EstheticThai.com
Forum => ศิลปะและสถาปัตยกรรม => : pee 03 August 2018, 10:42:49 PM
-
ผมเรียนที่คณะจิตรกรรมฯได้หนึ่งเทอม ก็รู้ว่าไม่ใช่ทางที่ต้องการ
ปีนั้นศิลปากรเพิ่งเริ่มใช้ระบบหน่วยกิตเป็นครั้งแรก
ผมได้เกรด 1 กว่าๆ แปลว่าร่อแร่ ตั้งใจว่า สอบตกอีกเทอมก็จะได้รีไทร์
เทอม 2 ได้เกรดงามสมใจ .14
จบความฝันจะเป็นศิลปินไว้แต่เพียงเท่านี้
-
แสดงว่าพรแสวง สู้พรสวรรค์ไม่ได้หรือครับ?
-
แสดงว่าพรแสวง สู้พรสวรรค์ไม่ได้หรือครับ?
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ความสามารถ อยู่ที่ความไร้สาระของระบบ
เทอมสอง ผมไม่เข้าเรียนเลยสักวิชา ไม่เข้าสอบด้วย
เกรด 0.14 นั้น ได้มาจาก A สองตัว ในวิชาวาดเส้น กับองค์ประกอบศิลป์
ทำเพราะอยากให้รู้ว่า ไม่เรียนไม่ใชเพราะเรียนไม่ได้ เพราะไม่ต้องการเรียน
มันเริ่มจากวันแรกที่ลงทะเบียน มีอาจารย์ใหม่มาให้คำแนะนำ
คำแนะนำคือ ทำๆ ไปเหอะ ผมก็ไม่รู้ว่าไอ้ตัวเลข 2-0-4 ห้อยท้ายวิชามันคืออะไร
ได้ยินแล้วใจหายวูบ คนสอนไม่รู้แล้วมาเป็นครูได้ยังงัย อนาถ
ต่อมา เมื่อเรียนจริง ผมก็ลองทำอะไรแหวกแนวกว่าปกติ
วิชาสีน้ำ เขาแข่งกันที่ฝีแปรงกับการผสมสี ผมทำตรงกันข้าม
ใช้สีอมเทาทั้งหมด แล้วก็ลงสีแบบง่ายๆ ให้สีมาเจอกันเหมือนน้ำนองพื้น
ครูมาดู บอกว่า พิพัฒน์ ที่เธอทำนี่ดีมากเลย แต่เธอเก็บไว้ทำตอนธีสิสดีกว่านะ
ผมก็ช๊อกสิครับ กูเพิ่งปีหนึ่ง เรียนแค่เดือนเดียว ท่านให้เก็บไปทำอีกสี่ปีข้างหน้า
ตอนนั้น คณะเพิ่งทำตึกใหม่เสร็จ ก็มีนิทรรศการเปิดตึก
คนดูคนนึง งงกับประติมากรรมขิ้นนึง ตั้งชื่อประมาณว่า "ความสัมพันธ์ของรูปทรง"
เขาบอกว่า มันน่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างมากกว่ากระมัง เพราะเอาเส้นลวดมาเชื่อมกัน
(คล้ายๆ หอไอเฟล)
รุ่นพี่ที่นำชม เถียงโดยไม่มีหลักการอะไรเลย แถมนินทาเขาลับหลัง
ที่หนักคือ บางคนด่าหนังสือ "หนังสือศิลปะเชี่ยไรวะ มีแต่ตัวหนังสือ"
เจอสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ ผมว่าคนขับตุ๊กๆ ยังจะมีความรอบรู้แน่นเสียกว่า
ผมก็เลยปลงว่า อนาคตกู ต้องอยู่ในสังคมแบบนี้ ตายดีกว่า
ก็เลยตัดสินใจเลิกเรียนหลังผ่านไปได้ไม่ถึงเดือน
-
หลังอกหักจากการเป็นศิลปิน ผมก็วกมาสู่ศิลปะไทย
น่าประหลาดใจว่า ในปีนั้น ประเทศไทยไม่มีหลักสูตรประวัติศาสตร์ศิลปะไทย
แม้ว่าจะมีโรงเรียนศิลปะหลายแห่ง
ระดับก่อนป.ตรี มีเพาะช่าง ช่างศิลป์ เป็นโรงเรียนรัฐ
มีไทยวิจิตรศิลป์กับอาชีวศิลป์ เป็นเอกชน
และมีโรงเรียนพระนครวิทยาลัยตรงแถวศาลเจ้าพ่อเสือ
เปิดสอนศิลปะปีเดียว อาจารย์ล้วน เจนใจที่ลงทุนทำเองก็เจ๊ง ปิดกิจการ
แกตามผมไปสอนอยู่หนึ่งปี ก่อนแยกย้ายกันไปตามทางแต่ละคน
ระดับปริญญา มีศิลปากร 4 คณะ มีจุฬาฯ ลาดกระบัง และประสานมิตร
ทุกแห่ง มีวิชานี้แทรกอยู่ในวิชาอื่น
ผมจึงต้องสร้างมันขึ้นมาเอง
เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในร่มเงาของสิ่งที่ตัวเองรักได้ต่อไป
-
โชคดีที่โอกาสนั้นมาถึงเร็ว
ดังที่เคยเล่าไปแล้วว่า อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข กรุณาชวนผมกลับไปเรียนช่างศิลป์ปีสามต่อ
หลักสูตรช่างศิลป์สมัยนั้น เรียน 3 ปี แต่ในฐานะเคยเป็นเตรียมศิลปากรมาก่อน
นักเรียนที่สอบเทียบมศ.5 ได้ตอนปีสอง มักจะสอบเอ็นทร้านส์เข้าศิลปากร
พิเศษตรงที่ได้เรียนศิลปะเต็มที่มาตั้ง 2 ปี จึงได้เปรียบนักเรียนทั่วไป
การให้คะแนนศิลปะปฎิบัติ ก็เอื้ออย่างมาก คือถ้าทำได้ดี จะได้คะแนนสูงไปเลย 70-90
(ทราบว่า มณเฑียร บุญมา สอบวาดเส้นได้เต็มร้อย หายากมากในรอบหลายปี)
ส่วนเด็กสามัญ จะได้คะแนนพวกนี้เพียง 5-15 เท่านั้น
ดังนั้น ต่อให้วิชาสามัญได้น้อย บวกคะแนนศิลปะเข้าไป
คะแนนก็เหนือเด็กสามัญอยู่ดี
คณะจิตรกรรมและมัณฑนศิลป์ จึงหาเด็กสามัญเข้าเรียนได้ยาก
นานๆ จะมีอย่างพี่จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ข้ามห้วยมาจากวชิราวุธ
แต่พี่เขาเก่งมาแต่เด็ก ส่งงานชิงรางวัลศิลปะเด็กมาตั้งแต่อาจารย์ศิลป์ยังมีชีวิต
กลับไปเรียนปีสามอีกครั้ง ผมกลายเป็นเด็กโข่งต้องไปเรียนกับรุ่นน้อง
เขาก็เลยเลือกให้ผมทำหนังสือรุ่น นัยว่าอยากให้มีสาระมากกว่าเป็นอัลบั้มรูปตามที่นิยมกัน
นั่นทำให้ผมได้ทางลัด
เรียนศิลปะไทยนอกตำราโดยทันที
-
ศิลปินนี่ยากที่จะเข้าใจจริงๆ ครับ วิศวกรมีแต่ตัวเลขที่ผิดไม่ได้...แต่ศิลปะนี่มันสุดแล้วแต่ใจจริงๆ
-
บางเรื่องใช้ความเข้าใจก็ยังไม่พอครับ ต้องใช้ความเมตตา
