ผู้เขียน หัวข้อ: รวมบทความน่าอ่าน  (อ่าน 6590 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
รวมบทความน่าอ่าน
« เมื่อ: 19 กันยายน 2017, 01:07:12 PM »
ขออนุญาตนำข้อเขียนน่าสนใจในแหล่งต่างๆ มารวมไว้ด้วยกัน
เชิญครับ

 gru

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 19 กันยายน 2017, 01:10:28 PM »
สตานิสวัฟ สโครวาเชฟสกี กำเนิดจากบรูคเนอร์ และกลับไปหาบรูคเนอร์ : คอลัมน์ อาศรมมิวสิก
วันที่ 19 มีนาคม 2560 - 14:37 น.
ผู้เขียน บวรพงษ์ วัฒนาธนากุล



กรุณากดลิ้งค์

https://www.matichon.co.th/news/500442











pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 19 กันยายน 2017, 01:20:22 PM »
ศิลปินเป็นหนึ่งเดียวกับศิลปะ เมื่อสิ้นอัตตาและอหังการ
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/633231

รีวิวคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก ที่จัดให้เป็น "ครั้งสำคัญ" แห่งปี 2015 เลยก็ว่าได้

ในช่วงเวลาราว 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ วงบีเอสโอ (Bangkok Symphony Orchestra) ปราศจากตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรี (Music Director) หรือวาทยกรประจำ ที่บางครั้งก็เรียกกันว่า วาทยกรหลัก (Principal Conductor) รายการแสดงคอนเสิร์ตแบบคลาสสิกในแต่ละปีลดน้อยลงมาก แต่กลยุทธ์หนึ่งในการดำเนินนโยบายการแสดงในช่วงเวลาที่ปราศจากวาทยกรประจำนี้ คือการเชิญศิลปินเดี่ยว (Soloist) ที่โด่งดังในระดับนานาชาติมาร่วมแสดง ซึ่งก็สามารถเรียกความสนใจจากแฟนๆ เพลงคลาสสิกได้อย่างมาก

ศิลปินเดี่ยวเหล่านี้จะมาสำแดงฝีมือในบทเพลงคอนแชร์โตชิ้นใหญ่ๆ แบบยุคโรแมนติกอย่างเต็มที่ โดยจะมีบทเพลงโหมโรง (Overture) และบทเพลงซิมโฟนี (Symphony) ในรายการที่ดูเสมือนเป็น “ของแถม” ที่ทำหน้าที่เพียงเพื่อมาเติมเต็มรายการคอนเสิร์ตนั้นๆ ให้เต็มรูปแบบ และเหล่าศิลปินดังที่มาร่วมงานกับBSO เหล่านี้ก็จะมีวาทยกรที่มีชื่อเสียงไม่ค่อยโด่งดังนัก มาร่วมปรับวงอำนวยเพลงในแต่ละคอนเสิร์ตนั้นๆ ให้ล่วงผ่านไปได้

และคอนเสิร์ตของวง BSO ในค่ำวันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ก็ยังคงอยู่ในรูปแบบแนวทางที่กล่าวมานี้ หากแต่ศิลปินเดี่ยวเปียโนที่มาร่วมงานกับวง BSO ในครั้งนี้ เป็นศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อเสียง, ประสบการณ์และผลงานอ้างอิงในระดับโลกอย่าง คริสเตียน ซิเมอร์มาน (KrystianZimerman) ซึ่งวาทยกรที่มาร่วมงานกับ ซิเมอร์มาน ในครั้งนี้ คือ ชาร์ลส โอลิเวียริ มันโร (Charles Olivieri-Munroe) ที่พวกเราคงไม่คุ้นชื่อเขากันนัก

หากแต่เมื่อเราได้ฟังการบรรเลงในรายการคอนเสิร์ตนี้ทั้งหมดแล้ว ทำให้เราต้องกลับไปพลิกสูจิบัตรเพื่อตรวจดูประวัติ-ประสบการณ์และผลงานของเขา จึงทำให้สิ้นข้อกังขาใดๆ ทั้งปวงว่า เหตุใดภายใต้เงื่อนไขระยะเวลาการฝึกซ้อมที่เท่าๆ กันกับวาทยกรรับเชิญคนอื่นๆในรอบหลายปีที่ผ่านมา เหตุใดเขาจึงสามารถสร้างมาตรฐานของวง BSO ให้โดดเด่นกว่าอย่างมากจนสังเกตความแตกต่างได้ชัดเจนและสามารถปลุก “เสน่ห์อันลึกลับ”ในวง BSO ให้ปรากฏขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่สิ่งนี้ห่างหายไปพร้อมๆ กับการพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีคนล่าสุด ฮิโคทาโร ยาซากิ (HikotaroYazaki) เมื่อหลายปีก่อน

