่องซิมโฟนี่หมายเลข 9 จึงมั่ว
เอาข้อมูลหลังยุคมาห์เลอร์ ไปยัดเข้าในความเห็นเกี่ยวกับมาห์เลอร์ เป็นข้อมูลมั่วอีกต่างหาก
ไม่น่าเชื่อว่า นักดนตรี 5 หน้า จะสร้างเรื่องบ้องตื้นอย่างนี้
(เลนนี่เคยบอกว่า เขาเป็น 5 อย่าง นักแต่งเพลง นักเปียนโน วาทยากร ครู และนักวิจารณ์ดนตรี)
แล้วยิ่งไม่น่าเชื่อว่า ความเห็นโง่ๆ อย่างนี้ ยังดำรงอยู่ในสังคมของคนใช้สติปัญญา
ปิดท้าย
จริงๆ แล้ว ชูเบิร์ตแต่งซิมโฟนี่ไว้กี่เบอร์กันแน่ วิกิ รวบรวมไว้ดังนี้
Completed symphonies
No. 1 in D major No. 2 in B♭ major No. 3 in D major No. 4 in C minor (Tragic) No. 5 in B♭ major No. 6 in C major (Little) No. 9 in C major (Great)
Incomplete/unfinished
D 2B in D major D 615 in D major D 708A in D major No. 7 in E major No. 8 in B minor (Unfinished) No. 10 in D major
บัญชีนี้ก็พิลึก งานแล้วเสร็จ มี 7 ชิ้น ก็ยัดเยียดว่าชิ้นที่ 7 คือชิ้นที่ 9
งานไม่เสร็จมีแยะ ก็ยัดเยียดว่า มีหมายเลขซะ 3 ชิ้น (7 8 และ 10)
เออ ตกลงแต่งซิมโฟนี่ถึง 10+3 เบอร์ ....เอาเข้าไป
-
เรื่องน่างงยังมีอีก
เล่นนี่อ้างชูมานน์ บราหมส์ และบรุคเนอร์ในนิยายเพ้อเจอร์เรื่องนี้
อ้างว่าสองคนแรกต่างก็แต่งซิมโฟนี่ได้แค่ 4 เอ จะอ้างทำไมแว้....
ก็คนนึงไม่ได้อยากจะเอาดีทางนี้ แถมตายเร็วเพราะโรคทางจิต
อีกคนทำงานแค่ที่จำเป็น แต่งซิมโฟนี่ชิ้นแรกก็ใช้เวลาหลายสิบปี
สองคนนี้ ไม่มีเหตุให้อ้างในประเด็นนี้เลย นอกจากอวดรู้
ส่วนบรุคเนอร์ อันนี้ยกมาเพราะขาดความรู้หรืออย่างไร
ในเมื่อแต่งซิมโฟนี่ไว้เกิน 9 ไปหลายชิ้น
ใช่ครับ คนทั่วไปอาจจะบอกว่า ซิมโฟนี่ชิ้นสุดท้ายของบรุคเนอร์คือ หมายเลข 9
http://www.youtube.com/watch?v=tOfTE-vbKDc
Anton Bruckner - Symphony No. 9 (ed. Orel)
Berlin Philharmonic Orchestra conducted by Wilhelm Furtwängler
Recorded Beethovensaal, Berlin, 7th October, 1944
แต่ระดับชาย 5 หน้าอย่างเลนนี่ ต้องรู้ว่า
มันมีซิมโฟนี่ของบรุคเนอร์ ที่เรียกว่า หมายเลข 00 และ 0 อยู่อีก
แปลว่า บรุคเนอร์แต่งซิมโฟนี่ไว้ อย่างน้อย 11 ชิ้น
http://www.youtube.com/watch?v=h_M9IIus1l4
Bruckner - Symphony No. 0 [Stanislaw Skrowaczewski, Saarbrücken Radio Symphony Orchestra]
http://www.youtube.com/watch?v=eNlbYSgzDkQ
Bruckner - Symphony in F (No. 00) [Stanisław Skrowaczewski, Saarbrücken Radio Symphony Orchestra]
แม้แต่กะเหรี่ยงเมืองเสียมอย่างผม
ยังรู้เลย
-
http://www.youtube.com/watch?v=DKQCkmeWJAc
http://www.youtube.com/watch?v=tkChdHBuoiQ
ท้ายที่สุดแล้ว คนที่สติไม่ครบถ้วนที่สุดในความเชื่อนี้ ก็คือตัวมาห์เลอร์เอง
ถ้าเขาเชื่อว่า อาจารย์ของตัวเอง คือบรุคเนอร์ ตายเพราะอาถรรพ์หมายเลข 9 จริง