หรือบางทีก็ต้องใช้ความโง่นำทาง
ขอเพียงไม่สร้างความเดือดร้อน หรือความเสียหายแก่ส่วนรวมเป็นพอ
เทียบกับฟังเพลง จะเห็นชัด
วัยที่เปลี่ยนไป พาให้รสนิยมความพึงพอใจ เปลี่ยนตาม
ทั้งๆ ที่เป็นคนเดียวกัน
ตอนอายุไม่ถึงยี่สิบ ผมแทบไม่รู้จักดนตรีคลาสสิคเลย แปลว่าไม่ได้ฟังนั่นเอง
พอมาศึกษาศิลปะไทยมากๆ เข้า ก็เปลี่ยนแนวเพลง เลิกฟังอย่างที่เคยชอบ
แผ่นเสียงก็ยกให้เพื่อนไป หันมาสนใจคลาสสิค เหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่
การผจญภัยทางจิตวิญญานแบบนี้ สาขาวิชาอื่นเห็นจะไม่มี
เป็นวิศกร ผ่านไปกี่สิบปีก็ยังหลงไหลกับตัวเลขและระบบเหตุผลที่รองรับ
เป็นศิลปิน สามารถกลับระบบเหตุผล สร้างข้อยึดถือใหม่ได้ในพริบตา
ตอนใส่ขาสั้น ชวนกันไปดูนิทรรศการที่หอศิลปเมฆพยับ ซอยอรรถการประสิทธิ์
(คุณพ่อคุณเกล้า เป็นผู้ดำเนินการ) ดูเสร็จก็เตร็ดเตร่ไปด้านใน
เจอพี่ถวัลย์ นอนพังพาบวาดรูปด้วยปากกาลูกลื่นบนกระดาษแผ่นโต ในห้องทำงาน
ช่วงนั้นแกกำลังดังจากกรณีโดนเด็กช่างกลบุกกรีดรูปในนิทรรศการ
พวกเราตื่นเต้นที่ได้คุยกับแก
ผ่านไปเป็นชั่วโมง พี่แกคุยไม่หยุด ยกรูปในห้องมาให้ดูอย่างกระตือรือล้น
พอแกชมตัวเอง เท่านั้นแหละ ความชื่นชมของพวกเราก็สะดุด
กลับออกมา ก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า มีแต่เปลือก
การกลับตาละปัตรในชั่วพริบตาเช่นนี้
มีแต่ศิลปะที่มอบให้แก่มนุษย์ชาติได้
-
สรุปกันหลายคนไปในทำนองเดียวกัน คงไปตามนั้นละครับ 55555 แสดงว่าขาวกับดำนี่คุยพอๆ กัน
-
เจอด้านมืดของศิลปะเข้าไปบ่อยๆ ความหลงไหลก็ค่อยๆ จางลง
กลายเป็นว่า คนที่น่าสนใจมีแต่ที่ตายแล้ว มิเช่นนั้นก็เป็นต่างชาติ
พอคิดว่า จะเลิกเสวนากับศิลปินไทย ปัญหาก็เกิด คือไม่มีปัญญาเสวนากับคนนอกประเทศ
ศิลปะนั้น มีกฏข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นประสบการณ์ตรง
อย่างนิโคลัส เพบสเนอร์ เมื่อเขียน An Outline of European Architecture 1942
(https://i0.wp.com/catesthill.com/wp-content/uploads/2013/03/1942-an-outline-of-european-architecture-nikolaus-pevsner.jpg)
(https://secure.i.telegraph.co.uk/multimedia/archive/01969/pevsner_summary_1969533a.jpg)
Nikolaus Pevsner (1902-1983)
ในนั้น ยกตัวอย่างสถาปัตยกรรมไว้หลายพันแห่ง
แกก็บอกสั้นๆ ว่า เกือบทั้งหมด ได้ไปเห็นมาแล้ว gru
ความหวังว่าอยากศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะสากล ก็พังทลายไปอีกครั้ง
-
หันกลับไปดู ชีวิต บางทีก้อยุ่งยาก บางทีง่ายดาย ฝ่าฟันมาได้ หรือไม่ได้ ... มองกลับไปก้อยังสุขใจ
(เพื่อให้รู้ว่าข้าน้อยตามอ่าน)
-
อยากเห็นหนังสือเล่มนั้นข้างในครับ
-
(ข้าน้อยตามอ่าน)
ไม่ไปช่วยเขื่อนแตกหรือ....
อยากเห็นหนังสือเล่มนั้นข้างในครับ
ผมมีฉบับเสียบตูด ไม่รู้หายไปใหนแล้ว
ฉบับสมบูรณ์ พิมพ์และปรับปรุงหลายครั้ง
ลองดูที่เว็บนี้ครับ เป็นฉบับพิมพ์ 1948
https://archive.org/details/AnOutLineOfEuropeanArchitecture1943
-
โลดได้ แต่เปิดอ่านเปิดดูไม่ได้เซ็งเลย
-
โลดได้ แต่เปิดอ่านเปิดดูไม่ได้เซ็งเลย
เอ ผมอ่านได้หมดนะครับ 336 หน้า โหลดช้าหน่อย
ลิ้งค์นี้ มีแต่ตัวอักษร แทบไม่มีประโยขน์กับคนนอกวง
https://archive.org/stream/AnOutLineOfEuropeanArchitecture1943/AnOutLineOfEuropianArchitecture_orig_djvu.txt
-
โลดได้ แต่เปิดอ่านเปิดดูไม่ได้เซ็งเลย
เอ ผมอ่านได้หมดนะครับ 336 หน้า โหลดช้าหน่อย
ลิ้งค์นี้ มีแต่ตัวอักษร แทบไม่มีประโยขน์กับคนนอกวง
https://archive.org/stream/AnOutLineOfEuropeanArchitecture1943/AnOutLineOfEuropianArchitecture_orig_djvu.txt
อันเปิดได้ มึแต่ตัวอักษรจริงๆ
-
ก้าวแรกของวิชาใดๆ ก็ตาม จะต้องเริ่มต้นด้วยตำรา
ก้าวแรกของวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทยนั้น คือขาดแคลนตำรา
ยิ่งกว่านั้น ตำราที่มี ก็เหมือนการนำเอาหนังสือ "ตำนานพุทธเจดีย์สยาม" มาทำซ้ำ
(http://img-196.uamulet.com/uauctions/UAKMNImages/2016/9/9/U13424576360900026121641331.jpg)
ปัญหาก็คือ "ตำนานพุทธเจดีย์สยาม" (2469) นั้น ไม่ใช่ตำราประวัติศาสตร์ศิลปะ
แต่เป็นการเอางานศิลปะมาสร้างวิชาประวัติศาสตร์
พูดแบบนี้อาจจะงง ต้องมีตัวอย่าง
-
ยังงงอยู่ ... ตัวอย่างมาหลายวันแระ แฮะๆๆ
-
ยังงงอยู่ ... ตัวอย่างมาหลายวันแระ แฮะๆๆ
เนื้อหาตรงนี้ ต้องตรวจสอบละเอียดครับท่าน
เขียนมั่วๆ ออกไป จะเป็นตราบาปแก่ข้าพเจ้านา...