ผมเองเคยเขียนคำนิยมไว้ในวาระครบรอบ 30 ปีแห่งการก่อตั้งวง BSO ในปีพ.ศ.2555 ว่า วง BSO มีสิ่งที่เรียกว่า “เสน่ห์อันลึกลับ” ซึ่งเมื่อใดที่วงดนตรีนี้อยู่ในสภาพความพร้อม(ฟิต)สูงสุด พวกเขาจะสามารถสื่อสารถึงอารมณ์, ความรู้สึกทางดนตรีได้อย่างชัดเจนและออกรสชาติ อย่างที่แม้วงออร์เคสตราระดับโลกบางวงที่เคยมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ก็ไม่สามารถแสดงเสน่ห์ทางดนตรี(อันลึกลับ)เช่นว่านี้ได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นที่ยอมรับและออกปากกันอยู่เสมอๆ สำหรับศิลปินและวาทยกรรับเชิญหลายคนที่เคยร่วมงานกับ BSO ที่ผ่านมา และเสน่ห์อันลึกลับที่ว่านี้ก็ได้เผยตัวออกมาอย่างชัดแจ้งอีกครั้งหนึ่งภายใต้การอำนวยเพลงของ โอลิเวียริ-มันโรในคอนเสิร์ตครั้งนี้

นับแต่บทโหมโรงเปิดรายการ La Clamenza di Tito ของ โมซาร์ท (W.A.Mozart) ซึ่งโอลิเวียริ-มันโร เลือกจังหวะการบรรเลงที่เร็วมาก ในลีลาอันหนักแน่น ด้วยสำนวนภาษาทางดนตรีอันห้วน,สั้น,กระชับ แฝงลักษณะการบรรเลงที่เน้นย้ำหนักแน่นราวกับพายุแบบที่เรียกว่า “Storm & Stress” แบบดนตรีสมัยคลาสสิก เขาสามารถทำให้บทโหมโรงเปิดรายการสั้นๆ เพลงนี้ แสดงรายละเอียดที่เนี้ยบ,ประณีต,เรียบร้อยและทรงพลังอย่างมีนัยสำคัญ นี่เป็นการเปิดรายการอย่างน่าทึ่ง,แตกต่างแบบที่เราไม่ได้สัมผัสเสน่ห์แบบนี้จาก BSO ในรอบหลายปีที่ผ่านมา มันเริ่มบ่งบอกถึงเรื่องการประกันคุณภาพว่า นี่ถ้าเขาไม่แน่จริง นักเปียโนอย่าง คริสเตียน ซิเมอร์มาน คงไม่ไว้ใจเลือกเขาเป็นวาทยกรคู่ใจในการออกตระเวณทัวร์กับวงออร์เคสตราอย่าง BSO นี้เป็นแน่

การบรรเลงบทเพลงเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข1, ผลงานลำดับที่15ของ โยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms)โดย ซิเมอร์มานในครั้งนี้ มิใช่เป็นเพียงการขายดาราดังเหมือนเช่นบางครั้งที่ผ่านมา คริสเตียน ซิเมอร์มาน พิสูจน์ตัวเองอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาไม่มีอัตตาแห่ง “แบรนด์เนมระดับโลก” ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่ออยู่บนเวทีการแสดงเขาทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับใช้ดนตรีคนหนึ่งเท่านั้น

