ผู้เขียน หัวข้อ: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย  (อ่าน 13315 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2020, 03:48:30 PM »
กรกฎา 2563 สุนทรภู่โดนลบหลู่
https://www.youtube.com/watch?v=wigNjIEeevg&t=1063s

หญิงปากพล่อยนางหนึ่งอ้างว่าสามารถสนทนากับผี บุกไปวัดเทพธิดาราม ยกตนต่างๆ นาๆ
แล้วบอกว่าสุนทรภู่ตายที่ระยองเพราะเป็นฝีในท้อง เป็นฝีมะม่วงเสียด้วย
(ดูจากคลิบ รายการตัดคำพูดท่อนนี้ทิ้งไปแล้ว)

เวรเอ๊ย ไม่มีความรู้แล้วยังตอแหล
เป็นฝีมะม่วงนั้นไม่ตายดอก แล้วฝีนี้ไม่ได้เป็นในท้อง เป็นตรงความเป็นชาย เป็นโรคจากเพศสัมพันธ์
ส่วนฝีในท้องนั้น เป็นคำเรียกสมัยก่อน ต่อมาสมเด็จพระราชบิดา ทรงอธิบายด้วยศัพท์ทางการแพทย์ว่า
คือทุเบอร์คุโลสิส คือวรรณโรค






เรื่องนี้ ทำคนรักสุนทรภู่ทนไม่ได้
ต้องออกมาสำแดงข้อมูลตบกระโหลกนาง เสียดายเพียงว่า บางข้อมูลนั้นไม่มีมูล ไม่ควรใช้
ใช้ไป ก็ยากจะคัดง้างคำยกเมฆของนางตัวดีอยู่ดี

เอาความไม่จริงไปล้างคำไม่จริง ย่อมไม่ได้ความจริง ฉะนั้น

 Nu

ท่านสุนทรภู่ อยู่บนสวรรค์กวีคงนึกสังเวชใจ อุตส่าห์บวชเรียนจนเป็น "มหาเถร" (อายุพรรษา 10 ปีขึ้นไป)
เป็นครูเจ้าฟ้า 2 หลายพระองค์ เขียนคำประพันธ์อันเลื่องลือฝากไว้ในประวัติศาสตร์ เรียกตัวเองเป็นอาลักษณ์เจ้าจักรวาล กลับต้องมาถูกมนุษย์ใจทรามสันดานหยาบ ใส่ไคล้ด้วยใจโสโครก

เท่าที่มีข้อมูล ท่านเสียชีวิตในวัยอย่างน้อย 70 จนถึง 80
อายุขนาดนั้น ยังมีกำลังวังชาไปเป็นโรคบุรุษอีกหรือ
ส่วนเรื่องสถานที่ตาย เกิดว่าท่านไม่ได้แต่งนิราศเมืองแกลงอย่างที่เคยเสนอไว้
จะเอาอะไรมาใส่ในประวัติ ให้ไปตายที่เมืองแกลงได้เล่า

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2020, 05:03:44 PM »
สุนทรภู่ตายที่ใหน ตรวจสอบได้หรือไม่


มี 4 แนวคิดในเรื่องนี้
1 สมเด็จฯ ดำรง กล่าวลอยๆ ว่าหลังเป็นพระสุนทรโวหาร วังหน้าได้ 5 ปี ก็ตายในวัย 70
2 คุณเทพ สุนทรสารทูร นักค้นคว้า บอกว่าตายที่วังหน้า ไม่ระบุปี แต่อ้างดวงประเทียบกวีขี้เมา ยืนยันว่าอายุยืนเกิน 80
3 มจ. จันทร์จิรายุ บอกว่า นมส. พระบิดาของท่าน ทรงเล่าประทานว่า ตายที่วังเดิม ไม่ระบุวันเวลา
4 พระยาปริยัติธรรมธาดา สอบถามจากคนร่วมสมัย ระบุว่า ตายที่บ้านสวนริมวัดเรไร บางระมาด ตลิ่งชัน

ใน 4 ท่าน มีเพียงข้อมูลของพระยาปริยัติฯ เท่านั้น ที่ตรวจสอบได้

ท่านเจ้าคุณ ได้รวบรวมประวัติสุนทรภู่จากปากคำของบุคคลที่รู้จักหรือมีความรู้เรื่องสุนทรภู่ ทำไว้ตั้งแต่ปี 2456
ต้นฉบับยังเป็นลายมือ เก็บไว้ที่หอพระสมุด กรมศิลปากรมาพบและตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2529
อธิบายว่ายังเป็นข้อมูลดิบไม่ได้ผ่านการชำระ



ลักษณะของข้อมูล เป็นการจดบันทึกปากคำของบุคคลหลากหลาย เกี่ยวกับกวีเอก
ส่วนที่กรมศิลปากรบอกว่า ทำเมื่อปี 2456 นั้น เป็นการด่วนสรุป เท่าที่ตรวจสอบ น่าจะทำอยู่หลายปี
และคงจะเก็บเข้าแฟ้มเอาไว้ จะเป็นงานที่ทำให้หอพระสมุด หรือเป็นการค้นคว้าส่วนตัว ไม่อาจรู้ได้

มีเรื่องหนึ่งที่แน่ใจได้คือ ท่านมิได้ทำโดยพระประสงค์ของสมเด็จ ดำรงฯ
เพราะปี 2456 นั้น สมเด็จฯ ยังมิได้รับตำแหน่งนายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร
เวลานั้น กรมพระสมมติอมรพันธ์ยังดำรงตำแหน่งอยู่ (จนถึง 2457-)

เนื้อความทั้งหมด ยังไม่มีการชำระให้ต่อเนื่องเป็นเรื่องราว จึงมีข้อมูลขัดแย้งกันเองให้เราเห็น
เวลานั้น ท่านเป็นเจ้ากรมราชบัณฑิตขวาในกรมศึกษาธิการ
กำลังทำงานสำคัญคือ แปลคัมภีร์กัจจายนธาตุ และมูลกัจจายนสูตรเป็นภาษาไทย
บันทึกของท่านชุดนี้ อาจจะนำถวายสมเด็จ ดำรง เมื่อทรงเขียนประวัติสุนทรภู่ในปี 2465
และคงทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะถือว่า ประวัติสุนทรภู่นั้น
ถูกเรียบเรียงสำเร็จแล้วโดยองค์นายกหอพระสมุด