tht
-
เฝ้ารอต่อไป เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง smle
-
หัสเดิมเริ่มแรก ชาติไทยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ตำรา" ซึ่งเทียบแล้วน่าจะตรงกับ text book ของตะวันตก
text book นั้น อย่างแรกจะต้องมีผู้แต่ง อย่างที่สองต้องมีเป้าหมายจำเพาะเจาะจงของการแต่ง
ซึ่งโดยมาก ถ้าไม่เสนอสิ่งใหม่ก็มักเป็นการแก้คำผิดให้กับ text book เล่มก่อนๆ
และสุดท้าย ต้องมีอ้างอิง
ตำราภาษาไทยแบบสากลนั้น น่าจะเกิดในสมัยที่การศึกษาก้าวหน้าไปถึงระดับอุดมศึกษา
เสียดายที่ไม่มีใครสนใจจะทำทำเนียบสิ่งพิมพ์ในประวัติศาสตร์ไว้สำหรับการอ้างอิง
เราก็เลยไม่รู้ว่า คนไทยท่านใด เป็นผู้ได้รับเกียรติเป็นบุคคลแรกที่สร้าง "ตำราไทย" แบบสากลไว้ให้ประเทศชาติ
โชคดีที่ในสาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ มีการอุปโลกขึ้นมาสำเร็จ
โดยถือว่าหนังสือ "ตำนานพุทธเจดีย์สยาม" (2469) เป็นจุดเริ่มต้น
แม้ว่าจะขาดคุณสมบัติข้อสำคัญของการเป็น text book คือไม่มีการอ้างอิง (ที่น่าเชื่อถือ)
เนื้อหาของหนังสือนี้ ค่อนข้างแปลกประหลาด เพราะมีสาระที่ตรงกับชื่อหนังสือเพียงหนึ่งในสาม
คือตอนที่ 9 จาก 9 ตอน
(http://202.129.16.69/~surafile/PAGODA/24.JPG)
http://www.surasiha.com/Pagoda/index.asp?P=25
สแกนจากฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง 2493
-
หมายความว่า 8 ตอนแรก เป็นประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
เริ่มตั้งแต่อินเดียมาจบที่ดินแดนประเทศไทย
ปิดท้ายด้วยตัวอย่างโบราณวัตุสถานที่พบในไทยอย่างสังเขป
โดยมิได้กล่าวถึงคุณสมบัติทางศิลปะของสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่ประโยคเดียว
ที่จริงน่าจะเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ตัวอย่างวัตถุสถานประกอบตำนานพุทธศาสนาในสยาม
จะเหมาะสมกว่า
แม้กระนั้นหนังสือเล่มนี้ ทำหน้าที่เป็นศาลฎีกาของประวัติศาสตร์ศิลปะไทยมา นับแต่วันแรกเผยแพร่
ผ่านมา 50 ปี ถึงวันที่ผมเริ่มศึกษาเรื่องนี้ ก็ยังสำคัญไม่เปลี่ยนแปลง
ทั้งๆ ที่แนวคิดในหนังสือนี้ ขัดแย้งกับข้อมูลที่พบในสมัยหลัง ทั้งยังปิดกั้นแนวคิดใหม่ๆ
เรียกได้ว่า เป็นภูเขาแห่งอุปสรรคทางวิชาการอย่างแท้จริง
(ผมจะพูดถึงปัญหาและข้อขัดแย้งทางทฤษฎีที่มาจากตำนานพุทธเจดีย์ ในโอกาสต่อไป)
ในแง่ประวัติศาสตร์นิพนธ์ โครงสร้างของหนังสือนี้
เป็นการนำเข้าวิธีเขียนแบบตะวันตกที่เคยนิยมกันในยุคบุกเบิกเอเซียศึกษา
นำโดยอังกฤษในการศึกษาอินเดีย ฝรั่งเศสศึกษาเขมรและจาม รวมทั้งดัทช์ในอินโดเนเซีย
กำลังหนุนสำคัญของสมเด็จฯ ดำรงฯ เป็นหนุ่มนักอ่านจารึกที่ทรงรับเข้ามาเป็นบรรณารักษ์ใหญ่หอพระสมุด
จอรช์ เซแดส
(โดยทั่วไป มักจะเขียนว่าเซเดส ผมใช้ตามพี่ที่เคารพท่านหนึ่งสอนไว้)
นักวิชาการคนนี้ เป็นยิ่งกว่าที่สมเด็จเป็นในวิชาไทยศึกษา
แกสำคัญขนาดจารึกพบใหม่ทุกชิ้น กรมศิลปากรต้องส่งไปให้ตรวจสอบก่อน
ทำให้อาจารย์ประเสิรฐ ณ นคร ทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาหัดอ่านจารึกเอง
เผื่อฉุกเฉินแกตายไป จารึกไทยจะหมดคนอ่านออก
ทว่า ในสาระของวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์
แกเป็นปราชญ์ที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย.....ให้ตาย
-
ผมไม่ได้กล่าวหาชุ่ยๆ นะครับ มีหลักฐานประกอบ
เซแดส จัดทำหนังสือประชุมจารึกสยามขึ้นเป็นครั้งแรก ชื่อว่า
ประชุมจารึกสยาม ภาค 1 จารึกกรุงสุโขทัย
(http://img.tarad.com/shop/k/khunmaebook/img-lib/spd_20130823225640_b.jpg)
ประกอบด้วยคำอ่านจารึก 15 หลัก และการอธิบายความทางประวัติศาสตร์จากจารึกเหล่านั้น
ความสำคัญอยู่ที่หลักสุดท้าย จารึกวัดพระเสด็จ (หลักที่ 15) มีคำอธิบายว่า
จารึกหลักนี้ไม่สำคัญ เพราะไม่มีชื่อกษัตริย์ เป็นเรื่องการสร้างวัดของบุคคลหนึ่ง....
ตอนที่ผมเรียนปริญญาโท ได้ทำรายงานฉบับหนึ่ง ชื่อว่า ศัพท์สถาปัตยกรรมจากจารึกสุโขทัย
ได้วิจารณ์ว่า ท่านศาตราจารย์อธิบายอย่างนั้นได้อย่างไร
ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ จารึกหลักนี้เป็นหลักฐานชิ้นเยี่ยมที่สุด
ที่บันทึกประเพณีทางสถาปัตยกรรมเอาไว้อย่างละเอียด
เริ่มตั้งแต่เหตุที่จะสร้าง การขอที่ดินจากผู้ปกครอง ขนาดที่ดิน กระบวนการสถาปนา
เรียกว่า เป็นบันทึกตั้งแต่ต้นจนจบของศาสนสถานแห่งหนึ่งสมัยปลายกรุงสุโขทัย
ไม่มีดีและสำคัญกว่านี้อีกแล้ว
นี่เป็นสาระสรุป ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทรทำไว้ในเว็บ
http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=111
ชื่อจารึก จารึกวัดพระเสด็จ
อักษรที่มีในจารึก ขอมสุโขทัย
ศักราช พุทธศักราช ๒๐๖๘
ภาษา ไทย, บาลี
ด้าน/บรรทัด จำนวนด้าน ๔ ด้าน ด้านที่ ๑ มี ๓๖ บรรทัด ด้านที่ ๒ มี ๓๐ บรรทัด ด้านที่ ๓ มี ๒๓ บรรทัด ด้านที่ ๔ มี ๒๘ บรรทัด
วัตถุจารึก หินแปร
ลักษณะวัตถุ แผ่นรูปใบเสมา (ชำรุด)
ขนาดวัตถุ กว้าง ๓๕ ซม. สูง ๑๗๗ ซม. หนา ๒๑ ซม.
บัญชี/ทะเบียนวัตถุ ๑) กองหอสมุดแห่งชาติ กำหนดเป็น “สท. ๑๒”
๒) ในหนังสือ ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๑ กำหนดเป็น “จารึกหลักที่ ๑๕ ศิลาจารึกวัดพระเสด็จ จังหวัดสุโขทัย”
๓) ในหนังสือ จารึกสมัยสุโขทัย กำหนดเป็น “ศิลาจารึกวัดพระเสด็จ พุทธศักราช ๒๐๖๘”
ปีที่พบจารึก พุทธศักราช ๒๔๓๐
สถานที่พบ วัดพระเสด็จ (ไม่ปรากฏว่าหมายถึงวัดไหนในปัจจุบัน) จังหวัดสุโขทัย
ผู้พบ หลวงสโมสรพลการ ต่อมาเป็นนายพลโท พระยาสโมสรสรรพการ (ทัด สิริสัมพันธ์)
ปัจจุบันอยู่ที่ หอพระสมุดวชิรญาณ กองหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
พิมพ์เผยแพร่ ๑) ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๑ ([กรุงเทพฯ] : สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๒๑), ๑๕๕-๑๖๓.
๒) จารึกสมัยสุโขทัย (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๖), ๓๖๗-๓๘๐.
ประวัติ จารึกหลักนี้พบที่วัดพระเสด็จ (ไม่ปรากฏว่าหมายถึงวัดไหนในปัจจุบัน) เชิงเขาทางด้านทิศใต้ จังหวัดสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ส่งมายังพิพิธภัณฑสถาน กรุงเทพฯ แล้วย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่หอพระสมุดฯ คราวเดียวกับหลักศิลาจารึกวัดเขมา (สท. ๑๑, หลักที่ ๑๔) จารึกด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑ ตอนต้นบรรทัด เป็นจารึกอักษรขอม ภาษาบาลี มี ๔ คำ นอกจากนั้นเป็นอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย ด้านที่ ๔ ได้จารึกที่หลังเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๘ เนื่องจากด้านที่ ๓ ซึ่งจารึกไว้แล้วนั้น ชำรุดหินแตกทำให้เรื่องกัลปนาหายไป จึงได้จารึกใหม่
เนื้อหาโดยสังเขป นายพันเทพรักษาและนายพันสุริยามาตย์พร้อมด้วยภรรยา และท่านเจ้าขุนหลวงมหาเพียรประญา สถาปนาพระวิหาร ตลอดจนการบำเพ็ญกุศลต่างๆ ในสถานารามคาม
ผู้สร้าง นายพันเทพรักษา, นายพันสุริยามาตย์พร้อมด้วยภรรยาและท่านเจ้าขุนหลวงมหาเพียรประญา
การกำหนดอายุ ข้อความจารึกด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑-๓ บอกวัน เดือน ปี ซึ่งตรงกับ วันศุกร์ที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๐๖๘
ข้อมูลอ้างอิง เรียบเรียงข้อมูลโดย : วชรพร อังกูรชัชชัย และดอกรัก พยัคศรี, โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย, ศมส., ๒๕๔๖, จาก :
๑) ยอร์ช เซเดส์, “ศิลาจารึกวัดพระเสด็จ,” ใน จารึกสมัยสุโขทัย (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๖), ๓๖๗-๓๘๐.