ก็คงเพราะไม่ได้เป็นศิษย์ไกล้ชิด จึงไม่รู้ว่าอาจารย์แต่งซิมโฟนี่ไว้เกิน 9 ชิ้น
(มาห์เลอร์เป็นศิษย์นอกชั้นเรียนของบรุคเนอร์)
ที่สำคัญ ซิมโฟนี่หมายเลข 00 ซึ่งบรุคเนอร์ประพันธ์ไว้เป็นชิ้นแรก
เป็นงานเรียนส่งครู Otto Kitzler ในปี 1863 กับอีกชิ้นของปี 1869 ไม่ได้เป็นงานลี้ลับอันใด
เจ้าตัวเคยวางเป็นซิมโฟนี่หมายเลข 1 และ 2 ให้กับงานทั้งสองชิ้นเสียด้วยซ้ำ
มาเปลี่ยนใจในปี 1895 เมื่อเตรียมจัดพิมพ์ผลงาน โดยยกเลิกงานปี 1863 ออกไป
ส่วนชิ้นที่สอง เปลี่ยนเป็นหมายเลข 0
แม้จะเปลี่ยนใจแล้วเปลี่ยนใจอีก สุดท้ายบรุคเนอร์ก็ยังมีซิมโฟนี่ที่ตัวเองยอมรับ 10 ชิ้น
ไม่ใช่ 9 ชิ้นอย่างที่มาห์เล่อร์เข้าใจ
จบข่าว
Bye
-
(https://img.discogs.com/_XBfcRFywEmOf86q7Wt1ObDPt7g=/fit-in/600x600/filters:strip_icc():format(jpeg):mode_rgb():quality(90)/discogs-images/R-6244861-1414621394-2059.jpeg.jpg)
แม้แต่ในยุคของทอสกานีนี่ 1950
ซิมโฟนี่ "จากโลกใหม่" ซึ่งรู้จักกันว่าคือหมายเลข 9
ก็ยังถูกนับเป็นหมายเลข 5 อยู่เลย
สมาคมนิยมโวฉัก ให้รายการซิมโฟนี่ของเขาไว้ดังนี้
1865 - Symphony No. 1 in C minor, B9 ("The Bells of Zlonice")
1887 - Symphony No. 2 in B flat major, Op. 4, B12
1889 - Symphony No. 3 in E flat major, Op. 10, B34
1888 - Symphony No. 4 in D minor, Op. 13, B41
1887 - Symphony No. 5 in F major, Op. 76, B54
1880 - Symphony No. 6 in D major, Op. 60, B112
1885 - Symphony No. 7 in D minor, Op. 70, B141
1889 - Symphony No. 8 in G major, Op. 88, B163
1863 - Symphony No. 9 in E minor, Op. 95, B178 "From the New World"
จะเห็นว่า ไม่ได้ลำดับตามปีแต่ง
ที่สำคัญ บางชิ้น เช่นหมายเลข 5 ตอนที่พิมพ์โน๊ตขาย กำหนดเป็นหมายเลข 3
-
(http://www.auroramusic.se/wp-content/uploads/2016/10/leif.jpg)
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_symphonies_by_Leif_Segerstam
327 ชิ้น ตั้งแต่ 1970 ถึง 2018...และคงไม่หยุด
ถ้าเบิร์นสตีนยังอยู่ คงทำตาปริบ เก็บเลคเชอร์โน๊ตเข้ากระเป๋า
แล้วเดินลงเวทีไปเงียบๆ
ฮา
หมายเลข 212 แต่งให้ดูด้า
http://www.youtube.com/watch?v=gAydCG0KTdQ
http://www.youtube.com/watch?v=p9909P9h-2s
ส่วนงานคุมวง พี่เขาถนัดสิเบลีอุส
http://www.youtube.com/watch?v=qN314Ks67ww
-
(https://i.guim.co.uk/img/static/sys-images/Guardian/Pix/pictures/2014/2/18/1392724248670/Nikolai-Myaskovsky-Russia-011.jpg?width=1200&height=630&quality=85&auto=format&fit=crop&overlay-align=bottom%2Cleft&overlay-width=100p&overlay-base64=L2ltZy9zdGF0aWMvb3ZlcmxheXMvdGctZGVmYXVsdC5wbmc&enable=upscale&s=3a9443bb744ce76f22ab706ebd73d5d5)