โชคดีที่เอกสารนี้ ตกทอดมาจนได้รับการเผยแพร่เมื่อปี 2529
ในวาระ 200 ปี (ที่เชื่อว่า) สุนทรภู่เกิด

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2020, 05:07:22 PM »
ท่านเจ้าคุณฯ บันทึกเรื่องสุนทรภู่ตาย ว่า
"ในที่สุดไปซื้อที่สวนหรือที่บ้าน (ของนายจุ้ย ปู่ของนายกลั่น) อยู่ที่ตำบลบางระมาด  ริมวัดเรไร ใกล้เคียงกับโยมของพระธรรมถาวร (วัดระฆัง) เยื้องกันกับวัดเชิงเลน แล้วก็อยู่ในที่นั้นจนตลอดชีวิต  เมื่อถึงแก่กรรมอายุได้ ๘๐ ปีเศษ"
ว่าทำศพที่วัดใหม่ชิโนรสด้วย

วัดเรไร อยู่ริมคลองชักพระ พิกัด: 13.771013 N, 100.453512 E
https://web.facebook.com/rayrai.wat/?_rdc=1&_rdr
วัดเชิงเลน เดี๋ยวนี้เรียกวัดป่าเชิงเลน อยู่สุดซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 ริมคลองชักพระ อยู่คนละฟากคลองกับวัดเรไร เยื้องๆ กัน
https://www.google.com/maps/place/13%C2%B046'15.7%22N+100%C2%B027'12.6%22E/@13.7692883,100.4544059,404m/data=!3m1!1e3!4m5!3m4!1s0x0:0x0!8m2!3d13.771013!4d100.453512
หมุดสีส้ม คือวัดเรไร หมุดสีฟ้าอ่อนคือวัดเชิงเลน

พระธรรมถาวร (วัดระฆัง) มีผู้ให้ประวัติไว้
https://web.facebook.com/Legendknowledge888/photos/a.1618755618419977/1651500845145454/?type=1&theater
พระธรรมถาวร (ช่วง จันทโชติ) วัดระฆังโฆสิตาราม พระเถราจารย์ยุคเก่าผู้มีตบะบารมีแก่กล้า ท่านเป็นบุตร นายขำ นางจันทน์ สิงหเสนี เกิด ณ วันจันทร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๘๖ ที่ตำบลบางระบาด อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดากันอีก ๓ คน คือ นางเปลี่ยน นายชิด และนายปลั่ง บิดามารดามีอาชีพทำสวน

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9600000039324
เจ้าคุณพระธรรมถาวร (ช้าง) ผู้เป็นเหลนสมเด็จโต และจำพรรษาอยู่ที่วัดระฆังกับสมเด็จโตมาตลอดตั้งแต่เป็นเณร พระยาทิพโกษาได้เริ่มสอบหาประวัติสมเด็จโตในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ซึ่งขณะนั้นท่านเจ้าคุณพระธรรมถาวรมีอายุ ๘๘ ปีแล้ว

เหตุใดจึงมาทำศพที่วัดชิโนรส
(ภาษาปากในเวลานั้น เรียกนามวัดโดยมีสรรพนาม "ใหม่" อยู่ข้างหน้า เพราะเป็นวัดที่กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงสร้างใหม่) ซึ่งอยู่ห่างกันออกมามาก แม้จะเชื่อมต่อกันด้วยคลองชักพระมาออกคลองบางขุนศรีแล้วมาออกคลองมอญ
ก็ยังใช้เวลาเดินทางครึ่งค่อนวัน
https://www.google.com/maps/search/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AA+%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88/@13.7465506,100.4792705,143m/data=!3m1!1e3?hl=en

(บน) ศาลาท่าน้ำวัดชิโนรส ริมคลองมอญ
(ล่าง)จิตรกรรมฝาผนังวัดชิโนรส จำลองภาพมุมกว้าง ที่ฟะรันซิศ จิต ชักรูปเอาไว้


https://gramho.com/explore-hashtag/watchinorot

เดาว่ามี 2 สาเหตุ คือ
1 บ้านเดิมของท่าน อาจจะอยู่ละแวกวัดชิโนรส สะดวกแก่ญาติและคนคุ้นเคยมาร่วมงาน
2 สุนทรภู่ เป็นศิษย์วัดโพธิ์ คงจะเป็นศิษย์หาของเจ้าอาวาส คือกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
จึงมาใช้วัดของท่านส่งสการ

กรมสมเด็จฯ ประสูติ พ.ศ. 2333 สิ้นพระชนม์ 2396 ถือว่าเป็นบุคคลร่วมสมัยกัน

ข้อมูลดังลำดับมานี้ คงชัดเจนพอที่จะใช้ยัดปากหญิงปากพล่อยนางนั้น ได้ถึงคอหอย
เพื่อให้แน่ใจได้ว่า นางคนนี้ทำโรงงานบาปคือโรงน้ำแข็ง

"ปั้นน้ำเป็นตัว"

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2020, 07:25:57 PM »
สอบอายุสุนทรภู่

ในเมื่อสมัยนั้น บ้านเมืองยังรกร้าง แต่ข้อมูลสถานที่มีความแม่นยำน่าเชื่อถือ
เรื่องราวประกอบ ก็มีรายละเอียดพอให้ตรวจสอบต่อเนื่องออกไปได้
หากจะลองใช้ หลักความน่าจะเป็น มาคำนวณหาปีที่เกี่ยวข้อง
เราอาจทราบถึงอายุและยุคสมัยในชีวิตของท่านสุนทรภู่ ชัดเจนกว่าการเชื่อตามๆ กัน