๒) ยอร์ช เซเดส์, “หลักที่ ๑๕ ศิลาจารึกวัดพระเสด็จ จังหวัดสุโขทัย,” ใน ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๑ : เป็นจารึกกรุงสุโขทัยที่ได้พบก่อน พ.ศ. ๒๔๖๗ ([กรุงเทพฯ] : คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๒๑), ๑๕๕-๑๖๓.
-
ขออธิบายเพิ่มเรื่องหนังสือนิดหน่อย
รูปที่ลงไว้ เป็นการพิมพ์ครั้งที่สอง ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยามุขมนตรี 2477
http://khunmaebook.tarad.com/product.detail_646347_th_5596227#
ฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่งนั้น ปี 2467 ก็โดยเงินของเจ้าพระยามุขมนตรี
สมเด็จฯ ชักชวนให้พิมพ์ในงานแซยิด ฉบับนี้พิมพ์ตามมาตรฐานของฝรั่งเศส
เล่มใหญ่ มีรูปแทรกมากมาย เพราะต้องพิมพ์ลายอักษรจากของจริงให้อ่านได้ชัด
จัดอยู่ในกลุ่มหนังสือหายากในตลาดหนังสือเก่า
ข้อความที่ว่าสำคัญนั้น ก็คือ
นายพันเทพรักษาและนายพันสุริยามาตย์พร้อมด้วยภรรยา และท่านเจ้าขุนหลวงมหาเพียรประญา สถาปนาพระวิหาร ตลอดจนการบำเพ็ญกุศลต่างๆ ในสถานารามคาม
(http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/uploads/images/20150624153630ZcZb.jpg)
-
เราจะเห็นว่า แม้แต่นักปราชญ์ ก็ยังมองหลักฐานด้วยอคติ แม้มิใช้อคติเชิงลบ
ก็ยังเป็นอคติจากอุดมการณ์ทางวิชาชีพ หรือทางวิชาการ
ยอร์ช เซแดสเอง ก็อยู่ในกรอบความเคยชินนี้ เขามองหลักฐานด้วยความไฝ่ฝัน
คือถ้ามันมีสิ่งที่เขาหวัง มันก็จะสำคัญ ถ้าไม่มีก็ด้อยค่า
นี่เป็นกำพืดของนักศึกษาอดีตทุกคน
คนเหล่านี้ อาจจะพูดให้ชัดขึ้นอีกนิดว่า เป็นนักแต่งเรื่อง ไม่ต่างจากนักประพันธ์
เพียงแต่โครงเรื่องและรายละเอียดของงานประพันธ์นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "หลักฐาน"
ยิ่งมีหลักฐานมากเท่าไร แน่ชัดมากเท่าไร ครอบคุมมากเท่าไร
ก็ยิ่งทำให้งานประพันธ์ที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์นิพนธ์" เหล่านั้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเท่านั้น
ตรงนี้เองที่วิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ต่างจากวิชาคดีโบราณทั้งปวง
เพราะวิชานี้ อาจจะใช้หลักฐานเพียงแค่กระดุมเม็ดเดียว - คำกล่าวของ Adolf Loos (1870-1933)
Quotes
If nothing were left of an extinct race but a single button, I would be able to infer, form the shape of that button, how these people dressed, built their houses, how they lived, what was their religion, their art, their mentality.
Quoted in Berel Lang, Critical Inquiry, Vol. 4, No. 4 (Summer, 1978), pp. 715-739;
https://en.wikiquote.org/wiki/Adolf_Loos
เช่นเดียวกัน จากหลักฐานชิ้นเดียวนี่
(https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2017/07/05-1.jpg)
เราก็อาจสร้างคำอธิบายชุดใหญ่เกี่ยวกับระดับความเจริญทางอารยธรรม ฝีมือช่าง
ความเชื่อ ฯลฯ.... ตลอดจนถึงอุดมคติแห่งชีวิตออกมาได้
นี่คือคุณวิเศษของวิชานี้
อันไม่มีวิชาอื่นใด เลียนแบบได้
-
ขอแทรกความน่าสังเวชหน่อย
http://www.youtube.com/watch?v=INZ3UxLA5O4
เปิดตัวสายโลหิต CG งดงามมาก
คนชมกันจัง
เป็น CG ที่ห่วยแตกเสียดายเงิน
ผิดในทุกรายละเอียด
12/4/2019
กลับมาตรวจสอบ พบว่าลิ้งค์เดิมตาย ขอลงใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=1T0Tw4_8kU8
-
ยาว และต้องอ่านช้าๆ เพราะไม่ใช่ทาง ไว้ว่างๆเวลาเหลือๆ มาตามอ่านเก็บอีกทีครับ
แต่ที่แน่ๆ cg สายโลหิต ยังดูเด็กๆ เพราะเคยดูหนังของเมืองนอกที่ดีกว่าหลายเท่า เลย...
-
(http://entertain.teenee.com/series/img5/1351575.jpg)
scale ผิด
รูปทรงสถาปัตยกรรมผิด
รายละเอียดผิด
เสียดายเงิน
-
(https://img.youtube.com/vi/INZ3UxLA5O4/0.jpg)
(https://scontent.fbkk2-8.fna.fbcdn.net/v/t31.0-8/10446239_262252913965439_6976790630352611417_o.jpg?_nc_cat=105&_nc_eui2=AeH5G1N5ieN2GjaNft10YKlPlR1rbm0O2UpL4L5Fb5s7NiUZREle0tZZTT9corqTK5Bok8q9D38ZBJ_QxUi5ylIH9p3X_8ToEWj-P8ozEp9Gog&_nc_ohc=oGx6Mwzt_NYAQmYpHxuNQBrCJLHZY5vNqvEKIEJcrdHeGKaA5HcsVKuqg&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.fna&oh=c93297223f6d8dd11b0420a31905bdd2&oe=5E7FD129)
ลงทุนลงไปในความไม่รู้ ผลตอบรับคือความน่าอดสู
รูปบนคือ CG ที่ชาวบ้านชมกันนักหนา
บอกว่าเหมือนเดินเข้าไปในอดีต
อนิจจา รูปล่างคือแผนที่กรุงเทพสมัยรัชกาลที่ห้า
จะเห็นว่า ขนาดวัดปรินายก อยู่นอกกำแพงเมืองชั้นกลาง
ยังรายล้อมด้วยกระทงนานับจำนวนไม่ถ้วน
ใช่แล้วครับ คนทำ CG ของละคอน"สายโลหิต" ลืมสิ่งสำคัญไปอย่างไม่น่าเชื่อ
ลืมพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจและปากท้องคนกรุงเก่า
ที่นา
CG ของเขาจึงเลื่อนลอย เหมือนโฆษณาสนามกอล์ฟ หรือหมู่บ้านจัดสรร
ไม่มีอะไรสะท้อนความเป็นจริงของอยุธยาครั้งบ้านเมืองดีเลย
วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ควรจะถูกสนับสนุนมากกว่านี้
-
CG ของผมคือ จุดศูนย์ถ่วง ครับ ของพี่คืออะไรครับ
-
CG = Computer Graphic ครับ
ช่องเจ็ดมีชื่อเสียในการทำ CG ที่ยังไม่เสร็จ
แต่ออกอากาศไปทั้งอย่างนั้น
อันนี้ ยังไม่ส่งไปลบและเติมฉากหลัง
พี่แกออกอากาศแบบนี้เลย
ฮากันทั้งวงการ
(https://f.ptcdn.info/453/011/000/1382943986-IMG8259-o.jpg)
ลืมใส่ธนู
(https://f.ptcdn.info/434/011/000/1382889988-IMG8251-o.jpg)
-
hah เทปแปะผ้าเขียวยังอยู่เลย
-
(http://entertain.teenee.com/series/img5/1351575.jpg)
scale ผิด
รูปทรงสถาปัตยกรรมผิด
รายละเอียดผิด
เสียดายเงิน