บทเพลงนี้มีช่วงท่อนนำโดยวงออร์เคสตราที่ยาวมาก ซิเมอร์มานนั่งเอียงตัวหันหน้าฟังการบรรเลงของBSO อย่างใจจดใจจ่อเสมือนเป็นผู้ฟังดนตรีคนหนึ่ง บรามส์กำหนดให้เปียโนบรรเลงสวมเข้ามาในช่วงที่ดนตรีไม่ได้นำเสนอใจความหลัก(Theme)ทางดนตรี ซิเมอร์มานเริ่มบรรเลงเปียโนอย่างแจ่มใส,กังวานและอ่อนหวาน สัมผัสได้ว่า นี่คือหนึ่งในนักเปียโนที่สามารถสร้างเฉดสีทางเสียง (Tone Colour) ให้ถ่ายทอดผ่านเปียโนได้อย่างชัดเจน ราวกับว่าวิธีการกำเนิดเสียงของเปียโนมิใช่การเคาะ-กระทบอย่างที่มันเป็นอยู่

ตลอดการแสดงซิเมอร์มานมีกริยาอาการโยกตัวน้อยๆ และหันหน้าเข้าหาวงเกือบตลอดเวลา จิตใจและสมาธิของเขาเกาะเกี่ยวกับการบรรเลงของ BSO อย่างเหนียวแน่น และวง BSO ก็สำแดงหัวใจศิลปินดนตรีได้อย่างน่ายกย่อง พวกเขามิใช่วงดนตรีที่ทำหน้าที่เพียงบรรเลงคลอให้กับศิลปินระดับโลก หากแต่พวกเขาคือศิลปินที่ร่วมแสดงบทเพลงกับซิเมอร์มานได้อย่างเคียงบ่า-เคียงไหล่ราวกับเป็นวงดนตรีประจำตัวซิเมอร์มานที่เข้าขาและรู้ใจกันดีมานานหลายปี ซึ่งตรงนี้เราจะมองข้ามความสามารถของโอลิเวียริ-มันโรวาทยกรรับเชิญในครั้งนี้ไปไม่ได้เลย

ปรากฏการณ์การสื่อสารทางจิตผ่านการแสดงของ ซิเมอร์มาน กับวง BSO เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนน่าศึกษา มันเกิดขึ้นในช่วงเสี้ยววินาทีในจุดสำคัญๆหลายครั้ง ปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็คือ เมื่อโอลิเวียริ-มันโร มาปรับวง BSO จนมีพื้นฐานรายละเอียดที่ดีพอแล้ว เมื่อถึงเวลาการแสดงจริง ซิเมอร์มานสามารถให้คิวเล็กๆ ในชั่วเสี้ยวลมหายใจผ่านไปยังวาทยกร และวาทยกรก็จะให้คิวกับนักดนตรีต่ออีกทอด นี่เป็นเรื่องที่ฟังดูอาจจะสับสนและน่าจะยุ่งยาก หากแต่สิ่งนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในการบรรเลง มันเกิดอย่างรวดเร็ว, ฉับไวและลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาดใจ นับเป็นประสบการณ์ทางดนตรีอันแปลกใหม่

ซิเมอร์มานคือผู้นำจิตวิญญาณทางดนตรีอย่างแท้จริง เมื่อเราชมบทเพลงนี้จากการบรรเลงจริงแล้ว เราจะประจักษ์ชัดได้ว่า ในบทเพลงนี้ บรามส์ได้จัดวางดุลยภาพทางดนตรีระหว่างแนวเดี่ยวเปียโนและวงออร์เคสตราเอาไว้อย่างทัดเทียมกันประดุจบทเพลงซิมโฟนี อีกทั้งสอดแทรกการบรรเลงในลักษณะเชมเบอร์มิวสิก (Chamber Music) ระหว่างเปียโนกับเครื่องดนตรีกลุ่มต่างๆ ในวงเอาไว้อย่างกลมกล่อม มากมายหลายจุด และซิเมอร์มานก็ดูจะเป็นคนรักดนตรีเชมเบอร์มิวสิกเอามากๆ ในยามที่ถึงจุดซึ่งเป็นการบรรเลงแบบเชมเบอร์ฯนี้ เขาจะหันไป, โน้มตัวเข้าหานักดนตรีกลุ่มนั้นๆ ด้วยภาษากายอันอ่อนน้อม ราวกับจะพูดขอร้องว่า “ประโยคดนตรีนี้ คุณกับผมต้องช่วยกันสร้างมันนะ” มันเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นประโยคเพลงที่เขาร่วมบรรเลง (โมทิฟขั้นคู่4) ร่วมกับกลุ่มเฟรนช์ฮอร์น,การบรรเลงร่วมกับกลุ่มเครื่องลมไม้และการบรรเลงคู่กับนักไวโอลินหัวหน้าวงที่เขาพยักหน้าร่วมกันราวกับเป็นเพลงเดี่ยวโซนาตา(Sonata)

