สมัยนี้ทำอะไรต้องคิดถึงการขายออกหรือไม่ด้วย รสนิยมที่ดีๆ เอาไว้ทีหลัง ต้องโทษคนฟังด้วยครับ
ถ้าต้องโทษใคร ขอโทษคนฟังเป็นคนสุดท้ายครับ
ผมและพวกเราทั้งหลาย ก็คือคนฟังนะครับ เราไม่ผิดเลย
เพราะเราแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย รับลูกเดียว
เกิดมาจนถึงวันนี้ ยังไม่เคยเจอเศรษฐีที่จ่ายเพื่อศิลปะเลย
หมายถึงจ่ายจริงๆ ตามระบบที่ถูกต้องนะครับ
อย่างพี่วิกลม กลมดิก จ่ายเพื่อรางวัลอำมาเตะอะวอร์ดนั่น ไม่ใช่
เพราะพี่แกเล่นเรียนลัด ฟาดเงินโครม แล้วก็อ้างว่าเป็นคนดี
ที่จริงก่อนหน้านี้ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับศิลปะอะไรเลย
เปรียบไปก็คือเสี่ยเล็กภาคเรียนลัดเท่านั้นเอง
ขอยกตัวอย่าง MoMA นิวยอร์ค น่าจะชัดเจน
ปี 1890 Alfred Stieglitz กลับนิวยอร์ค เขาเรียนวิศวะ แต่หลงไหลการถ่ายรูป
มีผลงานที่ถูกยอมรับระกับหนึ่งแล้ว มาที่นิวยอร์ค เขาเหงามาก
ไม่มีคนคุยเรื่องศิลปะด้วย สุดท้ายก็ตั้งสำนักถ่ายรูป ออกสิ่งพิมพ์ และพยายามจัดกิจกรรม
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ The Armory Show ในปี 1913
เป็นงานแสดงศิลปะที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดในประเทศป่าเถื่อนนี้
งานชิ้นนี้ ของ Brancusi ชื่อว่า Bird In Space Brancusi

ถูกศุลกากรเก็บภาษี ข้อหาเป็นวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม....ฮา
เหมือนกรณี อาจารย์ขจร สุขพานิช เอาไมโครฟิล์มพระราชพงศาวดารฉบับสำคัญ
ท่านทำสำเนามาจากหอสมุดแห่งชาติ อังกฤษ ศุลกากรก็จะเก็บภาษีหลายเงิน
หาว่าเป็นฟิล์มภาพยนตร์
เห็นใหมครับ สหรัฐกับเสียมกุก ก็ทำอะไรน่าขายหน้าได้ไม่แพ้กัน
นิทรรศการอาโมรี่ ไม่ได้ทำให้สหรัฐฉลาดขึ้น มีรสนิยมขึ้น
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วคน ประมาณ 1928-29 สุภาพสตรีสามท่าน ก็ทนไม่ไหว
คุณนายร้อคกี้เฟลเลอร์ คุณนายซุลลิแวน (เมียสถาปนิกใหญ่) และคุณนายบลิส
คบคิดกันตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์คขึ้นมา
เมืองนี้ ก็กลายเป็นเมืองหลวงของศิลปะโลกในยุคใหม่
ว่ากันด้วยความรวย เศรษฐีไทย 50 อันดับแรก มีเงินรวมกันนับล้านๆ บาท
หาไม่เจอว่าจะทำอะไรที่มีประโยชน์อย่างนี้
เห็นมีแต่ประเคนให้ลัทธิจานบินเป็นหมื่นๆ ล้าน
เอากะมันดิ

คนฟังอย่างเรา ทำอะไรที่เป็นรากฐานวัฒนะธรรมแบบนี้ไม่ได้ดอกครับ
แค่หาเพลงดีๆ หนังดีๆ ละคอนดีๆ วรรณกรรมดีๆ สถาปัตยกรรมดีๆ ศิลปะดีๆ
จากคนไทยด้วยกัน ยังไม่ค่อยจะเจอเล้ยยย
คนฟัง คนดูนี่
คือห่วงโซ่ล่างสุดของวงจรศิลปะนะครับ