ผมไม่รู้ศิลป์มากนักยังรู้เลยว่า สิ่งที่ทำมันคนละยุคสมัย มีเยอะครับ แบบนี้ เอาใครไปนั่งกรมศิลป์ครับ อนุมัติทำไปได้อย่างไร
-
อันนี้ไม่ใช่ผลงานของกรมศิลป์ครับ
เป็นรูปที่แค็ปจาก CG ละคอนเรื่องดังกล่าว
สิ่งที่ผิดอย่างเหลือเชื่อมีหลายข้อ เอาที่เห็นง่ายๆ ก็คือ
ลานวัดครั้งกรุงเก่า ไม่ได้เป็นสนามหญ้าสีเขียว
เป็นพื้นปูอิฐตะแคง ข้อนี้เป็นความรู้พื้นฐาน ไม่น่าพลาด
ข้อต่อมาอาจจะลึกซึ้งเกินไปหน่อย แต่ถ้าขวนขวายก็จะรู้ไม่ยาก
คือสถาปัตยกรรมพระปรางค์ของอยุธยา มีข้อสังเกตที่บันไดขึ้นสู่ห้องเรือนธาตุ
ยิ่งนานยิ่งยกสูง เริ่มที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ยกสูงเพียงไม่กี่เมตร
(https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/d/df/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8_%E0%B8%AD.%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%88.%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5_%284%29.JPG)
มาถึงวัดพุทไธสวรรค์ เริ่มยกสูงขึ้น และยิ่งสูงขึ้นที่วัดพระราม จนสูงสุดที่วัดมหาธาตุ
จากไม่ถึง 3 เมตร กลายเป็นร่วม 20 เมตร และยิ่งกว่านั้นที่พระปรางค์วัดอรุณฯ
(http://3.bp.blogspot.com/-Q5CuT1fFTlc/UtJQfYcD1YI/AAAAAAAAASM/HwlxJ-mB-cc/s1600/phranakhonsiayutthaya-01.jpg)
(http://www.ayutthayacity.go.th/content/images/place/0403181522727777.jpg)
(https://scontent.fbkk2-7.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/10881514_759305790811005_8478377958418915238_n.jpg?_nc_cat=101&_nc_eui2=AeFRqMc0Z-stD5y9ro9l57fYxBxpjJAP7RrNYnTGe38lJx1xV7JYN2DTesAUhM-goJrgjurcKma0E1zTUXHUpwVnjrw3Nq_bf6132UhdEABIFQ&_nc_ht=scontent.fbkk2-7.fna&oh=841b699699abb1809976d49533953514&oe=5CB375E0)
พอมาดูรูปจากละคอนแล้ว พระมหาปรางค์นั้น กลายเป็นเหมือนพระถูมิที่วางชายริมถนน
หาความยิ่งใหญ่ รุ่งโรจน์สมสถานะสร้างถวายพระพุทธองค์สักน้อยนิดก็ไม่มี
ทำแล้วอาย อย่าทำเสียดีกว่า
-
มันคนละรูปแบบเลยครับ หัวหน้าคนสั่งการ เขาไม่เคยเห็นภาพเก่าๆ นี้มั้งครับ
-
ตอนที่ผมเรียนปริญญาโท ได้ทำรายงานฉบับหนึ่ง ชื่อว่า ศัพท์สถาปัตยกรรมจากจารึกสุโขทัย
ได้วิจารณ์ว่า ท่านศาตราจารย์อธิบายอย่างนั้นได้อย่างไร
ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ จารึกหลักนี้เป็นหลักฐานชิ้นเยี่ยมที่สุด
ที่บันทึกประเพณีทางสถาปัตยกรรมเอาไว้อย่างละเอียด
เริ่มตั้งแต่เหตุที่จะสร้าง การขอที่ดินจากผู้ปกครอง ขนาดที่ดิน กระบวนการสถาปนา
เรียกว่า เป็นบันทึกตั้งแต่ต้นจนจบของศาสนสถานแห่งหนึ่งสมัยปลายกรุงสุโขทัย
ไม่มีดีและสำคัญกว่านี้อีกแล้ว
วันนี้ ไปเจองานเรียนป.โท ของผม ในที่ ที่ไม่ควรอยู่ คือใน
ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
https://db.sac.or.th/inscriptions/bibliography/detail/304
ลงรายละเอียดว่า
พิพัฒน์ พงศ์รพีพร. การศึกษาสถาปัตยกรรมจากจารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ : สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร, 1987.
หัวเรื่อง
สถาปัตยกรรมพุทธศาสนา. จารึกสุโขทัย.
ค้นได้ที่ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร
เลขเรียก รง.389 2530
ตามข้อมูลนี้ น่าจะหมายความว่า ที่สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร มีต้นฉบับอยู่
เดาว่า อาจารย์ที่ผมส่งงานไว้ คงจะมอบต่อให้กับห้องสมุด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ต้องขอบพระคุณ
ถือเป็นการล้างหนี้ที่ยังไม่ได้ขำระ เพราะอาจารย์ท่านนี้เอง ที่กลั่นแกล้งจนผมไม่ได้จบโท
มีเวลา คงต้องไปขอทำสำเนามาเก็บไว้เป็นที่ระลึก
พริบตา ผ่านไป 33 ปีแล้วหรือนี่
ปล. จำชื่องานเพี้ยนไปหน่อย แต่ที่เพี้ยนนี่แหละ คือหัวใจที่ทำรายงานนี้ออกมา
-
หวนคิดแล้วก็งงตัวเอง สมัยนั้นพลังงานเหลือเฟือ
จู่ๆ ก็คิดไปว่า จารึกสุโขทัยที่ตีพิมพ์แล้ว มีแค่ 16 หลัก ทำไมจะคัดศัพท์สถาปัตยกรรมออกมาไม่ได้
ก็เริ่มโดยการอ่านไปทีละหลัก เจอศัพท์สถาปัตยกรรมปุ๊ป ก็คัดใส่กระดาษการ์ด 4x6 ใส่หมวดอักษรไว้ที่หัวกระดาษ
แบบนี้
พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง กูพี่น้องท้องเดียวกันห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงโสง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือเตรียมแต่ยังเล็ก
เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเราแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลากูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู
ทั้งหมด ไม่มีศัพท์สถาปัตยกรรมเลย ไม่ต้องคัด
เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี
มีหนึ่งคำ ก็คัดว่า
ม เมือง
เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี 1/2/1
เลขต่อท้ายคือ หลักที่ ด้านที่ และบันทัดที่
นั่งทำตอนมืด ตั้งแต่หัวค่ำยันตีหนึ่งตีสอง เดือนหนึ่งก็แล้วเสร็จ
คัดครบทุกหลัก ก็เอาบัตรคำมาเรียงตามตัวอักษร แล้วคัดลงกระดาษ เรียงตามหลักของพจนานุกรม
หนึ่งหน้า หนึ่งพยัญชนะ บางหน้ามีแค่หนึ่งพยัญชนะ แต่บางพยัญชนะก็ยาวหลายหน้า
สมัยนั้น ยังไม่มีพิมพ์ดีด ก็เย็บเล่มส่งทั้งๆ ยังเป็นลายมืออยู่เลย
ก็ยังงงว่า ผ่านมา 30 กว่าปี ราชการไม่คิดจะทำเรื่องง่าย ที่จำเป็นแบบนี้เลยหรือ
มือไม่พายเอาตีนราน้ำอีกต่างหาก
จู่ๆ กรมก็ยกเลิกระบบทะเบียน ที่ลำดับชื่อจารึกเป็นเลข เช่น
สข.1 คือจารึกพ่อขุนราม สข.2 คือจารึกมหาเถร ศรีสัทธาราชจุฬามุนี
กลายเป็นชื่อเรียกยาวเหยียด เช่นจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด
แล้วผมจะใส่โคตสั้นๆ เป็นตัวเลขได้อย่างไรล่ะท่าน
-