ความเนี้ยบ,เรียบร้อยและละมุนละไมในเฉดสีทางดนตรีต่างๆที่วง BSO และซิเมอร์มานได้ “ร่วมกัน”แสดงออกอย่างน่าชื่นชมในสองท่อนแรก อาจทำให้เราคาดไปได้ว่า ซิเมอร์มานคงไม่ฟิตดีพอหรือ หมดไฟทางดนตรีอันร้อนแรงไปแล้ว จึงเลือกคอนแชร์โตที่แฝงด้วยลักษณะซิมโฟนีและเชมเบอร์มิวสิกชิ้นนี้มาแสดง แต่เมื่อมาถึงท่อนสุดท้ายซิเมอร์มานก็ทั้ง “ปล่อยของ” และ ”ไว้ลาย” แบรนด์เนมระดับโลกอย่างสมชื่อซิเมอร์มานที่เราคาดหวังกันอย่างแท้จริง เขาเลือกจังหวะการบรรเลงที่เร็วกว่าที่เราได้เคยคุ้นชินกันในการฟังจากแผ่นซีดี เป็นการบรรเลงที่ร้อนแรงและดุดันด้วยพลังทางดนตรีแบบคนหนุ่ม และBSO ก็สามารถรับมือกับซิเมอร์มานได้อย่างทัดเทียมกันทางดนตรี

แนวทำนองที่ 2 ซึ่งโดยปกติเรามักจะชินกับการถูกตีความให้เป็นการบรรเลงในลีลาก้าวเดินอย่างองอาจ แต่ในครั้งนี้ซิเมอร์มานหยิบมาปั้นใหม่ ให้ฟังดูยืดหยุ่นในลีลาแบบดนตรีแร็พโซดี (Rhapsody) ทั้งซิเมอร์มานและวง BSO สามารถเปลี่ยนเฉดสีทางดนตรี,เปลี่ยนอารมณ์ไปได้อย่างหลากหลาย ในช่วงที่ดนตรีนำเสนอใจความทางดนตรี (Theme) ที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า เอกภาพ (Unity) ทางดนตรีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางดนตรี (Ensemble) ในระหว่างสามองค์ประกอบอย่างทัดเทียมกัน คือทั้งวงBSO,ผู้อำนวยเพลงและศิลปินเดี่ยว

ในช่วงปรบมือยาวแสดงความชื่นชมหลังเพลงจบ ซิเมอร์มานและวาทยกรเดินออกมาร่วมกันชี้มือไปยังนักดนตรีกลุ่มต่างๆ ที่ได้ร่วมบรรเลงประโยคเพลงสำคัญๆให้ลุกขึ้นยืนรับเสียงปรบมือนั้นจากผู้ชม เพื่อเน้นย้ำว่า ความเป็นซิมโฟนีและเชมเบอร์มิวสิกอันงดงามที่ท่านฟังจบลงไปนั้นบุคลากรเหล่านี้คือ “เพื่อนผู้ร่วมงาน” อันสำคัญของผมอย่างแท้จริง การให้เกียรติ,อ่อนน้อมและปราศจากอหังการของศิลปินใหญ่ผู้มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์อันเป็นสามัญ ทำทุกอย่างบนเวทีด้วยการรับใช้ศิลปดนตรีอย่างอ่อนน้อม นี่คือบทเรียนและประสบการณ์ที่ศิลปินเปียโนระดับโลกผู้นี้ให้ไว้กับเรา

ขอแสดงความเสียใจกับผู้ชมหลายคนที่เดินทางกลับบ้านหลังการแสดงของซิเมอร์มานในครึ่งแรกจบลง เพราะซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน(Ludwig van Beethoven) ที่บรรเลงปิดท้ายรายการในครึ่งหลัง มิใช่เป็นเพียง “ของแถม” เสมือนกับการแสดงของBSO ในหลายครั้งที่ผ่านมา โอลิเวียริ-มันโรแสดงให้เห็นว่านี่ถึงเวลาของพวกคุณ (BSO) กับผมอย่างเต็มที่แล้ว