เรื่องสุนทรภู่ศึกษานี้ แม้พบว่าข้อมูลจากแต่ละแหล่ง ขัดแย้งกันจนเกินกว่าจะยอมรับได้
เช่น ระหว่างสุนทรภู่อายุ 70 ปี ของสมเด็จฯ หรือ 80 เศษ ของท่านเจ้าคุณฯ
หรือนายพัดบุตรสุนทรภู่ เกิดเมื่อ 2361 (ข้อมูลจากนายกุหลาบ)
หรือ 2378 (ข้อมูลจากพระยาสโมสรสรรพการ) กันแน่ ห่างกันถึง 17 ปี
กินเวลา 2 รัชกาลทีเดียว

จากคุณพันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
ก.ศ.ร. กุหลาบ อ้างว่า เมื่อ พ.ศ.2447 ตนได้พบกับ “นายพัด” บุตรชายของสุนทรภู่ ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 86 ปี.
https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_189437
จากคุณ wandee
นายพัดบุตรเมื่ออายุได้ ๔๐ ปี  และเจ้าคุณสโมสร  อายุก็ราว ๒๕  ซึ่งในเวลานี้ก็ ๗๐ แล้วได้มาสามิภักดิ์รับใช้การอยู่ในเจ้าคุณ  จึงได้คุ้นเคยเรื่องราวสุนทรภู่แต่นั้นมา
http://www.reurnthai.com/index.php?topic=2678.msg51356#msg51356

ผู้ศึกษาทั้งหลาย ก็ปล่อยให้ข้อมูลตีกันอยู่อย่างนั้น ไม่มีความพยายามจะหาข้อยุติ
ทั้งๆ ที่อยู่ในวิสัยที่สามารถกระทำได้

เสียชื่อนักรู้ชาวไทยหมด

กศร. กุหลาบ (2377-2464) เป็นบุตรบุญธรรมพระองค์เจ้ากินรี พระธิดาในรัชกาลที่สาม
เมื่อบวชเณร ก็ได้กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นองค์อุปัชฌาย์
ถือได้ว่าเป็นชนชั้นสูง เคยเป็นถึงมหาดเล็ก ได้มีโอกาสทำงานเป็นเสมียนห้างฝรั่ง ฐานะดีจนตั้งโรงพิมพ์ได้
เริ่มมีชื่อเสียงเมื่อนำเอกสารโบราณออกแสดงในนิทรรศการ 100 ปีกรุงเทพ 2425 สมัยรัชกาลที่ห้า
ต่อมาถูกจับลงโทษ เพราะเขียนเรื่องเสียดสีพระเจ้าแผ่นดิน และปลอมปนพงศาวดาร

พระยาสโมสรสรรพการ (2393-2469)
ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่พระราชพิธีขึ้นพระอู่สมโภชเดือน 2396
มีความรู้ทางวิชาการและวิชาช่าง เป็นกุเรเตอร์หอมิวเซียม (Curator) คนแรกของประเทศ
เป็นเจ้ากรมแสงสรรพาวุธ ในกระทรวงพระกลาโหมคนแรก และยังเป็นกรรมสัมปทิกหอพระสมุดวชิรญาณ
เป็นผู้ค้นพบศิลาจารึกหลักที่สอง และศิลปโบราณวัตถุมากมาย ได้รับพระราชทานนามสกุล"ศิริสัมพันธ์"
เพราะสืบสายสกุลมาจากกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ พระองค์เจ้าศิริวงศ์ ราชโอรสสำคัญในรัชกาลที่สาม


ทั้ง 2 ท่านต่างก็เป็นคนสำคัญแห่งยุคสมัย แม้ว่าคนแรกจะมีประวัติด่างพร้อยเพราะทำความเท็จจนถูกจับได้
แต่เราที่เป็นคนรุ่นหลัง ในเมื่อต้องใช้ประโยชน์ผลงานของท่าน ก็มิพึงด่วนตัดสินความไปโดยคำเล่าลือ

หรือโดยอคติ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2020, 09:46:34 PM »
ชั่งน้ำหนักข้อมูล

ถ้าเชื่อคำของนายกุหลาบ นายพัดจะเกิดเมื่อ 2361
ถ้าเชื่อเจ้าคุณสโมสรฯ นายพัดจะเกิด 2378
ตัวเลขแตกต่างกันถึง 17 ปี

ควรจะยึดถือของใคร


trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1368
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2020, 12:59:07 PM »
อ้างถึง
ถ้าเชื่อคำของนายกุหลาบ นายพัดจะเกิดเมื่อ 2361
ถ้าเชื่อเจ้าคุณสโมสรฯ นายพัดจะเกิด 2378
ตัวเลขแตกต่างกันถึง 17 ปี

ควรจะยึดถือของใคร

ถ้านายพัดทั้งสองเป็นคนล่ะคนกัน แต่มีบิดาชื่อภู่เหมือนกันล่ะ
ภู่ไหน จึงจะเป็นสุนทรภู่

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2020, 02:05:53 PM »
ถ้านายพัดทั้งสองเป็นคนล่ะคนกัน แต่มีบิดาชื่อภู่เหมือนกันล่ะ
ภู่ไหน จึงจะเป็นสุนทรภู่


เป็นสุนทรภู่คนเดียวกัน คนที่แต่งพระอภัยมณีนั่นแหละครับ

นายกุหลาบ ยังเล่าต่อว่า นายพัดได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์ของบิดาไปด้วย
ส่วนนายทัต เจ้าคุณสโมสร ให้ปากคำต่อไปว่า
" จึงได้คุ้นเคยเรื่องราวสุนทรภู่แต่นั้นมา บรรยายความว่าการที่ท่านสุนทรภู่ต้องโทษบ่อย ๆ นั้น  โดยพระราชโองการให้ไปจำไว้  ในเหตุที่มารดากล่าวหาอยู่เนือง ๆ ว่าเป็นคนขัดโอวาท  หรือใช้คำทุภาษิตต่อมารดาอย่างแรง"