ถือว่าเป็นยอดแนวคิดในการทำสิ่งที่ยังไม่มีใครทำ ... อาจารย์เลยยังไม่ให้จบอิๆ
แต่ส่งฝากผลงานไว้ที่ศิลปากร ... ศัพท์สถาปัตย์ในหลักจารึก
-
หนังสือเล่มนี้ ทำหน้าที่เป็นศาลฎีกาของประวัติศาสตร์ศิลปะไทยมา นับแต่วันแรกเผยแพร่
ผ่านมา 50 ปี ถึงวันที่ผมเริ่มศึกษาเรื่องนี้ ก็ยังสำคัญไม่เปลี่ยนแปลง
ทั้งๆ ที่แนวคิดในหนังสือนี้ ขัดแย้งกับข้อมูลที่พบในสมัยหลัง ทั้งยังปิดกั้นแนวคิดใหม่ๆ
เรียกได้ว่า เป็นภูเขาแห่งอุปสรรคทางวิชาการอย่างแท้จริง
(ผมจะพูดถึงปัญหาและข้อขัดแย้งทางทฤษฎีที่มาจากตำนานพุทธเจดีย์ ในโอกาสต่อไป)
ค้นเรื่องอะไรอยู่ จู่ๆ กูเกิลก็พามาที่ทู้นี้ ต้องขอบคุณ
มาสนทนาต่อ
ทฤษฎีจากตำนานพุทธเจดีย์ ถูกท้าทายอย่างไม่อ้อมค้อม ในปี 2510
เมื่อ น. ณ ปากน้ำ ทำวิจัยเรื่องศิลปะอยุธยา
(http://img-196.uamulet.com/uauctions/AU429/2017/11/23/U02776116364705428718848501.jpg)
http://www.youtube.com/watch?v=kiyh4NPifIc
https://www.youtube.com/watch?v=kiyh4NPifIc
-
ราวปี 2509 ส ศิวลักษณ์ คิดการใหญ่ จัดฉลอง 200 ปี กรุงแตก 2310-2510
หาทุนได้จากมูลนิธิเอเซีย หรืออะไรประมาณนี้ ก็ต้องมีการใช้ข้อมูลศิลปะวัตถุมาประกอบ
จึงไปทาบทามอาจารย์ประยูร ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญศิลปะโบราณของไทย
อาจารย์ก็เสนอว่า อยากจะสำรวจวัดโบราณ เอาข้อมูลมาจัดแสดงให้สมบูรณ์แบบที่สุด
เหลือเวลา 10 เดือน ท่านก็เช่าบ้านที่อยุธยาและซื้อเรือไว้เดินทาง หลายคนกับศิษย์สนิท
มีคุณนิพนธ์ ขำวิไล และคุณอรรถทวี ศรีสวัสดิ์ ถ้าจำไม่ผิด อยู่ประจำการ
มีพี่อังคาร อาจารย์อวบ คุณหมอวิชัย โปษยะจินดา และอีกหลายท่านเป็นกำลังเสริม
ตอนเริ่มต้น ท่านใช้หนังสือตำนานพุทธเจดีย์เป็นเครื่องนำทาง
พอค้นคว้าลึกลงไป ก็พบว่ามีความไม่เข้ากันกับข้อมูลตรงหน้า นั่นก็คือ
ท่านพบเจดีย์ทรงกลมเรือนธาตุสูงจำนวนหนึ่ง ที่ดูท่าทีจะเก่าแก่ถึงอยุธยาตอนต้น หรือเก่ากว่านั้น
แต่สมเด็จ ทรงวินิจฉัยว่า อยุธยาตอนต้นนั้น สร้างแต่ปรางค์ เจดีย์องค์ระฆังกลมเป็นของสมัยหลัง
สานุศิษย์อย่างเช่น หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์มาจนถึงท่านสุภัทรดิศ ก็เดินรอยตาม
ความขัดแย้งนั้น ทำให้อาจารย์ประยูร ตัดสินใจเลิกใช้ตำนานพุทธเจดีย์
เปลี่ยนมาสร้างทฤษฎีของตัวเอง
นับว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทย
ท่านสุจิตต์เขียนเล่าไว้หน่อยหนึ่ง
https://www.matichon.co.th/columnists/news_83777
สุจิตต์ วงษ์เทศ : อิฐหักกากปูน ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย
-
ข้อโต้แย้งที่อาจารย์ประยูรเสนอนั้นคือ
เจดีย์กลมมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา
ในขณะที่สมเด็จ วางโครงสร้างความคิดอย่างตรงไปตรงมาว่า
ศิลปะอยุธยานั้น นิยมสร้างพระปรางค์เป็นหลักมาแต่เริ่มอาณาจักร
เพราะสืบต่อความนิยมมาจากเขมร
มาเปลี่ยนไปสร้างพระเจดีย์กลมเกิดเมื่อรับอิทธิพลพุทธศาสนาลังกาวงศ์
ซึ่งเกิดหลังพศ. 2000 ในรัชกาลพระบรมไตรโลกนาถ (ครองราชย์ 40 ปี 1991-2031)
มีหลักฐานคือ มหาเจดีย์องค์ปฐม ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งโอรสสร้างถวาย
(https://kungwal066.files.wordpress.com/2015/04/1237717_434226183353090_96504137_n.jpg)https://kungwal066.wordpress.com/2015/04/10/วัฒนธรรมสถาน-วัดพระศรี/
(https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2017/03/7-28.jpg)
https://www.matichon.co.th/education/news_505645
ทฏษฎีของพระองค์เข้าใจง่าย ไม่ชวนโต้แย้ง
แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานประวัติศาสตรศิลปะและสถาปัตยกรรมรองรับเลย
ทำให้ยึดถือกันมาถึง 40 ปี จนกลายเป็นความยึดมั่นไปแล้ว
ข้อเสนอของอาจารย์ประยูร จึงเสมือนเอาไข่เฟี่ยงฝาผนัง
หาคนรับรองแทบไม่มี โดยเฉพาะในหมู่ลูกศิษย์หลวงบริบาลฯ และท่านสุภัทรดิศ
น่าสงสารท่านอาจารย์เป็นยิ่งนัก
-
ทำดีมาก คณะโบราณคดี
https://www.youtube.com/watch?v=xkLI6JmZQc0&t=470s
https://www.youtube.com/watch?v=D5M7-MFwi4c
https://www.youtube.com/watch?v=fzLLrSR5AiE
https://www.youtube.com/watch?v=1KFRp0z6wpk
https://www.youtube.com/watch?v=Krm7RiNbFok
การเริ่มต้นเรื่องราวจากเมืองลพบุรี ถือว่าถูกต้อง
เป็นเมืองเดียวที่พบการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
แต่ที่อาจารย์แกบอกว่าเมืองนี้เคยร้างอยู่ 200 ปี
โดยอ้างจารึก ก็อาจจะโดนจารึกหลอก เพราะจารึกไม่ได้พูดความจริงไปทั้งหมด
จารึกอาจจะพูดเอาเกียรติประเคนใส่เจ้าของก็ได้
หลักฐานทางสถาปัตยกรรมของวัดนครโกษาเพียงแห่งเดียว
ก็แย้งจารึกได้แล้ว
http://www.youtube.com/watch?v=kNzrdybTfx4
https://www.youtube.com/watch?v=kNzrdybTfx4
เพราะมีร่องรอยกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ศิลปทวารวดีมาจนถึงอยุธยา
ไม่ได้ถูกทิ้งร้างแต่อย่างใด
อนึ่ง ที่นี่ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของลัทธิบูชาพระธาตุ ก็เป็นได้
มีต่อครับ....
https://www.facebook.com/111013912577700/photos/a.111793565833068/919185841760499/
(https://scontent.fbkk6-2.fna.fbcdn.net/v/t1.6435-9/67403948_919185845093832_3183310557272866816_n.jpg?_nc_cat=106&ccb=1-5&_nc_sid=730e14&_nc_ohc=4YFGqmnIGecAX9rcoat&_nc_ht=scontent.fbkk6-2.fna&oh=371cdc2b844aac31dd9a4e7ae0962bc2&oe=619DD26D)
-
http://www.youtube.com/watch?v=ru3EjW-_8u0
https://www.youtube.com/watch?v=ru3EjW-_8u0
https://www.youtube.com/channel/UCTXCNuY45NM6yxS7OYWnCkA/videos
วิธีขายหนังสือแบบทันยุค มีเงินก็อยากได้อยู่.....