พวกเรา(ผู้ฟังดนตรี)คุ้นเคยกับตำนาน-เรื่อราวเบื้องหลังเสียงดนตรี(Program Music)ในบทเพลงนี้กันมาอย่างยาวนาน จนถึงขั้นตั้งชื่อเฉพาะให้กับบทเพลงนี้อย่างดิบดีว่าเป็น “ซิมโฟนีแห่งโชคชะตา” (Fate Symphony) กล่าวกันว่านี่คือการสะท้อนถึงภาวะแห่งการต่อสู้ของชะตากรรมที่มาเคาะประตูชีวิตของเบโธเฟน ตามโมทิฟ (Motif) ดนตรีหลัก “ สั้น-สั้น-สั้น-ยาว ” ของบทเพลง และถ้าใครที่ชื่นชอบกับการตีความซิมโฟนีบทนี้ที่ผูกโยงกับเรื่องราวชะตากรรมของเบโธเฟนก็คงชื่นชอบกับการบรรเลงในแนวทางของ อ็อตโต เคลมเพอเรอร์ (Otto Klemperer) กับวงฟิลฮาร์โมเนียออร์เคสตรา (Philharmonia Orchestra) ซึ่งหาฟังได้จากแผ่นเสียง EMI ที่บันทึกไว้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2502 ซึ่งแสดงนัยทางความคิดเรื่องชะตากรรมที่เชื่อมโยงกับซิมโฟนีบทนี้อย่างเหนียวแน่น (ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเองก็ชื่นชอบและยึดถือเป็นแบบอย่างมายาวนาน)

แต่ก็นั่นแหละ งานดนตรีหรือศิลปะที่ดี ไม่เคยจำกัดตัวเองไว้กับแนวทางความคิดในการตีความอันจำกัดเพียงแบบใดแบบหนึ่งเพียงประการเดียว ซิมโฟนีบทนี้ก็เช่นเดียวกัน นิโคเลาซ์ อาร์นองกู (Nikolaus Harnoncourt) วาทยกรสุดยอดนักคิด-นักปรัชญาร่วมสมัยกล่าวถึงบทเพลงนี้ว่า มันคือการแสดงออกถึงความคิดทางการเมือง,การตื่นตัวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและอิสรภาพของคนในยุคนั้น เขายืนกรานว่าโมทิฟ 4 พยางค์ที่เปิดการบรรเลงอย่างหนักแน่นนั้นคือ การตะโกนก้อง,การปราศรัยทางการเมืองในยุคแห่งการตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพ มันไม่ใช่เรื่องของชะตากรรม หรือการต่อสู้กับภาวะหูหนวกใดๆ ของเบโธเฟนทั้งสิ้น

และถ้าเราได้ฟังงานบันทีกเสียงของเขาร่วมกับวง The Chamber Orchestra of Europe ก็จะรู้ได้ทันทีว่ามันช่างแตกต่างอย่างตรงกันข้ามกับอ็อตโต เคลมเพอเรอร์อย่างสุดขั้ว (แม้จะมาจากสกอร์ดนตรีฉบับเดียวกัน) ผมเองไม่มีโอกาสพูดคุยกับ โอลิเวียริ-มันโรเป็นการส่วนตัว แต่จากการฟังเขากำกับวง BSOในครั้งนี้แล้ว เขามีแนวทางที่โน้มเอียงไปในแบบของ นิโคเลาซ์ อาร์นองกูมากกว่าจะไปในทางของอ็อตโต เคลมเพอเรอร์ อย่างแน่นอน รูปทรงทางดนตรีที่แน่นกระชับ,สำนวนภาษาดนตรีที่สั้นละเน้นย้ำจนอาจฟังดูถึงกับห้วนไปบ้าง ไม่มีแนวคิดเรื่องหูหนวก,ชะตากรรมใดๆ,