ประเด็นนี้ จะยกยอดไปวินิจฉัยในโอกาสหน้าครับ

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2020, 11:08:33 PM »
ประเมินจากหลักความเป็นไปได้ ข้อมูลของเจ้าคุณสโมสรฯ นั้น ผูกกับเกณฑ์อ้างอิงทางความเชื่อที่จดจำง่าย
คือวัยเบญจเพศ อันเป็นหลักหมายสำคัญในชีวิตของแต่ละคน โดยเฉพาะผู้คนในยุคนั้น
คนเราอาจจำอายุผู้อื่นผิดพลาด แต่ไม่มีวันจำช่วงวัยสำคัญของตัวเองผิด

หมายความว่า เมื่อนายพัดมาพึ่งนั้น ตรงกับปี 2418 ท่านเจ้าคุณฯ กำลังเบญจเพศ รับราชการมาได้ 2 ปี
เพิ่งได้เป็น"ไปโอเนียร์ซายันต์" ในกองทหารอินยิเนียที่ตั้งใหม่
ควบตำแหน่ง "กุเรเตอร์หอมิวเซียม" ที่ได้เป็นเมื่อปีก่อน สังกัดกรมทหารช่างมหาดเล็กรักษาพระองค์


อาคารฝรั่งขวามือ มิวเซียมหลวงหรือหอคองคอเดีย พระบรมมหาราชวัง

นายทัด เริ่มรับราชการในปีแรกของการบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงว่าราชการโดยพระองค์เอง
ทรงริเริ่มกิจการใหม่ รวมไปถึงการนำคนใหม่ๆ เข้าสู่การปกครองที่มุ่งไปสู่ความทันสมัย
ท่านจึงจัดเป็นขุนนางหนุ่มอนาคตไกล ในตำแหน่งใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความเจริญและกิจกรรมระหว่างชาติ

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความทรงจำมักจะสดใหม่ ชีวิตการงานเพิ่งเริ่ม
ยังไม่ได้มีประสบการณ์สะสม และพบเจอความซับซ้อน จนอาจจะทำให้สับสน

อนึ่ง ในคำให้การบอกว่าท่านเจ้าคุณฯ อายุ 70 ท่านเกิด 2393 แปลว่า บันทึกนี้ทำในปี 2463
ที่กรมศิลป์เหมารวมว่า เอกสารชุดนี้เป็นข้อมูลในปี 2456 จึงไม่จริง

เวลานั้นท่านเกษียณจากตำแหน่งเกียกกายทัพบกมาแล้ว 4 ปี
จึงยังไม่น่ามีความเลอะเลือน

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2020, 11:28:22 PM »
ส่วนนายกุหลาบนั้น ปี 2447 ที่อ้างว่าพบกับนายพัด ก็อายุ 70 แล้วเหมือนกัน

ตรงนี้มีความสับสนอยู่บ้าง เพราะหนังสือบางกอกไตมส์ วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2459 ลงข่าวว่า
"ท่านอาจารย์ ก,ศ,ร,กุหลาบ อายุ ๘๔ ปี กับแม่ชม อายุ ๓๐ ปี ได้แต่งงานการวิวาหะมงคลเปนสามีภรรยากันแล้ว"
https://thematter.co/thinkers/son-of-kularp/64277
ข้อมูลนี้ แสดงว่าท่านเกิด 2375 ผิดจากข้างบนที่ให้ว่า 2377 ไป 2 ปี

แต่ในปี 2440 ที่รัชกาลที่ห้าเสด็จยุโรปครั้งแรก สมเด็จพระนางเจ้าเสวภาผ่องศรีได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการ
นายกุหลาบตีพิมพหนังสือเพื่อเทิดพระเกียรติ์ ระบุว่า ตนเองอายุ 66 ปี
คำนวณแล้ว จะเกิดปี 2374 ยิ่งเพี้ยนเข้าไปอีก


และเพี้ยนต่อไป เมื่อเพิ่มอายุตัวเองเป็น 67 ในขณะที่หยุดอายุบุตรชายไว้ที่ 25



เราจะยังไม่สนใจเรื่องนี้ แม้จะมีผลกับนักค้นคว้าทั้งหลาย
แต่ไม่่มีผลกับการพิจารณาเรื่องนี้ ที่นี่

ในปีที่อ้างว่าพบนายพัด ท่านผ่านพ้นโทษปลอมปนพงศาวดารมาแล้ว ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง
และยิ่งมาคำนึงว่า นายพัดจะอายุถึง 57 เมื่อไปพึ่งเจ้านายใหม่ ก็จะยิ่งเป็นไปได้ยาก ใครจะรับคนแก่ขนาดนี้มารับใช้
จริงอยู่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อยังทรงพระเยาว์ มีนายช่างสูงอายุคอยติดตามรับใช้
นั่นเป็นเพราะหม่อมพรรณรายพระมารดาเห็นว่า ดีกว่าปล่อยให้ไปเล่นซนคนเดียว เท่ากับเป็นพี่เลี้ยงเวลาอยู่นอกวัง
ไม่เหมือนนายทัด ที่กำลังก้าวหน้าในราชการ ต้องการผู้รับใช้ที่ใช้งานได้จริง

คนอายุ 40 มารับใช้ขุนนางหนุ่มอายุ 25
ฟังมีเหตุผลกว่า รับชายเริ่มชราในวัย 57 มาอยู่กับกุเรเตอร์หนุ่ม ที่กำลังเริ่มงานทหารช่างแผนกสำรวจ

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1368
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2020, 08:34:38 AM »
อ้างถึง
คนอายุ 40 มารับใช้ขุนนางหนุ่มอายุ 25
ฟังมีเหตุผลกว่า รับชายเริ่มชราในวัย 57 มาอยู่กับกุเรเตอร์หนุ่ม ที่กำลังเริ่มงานทหารช่างแผนกสำรวจ
ตรงนี้มีน้ำหนัก + เหตุผล ต้องไม่ลืมว่ายุคนั้นการสาธาณสุขไม่ดีดั่งปัจจุบัน คนยุคนั้นจะแ่กเร็ว
ต้องมีประสพการณ์ล้นเหลือ ถึงจะยอมรับคนอายุ 57 เข้าทำงาน