คงได้เวลากลับมาคุยเรื่องนี้กันละ
Dance
-
https://vajirayana.org/ตำนานพุทธเจดีย์สยาม?fbclid=IwAR2kAJzQTwHg42GHGrADbDaTeWO67huwFOI3QMwdqYpxUEp9KxP3yWr7eBs
ในที่สุด ก็ได้ต้นฉบับมาคุยต่อ
จะมาเริ่มอีกครั้ง ในไม่นานครับ
shke
-
https://vajirayana.org/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1
โหลดมาอ่านกันก่อน เพื่อรอฟังบรรยาย จะได้เกิดอรรถรสครับ
-
https://m.pantip.com/topic/40177487
ผมมาน่าน ครั้งนี้เพิ่งรู้ว่า จริงๆ แล้ว วัดช้างค้ำ เป็นวัดหลวงที่ำสำคัญกว่าวัดภูมินทร์ แล้วยังมีพระธาตุอีกด้วย...พอรู้วันนี้ก็เลยกลับมาถ่ายรูปวัดนี้ ที่เมื่อวานไม่สนใจจะถ่าย เพราะจะรีบออกไปงานแต่งงานด้วย
และเข้าค้นหาข้อมูล พระทองที่อยู่ข้างๆ พระประทาน...แต่ไม่พบรายละเอียดครับ คือพระองค์นี้ที่ผมสนใจ เพราะรูปท่านเหมือนพระกึ่งพุทธกาลที่ผมมีครับ...ไม่ทราบพี่พีพอรู้ไหมครับว่า พระองค์นี้เป็นต้นแบบของพระกึ่งพุทธกาลไหม? หรือมีพระปางนี้ที่อื่นที่เก่าและสำคัญกว่าองค์นี้
https://www.facebook.com/1074474248/posts/pfbid02Tp2rryMzLNX3mNFqwsvJG5ZoVsEFGiNkhANoKE9qAjGoR38xgcDBRpZTQvrE3kU8l/?app=fbl
เลนส์ไลก้าตัวนี้สู้แสงแดดบ่ายสี่กว่าๆ ผมลองถ่ายย้อนแสงไปยังพิพิธภัณฑ์น่าน แดดส่องรอดผ่านใบไม้เข้าตาเข้ากล้องเต็ม...แต่ภาพตัวพิพิธภัณฑ์และรูปปั้น ขยายภาพแล้วก็ยังเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนกว่าสายตาจริงมองเห็นครับ
-
อย่าเข้าใจผิดครับ
วัดภูมินทร์มีความสำคัญในแง่คติครับ
พระประธานสี่องค์หันหลังชนกัน มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
แต่ไม่มีใครเข้าใจคติที่รองรับ
ผมอ่านเจอในหนังสือ"ประวัติการจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี"
(https://inwfile.com/s-gd/4g4hvd.jpg)
ท่านเล่าว่า มีคนเอาพระพุทธรูปมาให้ เป็นพระสี่องค์หันหลังชนกัน
ตรงกลางเป็นเสาดอกบัวตูม หมายความว่า ในกัลป์นี้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสแล้ว ๔ พระองค์
องค์ที่ ๕ จะมาเมื่อพ.ศ.๕๐๐๐ เวลานี้ยังเป็นพระศรีอาริย์เมตไตร แทนค่าด้ายสัญลักษณ์ดอกบัวตูม
จะบานเมื่อทรงตรัสรู้
คตินี้ ในสุโขทัยพบมาก
(https://online.anyflip.com/airtm/lcsq/files/mobile/3.jpg?1660209765)
เป็นคติที่พบในแถบนี้ แต่ไม่มีใครสามารถอธิบาย
ผมคงเป็นคนแรก
-
อ้าว...คนละเรื่องกับพระที่นั่งรับแขกอยู่ในวัดอธิบายเลยครับ...ท่านเอาข้อมูลที่ไหนมาอธิบาย แบบผิดๆ มั่วๆ นี่...ท่านบอกผมว่าวัดนี้สร้างมา 800 ปี เป็นวัดหลวงที่เจ้าครองนครน่านสร้าง (ซึ่งตรงนี้...ผมก็งงๆ เจ้าที่ครองนครน่าน รุ่นไหนที่มีประวัติถึงช่วงนั้น...ไม่ใช่น่านเพิ่งเป็นนครใหม่ๆ หรือ? หรือผมคิดผิด? แล้วยังบอกว่าวัดภูมินทร์ พวกลูกหลานสร้างทีหลัง คือแค่ 500 ปี...(น่าจะเป็นสมัยอยุธยามั้ง?
จริงๆ แล้วผมก็คงมั่วๆ เช่นกัน...และคงหาข้อมูลลึกๆ ไม่ได้ เพราะใช้ AI ก็คงไปเอาข้อมูลมั่วๆ จากพวกกูอยากรู ไม่ใช่กูรู ตัวจริง...ที่ไม่เขียนข้อมูล ลงในเนท
-
https://th.wikisource.org/wiki/ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่_10/ราชวงษปกรณ์
อยากเก่า ก็อ้างราชวงษาปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่าน เล่าย้อนถึงเจ้าชายสิธัตถะนู่น
ส่วนจารึก มีหลักสำคัญ คือหลักที่ 45
https://huexonline.com/knowledge/37/709/
https://finearts.go.th/nanmuseum/view/26163-
-
โห...พี่เปิดโลกทรรศน์ ประวัติศาสตร์เมืองน่านให้ผมจริงๆ ผมไม่คิดว่าเมืองน่านจะเกิดพร้อมๆ กับสุโขทัย...นึกว่าเป็นเมืองที่เกิดหลังอยุธยาซะด้วยซ้ำไป...ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงเลยครับ...พรุ่งนี้ผมจะไปถ่ายวัดสวนตาลอีกวัดครับ...ก่อนนี้ไม่เคอยู่ในสายตาผมเลย และถ้ามีเวลาจะไปหาชมพระพุทธรูปห้าองค์ที่วัดช้างค้ำ อีกรอบครับ ขอถามต่อครับ...เมื่อน่านผู้ครองเป็นปู่ อย่างนั้นน่านเกิดก่อนสุโขทัยหรือเปล่าครับ
(https://sv1.img.in.th/7RkQp8.jpeg)
แสดงว่าผมไปถ่ายมาวันนี้ ผมถ่ายมาเต็มๆ 1 องค์ละ...และมีถ่ายติดโดยไม่ได้ตั้งใจมาอีก 2 องค์ ...ยังเหลืออีก 2 องค์ จะตั้งอยู่ตรงไหนเนี่ย
(https://sv1.img.in.th/7Rk0UL.jpeg)
หลังจากคุยกันพอรู้จักเมืองน่านมากขึ้น ผมนึกถึงรูปนี้ทันที กะว่าจะถ่ายเอามาอ่านสักหน่อย...ตัดขอบเอาลงในนี้เสร็จ อ่านไม่ไหวซะแล้ว เหนื่อยทั้งวัน นอนก่อนละพรุ่งนี้ค่อยอ่านกันต่อ ก่อนออกไปถ่ายวัดสวนตาล
-
จารึกเป็นของปี 1935 เวลานั้นสุโขทัยน่าจะโดนอยุธยากลืนไปแล้ว
ทั้ง 2 เมืองกลายเป็นเมืองเล็กที่อ่อนแอ จึงต้องสาบานเป็นพวกเดียวกัน
-
(https://sv1.img.in.th/7RCtdq.jpeg)
ไม่แน่ใจว่าเป็นพระเก่าหรือใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้ปิดทองครับ ส่วนพระธาตุเขียนไว้ที่ฐานสร้างว่าสร้างเมื่อ พศ ๑๙๕๕ ครับ
องค์พระที่เป็นทองหรือสัมฤทธิ์ที่นี่ไม่มีเลยสักองค์เดียว แสดงว่าอาจถูกย้ายไปวัดดังๆ หรือไม่ก็ถูกพม่ายึดไปหมด
https://www.facebook.com/share/p/17WNz4X6CW/
มาเที่ยวน่านครั้งนี้ ได้ความรู้ประวัติศาสตร์เมืองน่านมากกว่าทุกครั้ง เพราะเข้ามาคุยในนี้
(https://sv1.img.in.th/7REJuy.jpeg)
ลองเซิร์ทดู ผมเข้าใจผิดๆ เยอะมากเรื่องใครสร้างก่อนใคร
ปล. #๓ คือภูกามยาว (พะเยา) ไม่ใช่ลำพูน ผมเขียนผิดครับ...ลำพูนกับเชียงแสน สร้างพอๆ กันครับ
-
เท่าที่ยอมรับกัน ลำพูนเก่าที่สุด อาจถึงพ.ศ.1600
เป็นเชื้อสายละโว้ แผ่ขึ้นมาจากภาคกลาง ใช้ชีวิตแบบที่ราบ
ส่วนเชียงราย เป็นคนท้องถิ่น อยู่ในหุบเขา ค้าขายของป่า
สืบวงศ์กันมานาน แต่เริ่มอยู่กันเป็นเมืองราวๆ 1800
มีตำนานเล่าว่า เดิมสร้างเมืองเชียงรายก่อน
แต่ทำเลไม่ดี เลยย้ายลงมาที่หุบเขาริมดอยสุเทพ
ตอนสร้างเมืองก็ใช้เทคนิคผันน้ำจากภูเขาแบบสุโขทัย