ท่อนที่ 3 ที่ศิลปินดนตรีเกือบทั้งโลกตีความตรงกันว่า มันคือปีศาจแห่งชะตากรรมที่ตามหลอกหลอนนั้น เขากลับปรับมันให้ออกมาเป็นสแกร์โซ(Scherzo) ที่แฝงอารมณ์ขันได้อย่างน่าทึ่ง (ซึ่งนี่ก็เป็นไปตามความหมายของคำว่า Scherzo ที่หมายถึงอามณ์ขันอย่างแท้จริง!) ช่วงการไล่ล้ออันซับซ้อน(Fugue) ในท่อนที่3 เขาปรับจังหวะให้เร็วและห้วนจนน่ากลัว แต่กลุ่มเครื่องสายเสียงต่ำของ BSO ก็สามารถบรรเลงออกมาได้อย่างคมชัด,ดุดัน,กระชับและพร้อมเพรียงกันได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ ครั้งก่อนๆ ที่ BSO บรรเลงบทเพลงนี้ ในช่วงนี้กลับเป็นช่วงที่แสดงความอ่อนด้อยไม่พร้อมเพรียงกัน แม้ว่าจะมีการกำหนดจังหวะการบรรเลงให้ช้ามากกว่านี้ก็ตามที

หลายๆ คอนเสิร์ตที่ผ่านมาในยุคสมัยที่ BSO ปราศจากตำแหน่งผู้อำนวยการทางดนตรีนี้ การดึงเอาฮีโร่ทางดนตรี มาสร้างจุดขายทางดนตรีก็มิใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องที่น่าจะต้องมาตำหนิกัน หากแต่พวกเขาเหล่านั้นยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์ทางดนตรีเป็นศิลปินระดับโลกที่อาจจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวนคืนสู่สามัญเฉกเช่น คริสเตียน ซิเมอร์มานในครั้งนี้ ที่เขามิได้เพียงแค่มาเฉิดฉายความเป็นเลิศทางดนตรีอันเจิดจ้า (โดยมีวงBSOเป็นเพียงตัวประกอบ) แล้วก็บินไปเฉิดฉายในเวทีอื่นๆ ต่อไป

ซิเมอร์มานเป็นศิลปินที่ก้าวไกลจนหวนคืนสู่สามัญแล้ว เขาแสดงให้เห็นในครั้งนี้แล้วว่าเขาเดินทางมาในฐานะผู้แสดงดนตรีที่เป็นแขกรับเชิญคนหนึ่ง แขกรับเชิญที่มา “ร่วมงาน”กับBSO ในฐานะศิลปินที่เคียงบ่า-เคียงไหล่ร่วมกันทำงาน “รับใช้ดนตรี”ไปด้วยกันอย่างเท่าเทียมกันทั้งในความเป็นศิลปินและเท่าเทียมกันในฐานะแห่งความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมกัน และอย่างน้อยที่สุด ณ วันนี้ BSO ก็น่าจะสบายใจได้แล้วว่า “เสน่ห์ทางดนตรีอันลึกลับ”ของพวกเขายังมิได้สูญหายไปไหน หากแต่มันจะรอคอยการเผยตัวออกมาอย่างยิ่งใหญ่ ในยามที่ได้มาพบเจอกับ “ผู้นำจิตวิญญาณทางดนตรี” ที่เป็นของจริง ที่จะมาร่วมงานสื่อสารทางดนตรีร่วมกันด้วยจิตอันอ่อนน้อมถ่อมตัวต่อศิลปะอย่างแท้จริง โดยปราศจากอัตตาหรืออหังการด้านแบรนด์เนมระดับโลกอันเป็นเปลือกนอกใดๆ ทั้งปวง

คริสเตียน ซิเมอร์มาน และ ชารล์ส โอลิเวียริ-มันโร ได้แสดงและพิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วจากการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้

..................................

หมายเหตุ : บทวิจารณ์นี้ มีชื่อเต็มว่า "เมื่อสิ้นอัตตาและอหังการ เมื่อนั้นศิลปินจึงจะสามารถรับใช้และเป็นหนึ่งเดียวกับศิลปะอย่างแท้จริง”

กรุงเทพธุรกิจ ไม่ยอมบอกให้ครบว่า ผู้เขียนคือ เจตนา นาควัชระ

K. PJ

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6057
  • Like: 8
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 19 กันยายน 2017, 04:38:08 PM »
ขอบพระคุณ​ที่เอามาแบ่งปันครับ​  และขออนุญาต​นำลงไปเผยแพร่​ในเฟสต่อครับ

