QE คือการที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่ม เพื่อเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพและค่าเงิน ของประเทศในยามวิกฤต
1.ซื้อพันธบัตรหรือสินทรัพย์ต่าง ๆ ของประเทศตัวเองคืน เมื่อตลาดตกใจแล้วเทขายพันธบัตร+ทรัพย์สินออกมา
2.และ/หรือเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ด้วยการเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้ หน่วยธุรกิจ(บริษัท) กู้เงินในประเทศไปจ่ายหนี้ต่างประเทศได้ และหลีกเลี่ยงภาวะล้มละลาย
แล้วจะพิมพ์เพิ่มได้มากเท่าไหร่ล่ะ คำตอบคือ
1.มากเท่าที่ ประเทศอื่นยังเชื่อมั่นในค่าเงินของประเทศที่พิมพ์เงินเพิ่ม
2.มากเท่าที่ สภาพคล่องไม่ทำให้เกิด เงินเฟ้อ จนควบคุมไม่ได้
การทำ QE ทุกครั้งทำให้ งบดุล ของธนาคารกลาง บวม เท่ากับปริมาณ QE
ตามหลักบัญชีคือเพิ่มทั้ง 2ฝั่ง ทำให้งบคุล สมดุล
ฝั่งสินทรัพย์ ที่เพิ่มคือปริมาณ เงินที่พิมพ์
ฝั่งเจ้าหนี้/ส่วนของเจ้าของ ก็จะเพิ่มในส่วน เงินกู้ หรือ ส่วนเจ้าของก็คือภาระของธนาคารกลาง
มาดูว่าเมื่อเกิดวิกฤตซับไพรม์ จนปัจจุบัน เมกา อัด QE แล้วเท่าใด โดยดูจาก งบดุล ที่บวมขึ้น
https://fred.stlouisfed.org/series/WALCLกร๊าฟอยุ๋ลิ้งค์นี้ แต่ข้าน้อยเอามาโชว์บ่เป็น555
งบดุล 1 ล้านล้านดอลล่าร์ปี 2008 เพิ่มเป็นเกือบ 9 ล้านล้าน ในปี2021 หรือเพิ่มขึ้น 8 เท่า
สงสัยมั้ยครับว่าปั้มเงินเข้าระบบขนาดนี้ ทำไมไม่เกิดเงินเฟ้อ ถ้าเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจหลัก (Real Sector) จะเกิดการสร้างงานจิรง มีการจ้างงาน เงินหมุนเวียนหลายรอบ แล้วเงินเฟ้อจะตามมา แต่ถ้าเงินไหลเข้าตลาดการเงิน (Finance Sector) เงินแทบจะไม่หมุนเวียน
ตัวเลขที่ฟ้องว่า เงินไหลเข้าตลาดการเงิน แทนที่จะเป็น Real Sector ตามที่ธนาคารกลางหวัง
คือการเติบโตของดัชนีดาวโจนที่เพิ่มขึ้น4.5เท่า และดัชนีแนสแด๊ก 6.9 เท่า ช่วงต้นปี 2009ถึงปลายปี2021 (ลองคิดดูว่าหุ้น เมกา น่ากลัวมั้ยที่ถูก ลาก และ ค้ำ ด้วยเงินกระดาษ)
ข้อมูลจาก
https://www.macrotrends.net/1358/dow-jones-industrial-average-last-10-yearshttps://www.macrotrends.net/1320/nasdaq-historical-chartจบ ตอนปฐมบท QE