ด้วยความอ่อนด้อยในประวัติสุนทรภู่ ... ผมอ่าน สุนทรภู่โดยสุนทรภู่ ของพี่พี 2 รอบแล้วยังอ่านไม่แตก
จำได้แต่ ยอดฉัตรหักทองขวาง 555

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2020, 10:53:42 AM »
ผมอ่าน สุนทรภู่โดยสุนทรภู่ ของพี่พี 2 รอบแล้วยังอ่านไม่แตก
จำได้แต่ ยอดฉัตรหักทองขวาง
555

ผมผิดเองครับ
สารภาพว่าต้องการเขียนให้อ่านงง ถ้าอยากเข้าใจจริงๆ ต้องย้อนมาอ่านใหม่
ถ้าไม่สนใจ ก็ปล่อยไป

ที่เป็นเช่นนี้เพราะอยากให้เกิดความตระหนักว่า
ประวัติศาสตร์ระยะไกล้ ที่อุดมด้วยเหตุการณ์และศักราชนั้น
จะเขียนเอาง่ายเข้าว่า อย่างที่คนทั้งหลายชอบนั้น หาได้ไม่
จะต้องคิด วิเคราะห์ ตรวจสอบให้มั่นใจ จึงวินิจฉัยออกมา

ประวัติสุนทรภู่ที่สมเด็จทรงนิพนธ์ไว้ มีข้อบกพร่องทั้งชัดเจน ทั้งซ่อนเร้นอยู่มากมาย
คนรุ่นเราก็ยังอ้างอิงอยู่โดยไม่สำเนียก เช่น ทรงเล่าว่า ในปี 2373
สุนทรภู่อยู่วัดอรุณฯไม่ช้าก็ย้ายไปอยู่วัดเทพธิดา เมื่อสุนทรภู่ไปอยู่วัดเทพธิดานั้น พระยาธรรมปรีชา(บุญ)บวชอยู่วัดเทพธิดา พระยาธรรมปรีชาเล่าว่า สุนทรภู่แต่งคำเทียบเรื่องพระไชยสุริยา (ที่พิมพ์ในหนังสือมูลบทบรรพกิจ) เมื่ออยู่ที่วัดเทพธิดาคราวนั้น และมีหนังสือนิราศเมืองสุพรรณอีกเรื่องหนึ่ง สุนทรภู่แต่งเมื่อบวชอยู่วัดเทพธิดา

วัดเทพธิดานั้น สร้างเมื่อ 2379 เสร็จปี 2382
จะเอาวัดในอนาคตอีก 9 ปีจึงเสร็จ มาเป็นที่นั่งเขียนคำเทียบได้อย่างไร

อันนี้ไม่สร้างความงงมากกว่าละหรือ

555555

ส่วนเรื่องฉัตรหักทองขวาง ท่านเป็นเจ้านายชั้นสูง
ทรงไม่รู้เลยหรือว่าเป็นของต้องห้าม พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น จะทรงได้

สามเณรระดับพระองค์เจ้า
ใช้เมื่อไร คงจะศีรษะขาดเมื่อนั้น

ท่านก็ยังนิพนธ์ออกมาโดยขาดความรอบคอบให้สมกับเป็นปราชญ์
น่าผิดหวัง



หมายถึงคนที่อ้างต่อๆ กันมา ช่างน่าผิดหวังเสียจริง

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2020, 02:38:50 PM »
เชื่อนายกุหลาบได้ใหม

 Nu

ถ้าจะใช้ท่าทีของคนเลอสมัย ก็ต้องบอกว่า ควรเชื่ออย่างระวัง แต่ยกย่องอย่างเปิดเผย
ผมเป็นคนล้าสมัย ผมไม่เชื่อคนที่โกหก ยิ่งเป็นโกหกที่จับได้คาหนังคาเขา ยิ่งน่าสังเวช
งานของนายกุหลาบนั้น มีแต่เครื่องหมายคำถาม แถมเป็นคำถามเดียวซ้ำๆ คือ "โกหกแค่ใหน"

หน้าที่สำคัญของนักประวัติศาสตร์ทุกคน ก็คือ "ต้อง" ไม่นำเข้าคำโกหกสู่งานของตน
ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ผลงานของนายกุหลาบ ไม่ใช่การปลอมปนพงศาวดารเพราะข้ออ้างอะไรสักอย่าง
แต่เป็นเรื่องของการค้าที่นำเรื่องก่อนเกิด มาทำให้เกิดเป็นความนิยม
โดยใช้การโกหกไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใดมาเป็นเครื่องมือ เพื่อชื่อเสียงและโภคทรัพย์กลับมาเป็นพอ

จะเปรียบเปรยอย่างเท่ๆ ก็คงเหมือนพวกเลวที่สร้างกระดูกพิลท์ดาว ยังงัยยังงั้น


https://www.livescience.com/56327-piltdown-man-hoax.html
https://www.thairath.co.th/content/220971
http://www.gypzyworld.com/article/view/773

ขอยกตัวอย่างกระดูกพิลท์ดาวของนายกุหลาบมาประกอบไว้สักเรื่อง คือ "คำให้การขุนหลวงหาวัด"

นายกุหลาบ มอบต้นฉบับเรื่องนี้ให้นายสมิทแห่งบางคอแหลม ตีพิมพ์ในปี 2426
อ้างว่าเป็นคำให้การของพระเจ้าอุทุมพรที่พม่าจับตัวไป สร้างความตื่นเต้นนับถือแก่ชนชั้นสูงเป็นอันมาก
แม้แต่รัชกาลที่ห้า ก็ยังทรงอ่านและทรงบ่นเรื่องข้อมูลผิดพลาดไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือน

ต่อมา สมเด็จฯ ดำรง ทรงตั้งข้อสงสัยเสนอในที่ประชุมโบราณคดีสโมสร 3 ข้อ
1 มีข้อมูลที่รู้ว่าผิดอยู่มาก ถ้าเป็นคำให้การของขุนหลวงฯ จริง ไม่ควรผิดเช่นนี้
2 ทำไมต้นฉบับเป็นภาษาไทย ที่จริงควรเป็นภาษาพม่าหรืออื่นๆ
3 ต้นฉบับ ควรอยู่ในหอหลวงเมืองพม่า ทำไมมาอยู่ในเมืองไทยได้

