มาดูการเลียน้ำลายหก ของนักวิชาการโวหารนิยมกันหน่อย
ประการแรก เป็นหนังสือเล่มแรกที่ประมวลรวมข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์สายนอกราชสำนัก หรือประวัติศาสตร์บอกเล่า ครอบคลุมเหตุการณ์ คติความเชื่อ ธรรมเนียมปฏิบัติ ตำราและการพระราชพิธีไว้เป็นจำนวนมาก
การปรากฏตัวของหนังสือโดยเฉพาะการได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่สู่สายตาสาธารณชนใน พ.ศ. 2426 ได้มีส่วนสำคัญในการเปิดโลกทรรศน์ทางประวัติศาสตร์ เท่าๆ กับที่มีส่วนจุดประกายให้เกิดการศึกษาค้นคว้าหลักฐานสมัยอยุธยาเพิ่มเติมตลอดจนการรังสรรค์งานค้นคว้าใหม่ๆ และการนำหลักฐานที่เป็นสมบัติราชการออกตีพิมพ์เผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้https://www.silpa-mag.com/news/article_10919ในนี้ อุดมด้วยความเขลา เยาว์ ทึ่ง จนไม่น่าเชื่อว่ากล้ามาเขียนเรื่องก่อนเกิด
ที่ว่า เป็นหนังสือเล่มแรกที่ประมวลรวมข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์สายนอกราชสำนัก หรือประวัติศาสตร์บอกเล่านั้นพี่ก็มั่วแหลก ไม่ได้รู้เลย ว่าประวัติศาสตร์บอกเล่าที่แท้จริงนั้น รัชกาลที่หนึ่ง โปรดให้สร้างขึ้นในชื่อว่า
"พงศาวดารเหนือ" ด้วยการรวบรวมตำนาน นิทานต่างๆ ที่เล่ากันในหัวเมืองฝ่ายเหนือ
วิกิบอกว่า เช่น เรื่องพระร่วงแห่งเมืองสุโขทัย ที่กล่าวถึงการส่งส่วยน้ำให้กษัตริย์ขอม ขอมดำดิน ตำนานพระแก้วมรกต ตำนานพระปฐมเจดีย์ เรื่องพระยาแกรก พระยากง เรื่องพระเจ้าอู่ทอง เรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ตำนานการสร้างพระพุทธชินราช พระชินสีห์ ....
เป็นผลงานของพระวิเชียรปรีชา (น้อย) มีรัชกาลที่สองเมื่อยังเป็นวังหน้า ทรงอำนวยการ
เอกสารนี้พิมพ์ขึ้นครั้งแรกในปี 2412 ก่อนนายกุหลาบพิมพ์คำให้การปลอมตั้ง 14 ปี
แล้วเจ้าคำให้การ(ปลอม)ของขุนหลวงหาวัดนี้ ก็
ไม่ใช่ประวัติศาสตร์บอกเล่า มันคือประวัติศาสตร์ฉบับทางการ
เพราะเป็นการจับเชลยมาให้การ เพื่อเก็บเป็นหลักฐานทางการปกครอง ทุกประเทศก็ทำกันทั้งนั้น และทำอย่างมีระบบ ไม่ใช่ให้ชาวบ้านมาทำกันเอง อย่างที่นักวิชาการคนนี้ เข้าใจผิด
สำหรับประโยคปิดท้าย อ่านแล้วเหนื่อยแทนที่พยายามเค้นความเห็นออกมาจนน้ำท่วมทุ่ง
มันไม่ได้
"เปิดโลกทรรศน์ทางประวัติศาสตร์" อะไรเลย
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งในทางวิชาโบราณ ทั้งในการค้นคว้า
มีแต่คนรวยหยิบมือ รู้สึกทึ่งว่า นายกุหลาบไปได้ต้นฉบับมาจากใหน
พวกพระราชพิธี ธรรมเนียมปฏิบัติ ตำรา ต่างๆ นั้น ราชสำนักมีความเข้มงวดอยู่แล้ว
ไม่ได้หวั่นไหวไปกับข้อมูลของนายกุหลาบ เพราะยังไม่มีสำนึกในการกลับไปสู่ความถูกต้องครั้งอดีต
อย่างที่พวกนักวิชาการอ่อนหัด อยากจะให้มี
ท้ายที่สุดแล้ว ความมโนว่าหนังสือของนายกุหลาบ จะ
"จุดประกายให้เกิดการศึกษาค้นคว้าหลักฐานสมัยอยุธยาเพิ่มเติมตลอดจนการรังสรรค์งานค้นคว้าใหม่ๆ"
ก็ไม่เกิด และไม่เคยเกิด
ในปี 2426 ที่นายกุหลาบตีพิมพ์คำให้การ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการค้นคว้าหลักฐาน
ไม่มีสิ่งที่เป็น "การรังสรรค์งานค้นคว้าใหม่ๆ"
ในยุคนั้น ไม่มีความจำเป็นในการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์
เรื่องก่อนเกิดนั้น ทำหน้าที่ในทางบันเทิงมากกว่าการศึกษา
ถ้าเคยผ่านตาตำราเรียนสมัยต้นรัชกาลที่ห้ามาบ้าง จะรู้ว่า
เนื้อหาทั้งหมดนั้น ผ่านการเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย
เพราะ
ตำรามีให้จำ ไม่ได้มีให้คิดคนชั้นสูงตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมา คุ้นเคยกับเอกสารที่น่าเชื่อถือและน่าตื่นเต้นกว่านายกุหลาบมาก
นั่นคือหนังสือฝรั่ง ตั้งแต่ของลาลูแบร์สมัยพระนารายณ์ ลงมาถึงปาเลกัวส์ เบาริง และมูโอต์สมัยรัชกาลที่สี่
หรือคาร์ล บ๊อค สมัยรัชกาลที่ห้า ต่างเสนอมุมมองและโลกทัศน์ที่เราต้องคล้อยตาม
และอีกนานทีเดียว กว่าวงวิชาการของเรา จะก้าวตามโบราณคดีอินเดียของอาณานิคมอังกฤษ
เรายังถือว่า การสร้างพิพิธภัณฑ์ ก็เพื่อเก็บของแปลก ไม่ใช่เพื่อการรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์
อย่างที่นิยมกันในปัจจุบัน
กว่าที่สำนึกทางวิชาการเกี่ยวกับอดีตจะเกิดขึ้น ก็ช่วงปลายรัชกาลที่ห้า
อาจจะมีเชื้อมาตั้งแต่ปี 2426 ที่เยอรมันมาตัดเทวรูป จะนำออกไป

ทำให้มีการสำรวจโบราณวัตถุ เกิดขึ้น
แต่ที่มีส่วนกระตุ้นอย่างแท้จริง น่าจะเป็นคราวบูรณะอยุธยาเพื่อจัดพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก

ครั้งนั้น พระยาโบราณราชธานินทร์ได้ทำให้การศึกษาอยุธยา
กลายเป็นเรื่องสำคัญในราชสำนักได้สำเร็จ