นัยว่าพ่อขุนราม กับพญางำเมืองมาร่วมปรึกษาด้วย
-
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5
ผมดูประวัติละโว้แล้ว สามพันกว่าปีโน่น เคยถูกเขมรรุกราน เลยอยู่ใต้เขมรด้วย แสดงพระปรางสามยอดลพบุรีนี่เก่าสุดๆ ของบ้านเรา
-
ลพบุรี มีคนอยู่ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนปัจจุบัน ไม่เคยร้างเลย
สถาปัตยกรรมที่เก่าที่สุดคิอปรางค์แขก ราว 1400-1450
ก่อนนั้นก็เป็นทวารวดี 1400 ลงไป
น่าเสียดาย ที่การตัดทางรถไฟ ทำลายโบราณสถานอิฐของทวารวดีหมด เหลือทรากเป็นเศษปูนปั้นเท่านั้น
(https://t1.blockdit.com/photos/2021/08/611a47773c1467190dad686c_800x0xcover_-Qcn6ixO.jpg)
ทางรถไฟสายนี้ กับสายใต้ตรงนครไชยศรี น่าจะแพงที่สุดในโลก
ใช้โบราณวัตถุ เป็นดินรองหมอนรถไฟ
-
เรื่องเศร้าใจสุดๆ คนไม่รู้จักอนุรักษ์...นี่มันเลวชาติสุดๆ คนพวกนี้ขอให้พวกมันสูนย์เสียของรัก
-
https://www.youtube.com/watch?v=1y3jWf23_t4
เห็นแล้วชื่นใจ
รุ่นใหม่ไว้ลายไม่น้อยหน้า
-
เชื่อในสายตาพี่ ขอบพระคุณมากๆ ที่หาสิ่งใหม่ๆ ที่ดีๆ มาให้ดูครับ...สำหรับผมเรื่องศิลปะไร้ซึ่งดุลย์พินิจจริงๆ
-
น่าชมเชยเด็กรุ่นนี้ที่ทำงานไทย โดยเคารพครู ฝึกผูกลายตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก
ต่างจากรุ่นที่อาจารย์ชลูดสอน รุ่นนั้นนอกครูยกเจนเนอร์เรชั่น
เพราะอาจารย์ชลูดเป็นศิษย์ไร้ครู แกไม่ได้เรียนไทยมาแต่ต้น มิหนำซ้ำ ทำลายครูโดยเจตนเสียอีก
ศิลปะไทยยุคใหม่ มีจุดเริ่มต้นจากสมเด็จฯ นริศ
ทรงนั่งเรือตระเวณชมของดีตามวัดโบราณ อันใหนดีก็จำเอาไว้ เวลาทำงานก็ใช้งานครูเป็นจุดเริ่มต้น
อาจารย์เฟื้อก็เดินตาม แต่แทนที่จะจำ ก็คัดลอกเอาไว้ด้วย
พออาจารย์ฝรั่งยอมรับ ก็ตั้งวิชาวิจัยศิลปะไทยขึ้นมา เริ่มจากมีนักศึกษามาแจ้งว่า ที่สวนในนนทบุรี มีจิตรกรรมฝาผนังงดงาม
อาจารย์เฟื้อไปเห็นถึงกับตื่นเต้น เพราะเป็นของล้ำค่า อาจารย์ศิลปก็ขอทุนสภาวิจัย
ได้เศษเงินพอค่าน้ำมันและฟิล์มถ่ายรูป ตั้งคณะทำงานเก็บข้อมูลเรื่อง "จิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างนนทบุรี"
ตีพิมพ์ ๒๕๐๖ ไม่ทันท่านตาย เนื้อหาคือ
วัดโพธิ์บางโอ -- วัดปราสาท -- วัดชมภูเวก -- ศิลาจารึกรอยพระพุทธบาทเรื่องญาณ 3 และอาการ 12 -- ปริศนาธรรม -- ลายดอกไม้จำหลักไม้ -- เทพนมยืน -- เนมิราชชาดก -- นารถชาดก -- พระมโหสถชาดก -- สุวรรณสามชาดก -- พระวิฑูรชาดก -- เวสสันดรชาดก -- ธรรมาสน์ -- ภาพพุทธประวัติ -- มหาชนกชาดก -- ภาพมารวิชัย
ความสำคัญคือ การค้นพบนางธรณีบีบมวยผมที่สวยที่สุดในโลก
https://library.stou.ac.th/wp-content/odi/online/exhibition-ayuttaya/index.html
(https://library.stou.ac.th/wp-content/odi/online/exhibition-ayuttaya/images/2086.jpg)
เวลานั้น ชลูดเป็นอาจารย์สอนวาดเส้นเท่านั้น
การเป็นศิษย์มีครู หมายความว่า เราจะมีทำเนียบงานชิ้นเอกในสำนึก จะทำอะไรก็มีงานเหล่านี้เป็นแรงกระตุ้น
เป็นเพดานให้เราข้ามให้พ้น งานพวกนี้มีเป็นร้อยๆ ชิ้น ส่วนหนึ่งก็คือที่อาจารยฺเฟื้อคัดลอกมาให้เรา
เจตนาตั้งต้นไม่ใช่อนุรักษ์ แต่ให้มาเป็นครู
ลูกศิษย์ชลูดไม่มีสิ่งเหล่านี้ เฉิมชัยเคยให้สัมภาษณ์สมัยเริ่มดังว่า "ไม่เคยมีครู ทุกอย่างต้องหาเอาเอง"
เพราะงั้น งานของเขาจึงดูตลก อ่อนแอ ขาดวิญญานอดีต เป็นงานขายสวยที่ไร้ราก ไม่มีสกุลรุณชาติ
เป็นกำพร้าทางศิลปะ ครูช่างสมัยโบราณมาเห็น ก็คงขยำทิ้ง เพราะไร้ซึ่งสุนทรียธาตุอย่างที่เคยสืบสานกันมา
กนกของพวกนี้ รกเหมือนวัชชพืช ตัดทิ้งก็ไม่เสียดาย และควรถางให้เหี้ยนแทนที่จะปล่อยให้เลื้อยไปทั้งรกๆ
ชลูดเองก็เขียนลายไทยไม่เป็น แต่นับถือฝรั่งที่สอนว่า อย่ายอมอดีตต้องสร้างแต่ของที่ไม่เคยมี ให้มีขึ้นมาให้ได้
นี่เป็นอเมริกันทาส เพราะไปเรียนมาจากที่นั่น(2506 ไปเรียนภาพพิมพ์ เพื่อจะกลับมาเปิดวิชาใหม่)
ศิลปะไทยที่มาจากสายนี้ จึงเป็นขยะสายตาเสียเป็นส่วนใหญ่
-
โอ้...พวกขายความเป็นไทยแท้...ชลูดคือคนแรก คนสองคือเหลิมชัย...เขาเป็นครูและศิษย์กันไหมครับ...ฝีมือจานหลูดมาให้ดูไหมครับ...อยากรู้ว่าเป็นไง
แต่รูปที่เอาลง ผมว่าผมชอบที่สุดเท่าที่เห็นมาครับ...ผนังวัดภูมินทร์สำหรับผม ว่าไม่ได้เรื่องนะ
-
ผมจะเขียนถึงสกุลชลูดเป็นงานวิพากษ์ทิ้งท้าย อาจจะยาวหน่อย
ตอนที่อาจารย์ฝรั่งตาย มันพาศิลปะไทยในลมหายใจใหม่ ตายไปด้วย
อาจารย์ศิลปประสบความสำเร็จในการสร้างศิลปไทยสมัยใหม่ได้สำเร็จ
คือพระลีลาฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ
https://i.pinimg.com/474x/b9/1d/d0/b91dd0d27d26130a3163098e04f6ead5.jpg
https://www.finearts.go.th/uploads/tinymce/source/13/Knowledge_6/0631/pic%20(8).jpg
https://mpics.mgronline.com/pics/Images/565000000168105.JPEG
https://scontent.fbkk7-3.fna.fbcdn.net/v/t39.30808-6/556644678_25114847601466820_1922446734304587793_n.jpg?_nc_cat=103&ccb=1-7&_nc_sid=127cfc&_nc_ohc=xpmjexH7bhcQ7kNvwH7QQ0X&_nc_oc=AdkiXUVSDp_RPa_pPRMzjLziSXcbg7VDUHAaAlRzNJ_3wirC-a0oi-OzjvFlt9dItis&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk7-3.fna&_nc_gid=TNd9ZUbFYDQBEPgB-C0Rmg&oh=00_AfnehOa2ovAVJ7vZv5KDWqEwRtaVvDRA8oaMXBb-KIKglg&oe=693CBFD9
จะเห็นว่า อาจารย์ศิลป์ท่านเป็นศิษย์มีครู ครูของท่านคือสุโขทัยยุคทอง
ท่านศึกษางานโบราณทั้งในแง่สุนทรียะ วิชาการ และส่งต่อฝีมือช่าง
เดินแนวสมเด็จครูทุกกระเบียดนิ้ว
https://www.finearts.go.th/uploads/tinymce/source/1/pranakornkeereemuseum/179392740_3766319176811693_4870442130609103471_n.jpg
https://www.dooddot.com/ban-plai-nern/
คือโบราณแต่ทันสมัย
ไม่นอกครูแต่ไม่ตามครู
รู้ที่มาและรู้ที่ไป