ในที่สุด ก็สืบจนทราบว่า รัชกาลที่สี่ ทรงได้ต้นฉบับมาเป็นภาษามอญ
โปรดให้กรมหลวงวงษาธิราชสนิทอำนวยการแปล แล้วเก็บไว้ในหอหลวง รัชกาลที่ห้าก็เคยทรงอ่าน

นายกุหลาบคงไปได้ต้นฉบับมาสมัยที่ประจบประแจงกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ คราวนิทรรศการกรุงเทพ 100 ปี
เมื่อคัดลอกสำเร็จ ก็แก้ไขเพิ่มเติมให้ต่างออกไป เผื่อถูกจับได้จะได้แก้ตัวว่าไม่ใช่ฉบับเดียวกัน
การแทรกแซงต้นฉบับนั้น ทำโดยขาดภูมิรู้ จึงถูกจับผิดได้ง่าย เพียงแต่ยังไม่มีต้นฉบับจริงมาเปรียบเทียบ
ต้องรอจนถึงปี 2454 หอพระสมุดจึงได้ต้นฉบับหลวงมา ชื่อว่า “พระราชพงษาวดารแปลจากภาษารามัญ”
ที่จริงเป็นคำให้การของเชลยไทยเท่านั้น หาใช่คำของขุนหลวงแต่อย่างใด

การที่บอกว่า นายกุหลาบไม่มีภูมิรู้นั้น เป็นพระราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ห้า
เพราะนายกุหลาบไม่รู้กระทั่งว่ามีชนชาติจามอยู่ในโลก จึงอธิบายอาสาจามว่า เป็นกองกำลังเอาไว้ปราบจีน
"แกไม่รู้จักชาติมนุษย์ชาติหนึ่ง ซึ่งเปนเจ้าของประเทศถิ่นถานเหล่านี้ แลเปนชาติหนึ่งซึ่งมีนับด้วยล้านอันอยู่เต็มไปตั้งแต่อินเดียจนตลอดมาถึงฟาเธอรอินเดียทั่วทุกแห่ง คือพวกพระยาราชวังสรรค์นี้เอง เปนเรื่องหลงที่เหลือเกินแล้วโกหกต่อ"


http://www.reurnthai.com/index.php?topic=3201.75

สุดท้าย นายกุหลาบยังอวดอ้างอีกว่า
มีรายพระนามพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่สุโขทัยลงมาทุกพระองค์ จนเกิดเรื่องระคายเบื้องพระยุคลบาท
"...บัดนี้จักขออธิบายถึงเรื่องกำเหนิด ต้นเหตุที่จะบังเกิดชนชาวชาติไทยมีขึ้นในแผ่นดินศยามนี้ ซึ่งจักได้คัดย่อความออกมาจากพระราชพงศาวดารเชียงแสน,เชียงราย,ศุโขทัย,๒๔ ผูก ซึ่งจานลงไว้ในใบลานเปนของโบราณหลายร้อยปี  เรียกว่าคัมภีร์พระราชพงศาวดารเชียงแสนเชียงรายศุโขทัย ๒๔ ผูก ต้นฉบับเดิมเปนของท่านเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (บุญรอด) บ้านปากคลองมอญ กรุงเทพฯ ภายหลังข้าพเจ้าได้คัดลอกไว้ได้บ้างบางข้อจึ่งได้คัดข้อย่อความจับเลือกคัดในตอนปลายสุดท้ายในผุกที่ ๑๙ มีใจความตามพระราชพงศาวดารเชียงแสนเชียงรายศุโขทัยดั่งนี้..."

ทรงวินิจฉัยว่า
"...บังอาจแต่งความโกหกลงในหนังสือสยามประเภทว่า มีบาญชีพระนามเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงศุโขทัยทุกพระองค์ ไม่มีเหตุอันใดซึ่งเกี่ยวข้องแก่เรื่องที่ตั้งขึ้น จะกล่าวแลไม่มีผู้ใดไต่ถามบังอาจกล่าวคำโกหกว่าพระเจ้าแผ่นดินที่สุดวงษ์สุโขทัยทรงพระนามว่าพระจุลปิ่นเกษ เหตุด้วยแต่ก่อนได้โกหกไว้ว่า เจ้าแผ่นดินสุโขทัยองค์หนึ่งชื่อพระปิ่นเกษ   ที่ให้มีจุลปิ่นเกษขึ้นนั้นด้วยหวังจะเทียบพระจอมเกล้าแลพระจุลจอมเกล้า   

หมายความเปนเทียบว่าเหมือนเปนที่สุดวงษ์ด้วยกัน..."


ด้วยความห่ามวิชาเช่นนี้ ทั้งชีวิต จึงมีคดีให้ถูกสอบสวนถึง 4 ครั้ง และโดนโทษให้เข้าโรงพยาบาลบ้า ซึ่งเป็นความเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้

อย่างไรก็ดี มีนักวิชาการจำนวนหนึ่ง มองว่านายกุหลาบเป็นวีระบุรุษ กล้าท้าชนราชสำนัก
นี่เป็นการใช้อคตินำหน้า ซึ่งไม่ใช่สิ่งพึงกระทำในการเป็นนักวิชาการ

trens

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1368
  • Like: 7
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2020, 03:34:31 PM »
อ้างถึง
ด้วยความห่ามวิชาเช่นนี้ ทั้งชีวิต จึงมีคดีให้ถูกสอบสวนถึง 4 ครั้ง และโดนโทษให้เข้าโรงพยาบาลบ้า ซึ่งเป็นความเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้

อย่างไรก็ดี มีนักวิชาการจำนวนหนึ่ง มองว่านายกุหลาบเป็นวีระบุรุษ กล้าท้าชนราชสำนัก
นี่เป็นการใช้อคตินำหน้า ซึ่งไม่ใช่สิ่งพึงกระทำในการเป็นนักวิชาการ

