วันนี้วันอาทิตย์ มีหมอและ อสม มาตรวจความดีนเบาหวานที่หอประชุมหน้าร้านกาแฟผม
ผมได้คุยกับหัวหน้าสาธารณะสุข... ได้ไอเดียดีๆ ที่ผมก็ไม่ได้เคยคิดมาก่อน ของง่ายๆ บางอย่างเราก็คิดไม่ถึงจริงๆ เรื่องนี้อาจมีประโยชน์กับพ่อแม่บางท่านในนี้ เลยเอามาเขียนให้พิจารณาอ่านกันดูครับ
หมอคนนี้มีแฟนเป็นพยาบาล ฉะนั้นเวลาดูแลลูกจึงน้อยมากๆ ผมคิดว่าหลายคนในนี้ก็คงเป็นเช่นกัน
วันนี้ผมคุยกันเรื่องลูกคุณหมอที่เรียนจุฬาภรณ์ทั้งสองคน... และคุยถึงเหตุผลที่คุณหมอต้องการแบบนี้... โดยส่งลูกเรียนพิเศษตั้งแต่อนุบาลกับเด็กทั้งสองคน ผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่น่าฟังครับ
1. เพราะคุณหมอและภรรยาไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก ภรรยาต้องเข้าเวร... การให้เด็กอยู่บ้านดูแลกันเอง สู้ให้ไปเรียนพิเศษไม่ได้ เพราะว่าเด็กอยู่บ้านก็จะเล่นเกมกันทั้งวัน การส่งเด็กไปเรียนย่อมได้ประโยชน์มากกว่า...เรื่องนี้มันเรื่องจริงเลยทีเดียว แล้วเด็กยังได้สังคมกับเด็กเก่งๆ อีกด้วย
2. คุณหมอลงทุนเต็มที่ที่จะหาติวเตอร์ดีๆ เพื่อให้เด็กเข้าจุฬาภรณ์ให้ได้...เรื่องนี้ผมคิดไม่ถึงจริงๆ ครับ คือถ้าคิดถึงเงินที่จ่ายให้ติวเตอร์ ยังถูกกว่าค่าใช้จ่ายในโรงเรียนดีๆ ระดับนี้ เพราะว่าถ้าสอบเข้าที่นี่ได้ ม. 1- ม. 6 แทบจะไม่ต้องจ่ายอะไรเลย นอกจากค่าน้ำมันไปรับเด็กกลับบ้านเท่านั้น... และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เด็กเรียนที่มีอนาคตเข้ามหาลัยดีๆ และอาจได้ทุนไปจนจบปริญญาตรีเลยก็เป็นได้ หรือได้ทุนไปเรียนต่างประเทศอีกด้วย
แต่สำหรับผมมีเวลาว่าง ให้ลูกเลยไม่เคยคิดแยกลูกจากอกแบบนี้ ผมคิดถึงกระทั่งว่า ถ้าลูกเรียนมหาลัย จะไปเช่าบ้านอยู่กับลูกกันเลยด้วยซ้ำ ผมกับแฟนมีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้... ผมคิดถึงอดีตที่ครอบครัวอบอุ่นมากๆ วันหยุดเราจะไปนอนบ้านตายายกันเสมอๆ (ยายมีลูกหลายคน ย่าผมมีลูกคนเดียว จึงต้องไปรวมกันที่บ้านยาย) ก็จะไปเจอลุงป้าน้าอา มานอนกันที่นี่ ตอนเด็กๆ (บ้านหลังใหญ่มาก) จึงสนุกสนานเวลาเจอลูกของพวกเขาเหล่านั้น มันเป็นความทรงจำที่ยอดเยี่ยม แต่ต่อไปนี้ประเทศไทย คงไม่มีสังคมแบบนี้อีกแน่นอน

สาธารณะสุขพื้นฐานประเทศไทยไม่เป็นรองใคร... เจอใครเป็นดูแลกันไปตลอดชีวิต