ผมคงต้องลองฟังคอนดัก​เตอร์​ที่ว่าทั้ง​ กระชับ​ และนุ่มนวล​ ดูซะแล้ว

พอบอกกระชับ​ ทำให้นึกถึงคารายานที่ชอบทำเพลงหวานๆ​ กลายเป็นเพลงมาร์ซซะหลายเพลง

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 18 มีนาคม 2019, 02:44:41 PM »
โหลดเลย อย่าช้า

http://www.khamkoo.com/thai-collection-2.html

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1380
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 18 มีนาคม 2019, 04:53:38 PM »
ขอบคุณสำหรับคลังสมองชุดนี้ครับ
สองวันก่อนเพิ่ง โหลด สัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี มาอ่าน ได้บทแรกเอง555

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1380
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 15 มิถุนายน 2019, 11:49:05 AM »
น่าสนใจ ต้องโหลดมาอ่าน
จำได้ว่ามีนักประวัติศาสตร์ อ้างอิงบันทึกโจวต้ากวน ในการอธิบายถึงการหายไปของพ่อขุนผาเมือง ในประวัติศาสตร์ไทย
และเชื่อว่าพ่อขุนผาเมือง คือสุริยวรมันที่2 ซึ่งปฏิวัติ ชัยวรมันที่ึ7

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 15 มิถุนายน 2019, 12:23:49 PM »
น่าสนใจ ต้องโหลดมาอ่าน
จำได้ว่ามีนักประวัติศาสตร์ อ้างอิงบันทึกโจวต้ากวน ในการอธิบายถึงการหายไปของพ่อขุนผาเมือง ในประวัติศาสตร์ไทย
และเชื่อว่าพ่อขุนผาเมือง คือสุริยวรมันที่2 ซึ่งปฏิวัติ ชัยวรมันที่ึ7

แอคเคาท์ผม มีปัญหาแน่นอน
ลิ้งค์ และบทย่อความเรื่องโจวต้ากวนของผม ที่คัดมาลง
หายจ้อย

เป็นโพสต์ที่สอง ที่หายแระ

K. PJ

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6057
  • Like: 8
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 15 มิถุนายน 2019, 12:50:39 PM »
นึกว่าผมเจอคนเดียวซะอีก  thnk

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1380
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 15 มิถุนายน 2019, 01:41:22 PM »
อ้าว ยังไม่ได้โหลดเลยหายแระ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 15 มิถุนายน 2019, 01:49:25 PM »

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8417
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: รวมบทความน่าอ่าน
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 28 สิงหาคม 2022, 07:27:04 PM »
http://www.resource.lib.su.ac.th/resource/web/file.php?filetype=pdf&resource_id=1523

ขอฝากงานตัวเองไว้หน่อย
จุลสารหอศิลป มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่1 ฉบับที่1 กันยายน 2527 ฉบับวันศิลป พีระศรี 15 กันยายน 2527



สมัยที่ยังทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์อนุวิทย์ เจริญศุภกุล และอาจารย์สน สีมาตรัง
ปีหนึ่ง ท่านสุภัทรดิศ ดิศกุลทรงเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร
ได้เชิญอ.อนุวิทย์เป็นรองฯ ฝ่ายวิชาการ ซึ่งดูแลหอศิลป์ของมหาวิทยาลัย
อ.สน ก็เลยได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการหอศิลป์

เวลานั้น หอศิลป์ มีงบเหลืออยู่ก้อนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ เพราะถ้าส่งคืนสำนักงบประมาณ
จะกลายเป็นการบริหารที่ผิดพลาด งบปีต่อไปจะถูกหักเพราะถือว่าเบิกเงินเกินงาน
ก็ตกลงว่า เอาเงินก้อนนี้ ทำบุเลตินของหอศิลป์ละกัน ผมโดยสั่งให้รับผิดชอบ

จุลสารนี้ กราฟิกดีไซนเนอร์ คือวิทยา หาญวารีวงศ์ศิลป์
เขียนบทความไปด้วยทำไปด้วย ราว 2 เดือนก็สำเร็จ

ไม่มีฉบับที่ 2 ครับ




รูปประกอบ อ. สน เป็นคนถ่าย