สมัยเรียนมัธยมต้น เคยชื่นชม นายกุหลาบ ในฐานะที่มีบทความคมๆหลายเรื่อง
แต่พอโตขึ้นเริ่มเห็นความเพี้ยนในบทความ และข้อมูลมากขึ้น จึงหมดความนิยมไป

ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย บทความนายกุหลาบได้รับความนิยมมากขึ้น ในฐานะ กล้าท้าชนราชสำนัก
ผมมักถกกับเพื่อนเสมอว่า บทความเหล่านั้น เป็นไปเพื่อการค้าแบบข้อมูลไม่แม่นมากกว่า ท้าชนด้วยอาจหาญ
โชคดีที่เราถกกันด้วยเหตุผลจึงยังคบกันเป็นเพื่อนต่อไป555

pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2020, 04:39:22 PM »
มาดูการเลียน้ำลายหก ของนักวิชาการโวหารนิยมกันหน่อย

ประการแรก เป็นหนังสือเล่มแรกที่ประมวลรวมข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์สายนอกราชสำนัก หรือประวัติศาสตร์บอกเล่า ครอบคลุมเหตุการณ์ คติความเชื่อ ธรรมเนียมปฏิบัติ ตำราและการพระราชพิธีไว้เป็นจำนวนมาก

การปรากฏตัวของหนังสือโดยเฉพาะการได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่สู่สายตาสาธารณชนใน พ.ศ. 2426 ได้มีส่วนสำคัญในการเปิดโลกทรรศน์ทางประวัติศาสตร์ เท่าๆ กับที่มีส่วนจุดประกายให้เกิดการศึกษาค้นคว้าหลักฐานสมัยอยุธยาเพิ่มเติมตลอดจนการรังสรรค์งานค้นคว้าใหม่ๆ และการนำหลักฐานที่เป็นสมบัติราชการออกตีพิมพ์เผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้

https://www.silpa-mag.com/news/article_10919

ในนี้ อุดมด้วยความเขลา เยาว์ ทึ่ง จนไม่น่าเชื่อว่ากล้ามาเขียนเรื่องก่อนเกิด

ที่ว่า เป็นหนังสือเล่มแรกที่ประมวลรวมข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์สายนอกราชสำนัก หรือประวัติศาสตร์บอกเล่านั้นพี่ก็มั่วแหลก ไม่ได้รู้เลย ว่าประวัติศาสตร์บอกเล่าที่แท้จริงนั้น รัชกาลที่หนึ่ง โปรดให้สร้างขึ้นในชื่อว่า "พงศาวดารเหนือ" ด้วยการรวบรวมตำนาน นิทานต่างๆ ที่เล่ากันในหัวเมืองฝ่ายเหนือ

วิกิบอกว่า เช่น เรื่องพระร่วงแห่งเมืองสุโขทัย ที่กล่าวถึงการส่งส่วยน้ำให้กษัตริย์ขอม ขอมดำดิน ตำนานพระแก้วมรกต ตำนานพระปฐมเจดีย์ เรื่องพระยาแกรก พระยากง เรื่องพระเจ้าอู่ทอง เรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ตำนานการสร้างพระพุทธชินราช พระชินสีห์ ....

เป็นผลงานของพระวิเชียรปรีชา (น้อย) มีรัชกาลที่สองเมื่อยังเป็นวังหน้า ทรงอำนวยการ
เอกสารนี้พิมพ์ขึ้นครั้งแรกในปี 2412 ก่อนนายกุหลาบพิมพ์คำให้การปลอมตั้ง 14 ปี

แล้วเจ้าคำให้การ(ปลอม)ของขุนหลวงหาวัดนี้ ก็ไม่ใช่ประวัติศาสตร์บอกเล่า มันคือประวัติศาสตร์ฉบับทางการ
เพราะเป็นการจับเชลยมาให้การ เพื่อเก็บเป็นหลักฐานทางการปกครอง ทุกประเทศก็ทำกันทั้งนั้น และทำอย่างมีระบบ ไม่ใช่ให้ชาวบ้านมาทำกันเอง อย่างที่นักวิชาการคนนี้ เข้าใจผิด

สำหรับประโยคปิดท้าย อ่านแล้วเหนื่อยแทนที่พยายามเค้นความเห็นออกมาจนน้ำท่วมทุ่ง
มันไม่ได้ "เปิดโลกทรรศน์ทางประวัติศาสตร์" อะไรเลย

ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งในทางวิชาโบราณ ทั้งในการค้นคว้า
มีแต่คนรวยหยิบมือ รู้สึกทึ่งว่า นายกุหลาบไปได้ต้นฉบับมาจากใหน
พวกพระราชพิธี ธรรมเนียมปฏิบัติ ตำรา ต่างๆ นั้น ราชสำนักมีความเข้มงวดอยู่แล้ว
ไม่ได้หวั่นไหวไปกับข้อมูลของนายกุหลาบ เพราะยังไม่มีสำนึกในการกลับไปสู่ความถูกต้องครั้งอดีต
อย่างที่พวกนักวิชาการอ่อนหัด อยากจะให้มี

ท้ายที่สุดแล้ว ความมโนว่าหนังสือของนายกุหลาบ จะ
"จุดประกายให้เกิดการศึกษาค้นคว้าหลักฐานสมัยอยุธยาเพิ่มเติมตลอดจนการรังสรรค์งานค้นคว้าใหม่ๆ"
ก็ไม่เกิด และไม่เคยเกิด

ในปี 2426 ที่นายกุหลาบตีพิมพ์คำให้การ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการค้นคว้าหลักฐาน
ไม่มีสิ่งที่เป็น "การรังสรรค์งานค้นคว้าใหม่ๆ"
ในยุคนั้น ไม่มีความจำเป็นในการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์
เรื่องก่อนเกิดนั้น ทำหน้าที่ในทางบันเทิงมากกว่าการศึกษา

ถ้าเคยผ่านตาตำราเรียนสมัยต้นรัชกาลที่ห้ามาบ้าง จะรู้ว่า
เนื้อหาทั้งหมดนั้น ผ่านการเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย
เพราะ ตำรามีให้จำ ไม่ได้มีให้คิด