https://www.theguardian.com/music/tomserviceblog/2014/feb/18/symphony-guide-myaskovskys-tenth-tom-service
แต่งไว้ 27 ชิ้น
http://www.youtube.com/watch?v=gbcqwEdYjjM
http://www.youtube.com/watch?v=jbjAvZ8Zk0E
Nikolai Yakovlevich Myaskovsky 1881-1950
No. 1 in C minor, Op. 3 (1908, rev. 1921)
No. 2 in C♯ minor, Op. 11 (1911)
No. 3 in A minor, Op. 15 (1914)
No. 4 in E minor, Op. 17 (1918)
No. 5 in D major, Op. 18 (1919)
No. 6 in E♭ minor, Op. 23 (1923)
No. 7 in B minor, Op. 24 (1922)
No. 8 in A major, Op. 26 (1925)
No. 9 in E minor, Op. 28 (1927)
No. 10 in F minor, Op. 30 (1927)
No. 11 in B♭ minor, Op. 34 (1932)
No. 12 in G minor, Op. 35 (1932) Kolkhoznaya (Collective Farm)
No. 13 in B♭ minor, Op. 36 (1933)
No. 14 in C major, Op. 37 (1933)
No. 15 in D minor, Op. 38 (1934)
No. 16 in F major, Op. 39 (1934) (Aviation)
No. 17 in G♯ minor, Op. 41 (1937)
No. 18 in C major, Op. 42 (1937)
No. 19 in E♭ major, Op. 46 (1939) for wind orchestra
No. 20 in E major, Op. 50 (1940)
No. 21 in F♯ minor, Op. 51 (1940)
No. 22 in B minor, Op. 54 (1941) Symphony-Ballad
No. 23 in A minor, Op. 56 (1941) Symphony-Suite on Kabardanian Themes
No. 24 in F minor, Op. 63 (1943)
No. 25 in D♭ major, Op. 69 (1946, rev. 1949)
No. 26 in C major, Op. 79 (1948) Symphony on Russian Themes
No. 27 in C minor, Op. 85 (1949)
-
https://musicality.fandom.com/wiki/List_of_symphony_composers
เว็บนี้ รวบรวมคีตกวีที่มีผลงานซิมโฟนี่ไว้ เป็นรายการที่ยอดเยี่ยม
ผมคัดมาเฉพาะที่มีผลงานมากกว่า 9 ชิ้น หลังยุคเบโธเฟ่น มาจนถึงร่วมสมัยกับเล็นนี่
มันชี้ชัดว่า เล็นนี่ไม่เคยทำการบ้านสมกับเป็นมนุษย์ห้าด้านเลย
น่าอายว่ะ
Joachim Raff (1822-1882) 11 symphonies
Anton Bruckner (1824-1896) 11 large-scale symphonies
Alfred Hill (1870–1960) 12 symphonies
Havergal Brian (1876-1972) 32 symphonies
Nikolai Myaskovsky (1881-1950) 27 symphonies
Heitor Villa-Lobos (1887-1959) 12 symphonies
Kaikhosru Shapurji Sorabji (1892–1988) 12 symphonies
Henry Cowell (1897–1965) 20 symphonies
Roy Harris (1898-1979) 15 symphonies
Edmund Rubbra (1901-1986) 11 symphonies
Eduard Tubin (1905-1982) 10 symphonies
Janis Ivanovs (1906-1983) 21 symphonies
Dmitri Shostakovich (1906-1975) 15 symphonies
Henk Badings (1907–1987). Dutch composer of 15 symphonies.
Vagn Holmboe (1909-1996) 13 symphonies
William Schuman (1910-1992) 10 symphonies