ผมประหลาดใจมาก ที่มิชลิน ไม่จัดดาวให้ร้านมิ่งหลี
ถ้าศรแดง เจ๊ไฝ ได้หนึ่งดาว ที่นี่ควรจะได้ดาวครึ่ง
https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2018/02/02Minglee.jpgทบทวนความอร่อยตามรอยพ่อไปชิมอีกครั้ง กับร้านมิ่งหลีอายุร้อยกว่าปี โดย ปิ่นโตเถาเล็กปิ่นโตเถาเล็ก เป็นนามปากกาของ หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์
เธอเล่าถึงร้านมิ่งหลีว่า อายุ 110 ปี (จาก 2452 ถึง 2561 ที่เขียนเรื่อง) คุณพ่อ คือ ถนัดศอ
มีโต๊ะประจำในร้านด้านในสุดทางขวา
คุณภาสันต์น่าจะยังเด็กมาก เมื่อคุณพ่อพามาที่มิ่งหลี จึงอาจจะจำสับสน
โต๊ะประจำของท่าน คือโต๊ะแรกปากประตูด้านซ้าย เป็นโต๊ะกลมใหญ่ นั่งได้เบียดก็ราว 8 คน
คุณชายจะนั่งเก้าอี้ตัวแรก หันหลังพิงประตู ผนังด้านหลังเป็นกระดานรายการอาหาร
แขกประจำก็คือพี่สาโรจน์ จารักษ์ กับพี่ชิน ประสงค์ ซึ่งจัดเป็นรุ่นใหญ่ แล้วก็มีรุ่นน้อง รุ่นลูก มาแจม
ถ้าคึกคัก ก็อาจจะมีถึง 10 กว่าคน โดยมากพอไกล้ค่ำคุณชายกับรุ่นใหญ่จะกลับก่อน
ที่เหลืออาจจะอยู่ยาวถึงใกล้เที่ยงคืน
โต๊ะคุณชายโรยราไป เมื่อบริกรของร้านเสียชีวิต ผมก็ลืมชื่อพี่เขาไปแล้ว
แกมีเอกลักษณ์คือ พูดห้วน หน้าตึง วางจานอาหารกระแทกโต๊ะ แต่ไม่เคยหก
ไม่เคยแสดงความนอบน้อมแก่ผู้ใด และไม่เคยเห็นสนิทกับผู้ใด แต่ที่จริงแล้วใจดี
ผมเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเอง แกก็อำนวยความสะดวกให้ เพราะตัวแกงานล้นมือ
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราก็ควรช่วยตัวเอง แต่คนนอกจะกลัว เพราะไม่รู้ความจริงว่า
พี่เขาเหนื่อยมาก
วันเผาศพแกนั้น เป็นที่เลื่องลือ เพราะแขก VIP มากันเต็มวัด
อาหารร้านมิ่งหลี ไม่มีจานใหนที่ไม่อร่อย
ความอร่อยนั้น มีความพิเศษ ตรงที่รักษาตัวตนของส่วนผสมเอาไว้ได้อย่างเป็นเลิศ
จานง่ายๆ อย่างเช่นไข่เจียวมะระนั้น ฟังดูออกจะธรรมดา
ตักกินแล้วจะรับรู้ถึงความเด่นของไข่ ของมะระแต่ละชิ้น และของกุ้งแต่ละตัว
รสชาติที่ละเอียดอ่อนอย่างนี้ ปัจจุบันทำกันไม่เป็น
อาจจะเป็นเพราะใช้เครื่องปรุงมากเกินจำเป็น ใช้ความร้อนมากเกินต้องการ
หรือจัดการส่วนผสมที่แตกต่างกันไม่เป็น
ทุกวันนี้ รสชาติอาหารนั้น หยาบมาก
วิญญานของวัตถุดิบสูญหายไปหมด เพราะคนทำ กินอาหารไม่เป็น
กินเป็นแต่รสปรุงแต่งที่ไร้สกุลรุนชาติ ทุกอย่างในจาน เหมือนๆ กันไปหมด
ร้านมิ่งหลีเห็นจะไม่ได้มีอายุมากขนาดร้อยกว่าปี
เท่าที่ผมรู้ ร้านพงษ์เต้ง ที่เรียกกันว่าร้านเนี้ยว
ซึ่งอยู่อีกหัวมุมหนึ่งตรงข้ามประตูวิเศษไชยศรี (มิ่งหลีตรงข้ามประตูวิมานเทเวศร์)
เป็นผู้บุกเบิกตั้งร้านอาหารที่นี่ ประมาณรัชกาลที่เจ็ดหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ที่รู้อย่างนั้น เพราะเจ้าของร้าน (พ่อเพื่อน อนศ. ของผมเอง) เคยเป็นกุ๊กส่วนตัวของตระกูลปันยารชุน
คุณอานันท์ซึ่งเกิดเมื่อ 2475 ได้เคยมาอุดหนุนหลายครั้ง แสดงว่า ต้องมีความคุ้นเคยกันมา
เรื่องนี้เล่าแล้ว เล่าซ้ำคงไม่เป็นไร
เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากเป็นกุ๊กประจำบ้านอยู่หลายปี เก็บเงินได้พอจะเปิดร้านของตัวเอง ก็ขอลาออก
มีคนแนะนำว่า ตึกแถวของทรัพย์สินฯ ตรงหน้าพระลานสร้างมานานแล้ว ว่างอยู่ ค่าเช่าถูกๆ
จะเหมาทั้งหมดทำภัตตาคารใหม พ่อเพื่อนบอกว่า สู้ไม่ไหว
เลยไปชวนเพื่อนมาเปิดอีกร้านคู่กัน คือร้านมิ่งหลี
ที่ถูกชวนเพราะผู้ใหญ่อยากให้มีที่นั่งพักเวลาเข้าวัง ถ้างานมีถึงค่ำ ก็ได้อาศัยฝากท้องไปด้วย สะดวกดี
ร้านพงษ์เต้งจึงเป็นที่รู้จักกันในหมู่ข้าราชการระดับสูงตั้งแต่นั้น
พอพ่อเพื่อนแก่ตัวลง ลูกชายคนโตทำต่อ ความน่าเชื่อถือก็ลดลงเพราะแกเป็นคนติดดิน เข้าผู้ใหญ่ไม่เป็น
สรุปว่า ร้านอาหารในตำนานทั้งสองแห่ง คงมีอายุอ่อนกว่าระบอบประชาธิปไตยสักหน่อย
ปีนี้ก็คง 80-85 ปี เท่านั้น
สำหรับรสมือนั้น ถ้าเคยกินฝีมือพ่อเพื่อน (ช่วง+2510) จะรู้ว่า ร้านมิ่งหลีอ่อนกว่าเล็กน้อย
สตูของร้านพงษ์เต้ง หอมกว่า นุ่มนวลกว่า ละมุนลิ้นกว่า ของร้านมิ่งหลีน้ำมันหอยและซี่อิ๊ว รสนำกว่าเล็กน้อย
หมี่กรอบ ก็สู้ไม่ได้ ร้านมิ่งหลีจะร่วนกว่า หอมกว่า
จะเปรียบก็คง 90/95 คือแทบไม่มีผลต่าง เว้นแต่จะตั้งใจแยกแยะกันจริงๆ
ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพคนหนึ่ง ไม่กินของร้านมิ่งหลีเลย