คนชั้นสูงตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมา คุ้นเคยกับเอกสารที่น่าเชื่อถือและน่าตื่นเต้นกว่านายกุหลาบมาก
นั่นคือหนังสือฝรั่ง ตั้งแต่ของลาลูแบร์สมัยพระนารายณ์ ลงมาถึงปาเลกัวส์ เบาริง และมูโอต์สมัยรัชกาลที่สี่
หรือคาร์ล บ๊อค สมัยรัชกาลที่ห้า ต่างเสนอมุมมองและโลกทัศน์ที่เราต้องคล้อยตาม

และอีกนานทีเดียว กว่าวงวิชาการของเรา จะก้าวตามโบราณคดีอินเดียของอาณานิคมอังกฤษ
เรายังถือว่า การสร้างพิพิธภัณฑ์ ก็เพื่อเก็บของแปลก ไม่ใช่เพื่อการรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์

อย่างที่นิยมกันในปัจจุบัน

กว่าที่สำนึกทางวิชาการเกี่ยวกับอดีตจะเกิดขึ้น ก็ช่วงปลายรัชกาลที่ห้า
อาจจะมีเชื้อมาตั้งแต่ปี 2426 ที่เยอรมันมาตัดเทวรูป จะนำออกไป



ทำให้มีการสำรวจโบราณวัตถุ เกิดขึ้น
แต่ที่มีส่วนกระตุ้นอย่างแท้จริง น่าจะเป็นคราวบูรณะอยุธยาเพื่อจัดพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก



ครั้งนั้น พระยาโบราณราชธานินทร์ได้ทำให้การศึกษาอยุธยา
กลายเป็นเรื่องสำคัญในราชสำนักได้สำเร็จ



pee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8379
  • Like: 42
    • ดูรายละเอียด
Re: สุนทรภู่ : สันนิษฐานปีเกิดและตาย
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2020, 12:21:16 AM »
นายกุหลาบ นายสมิท และสุนทรภู่

ทั้งนายกุหลาบและสุนทรภู่ ต่างก็เป็นศิษย์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโรรส เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน
น่าแปลกที่ข้อนี้ นายกุหลาบไม่เคยอ้างถึงเลย ดูเหมือนท่านจะมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรภู่อย่างลางเลือน
ทั้งๆ ที่ควรจะรู้จักดียิ่งกว่าพวกขุนนางที่เคยแสดงประวัติลงในสยามประเภท

เท่าที่สอบเจอ ท่านเล่าเรื่องสุนทรภู่ไว้เพียง 1 ประโยค ส่วนอีกประโยคนั้นพูดถึงนายพัด
"ขุนสุนทรโวหาร (ภู่) เป็นบุตรขุนศรีสังหาญ (พลับ) บ้านมีอยู่หลังป้อมวังหลัง เป็นสะเตเชั่นรถไฟสายเพชรบุรี มารดาชื่อใดไม่ทราบ"
"ได้พบตัวนายพัดบุตรชายสุนทรภู่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ ขณะนั้นนายพัดอายุ ๘๖ ปี ความจำยังดีไม่หลงลืม แต่ไม่เป็นนักปราชญ์เหมือนบิดา"
http://thopsundarasardula11.blogspot.com/2016/07/

ควรสังเกตว่า หมอสมิท ที่พิมพ์พระอภัยมณีแจกในงานพระบรมศพพระจอมเกล้า 2413
แล้วพิมพ์ขายต่อมาจนมีเงินสร้างตึก มีความสัมพันธ์ไกล้ชิดกับนายกุหลาบ


http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/08/K4607692/K4607692.html

สมิท เป็นผู้พิมพ์นิราศยี่สารที่นายกุหลาบแต่งลงในจดหมายเหตุสยามไสมย แล้วมาพิมพ์เป็นเล่มในปี 2422
ต่อมาในปี 2426 ก็พิมพ์ "คำให้การขุนหลวงหาวัด" ที่เอ่ยถึงในรีพลายก่อน
จนในที่สุด ยังเป็นหน้าม้าเขียนมาถามเรื่องพงศาวดารในสยามประเภท
เพื่อเปิดช่องให้นายกุหลาบอวดว่ามีรายนามพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่สมัยสุโขทัยลงมา ได้เป็นตุเป็นตะ
จนนำไปสู่การโดนลงโทษ

ด้วยนิสัยชอบเล่า ทำไมนายกุหลาบจึงไม่ขยายความเรื่องน่ารู้เหล่านี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการจัดหาต้นฉบับ และการตีพิมพ์ขึ้นมาเป็นหนังสือเล่ม
หรือการที่นายสมิท ตามหาทายาทเพื่อจะจ่ายค่าเรื่องให้

ว่าด้วยต้นฉบับพระอภัยมณี
คำกลอนพระอภัยมณีนั้น มีความยาวอย่างไม่น่าเชื่อถึงกว่าร้อยเล่มสมุด
เมื่อหอพระสมุดตีพิมพ์ในปี 2468 ได้ชำระเป็น 25,098 คำกลอน จบเพียงนางสุวรรณมาลี และนางละเวงวัณลาบวช
ถือว่าเป็นเนื้อเรื่องเดิมที่คาดว่าสุนทรภู่อยากให้จบเพียงนี้ แต่โรงพิมพ์เอกชนในยุคนั้น มีการพิมพ์เนื้อเรื่องต่อมาอีกเท่าตัว คืออีก 23,588 คำกลอน

ความนิยมในเรื่องพระอภัยมณี เกิดจากความเฉียบแหลมของนายสมิท
เขาพิมพ์ตัวอย่างขึ้นมา 120 ชุด ชุดละ 20 เล่ม (เนื้อความถึงเล่มที่ 80) เพื่อขอแจกในงานพระเมรุรัชกาลที่สี่
เป็นจุดเริ่มต้นที่จะหารายได้อย่างมหาศาลในเวลาต่อมา

คำถามก็คือ สมิทได้ต้นฉบับมาจากใหน....ต่อไปนี้เป็นการเดา